Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

หยุดตกเป็นเหยื่อและไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ 6 อีกต่อๆไป

วิชชา(ปัญญา)จะมองเห็นอารมณ์ 6 เป็นกงจักร(สิ่งสร้างทุกข์)

อวิชชา(ความไม่รู้)จะมองเห็นอารมณ์ 6 เป็นดอกบัว(สิ่งสวยงาม)

อายตนะภายนอก 6 หรืออารมณ์ 6 คืออะไร?

อายตนะภายนอก 6 หรือเรียกว่า อารมณ์ 6 คือ สิ่งที่อยู่ภายนอกตัวเราประกอบไปด้วยรูป(รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ)และนาม(ธัมมารมณ์)และเป็นคู่กระทบกับอายตนะภายใน(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)เพื่อให้เกิดความรู้สึกรับรู้ขึ้น

รูป: สิ่งที่มองเห็น มากระทบทางตา

เสียง: สิ่งที่ได้ยิน มากระทบทางหู

กลิ่น: สิ่งที่ได้กลิ่น มากระทบทางจมูก

รส: สิ่งที่ลิ้มลอง มากระทบทางลิ้น

โผฏฐัพพะ: สิ่งที่สัมผัส แตะต้อง มากระทบทางกาย (ร้อน อ่อน แข็ง)

ธรรมารมณ์: เรื่องราว ความคิด หรืออารมณ์ต่างๆ มากระทบทางใจ

อารมณ์ 6 หรืออายตนะภายนอก 6 ความจริงก็คือ สมมติบัญญัติ เพื่อให้ศึกษารูปและนาม รูปจะมาจากมหาภูตรูป(ดิน น้ำ ลม ไฟ)และอุปทายรูปที่มีกำเหนิดมาจากมหาภูรูปอีกต่อหนึ่ง แล้วเราก็มาสมมติว่า อันนี้เรียกว่า รูป อันนี้เรียกว่าเสียง อันนี้เรียกว่ากลิ่น อันนี้เรียกว่ารส อันนี้เรียกว่าสัมผัส(โผฏฐัพพะ)ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งปรุงแต่งจากรูป ไม่ได้เกิดขึ้นขึ้นมาลอยๆ ทุกๆสิ่งปรุงแต่งล้วนอยู่ภายใต้กฎ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยและดับลงตามเหตุปัจจัย ส่วนนามคือ ธรรมมารมณ์( ความคิดต่างๆ ความจำได้หมายรู้ อารมณ์ต่างๆที่มากระทบใจ)เป็นสิ่งปรุงแต่งและสมมติขึ้นมาทั้งหมด อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์เช่นเดียวกันกับรูป ทั้งหมดนี้(อารมณ์ 6 )จึงเป็นอนัตตา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขาหรือของของใคร บังคับควบคุมไม่ได้ ไม่มีแก่นสารหรือสารสำคัญใดๆ เพราะมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วขณะ สุดท้ายก็ดับสลายไปในที่สุด มันเป็นสิ่งปรุงแต่งที่มนุษย์สมมติกันขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น มันเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยไม่มีพระเจ้าเป็นผู้สร้างใดๆทั้งสิ้น ทั้งหมดล้วนไม่เที่ยงแท้และแน่นอนไม่ควรไปยึดถือ

การพิจารณาถึงการไม่ตกเป็นทาสและไม่เป็นเหยื่อของ อายตนะภายนอก 6 (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธัมมารมณ์) ถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติ เพื่อถอนความหลงยึดมั่นถือมั่นยึดติดและคลายความกำหนัดในโลกแห่งสมมติที่สมมติกันขึ้นมาเท่านั้น(ไม่ใช่ของจริงที่เป็นอมตะ)

เมื่อเจาะลึกผ่านมุมมองของการปฏิบัติ สามารถพิจารณาได้ตามแนวทางดังนี้:

ธรรมชาติของอายตนะภายนอก(อารมณ์ 6 )

อารมณ์ทั้ง 6 (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์)เป็นเพียงสภาวะธรรมตามธรรมชาติที่มากระทบ ไม่ได้มีเจตนาจะมาผูกมัดหรือเป็นนายของเรา(จิต) ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวอารมณ์ภายนอก แต่อยู่ที่การปรุงแต่งของจิตที่หลงไปยึดมั่นถือมั่น(จิตที่ถูกอวิชชาครอบงำ)เห็นกงจักร(อารมณ์ 6)เป็นดอกบัว(สิ่งสวยงาม)กงจักรมันจะหมุนมาทำร้ายเราเมื่อเข้าไปติดกับดักมัน

กลไกการเกิดทุกข์: เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง ฯลฯ หากขาดสติและโยนิโสมนสิการ(ปัญญา) จิตจะไหลตามความชอบใจหรือความขัดใจ เกิดเป็น เวทนา (สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ) และหากปล่อยให้ไหลต่อ สังขารจะปรุงแต่งกลายเป็น นันทิราคะ ความเพลิดเพลินยินดี ซึ่งเป็นเชื้อของตัณหา กลายเป็นความผูกพันและตกเป็นทาสของอารมณ์นั้นในที่สุด(กิเลสตัณหาเกิด)

การรู้เท่าทันสมมติ: วิชชาที่พระพุทธเจ้าทรงสอน มุ่งเน้นให้เห็นความจริงว่า ทั้งตัวผู้รับรู้(จิต)และอารมณ์ที่มากระทบต่างก็เป็นเพียงธรรมแต่ละธรรมที่ทำหน้าที่ของตน การตีแผ่สมมติออกทำให้เห็นว่าไม่มี "เรา" ที่เป็นเหยื่อ และไม่มี "อารมณ์" ที่เป็นผู้กระทำ มีแต่ธรรมที่ทำกิจในผัสสะและเวทนาเท่านั้น

การตั้งฐานจิตในการปฏิบัติ: เมื่อมีผัสสะ(มโนผัสสะ)เกิดขึ้น การใช้โยนิโสมนสิการพิจารณาลงไปที่ปัจจุบันขณะ เพื่อ ละนันทิในเวทนา ตั้งความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง จะช่วยตัดวงจรไม่ให้จิตไหลไปเป็นทาสของอายตนะภายนอก คงความอิสระและรู้ตื่นอยู่กับความจริง

"เมื่อจิตไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นยึดติดและสำคัญมั่นหมายในอารมณ์ 6 อายตนะภายนอกหรืออารมณ์ 6 ก็เป็นเพียงสักว่ารูป สักว่าเสียง สักว่าธรรมารมณ์ ที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ดับไป ไม่สามารถแปรสภาพจิตที่มีวิชชาให้กลายเป็นเหยื่อได้อีก"

อย่าวิ่งเข้าหากองเพลิงอามรมณ์ 6 (กงจักร): 

อิสรภาพที่แท้จริงจากการไม่เป็นทาส "อารมณ์ 6"

ทุกวันนี้ เราใช้ชีวิต วิ่งวุ่น และปล่อยให้ความสุขหรือความทุกข์ของเราไปผูกติดอยู่กับสิ่งรอบตัวตลอดเวลา โดยไม่รู้เลยว่า เรากำลังเอาชีวิตและจิตใจไปฝากไว้กับสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ สิ่งนั้นคือ "อารมณ์ 6" หรือ อายตนะภายนอก 6 (รูป, เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัส และเรื่องราวทางใจที่เข้ามากระทบ)

ลองหยุดคิดดูสักนิด... ทุกครั้งที่เราปล่อยให้ใจไหลตามความอยาก ความโกรธ หรือความเพลิดเพลินในสิ่งเหล่านี้ นั่นเท่ากับเรากำลัง "เดินเข้าไปหากองเพลิง" ด้วยความสมัครใจ กองเพลิงที่ให้ความอบอุ่นหรือความสุขเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเล็กๆน้อยๆ แต่มันเผาผลาญความสงบสุขในใจเราไปจนหมดสิ้น

ความจริงเบื้องหลัง "อารมณ์ 6"(กงจักร) ที่คุณต้องรู้

1. ทุกอย่างคือ "สมมติชั่วคราว": รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และเรื่องราวที่มากระทบ ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีอะไรที่เป็นแก่นสารหรือเป็นตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา)อย่าไปหลงยึดหรือปรุงด้วย อวิชชา

2. สุขชั่วคราว แลกกับทุกข์มหันต์: การวิ่งตามอารมณ์เหล่านี้ให้อาหารแก่ความอยาก (สุขเวทนา) แค่เพียงชั่วพริบตา แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ โทษ ทุกข์ และปัญหาคาราคาซังมหาศาลที่ผูกมัดเราไว้ไม่รู้จบสิ้น(ถ้ามองด้วยปัญญา)

3. อวิชชาคือตัวการ: การเข้าไปยึดถือหรือปรุงแต่งกับอารมณ์เหล่านั้น เกิดจากความหลง (อวิชชา) ที่ทำให้เราเข้าใจผิดคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือเรื่องใหญ่ คือตัวเรา หรือเป็นของเรา เป็นความสุขที่เราต้องการ(ซึ่งจริงๆคือความทุกข์)

ทางออกที่สั้น ง่าย และตรงที่สุด "ไม่ต้องวิ่งเข้าหากองเพลิง"(กงจักร)

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางสว่างไว้ให้เราแล้ว เช่นเดียวกับคำสอนที่เตือนใจเราเสมอว่า "เมื่อตาเห็นรูป หูฟังเสียง ฯลฯ ให้สักว่าเห็น สักว่าได้ยิน" โดยไม่ต้องไปให้ความสำคัญ ไม่ต้องอธิบายใดๆ ไม่ต้องส่งจิตไปปรุงแต่งต่อ เพราะเมื่อไม่มีการปรุงแต่ง อารมณ์เหล่านั้นก็ทำอะไรจิตใจเราไม่ได้

ใช้สติรู้เท่าทัน: เมื่ออารมณ์จากภายนอกมากระทบ แค่มีสติรู้ทัน ไม่ไหลตาม

ใช้สมาธิและปัญญาเป็นเครื่องอยู่: ตั้งจิตมั่นคงอยู่ที่ฐานกาย มองเห็นความจริงว่ามันเป็นเพียงสิ่งผ่านทาง เดี๋ยวก็ดับไปเองตามธรรมชาติเกิดดับของมัน

ละความสำคัญมั่นหมาย: เลิกเอาใจไปเกาะเกี่ยว เลิกเป็นเหยื่อของสิ่งเร้าภายนอก(อารมณ์ 6 )

สรุปคือ: เมื่อเราเห็นแจ่มแจ้งแล้วว่าอารมณ์ 6 เป็นเพียงไฟลวงตาที่ไม่มีแก่นสารอะไร เราก็ไม่ต้องเสียเวลาเอาตัวเข้าไปแลกอีกต่อไป การไม่วิ่งเข้าหากองเพลิง คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเป็นอิสรภาพที่แท้จริงในการใช้ชีวิต 

การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์ 6 : 

"สำรวมอินทรีย์ 6" ดับไฟตั้งแต่ยังไม่ลุกลาม 

การแก้ปัญหาความทุกข์ที่แท้จริงและตรงจุดที่สุดตามหลักพุทธธรรม ไม่ใช่การตามไปแก้ไขที่อารมณ์ภายนอกที่มากระทบ เพราะโลกนี้มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และเรื่องราวไหลเวียนเข้ามาไม่จบสิ้น แต่การแก้ที่ "ต้นเหตุดั้งเดิม" คือการฝึก "สำรวมอินทรีย์ 6" (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) โดยเฉพาะการควบคุมดูแล "จิต (วิญญาณ)" ไม่ให้ซัดส่ายไหลตามไปรับรู้และปรุงแต่งด้วยอำนาจของอวิชชา ให้จิตอยู่กับ สติ สมาธิ ปัญญา ที่ฐานกายปลอดภัยที่สุด 

การทำความเข้าใจผ่านมุมมองการปฏิบัติ สามารถจำแนกและเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนได้ดังนี้:

1. เปลี่ยนมุมมองใหม่ : เห็นอารมณ์ 6 เป็น "กงจักร" ไม่ใช่ "ดอกบัว" 

สาเหตุที่จิตชอบวิ่งเข้าหาอารมณ์ 6 เพราะความหลง (อวิชชา)บังตา ทำให้มองเห็นอารมณ์เหล่านั้นเป็นสิ่งสวยงาม(ดอกบัว)น่าเพลิดเพลิน เหมือนการวิ่งเข้าหา "ดอกบัว" ที่ส่งกลิ่นหอมชวนดึงดูด แต่ความจริงแล้ว หากมองด้วยปัญญา(วิชชา) อารมณ์ 6 ที่ปรุงแต่งด้วยตัณหาอุปาทานนั้น แท้จริงแล้วคือ "กงจักรผันแปร" หรือคมดาบที่หมุนเข้ามาบดขยี้จิตใจให้แหลกสลาย สร้างความทุกข์ โทษ และภัยอันยาวนาน เมื่อเห็นแจ้งเช่นนี้ จิตจึงเกิดความกลัวภัยในสังสารวัฏและหยุดวิ่งเข้าหากองไฟ(อารมณ์ 6 )โดยอัตโนมัติ

2. กลไกการสำรวมอินทรีย์: ปิดประตูต้อนรับความทุกข์

อินทรีย์ 6 เป็นดั่งประตูเมือง: ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือช่องทางติดต่อกับโลกภายนอก(อารมณ์ 6)หากนายประตู (สติ) ขาดความระแวดระวัง ปล่อยให้อารมณ์ 6 (โจรผู้ร้าย) บุกรุกเข้ามาตามอำเภอใจ จิตย่อมถูกครอบงำ

จิตที่ไม่ซัดส่าย: เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้นที่อินทรีย์ทั้ง 6 สติจะเข้ามาทำหน้าที่กั้นกระแสทันที ไม่ปล่อยให้วิญญาณไหลไปยึดติดปรุงแต่งต่อยอดเป็นความยินดียินร้าย (นันทิราคะ)ในอารมณ์ 6

การหยุดที่ต้นทาง: แทนที่จะปล่อยให้เกิดเวทนาแล้วปรุงแต่งเป็นตัณหา การใช้สติสำรวมอินทรีย์คือการตัดวงจรตั้งแต่ตอนที่ "ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง" ให้จบลงแค่ "สักว่าเห็น สักว่าได้ยิน" โดยไม่ส่งใจตามไปปรุงแต่งในอารมณ์ 6

3. ถอนรากถอนโคนด้วย "วิชชา"(ปัญญา)

ด้วยอวิชชา: จิตจะเข้าไปคลุกคลี ตะเกียกตะกายไขว่คว้าหาความสุขชั่วคราวจากอารมณ์ 6 เปรียบเหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟเพราะความไม่รู้ว่าเป็นไฟ

ด้วยวิชชา: จิตเห็นความจริงว่า อารมณ์ทั้ง 6 เป็นเพียงสภาวะธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุปัจจัย เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนแก่นสารใดๆ การเข้าไปยึดถือยึดติดมีแต่จะสร้างภาระทางจิตให้เกิดทุกข์ การสำรวมอินทรีย์จึงไม่ใช่การบังคับกดขี่ แต่เป็นการ "ตื่นรู้" และวางท่าทีต่อโลกอย่างถูกต้อง

"เมื่ออินทรีย์สำรวมดีแล้ว จิตย่อมสงบระงับจากความซัดส่าย ไม่เป็นทาสของอารมณ์ภายนอก(อารมณ์ 6) ดำรงอยู่อย่างอิสระเหนือวังวนแห่งสมมติ นี่คือการดับปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริงและเด็ดขาดที่สุด"ไม่ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์

ความหลง (อวิชชา) ทำให้เรามองสิ่งที่เป็นภัยอันตราย เป็นเครื่องพันธนาการ และเป็นกองทุกข์ (กงจักร) ให้กลายเป็นสิ่งน่ารื่นรมย์ น่าหลงไหล และน่าไขว่คว้า(ดอกบัว)แต่ในความจริงแล้ว มันคือ ทางไปแห่งทุกข์

วิชชา(ปัญญา) ทำหน้าที่พลิกกลับความเข้าใจผิดนั้น ให้เห็นกงจักรตามความเป็นจริงว่ามันเป็นกงจักรไม่ใช่ดอกบัว จึงเกิดความสลดใจ คลายความกำหนัด และหยุดวิ่งเข้าหาด้วยความสมัครใจ ทุกข์ก็ไม่เกิดขึ้น

การเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในปัจจุบันขณะที่ฐานกายคือสิ่งสำคัญมากที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการตัดกระแสอารมณ์ 6 (ตัดกระแสกงจักร)ไม่อยากเป็นเหยื่อและเป็นทาสของอารมณ์ 6 อันนำพาไปสู่ความทุกข์ อยู่ที่การตัดสินใจเลือกของเราทุกๆคนเป็นหลัก

 

 

 

(( อาวุธในการดับกิเลสดับทุกข์ ))
(( การดับทุกข์ด้วยแก่นมรรค ))
(( จิตที่ไม่มีทุกข์ กดดูที่นี่....))
(( ความรู้และความเข้าใจใน สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( ที่ตั้งของจิตที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ ))
(( วิธีฝึกแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ) ))
(( เรียนรู้จุดเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์ ))
(( ทุกข์เกิดและทุกข์ดับในกระแสปฏิจจสมุปบาท ))
(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))
 

(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... )) 

(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ )) 

(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ )) 

(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))  

(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))  

(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))  

(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
 
 

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]  

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]  

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]  

((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))  

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))  

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...)) 

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ] 
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 
 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]   

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))  

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))   

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))   

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))  

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..)) 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
   

 

 

 

 

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。

 

Visitors: 18,919