จุดเกิดทุกข์และจุดดับของทุกข์

((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( การดับทุกข์แบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))
มาดูจุดเกิดของ...ทุกข์ และ จุดดับของ.... ทุกข์ ในจิตใจของมนุษย์
ทุกข์เกิดขึ้นที่ใด??? ทุกข์ดับลง ณ ที่ใด ???
ทุกข์เกิดขึ้นที่ ใจ(จิต) และ ดับลง ที่จิตใจของทุกๆคนนั่นเอง( ทุกข์เกิดและดับในที่เดียวกัน)
ทุกข์มาจากไหน???ทุกข์เกิดจากอะไร???
วัตถุประสงค์จริงๆของผมคือ ช่วยลดความทุกข์และปัญหาให้กับเพื่อนมนุษย์ที่ดำเนินชีวิตในแต่ละวัน
ท่านค่อยๆศึกษาไปเรื่อยๆตามแบบฉบับของปุถุชน ไม่ต้องคิดเรื่องการบรรลุมรรคผลใดๆทั้งสิ้น
ธรรมที่ทำให้เกิดและดับของทุกข์จะเกี่ยวข้องกับธรรมต่อไปนี้ คือ.-
1. จิต 2. เจตสิก 3. ผัสสะ 4. เวทนา
1 ) ทุกข์เกิดขึ้นที่ จิต และ ดับลงที่..จิต..( เกิดและดับในที่เดียวกัน )
2 ) เจตสิก เป็นธรรมที่ประกอบจิต คือ เป็นตัวปรุงแต่งจิตให้เกิดทุกข์ขึ้นมานั่นเอง(อกุศลเจตสิก)แต่ถ้ากุศลเจตสิกเกิดขึ้น(เดินแก่นมรรค) อกุศลเจตสิก(ตัวสร้างกิเลส)ดับลง ดังนั้น ทุกข์เกิด และ ทุกข์ดับ ตัวแปรจึงอยู่ที่...เจตสิกที่เข้ามาปรุงแต่งจิตเป็นหลัก ถ้าเป็นอกุสลเจตสิกเข้ามาปรุงแต่งจิต จิตก็เกิดทุกข์ขึ้น แต่ถ้าเป็นกุศลเจตสิกปรุงแต่งจิต ทุกข์ก็ดับลง(ไม่เกิดทุกข์) นี่คือ เหตุผลของ...การเดินแก่นมรรค..ในทุกๆขณะจิต
3 ) ผัสสะหรือสัมผัส หรือการกระทบ เจตสิกจะทำงานหรือปรุงแต่งจิตได้ก็ต่อเมื่อมี...ผัสสะ(สัมผัส)เท่านั้น ทั้งเจตสิกที่เป็นกุศลและเจตสิกที่เป็นอกุศล จะทำการปรุงแต่งจิตได้ก็ต่อเมื่อมี...ผัสสะ(สัมผัส)เกิดขึ้นมาเท่านั้น
4 ) เวทนา เป็นผลมาจากการเกิดขึ้นของ...ผัสสะ...ซึ่ง ผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิด เวทนา จะไวมากจนบางครั้งสังเกตแทบไม่ทันก็มี การปรุงแต่งของเจตสิกจะเกิดขึ้นในจุดนี้เอง โดยเฉพาะอกุศลเจตสิกที่จะปรุงแต่ง...นันทิราคะ..ให้เกิดขึ้น นันทิราคะ คือ เชื้อของ..ตัณหา...
สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)เป็นธรรมที่เป็นกุศล(กุศลเจตสิก)เป็นเจตสิกฝ่ายดี( สติเจตสิก เอกัคคตาเจตสิก(สมาธิ) ปัญญาเจตสิก )
ถ้าไปดู อริยสัจ 4 จะเห็นที่มาของทุกข์(สมุทัย)ชัดเจน ทุกข์เป็นผล สมุทัย(ตัณหา)เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์ขึ้น และอริยมรรค คือ ธรรมที่ใช้ดับทุกข์นั่นเอง เมื่อปฏิบัติตามอริยมรรคจนเกิดมรรคจิตขึ้น นั่นคือ นิโรธเกิด(ทุกข์ดับ)
คำอธิบาย: ไม่ใช่แค่ความเสียใจหรือความเจ็บปวดทางกายและทางใจเท่านั้น แต่รวมถึงสภาวะที่ทุกอย่างคงทนอยู่ไม่ได้ (อนิจจัง) และความยึดมั่นในขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวตน (สักกายทิฏฐิ)ยึดขันธ์ 5 มาเป็นของตนเอง ซึ่งมันไม่ใช่มันเป็นของธรรมชาติที่พ่อแม่ให้มา สักระยะหนึ่งมันก็ดับลง(ตาย) กายนี้ก็มาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ รวมตัวกันเป็น รูปกาย จิต ก็มาจากสังขาร(ธรรมชาติ)ปรุงแต่งขึ้นมา ไม่มีส่วนใดเลยที่เป็นของเรา
หน้าที่ต่อทุกข์: "ปริญเญยยะ" คือการ "กำหนดรู้" (ยอมรับและทำความเข้าใจมันตามจริง ไม่ใช่การวิ่งหนีหรือผลักไส)
คำอธิบาย: หัวใจหลักของทุกข์คือ "ตัณหา" (ความทะยานอยาก) ทั้งอยากได้ (กามตัณหา) อยากเป็น (ภวตัณหา) และอยากไม่เป็น (วิภวตัณหา) ซึ่งทำงานร่วมกับ "นันทิ" (ความเพลิน) ที่เข้าไปยึดในเวทนา(สุขเวทนา ทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนา)จนเกิดอุปาทาน
หน้าที่ต่อสมุทัย: "ปหาตัพพะ" คือการ "ละ" (ละความเพลิน ละความทะยานอยาก)เพราะมันมีแต่โทษ ทุกข์ ภัย ปัญหาสารพัด
คำอธิบาย: เมื่อเรา "ละนันทิ"คือความเพลิดเพลินในกามคุณ และเห็นแจ้งใน "อนัตตา" จนตัณหาไม่มีที่ตั้ง จิตจะเข้าสู่สภาวะที่สำรอกกิเลสและอาสวะออกได้ ความยึดมั่นถือมั่นดับไป ความทุกข์ที่อาศัยอุปาทานก็ดับตาม แต่การจะละนันทิได้นั้น ต้องมี วิชชา(เดินมรรค)
วิชชาเกิด(เดินแก่นมรรค) => อวิชชาดับ => ตัณหาดับ =>> ทุกข์ดับลง
ถ้าท่านเข้าใจกลไกในจุดนี้ จะเข้าใจวิธีการดับทุกข์ประจำวันของท่านได้ทั้งหมด
ในแก่นมรรคจะมี ปัญญา(วิชชา) เมื่อ วิชชา(ปัญญา)เกิด อวิชชา จะดับลง ทั้งสองธรรมนี้ไม่สามารถเกิดร่วมกันได้ ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะต้องดับลงทันที ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลให้ท่านเดินแก่นมรรคในทุกๆขณะจิต นี่คือ เหตุผล
หน้าที่ต่อนิโรธ: "สัจฉิกาตัพพะ" คือการ "ทำให้แจ้ง" (สัมผัสและเข้าถึงสภาวะนั้นด้วยตนเอง)
คำอธิบาย: ประกอบด้วยองค์ 8 (สัมมาทิฏฐิ จนถึง สัมมาสมาธิ) ซึ่งสรุปรวมลงใน สติ สมาธิ และปัญญา เป็นทางสายกลางที่ไม่ตึงจนเกินไป (ทรมานตน) และไม่หย่อนจนเกินไป (หลงระเริงในกามคุณ)
หน้าที่ต่อมรรค: "ภาเวตัพพะ" คือการ "ทำให้เจริญ" (ลงมือปฏิบัติและฝึกฝนให้มาก)
| อริยสัจ | เปรียบเทียบทางการแพทย์ | หน้าที่ที่ต้องทำ | เครื่องมือ (แก่นมรรค) |
| ทุกข์ | ตัวโรค / อาการ | กำหนดรู้ | สติ (ระลึกรู้สภาวะ) |
| สมุทัย | เชื้อโรค / สาเหตุ | ละ | ปัญญา (เห็นโทษของความเพลิน) |
| นิโรธ | ความไม่มีโรค | ทำให้แจ้ง | สมาธิ (จิตที่ตั้งมั่นจนเห็นผล) |
| มรรค | ยารักษา / วิธีการ | เจริญให้มาก | การลงมือปฏิบัติ 24 ชม. |
2.ไม่เพลินไปในเวทนานั้น (สมุทัย - ละ)
3.ความทุกข์ที่ควรจะเกิดจากการปรุงแต่งก็ไม่เกิด (นิโรธ - ทำให้แจ้งในขณะนั้น)
4.ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีสติและปัญญา (มรรค - เจริญให้มาก)
อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด --> สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิด -->วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิด --> นามรูป เป็นปัจจัยให้เกิด --> สฬายตนะ- เป็นปัจจัยให้เกิด --> ผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิด --> เวทนา เป็นปัจจัยให้เกิด --> ตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิด --> อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิด --> ภพเป็นปัจจัยให้เกิด --> ชาติเป็นปัจจัยให้เกิด --> ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ (( ทุกข์ ))...
ช่วงอดีต (รากเหง้า): วงจรแห่งทุกข์จะเริ่มต้นที่....
-อวิชชา: ความไม่รู้ตามจริง (ไม่รู้ในอนัตตา)
-สังขาร: การปรุงแต่งความนึกคิด
ช่วงปัจจุบัน (กระบวนการรับรู้): เกิดขึ้นเมื่อ การปฏิสนธิเกิดขึ้น
วิญญาณ -> นามรูป -> สฬายตนะ: คือการก่อตัวของระบบประสาทและการรับรู้ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
ผัสสะ เกิด => เวทนา เกิด ( จุดเริ่มต้นการเกิดทุกข์ ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา ไม่มีนันทิราคะ ไม่มีตัณหา ไม่มีทุกข์ )
ผัสสะ: เมื่อเครื่องรับกับสิ่งที่ถูกรับมากระทบกัน (จุดวิกฤต)เป็นจุดที่ จิต รับรู้โลกภายนอก( อารมณ์ 6 )
เวทนา: เกิดความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ขึ้น( เวทนาเกิดตลอดเวลาตามการเกิดของผัสสะ)
ช่วงการสร้างปัญหา (จุดที่กิเลสทำงาน):
ตัณหา: ความอยาก (อยากได้/อยากผลักไส) เพราะหลงในเวทนา
อุปาทาน: การเข้าไปยึดมั่นว่านั่นเป็น "เรา" หรือ "ของเรา"
ภพ / ชาติ: การก่อตัวของสภาวะจิตและตัวตน เพื่อรองรับความยึดนั้น
บทสรุป: ชรา มรณะ...: ความทุกข์ทั้งปวงจึงเกิดขึ้น เพราะมีการ "เกิด" ของตัวตนขึ้นมารองรับความทุกข์นั้น
จุดที่สำคัญที่สุดใน Flowchart นี้คือรอยต่อระหว่าง ผัสสะ -> เวทนา -> ตัณหา
ถ้าขาดสติ: เมื่อมี ผัสสะ จะเกิด เวทนา แล้วจิตจะพุ่งไปหา ตัณหา (นันทิ) ทันที วงจรจะหมุนต่อไปจนถึงความทุกข์
ถ้ามีแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา): เมื่อมี ผัสสะ จนเกิด เวทนา สติจะระลึกรู้ ปัญญาจะเห็นความเป็นอนัตตาของเวทนานั้น แล้วหยุด (ละนันทิ) ไม่ให้ไหลไปสู่ ตัณหา
เมื่อ ตัณหา ดับ อุปาทาน ก็ดับ... จนถึงความดับสนิทแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น
.....................................................................................................................
วิธีการ: ทันทีที่ตาเห็นรูปหรือหูได้ยินเสียง ให้มี สติ ระลึกรู้ลงไปที่ "เวทนา" (ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ) ว่าตอนนี้ใจกำลังรู้สึก "ลบ" หรือ "ไม่พอใจ"
เป้าหมาย: เพื่อหยุดไม่ให้จิตไหลไปสู่การปรุงแต่ง (สังขาร) สติจะทำหน้าที่ดึงจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ไม่ปล่อยให้ใจวิ่งไปหาอดีตหรืออนาคต
วิธีการ: ใช้ สมาธิ (ความตั้งมั่น) ประคองจิตให้ตั้งมั่นอยู่กับ "ผู้รู้" หรืออยู่กับฐานของกาย (เช่น ลมหายใจ) เพื่อไม่ให้จิตไหลไป "นันทิ" (เพลิน) ในอารมณ์ที่มากระทบ
เป้าหมาย: เพื่อสร้างระยะห่างระหว่าง "ตัวจิต" กับ "อารมณ์" (เวทนา) ทำให้เราเห็นอารมณ์เป็นเพียงสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่เรา
วิธีการ:
1.ตีแผ่สมมติ: มองเห็นว่าสิ่งที่มากระทบเป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรม" (เช่น เสียงก็คือธาตุลมที่สั่นสะเทือน, ความโกรธก็คือสภาวะธาตุชนิดหนึ่ง)
2.เห็นแจ้งอนัตตา: พิจารณาเห็นว่าทั้ง "เวทนา" และ "จิตที่ไปรู้เวทนา" ต่างก็เป็น อนัตตา คือทำงานตามหน้าที่ของมันเอง ไม่ได้มี "ตัวเรา" อยู่ในนั้นจริงๆ
3.ละนันทิ: เมื่อปัญญาเห็นว่าสิ่งนั้นไม่ใช่เรา จิตจะคลายความเพลิน (ละนันทิ) ในเวทนานั้นลง
เป้าหมาย: เมื่อความสำคัญมั่นหมายว่า "เราทุกข์" หรือ "นั่นคือของเรา" ถูกทำลายลงด้วยปัญญา วงจรของ อุปาทาน ก็จะขาดสะบั้น
| ขั้นตอน | เครื่องมือ | การทำงาน | ผลลัพธ์ |
| รับมือ | สติ | รู้ทัน "ผัสสะ" และ "เวทนา" | หยุดการปรุงแต่งใหม่ทันที |
| ตั้งรับ | สมาธิ | ตั้งมั่น ไม่ "นันทิ" (ไม่เพลิน) | จิตไม่ไหลไปตามกระแสกิเลส |
| รุกฆาต | ปัญญา | เห็นความเป็น "อนัตตา" | ถอนรากอุปาทานและอาสวะ |
เมื่อทำงานแล้วเหนื่อย -> รู้ว่ามีเวทนา -> เห็นว่าความเหนื่อยเป็นอนัตตา -> ใจไม่เป็นทุกข์กับความเหนื่อย
เมื่อมีคนมาพูดไม่ดี -> รู้ว่ามีโสตสัมผัส -> ไม่นันทิในความโกรธ -> เห็นว่าเสียงและใจเป็นคนละส่วนกัน