เจริญอานาปานสติ 16 ขั้น คือ เจริญธรรมได้ได้มากที่สุด


 ถอดรหัสคัมภีร์ลมหายใจกู้โลก

1. อานาปานสติคืออะไร?

อานาปานสติ (อาน + อปาน + สติ) คือ "การตั้งสติระลึกรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก" ลมหายใจคือสายใยธรรมชาติที่เชื่อมระหว่างกายกับใจ เป็นปรมัตถธรรมที่ทำงานอยู่จริงตลอด 24 ชั่วโมง พระพุทธเจ้าทรงใช้เครื่องมือชิ้นนี้ในการตรัสรู้ และทรงยกย่องว่าเป็น "วิหารธรรม" (วิถีการอยู่อย่างเป็นสุข) ของพระองค์

2. อานาปานสติ 16 ขั้นคืออะไร? มีอะไรบ้าง?
และความหมายของแต่ละธรรมคืออะไร?

อานาปานสติ 16 ขั้น คือ แผนที่การฝึกจิตที่สมบูรณ์แบบที่สุด โดยใช้ลมหายใจเป็นฐานตอกหมุด แล้วขยับระดับความลึกในการสังเกตการณ์แบ่งออกเป็น 4 หมวดใหญ่ (ซ้อนทับอยู่กับสติปัฏฐาน 4) ดังนี้:

[กายานุปัสสนา] ->   [เวทนานุปัสสนา] ->   [จิตตานุปัสสนา] ->   [ธรรมานุปัสสนา]
(ขั้น 1-4: กาย)     (ขั้น 5-8: เวทนา)     (ขั้น 9-12: จิต)    (ขั้น 13-16: ปัญญา)

หมวดที่ 1: กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน (เฝ้ารู้สภาวะทางกาย) คือการเจริญสติที่ฐานกาย(ลมหายใจ)

ขั้นที่ 1 (หายใจยาว): เมื่อหายใจเข้า-ออกยาว ก็รู้ชัด (สแกนความหยาบของกาย)สติกำหนดรู้ไปเรื่อยๆจนเข้าสู่ลมหายใจสั้น

ขั้นที่ 2 (หายใจสั้น): เมื่อหายใจเข้า-ออกสั้น ก็รู้ชัด (สแกนความละเอียดของกาย)สติกำหนดรู้ไปเรื่อยๆ

ขั้นที่ 3 (รู้พร้อมเฉพาะกายทั้งปวง): ทำความรู้แจ้งในกองลมและร่างกายทั้งหมดที่กำลังหายใจ(รู้ลมทั้งปวงทั้งยาวและสั้น)

ขั้นที่ 4 (ทำกายสังขารให้ระงับ): ลมหายใจและร่างกายค่อยๆ ผ่อนคลาย สงบ เย็น และเบาลงอย่างเป็นธรรมชาติ(ลมหายใจเริ่มแผ่วเบา)

เมื่อ สตินิ่งแล้ว( จิตมีสมาธิ จิตจะอยู่กับสติในขณะนั้น ) ให้เข้าไปพิจารณาใน..เวทนา..( อย่าไปแช่ในการเจริญสติมากจนเกินไป )

หมวดที่ 2: เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน (เฝ้ารู้สภาวะความรู้สึก)
มาพิจารณาเวทนาในปัจจุบันขณะนั้น เมื่อสมาธินิ่งจะเกิดปิติขึ้น ทำให้สบายกายสบายใจ โล่งโปร่งเบา ให้กำหนดรู้แค่นั้นว่า สุขเวทนากำลังเกิด(ถ้าไม่เกิดก็ไม่เป็นไร เพราะบางทีก็ไม่เกิด)แต่อย่าไปหลงเพลินในเวทนา เพราะจำไปสู่นันทิราคะได้ ให้ใช้โยนิโสมนสิการ(พิจารณาโดยแยบคายละเอียด)สุขเวทนาก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวมันก็ดับไป นี่คือ ความไม่เที่ยงของเวทนา(อนิจจัง) มันแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ(ทุกขัง) สุดท้ายไม่ใช่ตัวตน เราบังคับควบคุมให้สุขเวทนาอยู่กับเราไม่ได้(อนัตตา) นี่คือ การเห็นไตรลักษณ์ใน เวทนา นั่นเอง(เห็นเวทนาในเวทนา)

ขั้นที่ 5 (รู้พร้อมเฉพาะปีติ): รู้เท่าทันความอิ่มใจ เนื้อเต้น สบายกายที่ผุดขึ้น

ขั้นที่ 6 (รู้พร้อมเฉพาะสุข): รู้เท่าทันความสุขที่ละเอียด สงบ จากการที่กายระงับ

ขั้นที่ 7 (รู้พร้อมเฉพาะจิตตสังขาร): รู้เท่าทันอารมณ์และสัญญาที่กำลังปรุงแต่งจิต (เห็นว่าปีติและสุขกำลังส่งผลต่อความคิดอย่างไร)

ขั้นที่ 8 (ทำจิตตสังขารให้ระงับ):"ละนันทิ" ไม่เพลินไปในปีติและสุข ทำความปรุงแต่งทางใจให้สงบลง เป็นกลางต่อเวทนา

หมวดที่ 3: จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน (เฝ้ารู้สภาวะของจิต)
ในจุดนี้จะเป็นผลต่อเนื่องมาจาก เวทนานุปัสสนา ปิติและปัสสัทธิทำให้มีสมาธิตั้งมั่น สติมาเช็คดูว่า จิตรับรู้ ราคะ โทสะ โมหะ หรือไม่ แต่ส่วนใหญ่ ราคะ โทสะ โมหะ จะไม่เกิด เพราะขณะนี้ท่านกำลังเดินมรรคอยู่ครับ วิชชาเกิด อวิชชาและผลผลิตของอวิชชาจะดับลงชั่วคราว ดังนั้น ราคะ โทสะ โมหะ จึงเกิดขึ้นไม่ได้ ตามหลักอิทัปปัจยตา แต่ที่น่าพิจารณาก็คือ สติเห็นการเกิดดับของจิต(จิตเกิดและดับตลอดเวลา)ขณะสติดูแต่ละอย่าง จิตก็ไปตามสติรู้ตามสติ เกิดและดับไปตามสติที่พิจารณาเกี่ยวกับจิต สติไปเช็คดูเจตสิก จิตก็ไปตามสติ(เพราะสติเป็นธรรมปรุงแต่งจิตหรือประกอบกับจิต เกิดและดับพร้อมกัน)

ขั้นที่ 9 (รู้พร้อมเฉพาะจิต): รู้เท่าทันสภาพของจิตในปัจจุบัน เช่น จิตมีราคะ รู้ จิตผ่องใส รู้ จิตหดหู่ รู้

ขั้นที่ 10 (ทำจิตให้บันเทิง): ปรับสภาพใจให้แช่มชื่น เบิกบาน มีพลังในการภาวนา

ขั้นที่ 11 (ตั้งมั่น): ทำจิตให้ตั้งมั่น ทรงตัว เป็นหนึ่งเดียว (สมาธิ)

ขั้นที่ 12 (เปลื้องจิต): ปล่อยวาง ปลดปล่อยจิตให้หลุดพ้นจากนิวรณ์หรือสิ่งเกาะเกี่ยวชั่วคราว

หมวดที่ 4: ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน (เห็นแจ้งความจริงแท้ - ปัญญา)
สติมาพิจารณารู้ใน รูปธรรมคือลมหายใจไม่เที่ยง เดี๋ยวยาว เดี๋ยวสั้น และนามธรรม เวทนาก็เกิดดับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จิตก็เกิดดับอยู่ตลอดเวลาตามเหตุปัจจัย จิตจะเห็นความจริงไปกับสติพร้อมๆกัน เมื่อพิจาณามาถึงจุดนี้ ปัญญาเจตสิกทำงานเต็มกำลัง เห็นความจริงทุกๆอย่างในสติปัฏฐาน 4 เห็นความจริงในขันธ์ 5 เห็นทุกข์เกิดและทุกข์ดับในสติปัฏฐาน(เห็นอริยสัจ 4 ) นี้คือ จุดจบของทุกข์แบบชั่วขณะในแต่ละวัน 

ขั้นที่ 13 (เห็นความไม่เที่ยง - อนิจจานุปัสสี): เห็นชัดคาตาว่า ลมหายใจ เวทนา จิต ล้วนเกิด-ดับ ไม่คงที่

ขั้นที่ 14 (เห็นความคลายกำหนัด - วิราคานุปัสสี): จิตเริ่มจางคลายจากความอยากยึดมั่นถือมั่นเพราะเห็นมันแปรปรวน

ขั้นที่ 15 (เห็นความดับไม่เหลือ - นิโรธานุปัสสี): เห็นความดับไปของกิเลสและตัณหาในมโนผัสสะ

ขั้นที่ 16 (สลัดคืน - ปฏินิสสัคคานุปัสสี):"ชักปลั๊กถาวร" จิตคืนขันธ์ 5 ให้โลก คืนสมมติให้โลก สลัดความถือตัวจัดว่าเป็นตัวเราออกไปอย่างสิ้นเชิง

โครงข่ายธรรมยักษ์ใหญ่ที่ซ้อนทับอยู่ในอานาปานสติ

1. สติปัฏฐาน 4 เกี่ยวข้องกับอานาปานสติ 16 อย่างไร?

สองสิ่งนี้คือ "เรื่องเดียวกัน แต่มีระดับความละเอียดต่างกัน" อานาปานสติ 16 ขั้น คือ "ภาคปฏิบัติ" ของสติปัฏฐาน 4 โดยการแบ่ง 16 ขั้นออกเป็น 4 หมวด หมวดละ 4 ขั้นนั้น ตรงกับ กาย เวทนา จิต และธรรม อย่างไร้รอยต่อ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “เมื่ออานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว สติปัฏฐานทั้ง 4 ย่อมบริบูรณ์”

2. โพธิปักขิยธรรม และ อริยมรรคมีองค์ 8 เกี่ยวข้องอย่างไร?

เมื่อเรานั่งหายใจเข้า-ออกด้วยความรู้เท่าทันในอานาปานสติ 16 ขั้น:

อริยมรรคมีองค์ 8 จะเกิดขึ้นรวมกันเป็นหนึ่ง (มรรคสมังคี): มีความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) มีความเพียรถูก (สัมมาวายามะ) มีสติและสมาธิถูกในขณะจิตเดียว

โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ (ธรรมแห่งการตรัสรู้): เช่น อิทธิบาท 4, อินทรีย์ 5, พละ 5 จะถูกขับเคลื่อนทำงานโดยมี โพชฌงค์ 7 (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้) คลี่คลายและบริบูรณ์ขึ้นมาในจิตใจในขณะที่สติไล่สแกนไปตามขั้นต่างๆ จนกระทั่งนำไปสู่ วิชชาและวิมุตติ (ความหลุดพ้น) ในที่สุด

3. แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) เกี่ยวข้องอย่างไร?

อานาปานสติ 16 ขั้น คือเครื่องมือเจียระไนแก่นมรรคให้คมกริบ:

ขั้น 1-4 สร้าง "สติ" ให้ระลึกรู้เท่าทันฐานกาย นี่คือ เครื่องมือสร้างสติให้กล้าแกร่งจนถึงระดับ มหาสติ

ขั้น 5-12 สร้าง "สมาธิ" ให้จิตทรงตัว ตั้งมั่น เป็นกลางต่ออารมณ์และเวทนา เมื่อสติตั้งมั่น สมาธิจะเกิด

ขั้น 13-16 คือ "ปัญญา" การลุยสับทำลายความหลงผิด แยกแยะสมมติออกจากปรมัตถ์ เห็นความจริงของไตรลักษณ์

คู่มือปฏิบัติคาตาฉบับทางลัด (24 ชั่วโมง)

1. การเจริญอานาปานสติขั้นต้นแบบง่ายๆ ทำอย่างไร?

ไม่ต้องคิดเรื่อง 16 ขั้นให้ปวดหัวหลายขั้นตอน สำหรับผู้เริ่มต้น ให้ใช้หลัก "รู้ตัวตามปกติ "
ด้วยการมีสติดูลมหายใจเข้าออกเป้นระยะ และตามด้วยมีสติในอิริยาบทต่างๆ(กายคตาสติ)
:

นั่งท่าที่สบาย (หรือยืน เดิน นอน ในชีวิตประจำวัน) หายใจเข้า...รู้ว่าลมไหลเข้ากระทบจมูก หายใจออก...รู้ว่าลมไหลออกกระทบจมูก ถ้ารู้สึกว่าใจแอบหนีไปคิดเรื่องอื่น ให้ดึงกลับมาหาลมหายใจนุ่มๆ ทำแบบสบายๆ ไม่เพ่ง ไม่บังคับลม

2. การเจริญอานาปานสติขั้นต้น + สติปัฏฐาน 4
ในชีวิตประจำวัน (ทำอย่างไร?)

นี่คือเทคนิคการผสานข้อวัตรเข้ากับ โมเดลการดับทุกข์ 24 ชั่วโมง ที่ทุกๆคนก็สามารถทำได้:

1. ฐานกาย (ลมอิงกาย): ระหว่างวันทำมาหากิน ให้แบ่งความรู้สึก 20% มารู้ตัวอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกเบาๆ หรือความขยับของร่างกาย ในระหว่างวัน กายคตาสติจะเด่นมากที่สุด ส่วนใหญ่ไม่มีเวลามานั่งนับลมหายใจ แต่ให้ท่านมีสติรู้ตัวเมื่อเคลื่อนตัวไปไหนหรือทำอะไร จงมีสติอยู่กับสิ่งนั้น ถ้าทำงาน จงมีสติอยู่กับงาน ขณะกำลังเดิน ก็รู้ตัวว่ากำลังเดิน เป็นต้น

2. ฐานเวทนา (สกัดหน้างาน): เมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบสมมติภายนอก แล้วเกิดความชอบ ความเครียด หรือความไม่พอใจ (เวทนา) ให้หายใจเข้า-ออกลึกๆ หนึ่งครั้ง "มีสติรู้ทันเวทนานั้นแล้วละนันทิ" ไม่ให้มันปรุงแต่งต่อไปเป็นความทุกข์ อย่าไปเพลินหรือหมกมุ่นในเวทนา

3. ฐานจิต-ธรรม: เห็นความรู้สึกนึกคิดมันผุดขึ้นมาแล้วดับไปในลมหายใจ โดยมองว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงสภาวธรรม ไม่ใช่ตัวเรา

  บทสรุปและประโยชน์สูงสุด

1. การเจริญอานาปานสติ 16 ขั้นมีประโยชน์และผลลัพธ์อย่างไร?
ประโยชน์ในเชิงโลก: สมองผ่อนคลาย ความเครียดสลายตัว ความจำและการตัดสินใจในธุรกิจการงานดีขึ้นอย่างมหาศาลเพราะจิตมีสมาธิและอยู่บนฐานปกติ สติแม่นยำ สมาธิตั้งมั่น ปัญญาคมกริบ
ผลลัพธ์ในเชิงธรรม: สามารถถอนรากถอนโคนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในโรงงานผลิตทุกข์ (ขันธ์ 5) ได้อย่างเด็ดขาด เป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตจากผู้ที่วิ่งตามโลกสมมติ มาเป็นผู้อยู่เหนือโลกสมมติด้วยโลกปรมัตถ์

2. อานาปานสติ 16 ขั้น สอนอะไรให้กับมนุษย์ผู้ปฏิบัติ?

อานาปานสติ 16 ขั้น สอนสัจธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดว่า:

"ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่ควรยึดมั่นถือมั่นเลย แม้กระทั่งลมหายใจเข้าและออกที่ช่วยต่อชีวิตเราในตอนนี้ ก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามธรรมชาติ ไม่มี 'ตัวเรา' อยู่ในลมหายใจ มีเพียงสภาวธรรมทำกิจของตนเองเท่านั้น" รูป กับ นาม ในขันธ์ 5 ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา

1. เผย "จุดตายที่คน 99% หลงทางในการฝึกอานาปานสติ" 

นี่คือเนื้อหาสำคัญที่จะช่วยฉุดท่านออกจาก "มิจฉาสมาธิ" (สมาธิแบบหลงทาง) เพราะคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดในเรื่องเหล่านี้:

 หลงผิดคิดว่าต้อง "เพ่ง-สะกด-บังคับลม" : นักปฏิบัติส่วนมากพอนั่งหลับตาปุ๊บ จะเริ่มบังคับลมหายใจให้สั้นให้ยาวตามใจอยาก หรือเพ่งจมูกจนเครียด หน้าตึง ปวดหัว จนเครียด ให้ปล่อยแบบธรรมชาติๆ อย่าบังคับลมหายใจ

 แก่นที่ต้องตีแผ่ : พระพุทธเจ้าทรงใช้คำว่า "รู้ชัด" (ปชานาติ) ไม่ได้ใช้คำว่า "บังคับ" ลมหายใจเป็นรูปขันธ์ (ปรมัตถ์) เขาทำงานของเขาเอง หน้าที่ของเราไม่ใช่ไปเป็นผู้จัดการลมหรือไปบังคับลมใดๆ แต่เป็นเพียง "ผู้สังเกตการณ์อย่างนอบน้อมและเป็นกลาง" ลมจะยาวปล่อยลมอัตโนมัติ ลมจะสั้นปล่อยลมอัตโนมัติ จิตแค่ดูอยู่ห่างๆ ด้วยความปกติว่า เป็นลมยาวก็รู้ ลมสั้นก็รู้ ทำแค่นั้น ไม่ต้องไปอธิบายใดๆ

 หลงติดจมอยู่ใน "ความนิ่ง" (ติดอารมณ์สุข/ปีติ) : พอฝึกไปถึงขั้น 5-6 เกิดปีติ เกิดสุข จิตจะกระโดดเข้าไปแช่อิ่มและเพลิน (หลงนันทิ) อยู่ในความสงบนั้น แล้วนึกว่าตนเองบรรลุธรรมแล้ว

 แก่นที่ต้องตีแผ่ : ต้องชี้ให้เห็นว่า ปีติและสุขก็เป็นแค่เวทนาขันธ์ที่เกิดดับไปตามเหตุปัจจัยของมัน หากไม่ก้าวข้ามไปสู่ขั้น 7-8 เพื่อเห็นว่ามันปรุงแต่งจิตอย่างไร และไม่ยอมทำจิตตสังขารให้ระงับ โรงงานผลิตทุกข์ก็จะแอบตั้งขึ้นมาใหม่ในคราบของความสงบนั่นเอง(อย่าติดหล่มสมาธิ) 

2. อุปมาขั้นเทพ: "ผู้เฝ้าประตูเมืองลึกซึ้ง" 

เพื่อให้อ่านแล้วมองเห็นภาพรวมของ 16 ขั้นภายใน 1 นาที : 

ลองจินตนาการถึง "ยามเฝ้าประตูเมือง" ที่ยืนอยู่ตรงซุ้มประตู (จมูก/ความรู้สึกตัว)

หมวดกาย (ขั้น 1-4): ยามเริ่มทำความคุ้นเคยกับคนแปลกหน้าที่เดินเข้า-ออกเมือง นั่นคือการสังเกต "ลมหายใจ" ว่าเข้ามาแบบไหน ยาวหรือสั้น จนกระทั่งประตูเมืองเริ่มสงบเรียบร้อย

หมวดเวทนา (ขั้น 5-8): เมื่อประตูเมืองสงบ ลมหายใจนิ่ง ยามจะเริ่มสังเกต "บรรยากาศ" ของเมือง มีเสียงดนตรีแห่งความสุข (ปีติ/สุข) เกิดขึ้น ยามทำหน้าที่ดูบรรยากาศนั้นเฉยๆ ไม่กระโดดลงไปเต้นรำผสมโรงด้วย (ละนันทิ)

หมวดจิต (ขั้น 9-12): ยามหันกลับมาสังเกต "สภาพจิตใจของชาวเมือง" ว่าตอนนี้กำลังผ่องใส หดหู่ หรือตั้งมั่น โดยไม่เข้าไปตัดสิน

หมวดธรรม (ขั้น 13-16): ยามเกิดดวงตาเห็นธรรมกะทันหัน มองเห็นชัดเจนว่า ทั้งตัวประตูเมือง (กาย) บรรยากาศ (เวทนา) และชาวเมือง (จิต) ไม่มีอะไรคงทนเลย เกิดขึ้นแล้วก็สลายไปหมดสิ้น ยามจึงปล่อยวางหน้าที่ ไม่ยึดมั่นว่าตนเองเป็นเจ้าของเมืองอีกต่อไป สลัดคืนทุกอย่างให้ธรรมชาติ! ละครแต่ละฉากมีวันจบลงและเลิกราไปในที่สุด เหมือนกรณี รูปและนาม ที่เกิดดับนั่นเอง

3. "โมเดลอานาปานสติลัดสั้น 24 ชั่วโมง" (สำหรับคนทำมาหากิน) 

[ลืมตาทำงาน] -> [ดึงจิตกลับมาเกาะลมหายใจ 20%] -> [เกิดผัสสะกระทบ] -> [หายใจออกยาวเพื่อล้างนันทิ] -> [จิตคืนสู่ความปกติ] 

เวลาทำงาน (สเต็ปนอบน้อม): ไม่ต้องหลับตา ทิ้งความรู้สึกไว้ที่ลมหายใจเข้า-ออกเบาๆ ควบคู่ไปกับการพิมพ์งาน ค้าขาย หรือคุยกับลูกค้า (นี่คือการมีกายคตาสติเป็นวิหารธรรม)

เวลาเจอเรื่องกระแทกใจ (สเต็ปชักปลั๊ก): ทันทีที่โดนด่า โดนตำหนิ หรือเจอปัญหาหน้างาน ให้ทำความ "รู้พร้อมเฉพาะจิตตสังขาร" (ขั้น 7) มีสติเห็นความโกรธมันฟู่ขึ้นมา แล้ว "หายใจออกยาวๆ ผ่อนคลายทำกายและจิตตสังขารให้ระงับ" (ขั้น 4 และ 8) ตัดวงจรไม่ให้จิตสั่นไหวไปปรุงแต่งต่อ

สลัดคืนหน้างาน: มองเห็นความรู้สึกแย่ๆ นั้นเกิดดับไปในลมหายใจ คืนสมมติเรื่องราวให้โลกไป ใจเรากลับมาอยู่ที่ความว่างและความปกติทันทีที่ฐานกาย รูปและนาม มันก็แค่นั้นเอง(ตถตา)

 

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือแก่นมรรค กดดูที่นี่...))

          ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค )) 

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?)) 

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 




Visitors: 3,705