วิธีการละนันทิในเวทนาด้วย แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )

การละนันทิใน...เวทนา...ด้วย...แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )
นันทิ คืออะไร? และเกี่ยวข้องอะไรกับตัณหา?
นันทิ คือ ความเพลิน ความลุ่มหลง ความหมกมุ่น หรือความเยื่อใยที่จิตเข้าไปยินดี พึงใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบไม่รู้ตัว ไม่ใช่ความเพลิดเพลินสนุกสนานแบบทั่วๆไป นันทิ จะมีความหมายที่ลึกไปกว่าความเพลิดเพลินธรรมดาทั่วๆไป ความเครียดเป็นเวลานานๆก็ถือว่าเป็น นันทิ ความกังวลนานๆก็ถือว่าเป็น นันทิ เช่นกัน ความหมายของ นันทิ จะอยู่ในกรอบของการเพลินในอารมณ์ 6 และ ขันธ์ 5 เป็นหลักๆ( รูป และ นาม )
ความเกี่ยวข้องกับตัณหา : นันทิคือ "สะพานเชื่อม" หรือ "เชื้อไฟ" ตัวสำคัญที่ทำให้เกิดตัณหา ( ตัณหาทั้ง 3 ) หากเปรียบตัณหาเป็นเปลวไฟที่ลุกโชน นันทิก็คืออาการที่จิตเข้าไปกอดรัดและเพลิดเพลินอยู่กับเชื้อไฟนั้น เมื่อจิตมีความเพลินหรือหมกมุ่น(นันทิ) ในสิ่งใด ความอยากยึดมั่นถือมั่น (ตัณหา) ในสิ่งนั้นก็จะมีกำลังเข้มข้นขึ้นทันที พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "ความเพลินใด ความเพลินนั้นคืออุปาทาน" (ความยึดมั่น) ซึ่งมีตัณหาเป็นตัวขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง ตัณหาที่รุนแรงจะนำไปสู่...การยึดมั่น ถือมั่น ยึดติด( อุปาทาน )
เวทนา คืออะไร? และเกี่ยวข้องอย่างไรกับตัณหา?
เวทนา คือ การเสวยอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากความรู้สึก ที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ทางประสาทสัมผัส (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) แบ่งเป็น 3 สภาวะหลักๆ คือ สุขเวทนา (สบาย/ชอบใจ), ทุกขเวทนา (ไม่สบาย/ไม่ชอบใจ) และอทุกขมสุขเวทนา (เฉยๆ/ไม่สุขไม่ทุกข์)
ความเกี่ยวข้องกับตัณหา : เวทนาคือ "สนามอารมณ์" ที่ทำให้ตัณหาทำงาน ตามหลักปฏิจจสมุปบาท "เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา"
เมื่อเกิด สุขเวทนา จิตจะเกิดตัณหาประเภทอยากได้มาครอบครอง (กามตัณหา) หรืออยากให้คงอยู่ตลอดไป (ภวตัณหา)
เมื่อเกิด ทุกขเวทนา จิตจะเกิดตัณหาประเภทอยากผลักไส ไม่ชอบใจ หรืออยากให้สิ่งนั้นดับสูญไป (วิภวตัณหา)
นันทิและเวทนาเกี่ยวข้องกันอย่างไร?
นันทิและเวทนาเกี่ยวข้องกันในฐานะ "ตัวเชื่อมและตัวรับ" โดยที่ เวทนาเป็นพื้นที่เกิดขึ้น ส่วน นันทิคืออาการที่จิต(เจตสิก)เข้าไปเสพหรือปรุงแต่งในเวทนา ซึ่งนันทิเป็นเชื้อนำไปสู่การเกิดขึ้นของ...ตัณหา...
เมื่อมีความรู้สึก (เวทนา) เกิดขึ้นที่ใจ ไม่ว่าจะเป็นสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ จิตที่ขาดสติจะกระโดดเข้าไป "เพลิน" (นันทิ) ในเวทนานั้นทันที
ถ้าเป็นสุข ก็เพลินที่จะสุขต่อ ถ้าเป็นทุกข์ ก็เพลินที่จะจมแช่ อ้อยอิ่ง หรือปรุงแต่งต่อเติมความทุกข์นั้นให้ใหญ่โตขึ้น เวทนาจึงเป็นตัวล่อ และนันทิคือตัวที่ทำให้จิตไปติดกับดัก
นันทิเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
นันทิเกิดขึ้นมาจาก "อวิชชา" (ความไม่รู้ตามความเป็นจริง) + "ผัสสะ" (การกระทบ)
เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง หรือใจคิดนึก (มโนผัสสะ) จิตที่ไม่มีปัญญาญาณ(วิชชา)จะเผลอคิดว่า "เวทนาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นตัวเรา เป็นของเราจริงๆ" เมื่อเกิดความสำคัญมั่นหมาย (อัสสมิมานะ) จิต(เจตสิก)จึงส่งกระแสออกนอก วิ่งเข้าไปเกาะรัด ผูกจิตไว้กับอารมณ์นั้นด้วยความพึงใจ เกิดเป็นอาการ "เพลิน" (นันทิ) ขึ้นมาในเสี้ยววินาทีโดยอัตโนมัติ
เมื่อเกิดนันทิขึ้นที่เวทนา ผลลัพธ์เป็นอย่างไร?
ผลลัพธ์คือ "วงจรแห่งทุกข์ (สังสารวัฏจำลอง) ทำงานสมบูรณ์"
เมื่อจิตเกิดนันทิ (ความเพลิน) ในเวทนา สังขารจะเริ่มปรุงแต่งขยายผล กลายเป็น นันทิราคะ (ความกำหนัดเพลิน) นำไปสู่ตัณหา อุปาทาน และการแสดงตัวของ "อัตตา" หรือ "ตัวกู-ของกู" ขึ้นมาทันที จิตจะสูญเสียความเป็นอิสระ ถูกตรึงไว้กับอารมณ์นั้น และทำให้เกิดความเครียด ความคาดหวัง ความกลัว และความทุกข์ใจตามมาเป็นลูกโซ่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ใช้ธรรมใดจัดการกับนันทิ
ธรรมที่ใช้จัดการกับนันทิโดยตรงตามพุทธพจน์คือ "การละนันทิ" (นันทิกขยา) โดยอาศัยเครื่องมือสำคัญคือ "โยนิโสมนสิการ" (การคิดพิจารณาโดยแยบคาย/มองเห็นตามความเป็นจริง) และ "แก่นมรรค" คือ สติ สมาธิ ปัญญา เมื่อแก่นมรรคเกิด นันทิจะดับลง(อวิชชาดับ)
เป็นการเข้าไปตัดกระแสไม่ให้จิตไหลรวมไปกับเวทนา เปลี่ยนหน้าที่ของจิตจากการเป็น "ผู้เสพ" ให้กลายเป็น "ผู้ดู"
วิธีการใช้แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ดับนันทิ ทำอย่างไร?
ในทางปฏิบัติ เราสามารถขับเคลื่อนแก่นมรรคทั้ง 3 ตัวพร้อมกันเพื่อดับนันทิได้ดังนี้:
สติ (ระลึกรู้เท่าทันเมื่อเกิด ผัสสะและเวทนา) : เมื่อมีมโนผัสสะหรืออารมณ์ใดๆ มากระทบใจจนเกิดเวทนา ให้มีสติระลึกรู้ทันทีว่า "อ๋อ มีความรู้สึกนี้เกิดขึ้นแล้วนะ" รู้เท่าทันอาการที่จิตกำลังจะอ้อยอิ่งหรือเริ่มเพลิน (นันทิ)หรือเข้าไปหมกมุ่น ดึงสติกลับที่ฐานกายทันที
สมาธิ (ตั้งมั่นและตั้งรับ): จิตตั้งมั่นอยู่กับฐานกาย (เช่น อยู่กับลมหายใจ หรืออยู่กับความเป็นปกติ) ไม่กระโดดลงไปคลุกคลี วิ่งตาม หรือผลักไสเวทนานั้น รักษาจิตให้ทรงสภาวะ "เป็นกลาง" (อุเบกขา)
ปัญญา (เห็นแจ้งตามจริง): ใช้โยนิโสมนสิการมองเห็นว่า ทั้งเวทนาที่เกิดขึ้น และตัวนันทิเอง ต่างก็เป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตัวเอง" มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปตามธรรมชาติ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อปัญญาเห็นแจ้งเช่นนี้ จิตจะ "ปล่อยวางความเพลิน" นั้นลงทันที (ละนันทิ)
ผลลัพธ์ของการใช้แก่นมรรคดับนันทิเป็นอย่างไร?
เมื่อแก่นมรรคทำหน้าที่ดับนันทิลงได้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ:
1. จิตหลุดพ้นจากดักอารมณ์ (วิมุตติ): จิตจะแยกตัวออกจากเวทนา ไม่ถูกเวทนาลากไปปรุงแต่งต่อ เป็นอิสระอย่างแท้จริง
2. วงจรทุกข์ขาดสะบั้น: เมื่อไม่มีนันทิ ตัณหาก็ไม่มีเชื้อให้ลามต่อ อุปาทานและความทุกข์ใจในเรื่องนั้นๆ จึงดับลงทันที
3. เข้าถึงสภาวะปกติ (ปะกะติ): จิตกลับคืนสู่ความสงบ เย็น มีความโปร่ง โล่ง และเบาสบาย นำไปสู่ "สภาวะสิ้นทุกข์ในชีวิตประจำวันได้ทุกๆ 24 ชั่วโมง" แม้จะมีงานต้องทำ มีเรื่องต้องคิด แต่ใจจะไม่ทุกข์เพราะไม่มีนันทิเข้าไปผูกไว้ ซึ่งเป็นผลมาจากการเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตนั่นเอง นี่คือ อานิสงส์ของการ....เจริญแก่นมรรค หรือ การเดินแก่นมรรคในทุกขณะจิต......
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
(( จิตว่าง กดดูที่นี่....))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))