Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

ดับกิเลส(ดับทุกข์)ในปัจจุบันขณะจิต ทุกๆคนสามารถทำได้ถ้าจะทำจริงๆ

การดับกิเลส(ดับทุกข์)แบบชั่วขณะ(ชั่วคราว)ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ทุกๆท่านสามารถดับกิเลส(ดับทุกข์)ได้ ถ้าผ่านการฝึกฝนอย่างมีวินัยสูง

มนุษย์ทุกๆคนที่เกิดมา ล้วนติดอยู่กับกิเลสและทุกข์อยู่อย่างต่อเนื่อง

การดับทุกข์มี 2 รูปแบบ คือ ดับทุกข์ชั่วคราว(ตทังคนิโรธ)แบบปุถุชน

กับ การดับทุกข์แบบสิ้นเชิงและถาวร(สมุจเฉทนิโรธ)แบบพระอรหันต์

ท่านอ่านเนื้อหาต่อไปนี้ต้องใช้สติ สมาธิ และโยนิโสมนสิการ(ปัญญา)

ทุกๆท่านที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์สามารถดับกิเลส(ดับทุกข์)ได้ทุกเมื่อ ถ้าปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างมีระเบียบวินัยสูงเป็นพิเศษ ท่านจะสามารถดับทุกข์(ดับกิเลส)ในปัจจุบันขณะจิตหรือดับทุกข์แบบชั่วคราวได้ทันที(ตทังคนิโรธ) นี้คือ เรื่องจริงที่ได้จากการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรงและผ่านการพิสูจน์และทดสอบมาแล้วว่าคือ ความจริง 

ท่านฝึกฝนแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ก็คือ ท่านกำลังฝึกอินทรีย์ 5 และพละ 5 อยู่นั่นเอง ถ้าอินทรีย์และพละแก่กล้า ท่านจะสามารถดับทุกข์และดับกิเลสในปัจจุบันขณะจิตได้ทันที(ดับกิเลสและดับทุกข์ได้ชั่วขณะ)จงพิสูจน์ได้ด้วยตัวของท่านเอง!!!อย่าเพิ่งเชื่อทันที อย่าเพิ่งเชื่อแค่เสียงลือเสียงเล่าอ้าง ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองเท่านั้น 

 ผู้ที่ลงมือชิมเกลือเท่านั้น จึงจะรู้ว่าเกลือเค็มจริงๆ(ปัจจัตตัง) 

ถ้าท่านศึกษาความจริงให้ลึกๆท่านจะรู้ความจริงที่ไม่น่าเชื่อเลย แต่มันเป็นไปได้แล้ว นั่นก็คือ ท่านสามารถดับกิเลส(ดับทุกข์)ในปัจจุบันขณะ(ดับชั่วคราว)ด้วยตนเองได้ทันทีในทุกๆที่และทุกๆเวลา ดับกิเลส(ดับทุกข์)ไม่ต้องรออนาคตหรือรอชาติหน้า แต่สามารถดับเดี๋ยวนี้ขณะนี้(ปัจจุบันขณะ)ได้ทันที ท่านตั้งใจอ่านบทความต่อไปนี้ไปเรื่อยๆแล้วท่านจะเข้าใจบริบททั้งหมดที่สามารถพิสูจน์ด้วยตัวของท่านเองตลอดเวลา ธรรมะของพระพุทธเจ้าสามารถพิสูจน์ได้ตลอดเวลา(อกาลิโก)

 ความรู้และความเข้าใจเรื่อง กิเลส และ ทุกข์

การมีความรู้เบื้องต้นแบบตรงจุดและตรงประเด็น จะส่งผลทำให้ท่านเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ง่ายขึ้น เข้าใจเรื่องกิเลส เข้าใจเรื่องทุกข์ได้ดีขึ้น ไม่ต้องเดินอ้อมโลกและพายเรือวนอยู่ในอ่าง วิ่งไปปฏิบัติธรรมทั่วสารทิศแต่ไม่ได้อะไรเลย กลับงงกับวิธีการปฏิบัติ ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องจะนำพาท่านไปพบกับความสำเร็จดั่งใจมุ่งหวังได้ ที่นี่จะให้ข้อมูลโดยอิงจากพระไตรปิฎกเป็นหลัก ไม่มโนหรือคิดเอาเอง ต้องเป็นไปตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เพียงแต่นำมาอธิบายให้ทุกๆท่านฟังแบบภาษาง่ายๆที่เข้าใจง่ายไม่สลับซับซ้อนใดๆ ประการสำคัญก็คือ สามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันปฏิบัติได้เลย เน้นให้เห็นเป็นรูปธรรม ไม่ต้องรออนาคตหรือรอชาติหน้า เดี๋ยวนี้ ปัจจุบันขณะนี้ทันที พิสูจน์ได้ทันที แต่ความสำเร็จทุกๆอย่างจำเป็นจะต้องใช้ระยะเวลาและต้องผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีเท่านั้น จึงจะสำเร็จลงได้ และความสำเร็จใดๆก็ไม่สามารถเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนหรือเพียงข้ามวันได้ ต้องใช้ระยะเวลาและความเพียรพยายาม  ความอดทน ความต่อเนื่องในการสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น 

ดับกิเลส/ดับทุกข์ สองคำนี้ลึก แต่ไม่ลับ

1 ) ดับกิเลส(ดับทุกข์)แบบชั่วคราวหรือชั่วขณะ(ตทังคนิโรธ)

กิเลสคือสิ่งที่ทำให้จิตใจเป็นทุกข์ เศร้าหมองไม่ผ่องใส เครียด กังวล ฟุ้งซ่าน ซึมเศร้า สิ่งเหล่านี้คือ กิเลส ทั้งหมด ทุกข์ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในมนุษย์จะมาจากกิเลสทั้งสิ้น ขนาดเจ็บป่วยที่กายตามธรรมชาติของกายยังเป็นกิเลสได้(อยากให้มันหายไป ซึ่งก็คือ วิภวตัณหา)บรรดากิเลสทั้งหลายทั้งปวง(กิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลาย)มี กิเลสอวิชชาเป็นหัวหน้าหรือเป็นประธาน กิเลสทุกๆตัวรวมทั้งกิเลสตัณหา จะมีรากเหง้ามาจาก กิเลสอวิชชา ทั้งหมดทั้งมวล ตัณหาเป็นกิเลสอีกชนิดหนึ่งที่ใกล้ทุกข์มากที่สุด ในอริยสัจ 4 พระพุทธเจ้าจะบอกไว้ชัดเจนว่า ทุกข์(ผล) มีที่มาจากตัณหา(สมุทัยหรือเหตุแห่งทุกข์) การดับไปแห่งทุกข์จะใช้ มรรคมีองค์ 8 ( วิชชาหรือปัญญา)ส่งผลให้นิโรธเกิด(การดับไปของทุกข์หรือการดับไปของกิเลสตัณหา) ดังนั้น การดับไปของกิเลส ก็คือ การดับไปของ ทุกข์ นั่นเอง นี่คือ ความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องกันของ กิเลส กับ ทุกข์

การดับทุกข์ชั่วคราวหรือชั่วขณะ(ตทังคนิโรธ/ตทังคปาหาน)

ต่อไปนี้จะกล่าวถึงการดับทุกข์(ดับกิเลส)แบบชั่วคราวหรือชั่วขณะจิตหนึ่ง ซึ่งปุถุชนสามารถทำได้ ถ้าผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่กล่าวถึงการดับทุกข์(ดับกิเลส)ในเว็บไซต์นี้ จึงหมายถึงการดับทุกข์หรือดับกิเลสชั่วคราวหรือชั่วขณะจิตเท่านั้น(ตทังคนิโรธ/ตทังคปหาน) การเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา ที่แก่กล้า(ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี)สามารถดับทุกข์(ดับกิเลส)ในปัจจุบันขณะได้ทันที ถ้ามีการเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา อยู่ในทุกขณะจิตในปัจจุบันขณะ สติและปัญญาสามารถไปตัดกระแสอวิชชา(กิเลส)ซึ่งเป็นรากเหง้าของกิเลสทั้งปวงได้ทันที เมื่อวิชชาหรือปัญญาเกิด(แก่นมรรค) อวิชชา(กิเลส)จะดับลงทันที เพราะสองธรรมนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นร่วมกันและเกิดขึ้นพร้อมกันได้ ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลงทันที เหมือนกรณีความสว่าง(วิชชาหรือปัญญา)กับความมืด(อวิชชา)ย่อมเกิดร่วมกันในเวลาเดียวกันไม่ได้ฉันใดก็ฉันนั้น อวิชชาเป็นกิเลสชนิดละเอียดและเนียนสุดๆ(กิเลสอนุสัยและสังโยชน์) เมื่อใดที่สติหลุด(ไม่มีสติ) อวิชชาจะเข้าแทรกแซงจิตและปรุงแต่งจิตทันที สังเกตง่ายๆขณะที่จิตใจเราเหม่อลอยคิดมั่วไปหมด นั่นก็คือ อวิชชาเข้าปรุงแต่งแล้ว(โมหเจตสิก+อุจธัจจเจตสิก)จึงเกิดความฟุ้งซ่านขึ้นมา ความฟุ้งซ่านก็คือ กิเลสอุจธัจจะ ที่เกิดจากการทำงานของ อวิชชา(โมหเจตสิก)ร่วมกับกิเลสอุจธัจจะนั่นเอง เช่นเดียวกันกับความเครียด ความซึมเศร้า ความคิดกังวลต่างๆล้วนมีกิเลสแต่ละชนิดที่แสดงผลปรุงแต่งจิตใจของพวกเราที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นในจิตใจ

วิธีการดับกิเลส(ดับทุกข์)แบบชั่วคราวหรือชั่วขณะ

ในเว็บไซต์แห่งนี้ได้แนะนำวิธีดับทุกข์(ดับกิเลส)ไว้ในหลายๆจุดหรือหลายๆเพจบทความ ถ้าท่านสังเกตให้ดีๆ ที่นี่จะเน้นนำธรรม 3 ธรรมนี้นำมาดับกิเลส(ดับทุกข์)นั่นก็คือ สติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งต่อไปนี้ของเรียกว่า...แก่นมรรค...เหตุผลเพราะนำมาจาก อริยมรรคมีองค์ 8 และอินทรีย์ 5 พละ 5 ถ้าท่านฝึกฝนทั้ง 3 ธรรมนี้จนแก่กล้าแล้ว จะสามารถนำแก่นมรรคนี้ไปดับกิเลส(ดับทุกข์)แบบชั่วคราวหรือชั่วขณะได้ทันทีในทุกๆที่และทุกๆเวลาแบบไม่จำกัดครั้ง ทุกๆคนจะเกิดมาพร้อม สติ สมาธิ ปัญญา ที่ธรรมชาติมอบให้มาตั้งแต่เกิด แต่ สติ สมาธิ ปัญญา ที่ธรรมชาติให้มายังไม่ผ่านการฝึกฝนให้กล้าแกร่งที่สามารถนำไปดับกิเลสหรือดับทุกข์ได้ กิเลสแต่ละตัวมันมีพลังสูง โดยเฉพาะหัวหน้ากิเลสทั้งปวงอย่างกิเลสอวิชชายิ่งมีพลังสูงมาก มันครอบงำจิตสัตว์โลก ซึ่งรวมทั้งมนุษย์ทุกๆคนที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ทั้งหมด(ยกเว้นพระอรหันต์)ล้วนตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของกิเลสอวิชชาทั้งหมดทั้งสิ้น กิเลสอวิชชา(ความไม่รู้แจ้งซึ่งวิชชา)มันปรุงแต่งให้จิตเข้าไปยึดในรูปธรรมและนามธรรมทั้งหมด จึงส่งผลทำให้จิตเป็นทุกข์ นอกจากธรรมชาติให้อวิชชาติดตัวกันมาทุกคนแล้ว ธรรมชาติก็ยุติธรรมเสมอ นำวิชชา(ปัญญา)แนบมาให้พร้อม แต่วิชชาหรือปัญญาถูกเก็บไว้ลึกจนเกินไป ผู้คนส่วนใหญ่จึงนำมันมาใช้ไม่เป็น จนกระทั่งพระพุทธเจ้ามาโปรดเปิดเผยวิธีการใช้วิชชา(ปัญญา)ให้กับมนุษย์โลกนำไปใช้ในการดับอวิชชา นี่คือ จุดเปลี่ยนของอวิชชาครองโลก แต่ส่วนใหญ่ผู้คนในโลกนี้ก็ยังตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของอวิชชาต่อๆไป ยกเว้นผู้ที่เบื่อหน่ายในกองทุกข์ ไม่ต้องการมีทุกข์(จากกิเลส)ซ้ำซากอีกต่อไป รวมถึงทุกข์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันจากการดำเนินชีวิต พระพุทธเจ้าท่านได้ชี้ทางสร้างแผนที่ในการดับทุกข์ไว้ให้ทั้งหมดแล้ว เพียงแต่ใครจะมีดวงตาเห็นแจ้งในทุกข์หยิบนำคำสอนการดับทุกข์(ดับกิเลส)ของพระองค์ไปปฏิบัติได้จริงเท่านั้น ที่นี่..จึงเน้นการดับกิเลส(ดับทุกข์)แบบชั่วคราวไปก่อน เมื่อดับกิเลสหรือดับทุกข์แบบชั่วคราวได้บ่อยๆและเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ในอนาคตถ้าบุญบารมีของผู้ใดถึง ก็อาจจะดับกิเลสหรือดับทุกข์แบบถาวรได้(สมุจเฉทนิโรธ) ซึ่งเป็นไปได้ทั้งนั้น(ไปดูคำสอนที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ในพระไตรปิฎกได้เลย)

 

2 ) ดับกิเลสหรือดับทุกข์แบบถาวร(สมุจเฉทนิโรธ)

ผู้ที่สามารถดับกิเลสหรือดับทุกข์แบบถาวรได้(สมุจเฉทนิโรธ)คือ พระอรหันต์ เท่านั้น ถามว่าในปัจจุบันนี้สามารถทำได้ไหม? คำตอบก็คือ เป็นไปได้ทั้งนั้น ถ้าการปฏิบัติและปฏิปทาทำถึง ทำจริงและทำถึง เหตุปัจจัยถึงก็มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งนั้น ทั้งการสร้างเหตุปัจจัยที่มาจากในอดีตและเหตุปัจจัยใหม่ที่สร้างขึ้นมาใหม่ในปัจจุบัน ล้วนส่งผลต่อการดับกิเลสหรือดับทุกข์แบบถาวรทั้งสิ้น ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วย หลักอิทัปปัจจยตา(หลักเหตุและผล) ถ้าจะอธิบายด้วยเหตุผล(หลักอิทัปปัจจยตา)ในปัจจุบันนี้ก็ด้วยการ ทำการดับกิเลส(ดับทุกข์)แบบชั่วคราวหรือชั่วขณะได้แบบซ้ำๆอย่างต่อเนื่องจนถึงจุดบริบูร์ของมรรคสมังคีแบบครบถ้วนสมบูรณ์ในขณะจิตเดียว เปรียบอุปมาเหมือนน้ำสกปรกสีดำในแก้ว(กิเลสทั้งปวง) เราใช้น้ำสะอาดเติมวันละเล็กวันละน้อย(ดับกิเลสในทุกๆวันอย่างต่อเนื่อง)สักวันหนึ่งน้ำที่สกปรกในแก้วก็จะหายไป น้ำใสสะอาดที่เราเติมในแต่ละวันก็จะแทนทีไม่มีน้ำสกปรกอีกเลย(ดับกิเลสหรือดับทุกข์แบบถาวร) การสร้างตึกใหญ่ๆไม่สามารถสร้างให้เสร็จในวันเดียวหรือสองวันได้ฉันใดก็ฉันนั้น กิเลสอวิชชามันติดตัวทุกๆคน(ยกเว้นพระอรหันต์)แบบข้ามภพข้ามชาติและไม่รู้กี่ภพกี่ชาติมาแล้ว มันยังตามติดอย่างต่อเนื่อง(กัดไม่ปล่อย) ตราบใดที่เรายังไม่สามารถดับมันได้แบบถาวร จงพยายามต่อๆไปครับ ความพยายามอยู่ที่ใด ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่นเสมอ แต่ขอแนะนำว่า อย่าไปอยากบรรลุมรรคผลหรือนิพพานใดๆทั้งสิ้นนะครับ เพราะความอยากบรรลุนี้เป็นกิเลสละเอียดอีกตัวหนึ่ง ทำเพียงเราสร้างเหตุปัจจัยให้เกิดอย่างต่อเนื่องก็พอแล้ว(เจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ)วันใดวันหนึ่งแก่นมรรคหลอมรวมตัวกันเป็นมรรคสมังคีสำเร็จ นั่นคือจุดสูงสุดของท่านนั่นเอง ไม่ต้องอธิบายใดๆท่านจะรู้ด้วยจิตของท่านเอง(ปัจจัตตัง) จงอย่าละทิ้งความพยายามและความต่อเนื่องสม่ำเสมอในการเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต เพราะนี่คือ การสร้างเหตุปัจจัยใหม่ให้เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะจิต เติมน้ำใสทีละหยดลงในแก้วน้ำก็สามารถทำให้น้ำในแก้วเต็มแก้วได้ในวันหนึ่ง จงอย่าละความพยายาม ทำไปเรื่อยๆอย่าหยุดเดินจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง

ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆท่าน ขอให้ประสบกับความสำเร็จครับผม

(ภาค 1: เข้าถึงแก่นแท้และการทำงานของกิเลส) 

ธรรมะฉบับอ้างอิงพระไตรปิฎก เรียบเรียงด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้ศึกษานำไปสังเกตสภาวะจริงและปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันทีในทุกๆที่และทุกๆเวลาในการดำเนินชีวิต 

กิเลสคืออะไร: เจาะลึกความเข้าใจจนถึงแก่นแท้ 

รากเหง้าของกิเลสทั้งปวงก็คือ...อวิชชา(โมหเจตสิก) อวิชชาเป็นกิเลสตัวพ่อตัวแม่หรือประธานกิเลส บรรดากิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง ล้วนมีอวิชชาเป็นองค์ประกอบหลักทั้งสิ้น อวิชชาเป็นกิเลสละเอียดใน อนุสัยและสังโยชน์ เป็นกิเลสที่เนียนที่สุดในบรรดากิเลสทั้งปวง

ในทางพระพุทธศาสนา คำว่า "กิเลส" แปลว่า "สิ่งเจือปนที่ทำให้จิตเศร้าหมอง" 

หากเปรียบจิตประภัสสร (จิตเดิมแท้ที่บริสุทธิ์) เหมือนน้ำใสบริสุทธิ์ กิเลสก็คือ "ตะกอนหรือสี" ที่ตกหล่นลงไปทำให้น้ำนั้นขุ่นมัว แก่นแท้ของกิเลสไม่ใช่ตัวตน บุคคล หรือสิ่งของ แต่คือ "สภาวะปรุงแต่งทางความคิดและความรู้สึก (สังขาร)" ที่เกิดขึ้นชั่วคราวเมื่อมีการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (ผัสสะ) หากขาดสติปัญญา กิเลสจะเข้ามาครอบงำ บิดเบือนการรับรู้ ทำให้จิตเห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าสุข และเห็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน 

กิเลสสร้างผลเสียให้กับมนุษย์อย่างไร 

บรรดากองทุกข์ทั้งปวงที่เกิดขึ้นในมนุษย์ทุกๆคนก็ล้วนมาจากกิเลสนี่เอง กิเลสทำงานในลักษณะบิดเบือนความจริง(สัจธรรม) นำพาชีวิตไปสู่ความทุกข์ 3 ระดับ: 

ระดับจิตใจ (ภายใน): กิเลสทำให้เกิดความเร่าร้อน กระวนกระวาย หงุดหงิด เครียด กลัว ซึมเศร้า ฟุ้งซ่านกังวลใจ และตระหนก จิตใจขาดความสงบเย็น (ทุกข์ทางใจ)

ระดับพฤติกรรม (ภายนอก): ผลักดันให้มนุษย์ทำผิดศีลธรรม พูดเท็จ นินทา เบียดเบียน ดุร้าย หรือฉ้อโกง แย่งชิง เข่นฆ่ากัน เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง(ความอยากของกิเลส)

ระดับวิบาก (วัฏฏสงสาร): ทำให้มนุษย์ต้องรับผลของการกระทำ (กรรม) เกิดการเวียนว่ายตายเกิดในความทุกข์อย่างไม่สิ้นสุด(เกิดวัฏฏสงสารไม่รู้จบสิ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก) 

มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ต้องมีกิเลสทุกคนหรือไม่ 

คำตอบคือต้องมีกิเลสกันทุกๆคน ยกเว้นพระอรหันต์ มนุษย์ที่ยังไม่บรรลุธรรมชั้นสูงสุด ย่อมมีกิเลสสะสมอยู่ในระดับลึกที่เรียกว่า "อนุสัยกิเลส" (กิเลสที่นอนนิ่งอยู่ในขันธสันดาน) เปรียบเหมือนตะกอนที่ตกค้างอยู่ก้นแก้ว แม้น้ำข้างบนจะดูใส แต่เมื่อมีอะไรมาโบกสะบัด (ผัสสะกระทบ) ตะกอนนั้นก็จะฟุ้งขึ้นมาทันที 

ที่มาของกิเลสในมนุษย์มาจากสิ่งใด 

พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่า ที่มาของกิเลสเกิดจากกระบวนการ "ปฏิจจสมุปบาท" หรือการเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมเมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมี: 

1. อวิชชา (ความไม่รู้ตามความเป็นจริง): เป็นปฐมเหตุ

2. ผัสสะ (การกระทบ): ตาเห็นรูป, หูฟังเสียง, ใจรับรู้อารมณ์

3. เวทนา (ความรู้สึก): สุข (ชอบ), ทุกข์ (ไม่ชอบ), หรือไม่สุขไม่ทุกข์ (เฉยๆ)

4. ตัณหา (ความทะยานอยาก): เมื่อเกิดเวทนาแล้วขาดสติ จิตจะเกิด "นันทิ" (ความเพลิดเพลินยินดี) เกิดความอยากได้ อยากผลักไส หรืออยากเป็น นั่นคือจุดที่กิเลสก่อตัวขึ้น 

กิเลสมีกี่ชนิด หรือกี่ประเภท 

เพื่อให้เห็นภาพและนำไปสังเกตตนเองได้ง่าย พระพุทธศาสนาแบ่งกิเลสตามระดับความหยาบไว้ 3 ระดับดังต่อไปนี้...... 

1. กิเลสอย่างหยาบ (วีติกกมกิเลส): กิเลสที่ล้นออกมาจากทางกายและวาจา เช่น การด่าทอ การทำร้าย การฆ่า การลักทรัพย์ (ปราบได้ด้วย ศีล)

2. กิเลสอย่างกลาง (ปริยุตฐานกิเลส): กิเลสที่นิวรณ์อยู่ในใจ เช่น ความโกรธที่ยังไม่ได้พูดออกไป ความโลภ ความเคืองแค้น ความฟูมฟาย (ปราบได้ด้วย สมาธิ)

3. กิเลสอย่างละเอียด (อนุสัยกิเลส): ความตระหนักรู้ผิดๆ(มิจฉาทิฏฐิ)ที่ฝังแน่น เช่น ความรู้สึกว่า "มีตัวฉัน" อยู่ตลอดเวลา (ปราบได้ด้วย ปัญญา) 

นอกจากนี้ ยังจำแนกตามสายสภาวะหลักได้เป็น ตระกูลกิเลส 3 สาย (อกุศลมูล 3): 

1. ราคะ / โลภะ: ความอยากได้ ความติดใจ ความเพลิดเพลิน (นันทิ)

2. โทสะ: ความขัดเคือง ความไม่พอใจ ความหงุดหงิด ความผลักไส

3. โมหะ: ความหลง ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความลังเลสงสัย 

กิเลสตัวใดที่สร้างทุกข์ให้กับมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ 

กิเลสตัวที่สร้างทุกข์ให้มนุษย์ทุกคนโดยไม่มีเว้น คือ "อวิชชา" (ความไม่รู้แจ้งในอริยสัจ 4 และความไม่เห็นอนัตตา) ซึ่งส่งผลให้เกิด ตัณหาและ "อุปาทาน" (ความยึดมั่นถือมั่น) 

เมื่อมีอวิชชา มนุษย์จะยึดว่า ขันธ์ 5 (กายและใจ) เป็น "ตัวเรา ของเรา" เมื่อกายแก่ เจ็บ ตาย หรือใจเจอกับสิ่งที่ไม่ชอบ จิตจึงเกิดความต้านทานและเป็นทุกข์อย่างยิ่งใหญ่ 

จะปราบกิเลสแต่ละชนิดได้อย่างไร 

ในทางปฏิบัติ การแก้กิเลสแต่ละสายต้องใช้ "ธรรมะที่เป็นคู่ปรับกัน" (ปฏิปักษ์ธรรม): 

ปราบราคะ/โลภะ: ใช้ อสุภกัมมัฏฐาน (พิจารณาความไม่เที่ยง ความไม่สวยงามของร่างกาย) และ ทาน/การเสียสละ เพื่อลดความละโมบ(ปราบโลภะ)

ปราบโทสะ: ใช้ เมตตา (ความปรารถนาดีต่อตนเองและผู้อื่น) และ อธิวาสนขันติ (ความอดทนอดกลั้น)

ปราบโมหะ: ใช้ วิปัสสนาปัญญา(ปัญญา) / โยนิโสมนสิการ (การพิจารณาแยบคายลงในไตรลักษณ์: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) 

รากเหง้าของกิเลสทั้งปวงมาจากสิ่งใด 

รากเหง้าที่ลึกที่สุดของกิเลสทั้งปวง (อกุศลมูล) สรุปย่อเหลือเพียงสิ่งเดียวคือ "อวิชชา"(โมหะ) อันเป็นเหตุให้เกิด "สักกายทิฏฐิ" (ความเห็นผิดว่ามีตัวตนที่เที่ยงแท้) เมื่อมี "ตัวฉัน" เกิดขึ้น ความอยากได้เพื่อฉัน (ราคะ) และความเกลียดชังสิ่งที่กระทบฉัน (โทสะ) จึงตามมาเป็นห่วงโซ่ 

พระพุทธเจ้าใช้ธรรมใดปราบกิเลสแต่ละตัวและรากเหง้าของกิเลสทั้งปวง 

พระพุทธองค์ทรงใช้ "มรรคมีองค์ 8" (ย่อคือ ศีล สมาธิ ปัญญา) โดยเฉพาะการใช้ "อริยมรรค" ในการถอนรากถอนโคน:

 

สายกิเลส ธรรมะที่ใช้ปราบ (ระดับปฏิบัติ) ธรรมะที่ใช้ถอนรากถอนโคน
ราคะ อสุภกัมมัฏฐาน / กายคตาสติ การเห็นความดับไปของเวทนา (ละนันทิ)
โทสะ เมตตาอัปปมัญญา / พรหมวิหาร 4 การเห็นความเป็นจริงของธรรมะว่า "เป็นเพียงสภาวะตามธรรมชาติ"
โมหะ โยนิโสมนสิการ การเห็นแจ้งใน ปฏิจจสมุปบาท และ อนัตตลักษณะ
รากเหง้าทั้งหมด (อวิชชา) วิชชา / อริยมรรคมีองค์ 8 การเจริญสติปัฏฐาน 4 จนเกิดปัญญาญาณ

 

การดับไปของกิเลส(ดับทุกข์)มีกี่รูปแบบอะไรบ้าง? 

การดับกิเลส (นิโรธ) ตามหลักพระไตรปิฎกแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลักตามระดับความเด็ดขาด: 

1. ตทังคนิโรธ (ดับชั่วคราวด้วยธรรมคู่ปรับ): การดับกิเลสได้เป็นครั้งคราวด้วยการใช้ธรรมะที่ตรงข้าม เช่น โกรธขึ้นมา แล้วเจริญเมตตาทันที ความโกรธก็ดับไปชั่วขณะ

2. วิกขัมภนนิโรธ (ดับด้วยการข่มไว้ด้วยกำลังสมาธิ): การใช้กำลังของสมาธิ/ฌาน ข่มนิวรณ์และกิเลสไว้ เปรียบเหมือนเอาหินทับหญ้า ตราบใดที่อยู่ในสมาธิ กิเลสจะไม่แสดงตัว

3. สมุจเฉทนิโรธ (ดับได้อย่างเด็ดขาดถอนรากถอนโคน): การใช้ อริยมรรคปัญญา ขุดรากถอนโคนอนุสัยกิเลส กิเลสที่ถูกทำลายด้วยปัญญานี้จะไม่กลับมาเกิดขึ้นอีกเลยตลอดไป (สภาวะของพระอรหันต์) 

การใช้แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ในการดับกิเลสชั่วคราวในชีวิตประจำวันทำอย่างไร 

ในชีวิตประจำวัน เมื่อมีผัสสะมากระทบ (เช่น โดนต่อว่า หรือได้ของที่ไม่ถูกใจ) เราสามารถนำ แก่นมรรค มาดับกิเลสทันทีในระดับตทังคนิโรธ(ชั่วคราว)ได้ด้วย 3 ขั้นตอนง่ายๆ: 

ขั้นตอนการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน (สติ-สมาธิ-ปัญญา): 

1. ตั้งสติ (การรู้ทัน): เมื่อเกิดอารมณ์โกรธหรืออยาก ให้ "รู้ทัน" ทันทีว่ามีความรู้สึกนั้นเกิดขึ้น ไม่ต้องไปห้าม ไม่ต้องไปด่าตัวเอง เพียงแค่ตั้งสติระลึกรู้ว่า "ความรู้สึกนี้กำลังเกิดขึ้น"

2. ใช้สมาธิ ( ตั้งมั่นและทรงตัว): ดึงจิตกลับมาอยู่ที่ฐานกาย เช่น ลมหายใจเข้าออก (อานาปานสติ) หรือความรู้สึกที่ร่างกายสัมผัสพื้น 1-2 วินาที เพื่อไม่ให้จิตไหลตามอารมณ์นั้นไปปรุงแต่งต่อ (เป็นการละนันทิ หรือตัดกระบวนการปรุงแต่ง)

3. ใช้ปัญญา ( เห็นตามจริง): มองลงไปที่ความรู้สึกนั้นตรงๆ แล้วพิจารณาว่า "ความรู้สึกนี้ก็ไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ต้องดับไป ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา" 

เมื่อทำครบกระบวนการ สติ สมาธิ และปัญญา จะทำงานร่วมกัน กิเลสที่กำลังฟุ้งขึ้นมาจะสลายตัวลงทันที จิตจะคืนสู่ความสงบเย็นและเป็นปกติ พร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าด้วยสติปัญญาอันบริสุทธิ์ ให้ฝึก สติ สมาธิ ปัญญา ให้กล้าแกร่งตามคำแนะนำที่ลิ้งค์ด้านล่าง 

ดับกิเลส/ดับทุกข์

(ภาค 2: เจาะลึกสัจธรรมแห่งทุกข์ และบทสรุปการปฏิบัติจริง) 

ธรรมะฉบับอ้างอิงพระไตรปิฎก (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร, มหานิทานสูตร, มหาสติปัฏฐานสูตร) เรียบเรียงเป็นภาษาที่ง่าย ทรงพลัง และถอดเข้าสู่สภาวะจริง เพื่อให้ผู้ศึกษานำไปปฏิบัติได้ทันที 

ทุกข์คืออะไร: เจาะลึกถึงแก่นแท้ของทุกข์ในมนุษย์ 

ในทางพระพุทธศาสนา คำว่า "ทุกข์" ไม่ได้หมายถึงเพียงความเจ็บปวดทางกายหรือความเสียใจทางใจเท่านั้น แต่ แก่นแท้ของทุกข์ แบ่งออกเป็น 2 มิติที่ลึกซึ้ง: 

1. มิติทางสภาวะธรรมชาติ (สภาวะที่ไม่ทรงตัว): สิ่งใดก็ตามที่ไม่เที่ยง (อนิจจัง) ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น สิ่งนั้นทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอนและดับไป

2. มิติทางจิตใจ (ความยึดถือ): ดังที่พระพุทธองค์ทรงสรุปไว้ใน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ว่า "สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา" แปลว่า "โดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 เป็นตัวทุกข์"

แก่นแท้: ตัวความทุกข์ไม่ได้อยู่ที่ตัววัตถุ ร่างกาย หรือเหตุการณ์ภายนอก แต่อยู่ที่ "การที่จิตเข้าไปยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน)" ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นตัวเรา ของเรา เมื่อสิ่งเหล่านั้นแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป จิตที่ไม่ยอมรับความจริงจึงเกิดสภาวะบีบคั้นและเร่าร้อนขึ้นมาจึงเกิดทุกข์ทางใจขึ้นมา

ทุกข์ในมนุษย์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร 

ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นมาเองแบบลอยๆมา และไม่ได้เกิดจากการบันดาลของใคร แต่เกิดตามกระบวนการ "ปฏิจจสมุปบาท" (ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น): 

อวิชชา => ผัสสะ => เวทนา => ตัณหา => อุปาทาน => ภพ/ชาติ => ความทุกข์ 
 
ลำดับการเกิดทุกข์ในชีวิตประจำวัน:
1. ผัสสะ: ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อารมณ์
2. เกิดเวทนา: เกิดความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือ ไม่สุขไม่ทุกข์
3. เกิดนันทิและตัณหา : หากขาดสติ จิตจะเข้าไปเพลิดเพลินยินดี (นันทิ) ในสุขเวทนา หรือเกิดความขัดเคืองผลักไสในทุกขเวทนา
4. เกิดอุปาทาน: จิตเข้าไปยึดว่าอารมณ์นั้นเป็น "ของเรา"
5. เกิดความทุกข์: เมื่อสิ่งที่ยึดไว้ต้องเปลี่ยนแปลง เสื่อม หรือดับไป จิตจึงถูกบีบคั้นเป็นทุกข์ทันที
 
ทุกข์ในมนุษย์มีกี่ชนิดหรือกี่ประเภท 

เพื่อให้เข้าใจและสังเกตได้ง่าย พระพุทธเจ้าทรงจำแนกทุกข์ไว้หลายระดับ: 

1. สภาวทุกข์ (ทุกข์ประจำตามธรรมชาติ): ทุกข์ที่มาพร้อมกับการมีชีวิต ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้

2. ปกิณณกทุกข์ (ทุกข์จรที่เกิดขึ้นทางใจ):

ความโศกเศร้า (โสกะ) ความร่ำไรรำพัน (ปริเทวะ)

ความเจ็บปวดกาย (ทุกขะ) ความโทมนัสเสียใจ (โทมนัส) ความแค้นเคืองใจ (อุปายาส)

การประจวบกับสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบ การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจ

ความปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์

3. นิพัทธทุกข์ (ทุกข์เนืองนิตย์): ทุกข์ประจำวัน เช่น ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย การปวดอุจจาระ ปัสสาวะ

4. สังขารทุกข์ (ทุกข์เพราะความสภาวะถูกปรุงแต่ง): ขันธ์ 5 ต้องถูกปัจจัยบีบคั้นให้บิดเบือน เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถตั้งมั่นอยู่ได้เอง 

จะกำจัดทุกข์แต่ละชนิดได้อย่างไร 

การจัดการทุกข์ต้องแยกแยะระหว่าง "ทุกข์ทางกาย/ธรรมชาติ" กับ "ทุกข์ทางใจ":

 

ประเภททุกข์ วิธีการจัดการตามหลักพุทธวิธี

สภาวทุกข์ / นิพัทธทุกข์


(แก่, เจ็บ, ตาย, หิว, ร้อน, หนาว)

บริหารและยอมรับตามจริง: ใช้ปัจจัย 4 บำบัด (กินอาหารเมื่อหิว, ใส่เสื้อผ้า, รักษาโรค) และใช้ปัญญาพิจารณาว่านี่คือธรรมชาติของร่างกาย ไม่หลงไปทุกข์ซ้ำทางใจเพิ่มอีก

ปกิณณกทุกข์


(ผิดหวัง, พลัดพราก, ไม่ได้ดังใจ)

ใช้สติและโยนิโสมนสิการ: ถอนความยึดถือว่าสิ่งนั้นต้องเป็นไปตามใจเรา เห็นว่าสิ่งทั้งหลายมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ไม่ใช่ตัวเราหรือของของเรา

สังขารทุกข์ / อุปาทานทุกข์


(ทุกข์เพราะยึดขันธ์ 5)

เจริญอริยมรรค (วิปัสสนาปัญญา): มองเห็นความจริงของขันธ์ 5 ว่าเป็นอนัตตา (ไม่ใช่ตัวตนของเรา) ถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นอย่างเด็ดขาด เข้าไปยึดแล้วมันทุกข์

 

กิเลสทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมาได้อย่างไร? 

กิเลสทำหน้าที่เป็น "เชื้อเพลิง" (ตัณหา/อวิชชา) ที่ขับเคลื่อนให้เกิดความทุกข์: 

1. กิเลสบิดเบือนการรับรู้: กิเลสอวิชชาทำให้จิตเข้าใจผิด คิดว่ากายและใจนี้เป็น "ตัวเรา"

2. กิเลสสร้างความทะยานอยาก (กิเลสตัณหา): อยากให้สิ่งที่ดีอยู่นานๆ (กามตัณหา/ภวตัณหา) หรืออยากให้สิ่งที่ไม่ดีดับไปเร็วๆ (วิภวตัณหา)

3. กิเลสสร้างความต้านทานสัจธรรม: เมื่อความจริงของโลกคือ "ทุกสิ่งต้องเปลี่ยนแปลง" แต่กิเลสต้องการให้ "ทุกสิ่งเป็นไปตามใจเรา" ช่องว่างระหว่าง "ความจริง" กับ "ความอยากของกิเลส" นี่เองคือตัวความทุกข์ความบีบคั้นของจิตใจ 

ความสัมพันธ์กันของกิเลสและทุกข์ 

ความสัมพันธ์ของทั้งสองสิ่งนี้เปรียบเหมือน "เหตุ และ ผล" หรือ "ต้นไม้ และ ผลไม้": 

กิเลส = สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์): คือตัวต้นเหตุที่สร้างแรงบีบคั้นให้เกิดทุกข์ขึ้นมา

ทุกข์ = ทุกขสัจ (ผลของกิเลส): คือสภาวะเร่าร้อน ขมขื่น บีบคั้น ที่จิตต้องรับเอาไว้

สมการความสัมพันธ์ของกิเลสและทุกข์:

มีกิเลสมาก => ยึดถือมาก => ทุกข์มาก

กิเลสลดลง => ยึดถือน้อยลง => ทุกข์ลดลง

สิ้นกิเลส => หมดอุปาทาน => ดับทุกข์สิ้นเชิง (นิพพาน) 

ใช้อะไรหรือสิ่งใดในการดับทุกข์ 

พระพุทธองค์ทรงยืนยันว่า เครื่องมือเดียวที่ใช้ดับทุกข์ได้อย่างแท้จริงคือ "อริยมรรคมีองค์ 8" (ย่อลงเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา) 

ศีล: ควบคุมพฤติกรรมทางกายและวาจา ไม่ให้เกิดทุกข์อย่างหยาบจากการเบียดเบียน

สมาธิ: ตั้งมั่น สยบความฟูมฟาย ทำให้จิตสงบ นิ่ง พอที่จะมองเห็นความจริง

ปัญญา: การเห็นแจ้งตามความเป็นจริง (ไตรลักษณ์: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ตัดอวิชชาและอุปาทานถอนรากถอนโคน

การดับทุกข์มีกี่รูปแบบหรือกี่ชนิด 

ตามหลักพระไตรปิฎก การดับทุกข์ (นิโรธ) มี 2 รูปแบบหลักตามสภาวะ: 

1. การดับทุกข์ชั่วคราว (ชั่วขณะ / ด้วยกำลังการข่ม): เกิดจากการใช้สติ สมาธิ หรือปัญญาระดับพิจารณา เข้าไปตัดกระบวนการปรุงแต่งของจิตชั่วคราวในปัจจุบันขณะจิต ทำให้ทุกข์ดับลงในขณะนั้นทันที สามารถทำได้ถ้าผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

2. การดับทุกข์ถาวร (นิพพาน / สมุจเฉทนิโรธ): เกิดจากการเกิดอริยมรรคญาณ ทำลายรากเหง้าของกิเลส (อวิชชา) อย่างเด็ดขาด จิตหลุดพ้นจากการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 ไม่กลับมาเป็นทุกข์ทางใจอีกเลยตลอดไป ซึ่งก็คือ พระอรหันต์ 

การดับทุกข์ชั่วคราวกับการดับทุกข์ถาวรแตกต่างกันอย่างไร

 

ประเด็น การดับทุกข์ชั่วคราว (ตทังคะ / วิกขัมภนะ) การดับทุกข์ถาวร (สมุจเฉท)
เครื่องมือที่ใช้ สติระลึกรู้, สมาธิข่มไว้, โยนิโสมนสิการ(ปัญญา) อริยมรรคปัญญา (วิชชา/อริยสัจ 4)
ลักษณะการดับ เปรียบเหมือน "เอาหินทับหญ้า" หรือตัดกิ่งก้าน เปรียบเหมือน "ถอนรากถอนโคน" และเผารากจนไหม้เกรียม
ผลลัพธ์ เมื่อสติหลุด หรือสมาธิคลาย ทุกข์สามารถกลับมาเกิดใหม่ได้ ทุกข์ทางใจในเรื่องนั้นๆ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกเลย
ผู้ทำได้ ปุถุชนทั่วไป และผู้ฝึกจิตทุกระดับ พระอริยบุคคล (พระโสดาบัน ถึง พระอรหันต์)

 

ใครบ้างที่สามารถดับทุกข์ได้ ปุถุชนสามารถดับทุกข์ได้หรือไม่ 

ปุถุชนทุกคน "สามารถดับทุกข์ได้"(แบบชั่วขณะหรือชั่วคราว) 

ระดับปุถุชน: สามารถดับทุกข์ "ชั่วคราว" (ตทังคนิโรธ) ได้ในชีวิตประจำวัน ทุกครั้งที่เรามีสติรู้เท่าทันอารมณ์ แล้วไม่ไหลไปตามความโกรธ ความโลภ ขณะนั้นความทุกข์ในใจจะดับลงทันที

ระดับพระอริยบุคคล: พัฒนาสติและปัญญาจนสามารถดับทุกข์ได้อย่าง "ถาวร" ตามลำดับภูมิธรรม (พระโสดาบัน ดับทุกข์ที่นำไปสู่บายภูมิ, พระสกทาคามี, พระอนาคามี, และพระอรหันต์ ดับทุกข์ทางใจได้ 100%) 

การใช้แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ในการดับทุกข์ชั่วคราวทำอย่างไร 

เมื่อมีเหตุการณ์กระทบใจในชีวิตประจำวัน (โดนด่า, งานมีปัญหา, สิ่งของสูญหาย) ให้นำแก่นมรรคมาใช้ดับทุกข์ทันทีด้วย.... 

1. สติ (ระลึกรู้สภาวะ): เมื่อความทุกข์/ความขัดเคืองเกิดขึ้น ให้ "รู้ทัน" ทันทีว่า "บัดนี้ ความทุกข์/ความโกรธ เกิดขึ้นในใจแล้ว" (ไม่ซ้ำเติมตัวเอง ไม่ด่าตัวเองที่โกรธ แค่รู้ว่ามันมีอยู่)

2. สมาธิ (ตั้งมั่นย้อนดูฐาน): ดึงจิตกลับมาพักที่ฐานกาย เช่น ลมหายใจเข้า-ออกลึกๆ 1-2 ครั้ง หรือรู้สึกถึงฝ่าเท้าที่สัมผัสพื้น เพื่อตัดกระบวนการคิดปรุงแต่ง (ละนันทิ ไม่ให้จิตไหลตามอารมณ์)

3. ปัญญา (เห็นตามจริง): มองลงไปที่ความทุกข์นั้นแล้วพิจารณาว่า "ความรู้สึกนี้ก็เป็นเพียงสภาวะธรรมอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นเพราะมีผัสสะ ไม่เที่ยง มาแล้วก็ต้องไป ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา" 

เมื่อทำเช่นนี้ ความเร่าร้อนทางใจจะสลายตัวลงทันที ใจจะกลับคืนสู่ความสงบและเป็นปกติ  

การดับกิเลสและการดับทุกข์ที่เป็นรูปธรรม (นำไปปฏิบัติได้จริง) 

การดับกิเลสและดับทุกข์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือต้องรอไปทำที่วัด แต่คือ "การทำงานกับจิตในทุกๆ ผัสสะของชีวิตประจำวัน"ในทุกๆที่และทุกๆเวลา โดยมีหัวใจสำคัญ 4 ข้อ:

1. ปลี่ยนจากการ "เป็นผู้แสดง" มาเป็น "ผู้ดู": เมื่อเกิดความโกรธ ความโลภ หรือความเสียใจ อย่าเข้าไปเป็น "ผู้โกรธ" แต่ให้ถอยออกมาเป็น "ผู้สังเกตการณ์" ดูสภาวะนั้นทำงาน

2. ละนันทิในเวทนา: เมื่อสัมผัสกับสิ่งที่ไม่ชอบ (ทุกขเวทนา) หรือชอบมาก (สุขเวทนา) ให้หยุดการเพลิดเพลินปรุงแต่งต่อ ด้วยการดึงจิตกลับมาอยู่กับกาย/ลมหายใจทันที

3. เห็นแจ้งในอนัตตา: เตือนตนเองเสมอว่า ทั้งอารมณ์ กาย และใจ เป็นเพียงสภาวะตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ไม่มี "ตัวฉัน" ที่เป็นเจ้าของแท้จริง(เราไม่ใช่เจ้าของ)

4. ทำเนืองๆ ในชีวิตประจำวัน: การดับทุกข์ชั่วคราววันละสิบครั้ง ร้อยครั้ง จะค่อยๆ เติมเต็มปัญญา สั่งสมเป็นนิสัย และยกระดับจิตใจไปสู่การดับทุกข์ที่ถาวรในที่สุดได้

ส่วนเติมเต็มภาคปฏิบัติ:

การตัดวงจรกิเลส ตารางสังเกตสภาวะ และการรักษาจิตสู่ความเป็นปกติ

เนื้อหาชุดนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่อต่อยอดและเติมเต็มบทความ "ดับกิเลสดับทุกข์"จากด้านบนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ช่วยให้ผู้ศึกษาสามารถนำหลักการทางพระไตรปิฎกไปลงมือปฏิบัติและตรวจสอบสภาวะธรรมได้จริงในชีวิตประจำวัน

โครงสร้างการเกิดดับ : "จุดตัด" ตัดวงจรกิเลสและทุกข์ในมโนผัสสะ

การจะดับกิเลสและดับทุกข์ได้อย่างตรงจุด ต้องเข้าใจกระบวนการทำงานของจิตเมื่อมีผัสสะมากระทบ เพื่อให้เห็น "จุดคัดง้างหรือจุดตัด" ที่สามารถหยุดยั้งความทุกข์ได้ทันท่วงที ดูจากวงจรปฏิจจสมุปบาท:

ผัสสะ(การกระทบ) => เวทนา(รู้สึกสุข/ทุกข์/เฉยๆ) => จุดตัด: ละนันทิ=>ตัณหา/อุปาทาน/ทุกข์
ธรรมชาติของเวทนา: เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง หรือใจคิดอารมณ์ขึ้นมา (ผัสสะ) "เวทนา" ย่อมเกิดขึ้นเสมอตามธรรมชาติ นี่เป็นผลของวิบากเก่า ไม่ใช่อกุศล และไม่สามารถไปห้ามไม่ให้เกิดได้
จุดตัดสินกิเลส (นันทิ): เมื่อเกิดเวทนาขึ้นแล้ว หากขาดสติ จิตจะเกิด "นันทิ" คือความเพลิดเพลินยินดีในสุขเวทนา หรือเกิดความขัดเคืองผลักไสในทุกขเวทนา นันทินี่เองที่เป็นจุดเชื่อมพาจิตไหลไปสู่อุปาทานและความทุกข์
จุดปฏิบัติจริง: พระพุทธองค์ทรงสอนให้ "ละนันทิในเวทนา" ทันทีที่รับรู้ความรู้สึก ให้มีสติระลึกรู้แล้วหยุดการปรุงแต่งยินดียินร้าย ด้วยการใช้สติดึงจิตกลับมาที่ฐานกายทันที เพียงเท่านี้ วงจรของตัณหาและอุปาทานจะถูกตัดขาดทันที ความทุกข์จึงไม่สามารถก่อตัวขึ้นได้
 
ตารางสังเกตสภาวะธรรมจริง 

ใช้สำหรับตรวจสอบและจัดการสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน:

สภาวะที่เกิดขึ้น สายกิเลส / ระดับทุกข์ เครื่องมือดับทุกข์ตรงหน้า ผลลัพธ์ทางจิตที่เกิดขึ้น
โดนตำหนิ / ไม่ได้ดังใจ โทสะ / ทุกขเวทนาทางใจ สติรู้ทัน + เมตตา: รู้เท่าทันอารมณ์ขัดเคือง ดึงจิตกลับมาอยู่กับลมหายใจ ไม่โต้ตอบด้วยอารมณ์ จิตทรงตัวได้ ไม่เร่าร้อนไปตามคำคนหรือเหตุการณ์ภายนอก
อยากได้ / ติดเพลิดเพลิน ราคะ / นันทิในสุขเวทนา โยนิโสมนสิการ: พิจารณาความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ของสิ่งนั้น สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ จิตคลายความยึดติด คืนสู่ความโปร่งเบา ยอมรับความจริง
ฟุ้งซ่าน / สับสนกังวล โมหะ / อวิชชาครอบงำ กายคตาสติ / อานาปานสติ: ถอนจิตออกจากความคิด ให้มาสัมผัสฐานกาย (ลมหายใจ/ความรู้สึกตัว) จิตหยุดการปรุงแต่งไร้สาระ ปัญญาสว่าง รู้เท่าทันสภาวะ

 

หัวใจสำคัญ: การรักษาจิตให้อยู่ในภาวะ "ปกติ"

ข้อควรระวังและแนวทางวางจิตที่ถูกต้องสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกิเลสซ้อนกิเลส:

ต้องไม่เพ่งโทษ ไม่บังคับ ไม่กดข่ม: การดับกิเลสไม่ใช่การไปต่อสู้ นึกด่าทอ หรือพยายามเกลียดชังกิเลส เพราะนั่นคือการสร้าง "โทสะ" ขึ้นมาซ้อนทับ แต่คือการ "เห็นตามความเป็นจริง" (ยถาภูตญาณทัสสนะ) ด้วยใจที่เป็นกลาง

จิตและกิเลสเป็นเพียงสภาวะธรรม: รู้เท่าทันว่า จิตก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง กิเลสก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง แต่ละธรรมต่างทำหน้าที่(ทำกิจ)ของตนเองตามเหตุปัจจัย ไม่มี "ตัวเรา" เข้าไปเป็นเจ้าของหรือบงการอยู่ในนั้น

คืนสู่ความเป็นปกติ : เมื่อสติและปัญญาเข้ามารู้เท่าทัน สภาวะปรุงแต่งทั้งหลายจะดับไป จิตจะถอยออกมาเป็นผู้ดู (วิปัสสนา) คืนสู่ความสงบ สว่าง บริสุทธิ์ และเป็นปกติในที่สุด

บทสรุป การดับกิเลส(ดับทุกข์)ตามพระไตรปิฎก 

การดับกิเลสหรือการดับทุกข์ในพระพุทธศาสนา มีการแบ่งรูปแบบไว้ชัดเจนทั้งในระดับ วิธีการ/ลำดับขั้นตอนการละ (ปหาน 5) และ ระดับของพระนิพพาน (นิพพานธาตุ 2) โดยมีอ้างอิงตรงจากพระไตรปิฎกดังนี้

1. การดับกิเลสแบ่งตามระดับความเด็ดขาด (ปหาน 5) 

ในพระสุตตันตปิฎก (เช่น นิเทสสสูตร หรือ ปฏิจสัมภิทามรรค) ได้แบ่งลักษณะการละกิเลสไว้ 5 รูปแบบ(ปหาน 5) ตามระดับของการปฏิบัติดังต่อไปนี้... 

รูปแบบการดับ/ละ (ปหาน) ลักษณะการทำงาน สภาพจิตและเครื่องมือ
1. ตทังคปหาน การดับกิเลสด้วยองค์นั้นๆ (ดับชั่วคราวด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับ) ดับความโลภ/โทสะ/โมหะ ในขณะที่เกิดสติหรือปัญญาเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในมโนผัสสะเป็นรายครั้ง
2. วิกขัมภนปหาน การดับกิเลสด้วยการข่มไว้ การเข้าฌานหรือสมาธิอันประณีต ข่มนิวรณ์ 5 ไว้ไม่ให้แสดงผล (กิเลสสงบระงับตราบเท่าที่อยู่ในสมาธิ)
3. สมุจเฉทปหาน การดับกิเลสได้อย่างเด็ดขาดราบคาบ กิจของ อริยมรรค (โสดาปัตติมรรค ถึง อรหัตตมรรค) ถอนรากถอนโคนกิเลสสังโยชน์ ไม่กลับมาเกิดอีกตลอดไป
4. ปฏิปัสสัทธิปหาน การดับกิเลสด้วยความสงบระงับ ผลสภาวะหลังจากกิเลสถูกทำลายด้วยมรรคแล้ว (อริยผล) จิตเข้าสู่นิโรธสงบเย็นโดยสมบูรณ์
5. นิสสรณปหาน การดับกิเลสด้วยการสลัดออก/พ้นไป การบรรลุ พระนิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะหลุดพ้นจากสังขารและกิเลสทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง

 

การดับกิเลสตามลำดับความประณีต (สังฆสูตร)

ใน สังฆสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ 20 อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต) พระพุทธเจ้าทรงอุปมาการละกิเลสเหมือน "การล้างแร่ทอง":

1. ละอุปกิเลสอย่างหยาบ: กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต(ทุจริต 3)

2. ละอุปกิเลสอย่างกลาง: กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก

3. ละอุปกิเลสอย่างละเอียด: ความวิตกถึงญาติ ชาติ ชนบท (เหลือเพียงธรรมวิตก แล้วเข้าสู่ความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น สงบตั้งมั่น) 

สรุปการดับกิเลส (ดับทุกข์) ในทางปฏิบัติจริง 2 รูปแบบ

1. ดับแบบชั่วคราว (ตทังคปหาน / วิกขัมภนปหาน)

ผู้ปฏิบัติ : ปุถุชน และ พระอริยบุคคลผู้กำลังฝึกฝน (เสขบุคคล)

สภาวะ : กิเลสระงับดับลงเป็นรายครั้ง หรือถูกข่มไว้ตลอดเวลาที่สมาธิ/สติตั้งมั่น แต่ "รากเหง้ากิเลส (อนุสัย)" ยังอยู่ พร้อมจะกำเริบกลับมาเมื่อเจอผัสสะกระทบ

วิธีใช้จริง :

ใช้ปัญญา (ตทังคปหาน): เมื่อเกิด มโนผัสสะ (เวทนา/ความคิด) ให้ใช้ โยนิโสมนสิการ เห็นความจริงทันทีว่าเป็นเพียงธรรมชาติตามปัจจัย (อนัตตา) ไม่ใช่ตัวเรา ละนันทิในเวทนานั้น กิเลสก็ดับลงเฉพาะหน้า

ใช้สมาธิ (วิกขัมภนปหาน): ดึงจิตกลับมาอยู่กับกาย/ลมหายใจ เพื่อข่มนิวรณ์และกิเลสอย่างหยาบไว้ชั่วคราว

2. ดับแบบสิ้นเชิงและถาวร (สมุจเฉทปหาน)

ผู้บรรลุ : พระอรหันต์ (อเสขบุคคล)

สภาวะ : กิเลสและอนุสัยถูกทำลายราบคาบด้วย อริยมรรค (มัคคญาณ)ดับแล้วดับเลย ไม่กลับมาเกิดในจิตอีกตลอดไป

วิธีใช้จริง:

- เกิดจากการฝึก "ดับแบบชั่วคราว" ในข้อ 1 ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนปัญญารู้แจ้งในอริยสัจ 4 แทงตลอดว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

- จิตถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นโดยสิ้นเชิง ขันธ์ 5 ยังทำงานตามเหตุปัจจัย รับรู้สุข-ทุกข์ทางกายได้ตามธรรมชาติ แต่ ไม่มีกิเลสปรุงแต่งให้จิตเกิดทุกข์ได้อีกเลย 

ข้อสรุป :

การดับแบบชั่วคราวคือ "เครื่องมือฝึกปฏิบัติประจำวัน" เพื่อสะสมปัญญาจนนำไปสู่การดับแบบถาวรในที่สุด ซึ่งเป็นไปได้ในทางปฏิบัติจริง 

กระบวนการพัฒนาจากการดับกิเลสชั่วคราว (ตทังคปหาน) ไปสู่การทำลายกิเลสอย่างเด็ดขาด (สมุจเฉทปหาน) คือเส้นทางจากการฝึกสติ สมาธิ ปัญญาในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็น อริยมรรค ที่แทงตลอดความจริง โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้ 

1. รู้เท่าทันผัสสะและการเกิดของเวทนา : สร้างจุดตั้งต้นของการสังเกต

เมื่ออายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) กระทบอายตนะภายนอก เกิดเป็น ผัสสะ และตามมาด้วย เวทนา (สุข ทุกข์ หรืออทุกลมสุข)

ในขั้นนี้ จิตเริ่มมีสติระลึกรู้ว่า มีสภาวะธรรมเกิดขึ้นที่ใจ ไม่ปล่อยให้จิตไหลไปตามอารมณ์ภายนอกโดยทันที

2. ใช้โยนิโสมนสิการ ละนันทิในมโนผัสสะ : เข้าสู่ระดับ ตทังคปหาน (ดับชั่วคราว)

ใช้การพิจารณาแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) ตัดวงจรกิเลสในขณะจิตนั้น:

ละนันทิ (ความเพลิดเพลิน): เมื่อเวทนาเกิดขึ้น ไม่ส่งจิตออกไปปรุงแต่งต่อเป็นความยินดี (ตัณหา/ราคะ) หรือความยินร้าย (โทสะ)ใน อารมณ์ 6

มองเห็นอนัตตา: เห็นว่าสภาวะที่เกิดขึ้นเป็นเพียงธรรมะที่ทำหน้าที่ตามปัจจัย ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา

ผลลัพธ์: กิเลสดับลงเฉพาะหน้าเป็นรายครั้ง (ตทังคปหาน) กิเลสใหม่ไม่เกิดขึ้นเพิ่ม

3. สะสมการเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ : พัฒนาจากปัญญาชั่วคราวสู่ปัญญินทรีย์

การดับกิเลสชั่วคราวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปรียบเหมือนการถากถางป่าทีละต้นไปเรื่อยๆจนหมดป่า จิตจะเริ่มเห็นรูปแบบของความจริง :

เห็นความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ของเวทนาและสังขารที่ เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป

เห็นความเป็นทนได้ยาก (ทุกขัง) ของสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง

เห็นความไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) ของจิตและเจตสิกทั้งปวง

ปัญญาความรู้แจ้งสะสมตัวจนแก่กล้าขึ้นตามลำดับ จนเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด (นิพพิทา-วิราคะ)ปรากฎ

4. การรวมตัวของอริยมรรค (มัคคสมังคี):เข้าสู่ระดับ สมุจเฉทปหาน (ดับสิ้นเชิง)

เมื่อสติ สมาธิ และปัญญา สุกงอมเต็มที่ องค์มรรคทั้ง 8 ประการจะรวมตัวกันเป็น อริยมรรคจิต (มัคคญาณ) เกิดขึ้นประหารกิเลส:

ประหารอนุสัยกิเลส: มัคคญาณเข้าตัดทำลายรากเหง้ากิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิต (อนุสัย/สังโยชน์) ให้ขาดสะบั้นลงอย่างถาวร

ผลลัพธ์: เข้าสู่ สมุจเฉทปหาน กิเลสในแต่ละระดับที่ถูกทำลายแล้ว (ตามลำดับอริยมรรค ตั้งแต่โสดาปัตติมรรค ถึง อรหัตตมรรค) จะไม่สามารถกลับมาเกิดในจิตได้อีกเลยตลอดไป

สรุปเปรียบเทียบกลไกการทำงาน 

หัวข้อ ตทังคปหาน (จุดเริ่มต้น) สมุจเฉทปหาน (เป้าหมายสูงสุด)
เครื่องมือ สติ + โยนิโสมนสิการ เป็นรายครั้ง อริยมรรคจิต (มัคคญาณ)
สภาวะกิเลส ดับเฉพาะหน้า / อนุสัยกิเลสยังอยู่ ถอนรากถอนโคน / อนุสัยถูกทำลายสิ้นเชิง
เปรียบอุปมา เหมือนการเอาฟองน้ำซับน้ำที่รั่ว เหมือนการปิดรอยรั่วและถอนท่อส่งน้ำออกทั้งหมด

 

การเจริญ อานาปานสติ และ กายคตาสติ โดยใช้ฐานกายเป็นเครื่องผูกจิต เป็นการทำงานร่วมกันของ สติ สมาธิ ปัญญา (แก่นแห่งอริยมรรค) ที่เข้าไปตัดวงจรการปรุงแต่งที่มโนผัสสะโดยตรง นำไปสู่การดับกิเลสทั้งแบบชั่วคราว (ตทังคนิโรธ) และแบบสิ้นเชิง (สมุจเฉทนิโรธ) ตามลำดับ

1. การทำงานของแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) บนฐานกาย

เมื่อใช้ ลมหายใจ (อานาปานสติ) หรือ อาการของกาย (กายคตาสติ) เป็นวิหารธรรม (เครื่องอยู่อย่างมีสติของจิต) องค์มรรคจะทำงานผสานกันในทุกขณะจิตดังนี้:

สติ (สัมมาสติ - การระลึกได้): คอยดึงจิตกลับมารู้สึกตัวที่ฐานกาย ไม่ปล่อยให้จิตเผลอไหลไปตามอารมณ์ภายนอก(อารมณ์ 6)

สมาธิ (สัมมาสมาธิ - ความตั้งมั่น): เมื่อสติระลึกรู้กายต่อเนื่อง จิตจะเกิดความสงบ ตั้งมั่น นิ่งพอที่จะเห็นสภาวะธรรมตามความเป็นจริง ไม่แกว่งไปตามความยินดียินร้าย

ปัญญา (สัมมาทิฏฐิ/สัมมาสังกัปปะ - การรู้แจ้ง): ทำหน้าที่ โยนิโสมนสิการ พิจารณาลงที่มโนผัสสะเมื่อเวทนาเกิดขึ้น เห็นว่าทั้งกาย ลมหายใจ และความคิด เป็นเพียงธรรมะแต่ละอย่างที่ทำหน้าที่ของตนเองตามเหตุปัจจัย เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน

2. กระบวนการนำไปสู่ "ตทังคนิโรธ" (การดับชั่วคราวในชีวิตประจำวัน)

ในขณะจิตที่มีผัสสะมากระทบ (ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง หรือใจนึกคิด):

ถอนความยึดถือ: แทนที่จิตจะปรุงแต่งเวทนานั้นไปเป็น นันทิราคะ (ความเพลิดเพลินยินดี) หรือโทสะ จิตมี กายคตาสติ เป็นเสาเข็มรองรับ สติตัดกระแสอวิชชา(โมหเจตสิก)

ตัดวงจรตัณหา: ปัญญามองเห็นความจริงว่ามโนผัสสะนั้นเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จิตจึงละนันทิในเวทนานั้นทันทีรวมถึงสติตัดกระแสอวิชชาตั้งแต่อยู่ที่ฐานกายแล้ว

เกิด ตทังคนิโรธ: ความทุกข์หรือกิเลสตระกูลโลภะ โทสะ โมหะ ถูก ดับลงเฉพาะหน้า ในขณะจิตนั้นๆ เปรียบเหมือนไฟที่ดับลงทันทีเมื่อไม่มีการเติมเชื้อ

3. การยกระดับไปสู่ "สมุจเฉทนิโรธ" (การดับถาวรราบคาบ)

การเกิดตทังคนิโรธซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกๆ ขณะจิตในแต่ละวัน คือการสะสมพลังของอริยมรรคอย่างเป็นธรรมชาติ:

เห็นรูปแบบไตรลักษณ์ชัดเจน : จิตเห็นการดับลงของกิเลสเฉพาะหน้าจนเกิด นิพพิทา (ความเบื่อหน่ายในสังขาร) และ วิราคะ (ความคลายกำหนัด)

มัคคสมังคี : เมื่อปัญญาแก่กล้า สติ สมาธิ และปัญญา รวมตัวกันอย่างสมบูรณ์ เกิดเป็น อริยมรรคจิต (มัคคญาณ)ในขณะจิตเดียว

ทำลายอนุสัย: มัคคญาณเข้าตัดถอนรากเหง้ากิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิต (อนุสัย/สังโยชน์) ให้ขาดสะบั้นลง

บรรลุ สมุจเฉทนิโรธ: สภาวะแห่งความดับทุกข์อย่างถาวรเกิดขึ้น กิเลสที่ถูกทำลายแล้วจะไม่สามารถกลับมาก่อตัวขึ้นในจิตได้อีกเลยตลอดไป(พระอรหันต์)

สรุปกลไกการปฏิบัติ

มีสติอยู่กับฐานกาย → เกิดสมาธิมั่นคง → สติตัดกระแสอวิชชา => ปัญญาเห็นอนัตตาที่ผัสสะ → ดับกิเลสรายครั้ง (ตทังคนิโรธ) → สะสมจนมรรคสุกงอม → ดับกิเลสถาวร (สมุจเฉทนิโรธ)

 

 

(( การดับทุกข์ด้วยแก่นมรรค ))

(( ที่ตั้งของจิตที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ ))

(( เรียนรู้จุดเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์ ))

(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึกสติ สมาธิ ปัญญาหรือแก่นมรรค ))
(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์)) 

(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ )) 

(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว )) 

(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? )) 

(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))

(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
 

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่.. 

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]  

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]   

((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))  

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))  

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...)) 

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]  

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย )) 

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....)) 

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค )) 

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?)) 

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 

 

 

 

 

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。

 

Visitors: 16,739