เห็นธรรมด้วยปัญญาจะเห็นทุกข์ในขันธ์ 5 ได้อย่างชัดเจน

เห็นธรรม =>> เห็นทุกข์
ไม่เห็นธรรม =>> ไม่เห็นทุกข์
ธรรมะสามารถทำให้ท่านพ้นทุกข์ซ้ำซากได้แน่นอน
การที่ยังไม่เห็นธรรม คือ จิตที่ยังมีอวิชชา(ไม่รู้วิชชา)
นี่คือ....สัจธรรมของมนุษย์ ที่ยังหลงอยู่ใน...อวิชชา...
ความหมายของคำว่า....เห็น...ในที่นี้
ต้องมี..สติ สมาธิ ปัญญา...จึงจะเห็นธรรมจริงๆ
ไม่รู้ธรรม ก็ไม่เห็นธรรม และ ไม่เห็นทุกข์ตามจริง
เห็น ในที่นี้จะหมายถึง...เห็นด้วยวิชชา(ปัญญา)..เท่านั้น ไม่ใช่เห็นด้วยสายตาทั่วๆไป เห็นด้วยการใช้...โยนิโสมนสิการ(การพิจารณาโดยแยบคายแบบละเอียดรอบคอบและรอบด้าน)และ การคิดวิเคราะห์แยกแยะเจาะลึกในสิ่งต่างๆหรือธรรมต่างๆ(วิภัชวาท) เป็นการ เห็น ด้วย วิชชาหรือปัญญาในทางพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยนำไปสู่...การดับทุกข์ประจำวันในที่สุด.....
เห็นธรรมใดบ้าง จึงจะเรียกว่า...เห็นทุกข์....
สำหรับธรรมที่จำเป็นต้องเห็น...ทุกข์...นั้น มีดังต่อไปนี้.....
1 ) ขันธ์ 5 ที่ประกอบไปด้วย....รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
2 ) อารมณ์ 6 หรือ อายตนภายนอก 6 ประกอบไปด้วย...รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมมารมณ์
1 ) ใช้ วิชชา(ปัญญา)เข้าไปส่องดูความจริง ด้วยโยนิโสมนสิการและวิภัชวาท ใน...รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ค้นหาทุกข์และความจริงต่างๆใน..ขันธ์ 5 ทั้งหมดว่า....ขันธ์ 5 เป็นทุกข์ได้อย่างไร?
"ทุกข์ที่เกิดขึ้นในรูปกายของมนุษย์"
ในรูป(กาย)จะประกอบไปด้วย...ดิน น้ำ ลม ไฟ...หรือมหาภูตรูป
ดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งหมดล้วนมาจาก...การปรุงแต่ง..ทั้งหมดทั้งสิ้น
สิ่งใดที่เกิดขึ้นมาจาก...การปรุงแต่ง...สิ่งนั้นไม่เที่ยง(อนิจจัง) สิ่งนั้นเป็นทุกข์(ทุกขัง) สิ่งนั้นเป็นอนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน บังคับควบคุมไม่ได้) ภัยจาก..ดิน น้ำ ลม ไฟ ในโลกมนุษย์ ล้วนมาจากเหตุปัจจัย ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ เช่นเดียวกันกับ โรคภัยไข้เจ็บ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของรูปกาย ล้วนมาจากเหตุปัจจัยทั้งสิ้น การปรุงแต่งของ..ดิน น้ำ ลม ไฟ..ที่ไม่สมดุลและสามัคคีกันเป็นที่มาของ..ทุกข์ทางรูปกาย...
1. วิภัชวาท : จำแนกแยกแยะ "รูปกาย" และ "ทุกข์" ออกเป็นส่วนๆ
หากเรามองรูปกายนี้อย่างเป็นก้อนเป็นแท่ง (ฆนสัญญา) เราจะมองเห็นทุกข์ได้ไม่ชัดและมักจะเข้าไปยึดว่า "กายของฉันทุกข์" พระพุทธองค์จึงทรงใช้แนวคิดแบบวิภัชวาทเพื่อ จำแนกแยกแยะ รูปกายนี้ออกเป็นส่วนๆ ดังนี้:
รูปกายนี้เป็นอย่างไร?
ก. การแยกแยะองค์ประกอบของรูปกาย (มหาภูตรูป 4)
รูปกายนี้ไม่ได้มีอยู่จริงในฐานะสิ่งสำเร็จรูป แต่เป็นเพียงการประชุมกันของธาตุตามธรรมชาติดังต่อไปนี้....
- ธาตุดิน (ปฐวีธาตุ): ลักษณะ แข็ง กร้าน ข้น (ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ กระดูก)
- ธาตุน้ำ (อาโปธาตุ): ลักษณะ เอิบอาบ เกาะกุม ซึมซาบ (เลือด น้ำเหลือง เหงื่อ น้ำลาย)
- ธาตุไฟ (เตโชธาตุ): ลักษณะ ร้อน อบอุ่น เผาผลาญ (ไฟที่ทำให้กายอบอุ่น ไฟที่ย่อยอาหาร)
- ธาตุลม (วาโยธาตุ): ลักษณะ เคลื่อนไหว ค้ำจุน (ลมหายใจเข้า-ออก ลมในท้อง ลมพัดขึ้นลง)
ข. การจำแนกประเภทของ "ทุกข์ในรูปกาย"
เมื่อแยกรูปออกแล้ว เราจะเห็น "ทุกขเวทนาทางกาย" และ "สภาพทุกข์" ที่ซ่อนอยู่ โดยวิภัชวาทจำแนกออกเป็น 2 มิติใหญ่ๆ:
1. ทุกขเวทนาทางกายภาพ (สภาวทุกข์ / ทุกขทุกข์): คือความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดขึ้นที่รูปกายโดยตรง ซึ่งเป็นไปตามกลไกธรรมชาติ เช่น ความหิวกระหาย ความหนาว-ร้อน การเจ็บไข้ได้ป่วย ความปวดเมื่อยจากการกดทับของอิริยาบถ
2. ทุกข์โดยสภาพ (ไตรลักษณ์ - ทุกขลักษณะ): คือความที่รูปกายนี้ "ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้" มีความบีบคั้น บีบเค้นให้ต้องแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ระดับเซลล์จนถึงระดับโครงสร้างใหญ่ (ความแก่ ความทรุดโทรม ความตาย)
2. โยนิโสมนสิการ: สืบสาวราวเรื่องหา "เหตุปัจจัย" ของทุกข์ทางกาย
เมื่อจำแนกด้วยวิภัชวาทแล้ว เราใช้โยนิโสมนสิการมองลึกลงไปว่า............
" เพราะมีสิ่งใด สิ่งนี้จึงมี? อะไรคือเหตุที่ทำให้รูปกายนี้เป็นทุกข์?"
ก. มองด้วยหลักปฏิจจสมุปบาท และอิทัปปัจจยตา
"เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี... เพราะมีความเกิด (ชาติ) เป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกข์... จึงเกิดขึ้น"
เหตุต้นตอ : ทุกข์ของรูปกายไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีเหตุมาจากการมี "รูปกาย" นี้ขึ้นมาตั้งแต่แรก (ชาติ)
รูปเกิดจากปัจจัย 4 ประการปรุงแต่ง : รูปกายดำรงอยู่และแปรปรวนไปตาม กรรม, จิต, อุตุ (อุณหภูมิ/สิ่งแวดล้อม), และอาหาร
การขัดกันของธาตุ : ทุกขเวทนาทางกาย เกิดขึ้นเมื่อธาตุ 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) เกิดความไม่สมดุล เช่น ไฟกำเริบ (ไข้ขึ้น), ลมแปรปรวน (ท้องอืด/หน้ามืด), หรืออุตุภายนอก (อากาศร้อน/หนาวเกินไป) มากระทบ
ข. มองเห็นกลไก "การบำบัดทุกข์" ที่มนุษย์มักมองข้าม
โยนิโสมนสิการจะทำให้เห็นว่า มนุษย์ไม่เคยอยู่เป็นสุขเลยในรูปกายนี้ เราเพียงแต่ทำกิจ "บำบัดทุกข์" อยู่ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อความอยู่รอด:
เราปวดเมื่อยเพราะนั่งนาน (ทุกข์บีบคั้น) => เราเปลี่ยนอิริยาบถยืน/เดิน (ทุกข์เก่าดับ ทุกข์ใหม่ยังไม่เกิด) => เราหลงนึกว่า "การยืน/เดินเป็นสุข" ทั้งที่จริงมันแค่เป็นการย้ายหนีทุกข์ชั่วคราว
เราหิวกระหาย (ทุกข์จากอาหารปัจจัย) => เรากิน (บำบัดทุกข์) => หลงว่าอร่อยและเป็นสุข
ข้อสังเกตเชิงปัญญา: รูปกายนี้ทำกิจของมันไปตามธรรมชาติ คือ มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวน และสลายไปตามเหตุปัจจัยของธาตุ
3. บทสรุปแห่งปัญญา: การแยกแยะ "สมมติ" และเห็น "อนัตตา"
เมื่อเรานำทั้ง วิภัชวาท (แยกรูปธาตุ) และ โยนิโสมนสิการ (สาวหาเหตุปัจจัย) มารวมกัน จิตจะเกิดการตระหนักรู้และสำรอก "ความสำคัญมั่นหมาย" (สมมติ) ออกมาดังนี้:
1. รูปกายนี้ไม่ใช่เรา และไม่มีเราในรูปกาย : รูปกายเป็นเพียง "ธรรมชาติตัวหนึ่ง" ที่ทำหน้าที่ของมันไปตามเหตุปัจจัย (ดิน น้ำ ไฟ ลม) จิตก็เป็น "ธรรมอีกตัวหนึ่ง" ที่ทำหน้าที่รับรู้ผัสสะ (มโนผัสสะ/กายผัสสะ) ไม่มีใครเป็นเจ้าของใคร
2. ทุกข์เป็นของกาย ไม่ใช่ของจิต : ความปวด ความเจ็บ ความแก่ เป็นเรื่องของ "รูปธรรม" ที่แปรปรวนไปตามกฎไตรลักษณ์ จิตที่ขาดปัญญา (มีอวิชชา) จะเข้าไปทึกทักเอาทุกข์ของกายมาเป็น "เราทุกข์" (เกิดนันทิราคะ/ปฏิฆะ ปรุงแต่งเป็นความทุกข์ใจ) จิตเป็นธาตุที่เข้าไปรับรู้ทุกข์ทางกาย รูปกายไม่สามารถรับรู้ทุกข์ได้
3. การดับทุกข์ที่แท้จริง : คือการเห็นตรงตามความเป็นจริงว่า “รูปกายนี้เป็นอนัตตา มีแต่สภาพธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตนเอง” เมื่อจิตไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่เข้าไปขัดขวางธรรมชาติ ไม่สำคัญมั่นหมายว่ากายนี้เป็นตน ทุกข์ใจย่อมดับลง เหลือเพียงทุกข์ทางกายภาพที่เป็นไปตามวิบากขันธ์จนกว่ากายนี้จะแตกดับไปตามกาลเวลา
การเห็นธรรม (ด้วยโยนิโสมนสิการและวิภัชวาท) ก็คือการเห็นทุกข์
เพราะในทางพระพุทธศาสนา "ธรรม" ที่พระพุทธองค์ทรงอยากให้เราเห็นแจ้งที่สุดเพื่อการหลุดพ้น ไม่ใช่สิ่งอัศจรรย์ลึกลับที่ไหน แต่คือ "อริยสัจจะ" และธรรมข้อแรกที่ต้อง "รู้แจ้งด้วยการเห็น" (ปริญเญยยธรรม) ก็คือ ทุกข์ นั่นเอง
หากเรานำเครื่องมือทั้งสองประการมาจับ เราจะอธิบายสภาวะ "เห็นธรรมคือเห็นทุกข์" ได้อย่างลึกซึ้งและเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตดังนี้:
1. วิภัชวาท: "เห็นทุกข์" เพราะ "แยกแยะ" จนสมมติแตกสลาย
ถ้าเราไม่ใช้ วิภัชวาท (การจำแนกแยกแยะ) จิตของเราจะมีภาวะที่เรียกว่า "ฆนสัญญา" คือความจำหมายว่าทุกอย่างเป็นก้อน เป็นแท่ง เป็นสิ่งสำเร็จรูป เป็น "ตัวเรา" เป็น "จิตเรา" เป็น "กายเรา" เมื่อมันรวมกันเป็นก้อน จิตมันจะมองไม่เห็นความจริง
แต่เมื่อเกิด วิภัชวาท จิตจะทำหน้าที่แยกส่วนประกอบตัดสลับลงไปทันที เช่น:
แยกกายกับจิตออกจากกัน : เห็นชัดว่า กายก็ส่วนหนึ่ง (รูปธรรม) จิตที่ไปรู้กายก็ส่วนหนึ่ง (นามธรรม)
แยกขันธ์ 5 หรืออาการของจิต : เห็นความรู้สึก (เวทนา) ความจำได้หมายรู้ (สัญญา) ความปรุงแต่ง (สังขาร) และตัวรู้ (วิญญาณ) แยกออกจากกันเป็นดวงๆ เป็นขณะๆ
ทำไมแยกแล้วถึงเห็นทุกข์? เพราะเมื่อแยกออกเป็นส่วนย่อยๆ แล้ว จิตจะพบความจริงอันน่าตกใจว่า "ไม่มีชิ้นส่วนไหนเลยที่คงที่" ทุกๆ ชิ้นส่วนที่แยกออกมาล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปในทันที ความบีบคั้นที่ต้องดับไปชั่วต่อชั่วนี้แหละคือ "ทุกขลักษณะ"
สรุปคือ วิภัชวาททำให้เห็นว่า "ไม่มีเราผู้เป็นทุกข์ มีแต่สภาวธรรมที่กำลังเป็นทุกข์ (ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้) หมุนเวียนอยู่เท่านั้น"
2. โยนิโสมนสิการ: "เห็นทุกข์" เพราะ "สาวลึก" ไปถึงสายพานแห่งเหตุปัจจัย
เมื่อใช้วิภัชวาทแยกแยะให้เห็นชิ้นส่วนแล้ว โยนิโสมนสิการ (การคิดแยบคายสืบสาวหาเหตุปัจจัย) จะเข้ามาทำงานต่อทันที โดยการมองลึกลงไปที่ "มโนผัสสะ" หรือการกระทบกันในจิต เพื่อดูว่า ทุกข์มันโผล่มาจากไหน?
เห็นการเกิดของทุกข์ (สมุทัย) : โยนิโสมนสิการจะจับตาดูตอนที่ตา/หู/จมูก/ลิ้น/กาย/ใจ กระทบอารมณ์ แล้วเกิด "เวทนา" (เฉยๆ, สุข, หรือทุกข์)
เห็นนันทิ (ความเพลิน) : โยนิโมนสิการเข้าไปเห็นตอนที่จิตส่งส่ายเข้าไปหาเวทนานั้น เกิดความเพลิน (นันทิราคะ) อยากให้อยู่นานๆ หรืออยากให้หายไปเร็วๆ
เห็นการก่อตัวของทุกข์ใจ: เห็นชัดๆ เลยว่า ความทุกข์ใจไม่ได้อยู่ดีๆ ก็มี แต่เพราะมี "นันทิในเวทนา" สายพานของปฏิจจสมุปบาทจึงหมุนต่อ กลายเป็นตัณหา อุปาทาน และความทุกข์ระทมในที่สุด
สรุปคือ โยนิโสมนสิการทำให้เห็นว่า "ทุกข์ใจเกิดขึ้นเพราะจิตไปบิดเบือนธรรมชาติ เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เป็นอนัตตา"
3. สรุปสภาวะ : "เห็นธรรม" คือ "เห็นทุกข์" อย่างไร?
เมื่อเครื่องมือทั้งสองทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์ จิตจะเกิด "ยถาภูตญาณทัศนะ" คือการเห็นตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นการเห็นธรรมที่แท้จริง:
1. เห็นว่าทุกข์คือธรรมชาติ ไม่ใช่เรา: เห็นว่าตัวจิตเองก็เป็นธรรมข้อหนึ่ง (สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา) รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ละธรรมต่างทำหน้าที่ของตนเอง ความทุกข์/ความบีบคั้นเป็นเพียงคุณสมบัติประจำตัวของขันธ์ 5 ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา
2. เห็นธรรมดา (ปกติ): เมื่อเห็นว่าขันธ์ 5 มันต้องทุกข์ (ทนอยู่ไม่ได้) ของมันเป็นปกติอยู่แล้ว จิตจะเลิกคาดหวังให้มันเป็นสุข จิตจะเลิกเข้าไปจัดแจง บังคับ หรือฝืนธรรมชาติ
3. ละความสำคัญมั่นหมาย: เมื่อเห็นทุกข์อย่างแจ่มแจ้งด้วยปัญญาอันแยบคาย จิตจะปล่อยวางความถือมั่นในตนเอง (หมดความสำคัญมั่นหมาย) ละนันทิในเวทนาลงได้ เพราะเห็นแล้วว่าเข้าไปยึดเมื่อไหร่... ทุกข์เมื่อนั้น
ดังนั้น คำว่า "เห็นธรรม คือ เห็นทุกข์" จึงไม่ใช่การนั่งเศร้าสร้อยเสียใจกับชีวิต แต่คือการที่จิตมีปัญญาญาณเห็น "ความจริงของโลกและขันธ์ 5" อย่างแจ้งประจักษ์ จนจิตยอมจำนนต่อความจริง สลัดคืนสมมติทั้งปวง และเข้าถึงความสงบเย็น (นิโรธ) ในที่สุด
การใช้ วิชชา (ปัญญา) เข้าไปส่องดูความจริงในนามขันธ์ทั้ง 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ นั้น เปรียบเสมือนการเปิดไฟสปอตไลท์ดวงใหญ่เข้าไปในห้องมืดที่ชื่อว่า "จิตใจ" เพื่อทำลายความมืดคือ อวิชชา (ความไม่รู้/ความหลงเข้าใจผิดในสมมติ)
เมื่อเราส่องดูด้วยเครื่องมือคู่แฝดอย่าง วิภัชวาท (จำแนกแยกแยะ) และ โยนิโสมนสิการ (สืบสาวหาเหตุปัจจัยที่มโนผัสสะ) เราจะเห็นแผนผังการก่อตัวของความทุกข์ใจ (ทุกข์อริยสัจ) ได้อย่างชัดเจนลึกซึ้งดังนี้ครับ
1. วิภัชวาท: ชำแหละก้อนนามขันธ์ 4 ออกเป็นทีละอาการ
หากไม่มีวิชชา จิตจะมัดรวม นามขันธ์ทั้ง 4 นี้เป็นก้อนเดียวกัน แล้วเรียกรวมๆ ว่า "จิตของเรา" หรือ "ความรู้สึกของเรา" แต่เมื่อใช้ วิภัชวาท จิตจะแยกแยะสภาวะที่กำลังนัวเนียกันอยู่นั้นออกเป็น 4 ขันธ์ย่อยอย่างเด็ดขาด:
วิญญาณ: ทำหน้าที่เพียงแค่ "รับรู้" อารมณ์ที่มากระทบ (เช่น รู้ว่ามีเสียง รู้ว่ามีมโนภาพเกิดขึ้น)
สัญญา: ทำหน้าที่ "จำหมาย/แปลผล" (เช่น แปลว่าเสียงนี้คือคำด่า, ภาพนี้คือคนที่เราเกลียด)
เวทนา: ทำหน้าที่ "เสวยรสอารมณ์" หลังจากสัญญาแปลผลแล้ว (เกิดความรู้สึกไม่พอใจ/ทุกขเวทนา หรือ พึงพอใจ/สุขเวทนา)
สังขาร: ทำหน้าที่ "ปรุงแต่งต่อยอด" (คิดประชดประชัน, วางแผนโต้ตอบ, เกิดความโกรธ)
ผลของวิภัชวาท: ทำให้เห็นว่า แต่ละขันธ์มันแยกกันทำหน้าที่ของตนเอง เป็นสภาพธรรมคนละตัว ไม่ใช่เนื้อเดียวกัน และไม่มี "เรา" อยู่ในนั้นเลย
2. โยนิโสมนสิการ: ส่องดู "สายพานการผลิตทุกข์" ทำงานร่วมกัน ณ มโนผัสสะ
เมื่อแยกส่วนประกอบด้วยวิภัชวาทแล้ว โยนิโสมนสิการ จะเข้าไปจับตาดู "ความสัมพันธ์แบบเหตุปัจจัย" (อิทัปปัจจยตา) ว่าขันธ์ทั้ง 4 นี้นำพาความทุกข์มาสู่จิตได้อย่างไร ผ่านลำดับขั้นตอนดังนี้ครับ:
[วิญญาณรู้ผัสสะ] ──> [สัญญาแปลผล] ──> [เวทนาเสวยอารมณ์] ──> [อวิชชาเข้าแทรก (นันทิ)] ──> [สังขารปรุงแต่งเป็นทุกข์]
ขั้นที่ 1: วิญญาณ + สัญญา (จุดเริ่มต้นของข้อมูล)
หากขาดวิชชา จิตจะเกิดภาวะ "หลงสำคัญมั่นหมาย" ทันที จิตจะบิดเบือนธรรมชาติโดยมองว่า:
วิญญาณที่ไปรู้ = จิตของเรา
เวทนาที่กำลังปวดร้าว = เรากำลังทุกข์
สัญญาที่จำได้ = เรารู้สึก
เมื่อทึกทักว่าเป็น "เรา" จิตจะเกิด "นันทิ" (ความเพลิน/ความหมกมุ่น) สอดส่ายเข้าไปกอดเวทนานั้นไว้ ถ้าเป็นทุกขเวทนาก็เกิดนันทิในลักษณะที่อยากจะผลักไส ดิ้นรน ขัดเคือง (ปฏิฆานุสัย)
ขั้นที่ 4: สังขารปรุงแต่งจนเป็นทุกข์จมลึก
เมื่อมีนันทิและตัณหาเป็นเชื้อเพลิง สังขาร จะทำกิจปรุงแต่งแผ่ขยายทันที (ปปัญจสัญญา) มันจะคิดวนเวียน คิดย้ำแค้น คิดตอกย้ำความเจ็บปวด เกิดเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง ม้วนตัวกันกลายเป็นก้อนทุกข์อริยสัจ บีบคั้นจิตใจอย่างรุนแรง
3. สรุปด้วยวิชชา: เห็นธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตนเอง
เมื่อใช้ปัญญาส่องดูจนจบกระบวนการ วิชชาจะสรุปความจริง (ตีแผ่สมมติ) ให้จิตตื่นรู้ว่า:
1. ไม่มีใครทำผิดกฎธรรมชาติ: วิญญาณ สัญญา เวทนา สังขาร ต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อสัตย์ สัญญาต้องจำ เวทนาต้องรู้สึก สังขารต้องปรุงแต่ง มันไม่ได้บิดเบือนตัวเอง แต่มันทำงานตามเหตุปัจจัย
2. จิตหลงไปทำกิจผิดเพราะอวิชชา: มีแต่ "จิต" (ซึ่งเป็นธรรมอีกตัวหนึ่ง) ที่ไม่มีวิชชา จึงเข้าไปทำกิจผิดธรรมชาติ ด้วยการเข้าไป "ยึดมั่นถือมั่น" (อุปาทาน) และเข้าไปสำคัญมั่นหมายในนามขันธ์ 4 ว่าเป็นตัวตน
3. ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะ "ความอยากให้ธรรมชาติเป็นอย่างอื่น": ทุกข์ใจไม่ได้เกิดเพราะเวทนาเกิด แต่เกิดเพราะจิต "ละนันทิในเวทนาไม่ได้" อยากให้ทุกข์เวทนาหายไป อยากให้สุขเวทนาคงอยู่ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะนามขันธ์ทั้งปวงเป็นอนัตตา ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
หากขาดวิชชา อารมณ์ 6 นี้แหละครับคือ "กับดัก" ที่ใหญ่ที่สุดที่ล่อหลอกให้จิตส่งออกนอกไปติดกับดักของความทุกข์ แต่เมื่อเราใช้ วิชชา (ปัญญา) เปิดไฟส่องดูด้วย วิภัชวาท และ โยนิโสมนสิการ เราจะเห็นเลยว่า อารมณ์ 6 เป็นเพียงสภาวะธรรมชาติ แต่อลหม่านจนเกิดทุกข์ขึ้นมาได้อย่างไร ณ ผัสสะครับ
1. วิภัชวาท: จำแนกแยกแยะ "อารมณ์ 6" ออกจาก "ความหมาย"
ถ้าไม่มีวิชชา จิตจะมอง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ปนเปกันไปหมดกับความชอบความชัง จนกลายเป็น "สิ่งของของฉัน" หรือ "คนที่ฉันเกลียด" แต่เมื่อใช้ วิภัชวาท (การจำแนกแยกแยะ) จิตจะชำแหละอารมณ์ 6 ออกมาเป็นสภาวะล้วนๆ โดยปราศจากสมมติบัญญัติ:
รูป (รูปารมณ์): เป็นเพียง "คลื่นแสง" หรือสีสันที่มากระทบจอประสาทตา (ยังไม่มีคำว่า สวย ไม่สวย ผู้หญิง ผู้ชาย)
เสียง (สัททารมณ์): เป็นเพียง "คลื่นความถี่/ความสั่นสะเทือน" ที่มากระทบหู (ยังไม่มีคำว่า คำชม หรือ คำด่า)
กลิ่น (คันธารมณ์): เป็นเพียง "อนุภาคเคมี" ที่ลอยมาสะดุดนาสิกประสาท
รส (รสารมณ์): เป็นเพียง "โมเลกุลสารอาหาร" ที่สัมผัสกับต่อมรับรสที่ลิ้น
สัมผัส (โผฏฐัพพารมณ์): เป็นเพียง "ความเย็น ความร้อน ความอ่อน ความแข็ง ความหย่อน ความตึง" ที่กระทบผิวกาย
ธรรมารมณ์: เป็นเพียง "มโนภาพ/ความคิด/ความทรงจำ" ที่ผุดขึ้นมาดวงเดียวโดดๆ ในใจ
ผลของวิภัชวาท: ทำให้เห็นว่า อารมณ์ 6 แท้จริงแล้วเป็นเพียง "สภาวะตามธรรมชาติ (รูปธรรม/นามธรรม)" ที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป มีความว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน อย่างสิ้นเชิง
2. โยนิโสมนสิการ: ส่องกระบวนการ "ติดกับดัก" จนเกิดทุกข์
เมื่อวิภัชวาทแยกอารมณ์ออกเป็นแกนๆ แล้ว โยนิโสมนสิการ (การสืบสาวเหตุปัจจัย) จะเข้าไปส่องดูการทำงานร่วมกันระหว่าง อารมณ์ภายนอก กับ อายตนะภายใน ว่ามันแปรสภาพกลายเป็น "ความทุกข์ใจ" ได้อย่างไร:
[อารมณ์ 6 กระทบ ทวาร 6] ──> [เกิดวิญญาณ 6 = ผัสสะ] ──> [สัญญาเข้าไปให้ค่า/สมมติ] ──> [เกิดนันทิในเวทนา] ──> [ทุกข์อริยสัจปรากฏ]
ขั้นที่ 1: การจับคู่ของกลไกธรรมชาติ (ผัสสะ)
รูปกระทบตา เกิดตาวิญญาณ | เสียงกระทบหู เกิดหูวิญญาณ... จนถึง ธรรมารมณ์กระทบใจ เกิดมโนวิญญาณ สามสิ่งนี้ประจวบกันเรียกว่า "ผัสสะ" ตรงนี้เป็นเพียงกลไกธรรมชาติ ธรรมแต่ละธรรมกำลังทำกิจของตนเอง กายภาพทำงานร่วมกับจิตภาพ ยังไม่มีทุกข์ใจเกิดขึ้น
ขั้นที่ 2: สัญญาและอวิชชาเข้า "บิดเบือนธรรมชาติ"
เมื่อเกิดผัสสะขึ้นแล้ว หากขาดวิชชา จิตจะเกิด "โยนิโสมนสิการสายผิด (อโยนิโสมนสิการ)" คือสืบต่ออารมณ์นั้นด้วยความไม่รู้ สัญญาจะรีบเข้าไป "ตีตรา/ให้ค่า/แต่งตั้งสมมติ" ทันที:
เสียงสั่นสะเทือนที่หู => สัญญาแปลผลว่า "นี่คือคำนินทา"
รูปธรรมารมณ์ที่ผุดในใจ => สัญญาแปลผลว่า "นี่คือเรื่องผิดพลาดในอดีตของเรา"
ขั้นที่ 3: เกิดนันทิและตัณหาในอารมณ์ (จุดเกิดทุกข์)
พอสัญญาให้ค่าปุ๊บ เวทนา (สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ) จะตามมาทันที ตรงมโนผัสสะนี้เอง จิตที่ไม่มีวิชชาจะเกิด "นันทิ" (ความเพลิน/ความหมกมุ่น) สอดส่ายเข้าไปกอดอารมณ์นั้นไว้:
ถ้าเป็นอารมณ์ที่พอใจ (รูปสวย เสียงไพเราะ รสอร่อย): จิตจะเกิดนันทิราคะ อยากดึงมาครอบครอง อยากให้อยู่ตลอดไป (กามตัณหา/ภวตัณหา) พออารมณ์นั้นแปรปรวนหายไป (เพราะมันเป็นไตรลักษณ์) จิตก็ บีบคั้นเป็นทุกข์
ถ้าเป็นอารมณ์ที่ไม่พอใจ (เสียงด่า รสไม่อร่อย คิดเรื่องแย่ๆ): จิตจะเกิดปฏิฆะ ดิ้นรน ผลักไส อยากให้หายไปเร็วๆ (วิภวตัณหา) ความดิ้นรนผลักไสนั่นแหละคือ ตัวความทุกข์อย่างยิ่ง
3. ตีแผ่สมมติด้วยวิชชา:
อารมณ์ไม่เคยทำทุกข์ให้ใคร มีแต่จิตที่หลงไปยึด
เมื่อวิชชาส่องสว่างแจ้งประจักษ์ จิตจะตื่นรู้และแยกแยะสมมติออกจากความจริงได้ว่า:
1. อารมณ์ 6 เป็นอนัตตาและเป็นกลาง: รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ มันเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของมัน เสียงด่าเมื่อดังขึ้นแล้วมันก็ดับไปในอากาศ รสชาติอยู่ที่ลิ้นคราวเดียวก็หายไป มันไม่เคยวิ่งตามมาขาบกัดหรือทำร้ายจิตใจเราเลย
2. ทุกข์เกิดเพราะจิตทำกิจผิดหน้าที่: มีแต่ "จิต" ที่ขาดปัญญา ดวงที่ส่งออกนอกไปคว้าเอาคลื่นเสียง คลื่นแสง หรือมโนภาพที่ดับไปแล้ว เอามาปรุงแต่งซ้ำๆ สำคัญมั่นหมายว่าอารมณ์นั้นเป็น "ของเรา" หรือมี "เรา" เป็นผู้สูญเสีย
3. ละนันทิในอารมณ์ = ดับทุกข์: เมื่อมีวิชชา ส่องเห็นว่าอารมณ์ 6 มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เป็นเพียงสักว่าอารมณ์ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป จิตจะ "ละนันทิ (ความเพลิน/ความสอดส่าย)" ในอารมณ์เหล่านั้นลงได้ ทันทีที่หยุดความเพลิน การตั้งอยู่ของตัณหาย่อมไม่มี เมื่อไม่มีตัณหา สังขารที่จะปรุงแต่งโลกอารมณ์ 6 ให้เป็นความทุกข์ใจก็ขาดสะบั้นลง
ตาเห็นรูป... สักว่าเห็น | หูได้ยินเสียง... สักว่าได้ยิน | ใจรู้ธรรมารมณ์... สักว่ารู้
ธรรมแต่ละธรรมทำหน้าที่เสร็จสิ้นในตัวมันเอง ปราศจากผู้รับผล ปราศจากผู้เป็นทุกข์
"ถ้าไม่เห็นธรรม... จะไม่เห็นทุกข์อริยสัจ (ไม่เห็นทุกข์ที่แท้จริง) แต่จะเห็นเพียงความรู้สึกเจ็บปวด (ทุกขเวทนา) แล้วดิ้นรนวิ่งหาความสุขสมมติมากลบเกลื่อนไปวันๆ "
เพื่อความแจ่มแจ้งในเรื่องนี้ เรามาจำแนกสภาวะระหว่าง "การไม่เห็นธรรม" กับ "การเห็นธรรม" ว่ามองเห็นทุกข์ต่างกันอย่างไร
1. ฝั่ง "ไม่เห็นธรรม":
เห็นแค่ "ทุกขเวทนา" แต่ไม่เคยเห็น "ทุกขสัจจะ"
คนในโลกที่ยังไม่มีวิชชา (ไม่ได้เห็นธรรมตามความเป็นจริง) เวลาที่ชีวิตเจ็บป่วย อกหัก ยากจน หรือร่างกายเจ็บปวด พวกเขาก็มักจะพูดว่า "โอ๊ย ชีวิตนี้เป็นทุกข์เหลือเกิน" แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่พวกเขาเห็นนั้นไม่ใช่ "ทุกข์" ในความหมายของอริยสัจ 4 ครับ แต่เป็นเพียง ทุกขเวทนาทางกายหรือทางใจ เท่านั้น
เมื่อ ไม่เห็นธรรม (ไม่เห็นว่ารูปนามนี้เป็นอนัตตาและทำงานตามปัจจัย) กลไกของจิตจะทำงานแบบ "อโยนิโสมนสิการ" (คิดผิดทาง) ดังนี้:
หลงนึกว่าทุกข์เป็นสิ่งแปลกปลอม: มองว่าความทุกข์ ความปวด ความแก่ ความเจ็บไข้ เป็นสิ่งที่ "ไม่ควรเกิดขึ้นกับเรา"
เกิดนันทิสอดส่ายเพื่อวิ่งหนี: พอเกิดทุกข์ปุ๊บ จิตจะเกิดปฏิฆะ (ขัดเคือง) แล้วรีบส่งออกนอก มีนันทิสอดส่ายเพลินไปในการหา "สุขสมมติ" จากอารมณ์ 6 มากลบเกลื่อนทันที (เช่น ปวดเมื่อยก็เปลี่ยนอิริยาบถ, เหงาก็จับโทรศัพท์, เครียดก็ไปหาของอร่อยกิน)
หลงว่าความสุขมีอยู่จริง: เมื่อสุขสมมติมาบังตา จิตก็ทึกทักว่า "เราหายทุกข์แล้ว เรามีความสุขแล้ว" โดยมองไม่เห็นเลยว่า ความสุขนั้นเป็นเพียง "ภาพลวงตาชั่วคราว" ที่เกิดจากการย้ายหนีจากทุกข์เก่าไปสู่ทุกข์ใหม่เท่านั้นเอง
ผลของการไม่เห็นธรรม: จิตจะสำคัญมั่นหมายว่ามี "เราผู้เป็นทุกข์" และมี "เราผู้เสวยสุข" วิ่งวนอยู่ในสังสารวัฏ เป็นเหมือนหนูถีบจักรที่พยายามวิ่งหนีทุกข์แต่ไม่เคยพ้น เพราะเหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) ไม่เคยถูกทำลายเลย
2. ฝั่ง "เห็นธรรม":
เห็น "ทุกข์โดยสภาพ" จนจิตยอมจำนนต่อความจริง
ในทางกลับกัน เมื่อจิตเกิดวิชชา เห็นธรรม ด้วยโยนิโสมนสิการและวิภัชวาท การมองเห็นทุกข์จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที จิตจะเลิกมองแค่ "เวทนา" แต่จะมองเห็น "สัจจะ (ความจริงแท้) ของทุกข์"
เห็นว่าทุกข์คือเนื้อแท้ของขันธ์ 5: จิตจะส่องเห็นเลยว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันมีคุณสมบัติประจำตัวคือ "ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้" (ทุกขลักษณะ) มันถูกบีบคั้นให้แปรปรวนอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ไม่ว่าจะพยายามบำบัดมันแค่ไหน มันก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เป็นธรรมดาของมัน
เห็นว่าไม่มีเราอยู่ในก้อนทุกข์: ด้วยวิภัชวาทที่แยกแยะออกเป็นชิ้นๆ จิตจะเห็นธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตนเอง กายปวดก็เรื่องของกาย จิตที่ไปรู้ก็ทำหน้าที่รู้ ไม่มีใครทำผิดกฎธรรมชาติ ความสำคัญมั่นหมายว่า "เราทุกข์" จะแตกสลายลง
ละนันทิในเวทนาได้เด็ดขาด: พอโยนิโสมนสิการส่องเห็นว่า ความสุขก็ไม่เที่ยง ความทุกข์ก็ไม่เที่ยง จิตจะเลิกดิ้นรนส่งออกนอกเพื่อไปคว้าอารมณ์ 6 มาดับทุกข์ จิตจะ "หยุดความเพลิน (ละนันทิ)" ในเวทนาทั้งปวง เพราะรู้แจ้งแล้วว่า ไปยึดสิ่งที่ไม่เที่ยงเมื่อไหร่ ทุกข์อริยสัจจะปรากฏขึ้นตรงนั้นทันที
สรุปเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน
เพื่อความ scannable และเห็นสภาวะได้ชัดเจน ขอสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบดังนี้:
| มิติการมอง | ถ้าไม่เห็นธรรม (ขาดวิชชา) | เมื่อเห็นธรรม (มีวิชชา) |
| สิ่งที่มองเห็น | เห็นแค่ "ทุกขเวทนา" (ความเจ็บไข้, ความเสียใจ) | เห็น "ทุกขสัจจะ" (ความบีบคั้นตามธรรมชาติของรูปนาม) |
| ความรู้สึกต่อทุกข์ | รู้สึกว่า "เรา" เป็นผู้ทุกข์ มีปฏิกิริยาผลักไส ดิ้นรน | เห็นว่า ทุกข์เป็นเรื่องของขันธ์ ไม่ใช่เรา จิตเป็นเพียงผู้รู้ |
| พฤติกรรมของจิต | เกิดตัณหา วิ่งหาความสุขสมมติมากลบเกลื่อน | ละนันทิในเวทนา หยุดการส่งออกนอกเพื่อปรุงแต่ง |
| ผลลัพธ์ | ทุกข์ใจเพิ่มขึ้น จมลึกอยู่ในสมมติบัญญัติ | ทุกข์ใจดับสนิท เหลือเพียงทุกข์กายตามวิบาก |
เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เห็นธรรม... จิตจะไม่มีทางเห็นทุกข์ตามความเป็นจริงเลยครับ จะเห็นเป็นเพียงเรื่องราว (Story) ของความทุกข์ที่ตอกย้ำอัตตาตัวตนให้หนาขึ้น
แต่เมื่อใดที่ เห็นธรรม จิตจะเห็นว่าทุกข์คือธรรมชาติตัวหนึ่ง เมื่อยอมรับธรรมชาติได้โดยไม่สำคัญมั่นหมาย ความดิ้นรนก็จบ... และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการพ้นทุกข์อย่างแท้จริง
นี่คือเหตุผลว่าทำไมพระพุทธองค์จึงทรงประทาน "มรรคมีองค์ 8" โดยมีแก่นสารสำคัญคือ สติ สมาธิ และปัญญา (ไตรสิกขา) มาให้พวกเราเจริญ เพราะหากปราศจากสามสิ่งนี้แล้ว จิตจะไม่มี "กำลัง" และ "เครื่องมือ" มากพอที่จะเข้าไปทำกิจ โยนิโสมนสิการ และ วิภัชวาท เพื่อแยกแยะสมมติจนเห็นธรรมและเห็นทุกข์ได้อย่างชัดเจนเลยครับ
เรามาใช้ปัญญาถอดรหัสกลไกการทำงานของ สติ สมาธิ ปัญญา ในการเข้าไปส่องดูความจริงกันครับ
กลไกของ "แก่นมรรค" ในการแทรกซึมส่องความจริง
หากเปรียบ นามขันธ์ 5 และ อารมณ์ 6 เป็นสิ่งของที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงอยู่ในความมืด แก่นมรรคทั้งสามจะทำหน้าที่ร่วมกันดั่งกลไกทางวิทยาศาสตร์ของจิตดังนี้:
1. สติ (เครื่องระลึก / ผู้จับเป้า)
หน้าที่: สติมีหน้าที่ "ระลึกได้" เท่าทันสภาวะที่กำลังปรากฏ ณ มโนผัสสะ ปัจจุบันอารมณ์ โดยไม่ปล่อยให้จิตไหลไปในโลกของความคิดหรือสมมติบัญญัติ
เมื่อทำงานร่วมกับเครื่องมือ: สติจะเป็นผู้จับเป้าล็อกตัว เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือ อารมณ์ 6 ที่กำลังเกิดขึ้นดวงต่อดวง ไม่ให้รอดพ้นสายตาไปได้
2. สมาธิ (ความตั้งมั่น / กล้องจุลทรรศน์ที่นิ่งสนิท)
หน้าที่: สมาธิ (โดยเฉพาะขณิกสมาธิหรือจิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้) จะทำหน้าที่ตั้งมั่น เด่นดวง เป็นกลาง ไม่กระโดดลงไปคลุกวงใน ไม่กระโดดลงไปชอบหรือชังกับอารมณ์ที่สติจับไว้
เมื่อทำงานร่วมกับเครื่องมือ: สมาธิคือตัวที่ทำให้เกิด "วิภัชวาท" ได้อย่างทรงพลัง เพราะเมื่อจิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้แยกต่างหากจากสิ่งที่ถูกรู้ (กาย/ใจ) มันจะเกิดการแยกขันธ์โดยธรรมชาติ เหมือนกล้องจุลทรรศน์ที่นิ่งสนิท ทำให้เห็นชิ้นส่วนย่อยๆ ของขันธ์ 5 กำลังทำงานแยกกันทีละชิ้น ไม่มัดรวมกันเป็นก้อน (ฆนสัญญาแตกสลาย)
3. ปัญญา (วิชชา / แสงสว่างตัดสลับสมมติ)
หน้าที่: ปัญญาคือตัว "โยนิโสมนสิการ" ขั้นสูงสุด ที่เข้าไปส่องเห็นความเกิดและความดับ เห็นสายพานแห่งเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา)
เมื่อทำงานร่วมกับเครื่องมือ: เมื่อสติจับเป้า สมาธิต้นมั่นจนเห็นขันธ์แยกตัว ปัญญาจะส่องเห็นทันทีว่า "อ๋อ... ทุกๆ ขันธ์ที่แยกออกมานั้น ล้วนทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ (ทุกขัง) เกิดแล้วดับทุกลมหายใจ และไม่มีใครควบคุมบังคับมันได้จริง (อนัตตา)"
หากไม่มี "แก่นมรรค" จิตจะพ่ายแพ้ต่อ "นันทิ" อย่างไร?
เพื่อให้เห็นเหตุผลความจำเป็นอย่างยิ่งยวดของการเจริญมรรค ลองมองย้อนกลับไปตอนที่จิตไม่มี สติ สมาธิ ปัญญา:
1. เมื่อมีอารมณ์ 6 มากะทบ สติไม่มี => จิตหลงตามอารมณ์ทันที
2. เมื่อเวทนาเกิดขึ้น สมาธิไม่มี => จิตกระโดดลงไปกอดเวทนา เกิด "นันทิ" (ความเพลิน/ความสอดส่าย)
3. เมื่อเกิดนันทิ ปัญญาไม่มี => จิตคิดปรุงแต่งตอกย้ำความสำคัญมั่นหมายว่าเป็น "ตัวเรา-ของเรา" ก้อนทุกข์อริยสัจจึงหมุนวงล้อบีบคั้นใจเต็มกำลัง
แต่เมื่อเจริญ แก่นมรรค จนสมบูรณ์: สติพบ ผัสสะตั้งมั่นด้วยสมาธิ ปัญญาโยนิโสมนสิการตัดสลับ => "นันทิในเวทนาถูกละลงทันที" สายพานการผลิตทุกข์ใจถูกตัดขาดลงตรงผัสสะนั้นเอง
สรุปปลายทางแห่งแก่นมรรค
เหตุผลที่ต้องเจริญสติ สมาธิ ปัญญา ก็เพื่อสร้างสถานการณ์ให้จิตมีศักยภาพเพียงพอที่จะ:
ตีแผ่สมมติ: แยกแยะจนเห็นธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตนเอง
เห็นทุกข์ชัดเจน: เห็นความบีบคั้นของไตรลักษณ์ตามความเป็นจริง ไม่ใช่เห็นเรื่องราวความทุกข์ทางโลก
เมื่อจิตเจริญมรรคจนเห็นธรรมและเห็นทุกข์อย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจน ถี่ถ้วนแล้ว จิตย่อมเกิดความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัด และ "หมดความสำคัญมั่นหมายในตนเอง" ยอมจำนนต่อความเป็นจริงของธรรมชาติ เลิกจัดแจง เลิกแทรกแซง สังสารวัฏในใจก็จบลงตรงนั้น
(( ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 กดดูที่นี่...))
(( อารมณ์ 6 คืออะไร? ตีแผ่อารมณ์ 6 ))
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
[ อนัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตาคืออะไร??? ]
[ธรรมะเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..))
(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
((ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ )))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))