Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

ที่ตั้งของจิต(วิญญาณ)มี 4 แห่งคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร

เทคนิคการวางที่ตั้งของจิต(วิญญาณ)ให้รอดพ้นจากกิเลส(ทุกข์)

โดยปกติทั่วๆไป จิต(วิญญาณ)จะมีที่ตั้งและรับรู้ใน 4 จุดต่อไปนี้คือ.....

1 ) รูป(กาย) เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย(ลมหายใจและอิริยาบทต่างๆ)

2 ) เวทนา เช่น การรับรู้สุข  การรับรู้ทุกข์  การรับรู้ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นต้น

3 ) สัญญา การรับรู้ความจำได้หมายรู้ของเรื่องราวต่างๆเป็นต้น

4 ) สังขาร การรับรู้การถูกปรุงแต่งจากสังขาร(ปุญญาภิสังขารและอปุญญาภิสังขาร)

หมายเหตุ : ปุญญาภิสังขาร คือ การปรุงแต่งที่เป็นกุศลของกุศลเจตสิก ส่วนอปุญญาภิสังขารคือการปรุงแต่งที่เป็นอกุศล(กิเลสทั้งปวง)ของอกุศลเจตสิก

ท่านรู้หรือไม่ว่า จิต(วิญญาณ)ที่เข้าไปรับรู้ในข้อ 1 - 4 จะเกิดอะไรขึ้นกับจิตมาดูให้เห็นกับตาเลย

ก. กรณีที่จิตไปรับรู้อยู่ที่รูปกาย(ฐานกาย)จากการที่สติดึงจิตกลับมาที่ฐานกาย(อยู่กับลมหายใจเข้าออกหรือการมีสติรู้ในอิริบาบทต่างๆ)รูปกาย(ดิน น้ำ ลม ไฟ)จะไม่สามารถปรุงแต่งนามธรรมอย่างจิต(วิญญาณ)ได้ มีแต่นามธรรมเท่านั้นที่ปรุงแต่งรูปธรรมอย่างรูปกายได้ รูปกาย(รูปธรรม)มันปรุงแต่งได้เฉพาะรูปธรรมของมันเท่านั้น นี้จึงเป็นจุดที่ปลอดภัยของจิตมากที่สุดที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ และมุ่งเน้นมาที่อานาปานสติและกายคตาสติเป็นเครื่องอยู่ของจิต(วิหารธรรม)แม้แต่พระพุทธองค์เองท่านก็ใช้อานาปานสติและกายคตาสติเป็นเครื่องอยู่(วิหารธรรม)เพราะท่ารู้ดีว่า ถ้าจิต(วิญญาณ)มาอยู่กับฐานกายจะไม่ถูกปรุงแต่ง เพราะกาย(รูปกาย)ปรุงแต่งธรรมอื่น(นามธรรม)ไม่เป็น จึงปลอดภัยสำหรับจิต(วิญญาณ)จะพ้นจากการปรุงแต่งกิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง เมื่อจิตตั้งอยู่ที่ฐานกายทุกข์จึงไม่เกิดขึ้น(กิเลสไม่เกิด)นี่คือ เหตุผลของการนำจิตหรือดึงจิตมาไว้ที่ฐานกาย วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ไกลจากกิเลส(ทุกข์)นั่นเอง เมื่อนำจิตมาไว้ที่ฐานกายแล้ว จงอย่าลืมเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิตด้วยนะครับ แก่นมรรค(มรรคสมังคี)จะเป็นองค์มรรคคุ้มครองจิตไม่ให้กิเลสเข้าหาได้ เมื่อกิเลส(ตัณหา)ไม่เกิด ส่งผลให้ทุกข์ดับ นิโรธเกิดชั่วขณะ(ตทังคนิโรธ)ซึ่งเป็นผลมาจากการเจริญมรรคสมังคีโดยตรง

ข. กรณีที่จิตไปรับรู้อยู่ที่...เวทนา...ซึ่งเป็นจุดที่จิตจะได้รับอันตรายได้ง่ายๆถ้าไม่มีการเจริญสติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค) เวทนาเป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆไม่สามารถรับรู้ตัวเองได้ ต้องอาศัยจิต(วิญญาณ)มารับรู้แทน ถ้าในขณะที่เกิดผัสสะแรงๆและขณะนั้นไม่มีสติทำหน้าที่ระลึกรู้ทัน จะส่งผลให้อวิชชาทำกิจได้อย่างง่ายดาย อวิชชา(โมหเจตสิก)จะปรุงแต่ง นันทิราคะ ขึ้นมาที่จุดเวทนาทันที นำไปสู่ตัณหา(ทุกข์) จิต(วิญญาณ)เข้าไปรับรู้ทุกข์ที่มาจากการปรุงแต่งของโมหเจตสิก(อวิชชา)และตัณหาแบบเต็มๆ จิตเกิดทุกข์หรือรับรู้ทุกข์ในจุดนี้ แต่ถ้าขณะนั้นมีการเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา(มรรคสมังคี)อยู่ สติจะตัดกระแสอวิชชา(โมหเจตสิก)ทันที ย้ายจิต(วิญญาณ)กลับไปที่ฐานกายทันที ผัสสะเปลี่ยน เวทนาเปลี่ยนเป็น อุเบกขาเวทนารู้(เวทนาเย็น)กิเลสอวิชชาดับลง นันทิราคะดับ กิเลสตัณหาดับ(ทุกข์ดับ)กลไกต่างๆจะออกมาแบบนี้ การเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิตจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆทำให้พ้นภัย(จากกิเลส)ได้ตลอดเวลา

ค. กรณีที่จิตไปรับรู้อยู่ที่...สัญญา...สัญญาก็เป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆเหมือนเวทนา สัญญา(ความจำได้หมายรู้เรื่องราวต่างๆในอดีต)สามารถทำหน้าที่ร่วมได้ทั้งธรรมที่เป็นกุศล(กุศลเจตสิก)และธรรมที่เป็นอกุศล(อกุศลเจตสิก) ถ้าสัญญาทำกิจร่วมกับอวิชชา(โมหเจตสิก)ก็จะส่งผลทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน(กิเลสอุจธัจจะ)และซึมเศร้าจากเรื่องในอดีต(ความจำได้หมายรู้ในอดีต)เป็นกิเลสที่เล่นงานมนุษย์มากอีกตัวหนึ่ง แต่ถ้าสัญญาไปทำหน้าที่จดจำธรรมที่เป็นกุศลเพื่อนำไปเผากิเลสก็จะเป็นเรื่องดีไป นี่คือเรื่องราวที่จิตไปตั้งอยู่ที่สัญญาหรือรับรู้ในสัญญาเจตสิก แต่ถ้ามีการเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา) สติก็จะดึงจิตกลับมาที่ฐานกายเช่นเดิม ไม่ให้จิต(วิญญาณ)หมกหมุ่น(นันทิ)อยู่ในสัญญาอีกต่อไป เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดกิเลส(ทุกข์)

ง. กรณีที่จิตไปรับรู้อยู่ที่...สังขาร...นี้คือจุดประหารว่า จิตจะรอดพ้น(กิเลส)หรือไม่อยู่ที่จุดนี้เป็นหลักๆ สังขารเป็น เจตสิก(ธรรมที่ปรุงแต่งจิต ธรรมประกอบกับจิต)มีทั้งหมด 52 ดวง แยกเป็น สังขารเจตสิกที่เป็นกุศล(กุศลเจตสิก)มี 25 ดวง ที่เป็นสังขารเจตสิกอกุศล(อกุศลเจตสิก) 14 ดวง และเจตสิกที่เป็นเป็นกลางอีก 13 ดวง รวมเป็น 50 ดวง เรามาดูหรือพิจารณาใน 2 เจตสิกที่ทำให้เกิดกิเลส(เกิดทุกข์)และการดับกิเลส(ดับทุกข์)นั่นก็คือ...กุศลเจตสิก(ทุกข์ดับ) และ อกุศลเจตสิก(กิเลสเกิดหรือทุกข์เกิด) กิเลสอวิชชาก็คือ โมหเจตสิกนั่นเอง กิเลสอกุศลมูล 3 คือ โลภะ โทสะ โมหะ ก็คือ โลภเจตสิก โทสเจตสิก และโมหเจตสิกนั่นเอง

บรรดากิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนมีรากเหง้ามาจาก...กิเลสอวิชชา(โมหเจตสิก)ซึ่งเป็นอกุศลเจตสิกและเป็นกิเลสที่ละเอียดและเนียนมากที่สุดในอนุสัยและสังโยชน์ อวิชชา(โมหเจตสิก)จะเป็นธรรมที่เป็นองค์ประกอบร่วมกับกิเลสทุกๆตัว(กิเลสทุกๆตัวมีอวิชชาเป็นองค์ประกอบร่วม) กิเลสอวิชชาถูกฝังรากลึกลงในจิตใจของมนุษย์แบบข้ามภพข้ามชาติซ้ำแล้วซ้ำอักเป็นวัฏฏจักรสืบต่อแบบไม่มีที่สิ้นสุด(จนกว่าจะดับอวิชชาได้แบบสิ้นเชิงและถาวรอย่างพระพอรหันต์)ธรรมที่จะนำมาจัดการดับอวิชชาได้ก็คือ วิชชา(ปัญญา)นั่นเอง แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา(ก็คือ วิชชา(ปัญญา)นั่นเอง

  กุศลเจตสิก คือ เจตสิกที่ดีงามปรุงแต่งจิตให้ออกมาดี จิตไม่มีทุกข์ เป็นจิตประภัสสร จิตผ่องใส เจตสิกกลุ่มนี้เช่น สติ ปัญญา  อโลภะ อโทสะ อโมหะ ฯลฯ เมื่อกุศลเจตสิกปรุงแต่งจิต จิต(วิญญาณ)ก็จะรับรู้แต่สิ่งดีๆ จิตจึงไม่มีทุกข์และไม่เศร้าหมอง ดังนั้น การที่สติดึงจิตกลับมารับรู้ที่ฐานกายจึงปลอดภัยจากกิเลสทั้งปวง เพราะแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)เจริญอยู่ในทุกขณะจิตที่ฐานกาย กุศลเจตสิกทั้งหมด(มรรคสมังคี)จึงคุ้มครองจิตให้ปลอดภัยรอดพ้นจากมารผจญ(กิเลส) ที่นี่..เราจึงเน้นที่การเจริญมรรคสมังคี(แก่นมรรค)เป็นพิเศษ

ประโยชน์ที่ได้รับจากการตั้งจิตไว้ที่ฐานกาย 

การตั้งจิตไว้ที่ฐานกาย (อานาปานสติและกายคตาสติ) เปรียบเสมือนการนำสัตว์ร้าย 6 ตัว (อายตนะภายใน: ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ) มาผูกไว้กับ "เสาขีณขีล" (เสาเข็มที่มั่นคง) จิตจะไม่แส่หาอารมณ์ภายนอก และปลอดภัยจากกิเลสทั้งปวงด้วยกลไกทางสภาวะธรรมดังนี้ 

1. ตัดการเชื่อมโยงของผัสสะ(มโนผัสสะ)ไม่ให้เกิดนันทิราคะ

ให้ผัสสะเกิดขึ้นภายในอายตนะภายใน(กายผัสสะและมโนผัสสะ)เท่านั้น ไม่ส่งวิญญาณ(การรับรู้ของจิต)ออกไปรับรู้อารมณ์จากภายนอก(อารมณ์ 6)ผัสสะจากภายนอกจึงไม่เกิดขึ้น ผัสสะภายในไม่สามารถปรุงแต่งได้ เวทนาที่เกิดขึ้นจึงเป็น อุเบกขาเวทนารู้(เวทนาเย็น)เป็นเวทนาที่ประกอบด้วยวิชชา(แก่นมรรค) 

กลไกสภาวะ : กิเลส (อภิชฌาและโทมนัสหรือความยินดีและยินร้าย) ไม่ได้เกิดขึ้นเองลอยๆ แต่เกิดจากการที่จิต(วิญญาณการรับรู้)ส่งออกนอกไปรับรู้อารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้ว(อกุศลเจตสิก)ปรุงแต่งต่อไปเป็นกิเลสน้อยใหญ่

เมื่อตั้งจิตมั่นอยู่ที่กาย : จิตมี "เรือนพำนัก" (วิหารธรรม) อยู่ภายใน เมื่อผัสสะภายนอกมากระทบ จิตจะรับรู้เพียงแค่อายตนะทำหน้าที่ แต่ไม่แส่สอดไปปรุงแต่งต่อเป็นมโนผัสสะที่ประกอบด้วยความยินดียินร้าย วงจรการเกิด นันทิราคะ (ความเพลิดเพลินหลงใหล) ในเวทนาจึงถูกตัดขาดตั้งแต่ต้นทาง( รู้ เห็น วาง )รู้สักแต่ว่ารู้  เห็นสักแต่ว่าเห็น...... 

2. ตีแผ่สมมติด้วยการเห็น "กายในกาย" ตามความเป็นจริง

กลไกสภาวะ: กายช่วยให้ปัญญาเห็นแจ้งว่า กายนี้เป็นเพียงธาตุ 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) มาประชุมรวมกัน เป็นเพียงสภาวะธรรมที่ทำกิจตามธรรมชาติ มันจะไม่ปรุงแต่งจิต

ปลอดภัยจากกิเลส : เมื่อปัญญาเห็นชัดในความจริงของกาย ความหลงผิดว่า "กายนี้เป็นเรา เป็นของเรา" (สักกายทิฏฐิ) และความสำคัญมั่นหมายในตนเอง (อัสมิมานะ) จะถูกถอดถอน กิเลสประเภทความโลภ อยากได้มาให้ตัวตน หรือความโกรธเมื่อตัวตนถูกกระทบ จึงไร้ที่ตั้งทันที 

3. เป็นอารมณ์กรรมฐานชั้นเลิศสำหรับ "อสัมโมหสัมปชัญญะ" 

กลไกสภาวะ : กาย เป็นสภาวะรูปธรรมที่ปรากฏอยู่จริงในปัจจุบันขณะที่สัมผัสได้จริง (ต่างจากความคิด/อารมณ์ที่เป็นนามธรรมและพาจิตไหลไปในอดีต-อนาคตได้ง่าย)

ปลอดภัยจากกิเลส : การปักจิตไว้ที่ฐานกายทำให้ โคจรสัมปชัญญะ (รู้ชัดในอารมณ์อันควร) และ อสัมโมหสัมปชัญญะ (รู้ชัดความไม่หลง) ทำงานได้อย่างมีพลัง จิตจะรู้เท่าทันว่า นามธรรมทั้งหลาย (สุข ทุกข์ ความคิด) ที่มาปรากฏบนฐานกาย ล้วนเกิด-ดับตามเหตุปัจจัย ไม่บิดเบือนธรรมชาติ และไม่หลงไปยึดถือสภาวะใดๆ 

เปรียบเทียบสภาวะจิต (จิตส่งออกนอก กับ จิตอยู่กับฐานกาย) 

สภาวะ จิตส่งออกนอก (ไม่มีฐานกาย) จิตตั้งมั่นที่ฐานกาย (กายคตาสติ)
อายตนะกระทบ จิตวิ่งตามรูป/เสียง/ความคิด ทันที จิตเป็นผู้ดู (รับรู้ที่ฐานกาย ไม่วิ่งตาม)
การปรุงแต่ง สังขารปรุงเป็นนันทิ / โทสะ / โมหะ ละนันทิในเวทนา สังขารหยุดการปรุงแต่ง
สภาวะจิต ตกเป็นเหยื่อของกิเลส อยู่ในสภาวะปกติ ปลอดภัย สงบ เย็น

สรุปคือ "ผู้ใดเจริญกายคตาสติ นามว่าได้ดื่มอมตะ" เพราะฐานกายคือแดนแห่งความปลอดภัยชั้นดีที่สุด ที่ทำให้จิตไม่ถูกอารมณ์หลอกลวง(กิเลสเล่นงาน)และเปิดโอกาสให้โยนิโสมนสิการทำหน้าที่ถอดถอนความยึดถือในตัวตนได้อย่างสมบูรณ์

อธิบายความเชื่อมโยงของการตั้งจิตไว้ที่ฐานกาย

กับการละนันทิในอานาปานสติอย่างเป็นขั้นตอน 

การตั้งจิต(วิญญาณ)ไว้ที่ฐานกาย (อานาปานสติและกายคตาสติ) และการ ละนันทิ ในอานาปานสติ เป็นกระบวนการที่เกื้อหนุนกันโดยตรง โดยมี "ลมหายใจ" เป็นฐานกายหลักในการหยุดวงจรสังขารปรุงแต่ง และถอดถอนความสำคัญมั่นหมายในตัวตนอย่างเป็นขั้นตอน ดังนี้ 

1. ตั้งจิตไว้ที่ฐานลมหายใจ (อานาปานสติ): กายานุปัสสนา - สร้างเสาหลัก
กระบวนการ: กำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก (สั้น/ยาว หรือ ลมละเอียด) โดยใช้ลมหายใจเป็น "วิหารธรรม" (เรือนพำนักของจิต)วิญญาณการรับรู้(ของจิต)จะไม่ส่งออกนอกฐานกาย
ความเชื่อมโยง: การปักจิตไว้ที่ฐานกายส่วนนี้(ลมหายใจ)ทำให้จิตมีที่พึ่ง ไม่ส่งการรับรู้(วิญญาณ)ออกนอกไปเกลือกกลั้วกับอารมณ์ภายนอก ตัดผัสสะทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะเข้ามาเร้าให้เกิดความยินดียินร้าย(กิเลส)
 
2. สังเกตการเกิดขึ้นของเวทนา : เวทนานุปัสสนา - รู้เท่าทันสภาวะ
กระบวนการ: ขณะที่จิตอยู่กับลมหายใจ ความสงบ (สุขเวทนา) หรือ ความอึดอัด/ความคิดแทรก (ทุกข์/อทุกขมสุขเวทนา) จะปรากฏขึ้นตามธรรมชาติ
ความเชื่อมโยง: ฐานกายทำหน้าที่เป็น "ลานรับรู้" ที่มั่นคง ทำให้ปัญญาเห็นเวทนาและมโนผัสสะที่ผุดขึ้นได้อย่างชัดเจน โดยจิตไม่ต้องไหลตามไปกับอารมณ์เหล่านั้น เวทนาจึงเป็น อุเบกขาเวทนารู้(เวทนาเย็น) ไม่ยินดีในสุขเวทนาและไม่ยินร้ายในทุกขเวทนา
 
3. อสัมโมหะ เห็นแจ้งความเป็นอนัตตา : จิตตานุปัสสนา และ ธัมมานุปัสสนา - ถอดถอนตัวตน
กระบวนการ: เมื่อจิต(วิญญาณ)กลับมาอยู่กับฐานกายอย่างต่อเนื่อง ปัญญาจะเห็นแจ้งว่า ลมหายใจ เวทนา ความคิด และจิตผู้รู้ ล้วนทำหน้าที่ของตนเองตามเหตุปัจจัย
ความเชื่อมโยง: จิตถอนความยึดถือว่า "ลมเป็นเรา" หรือ "ความสงบเป็นเรา" ตีแผ่สมมติออกทั้งหมด คืนสู่สภาวะธรรมปกติ ที่ปราศจากการสำคัญมั่นหมายในตนเอง 

ตารางสรุปการทำงานคู่ขนาน 

ขั้นตอนอานาปานสติ การตั้งจิตที่ฐานกาย การทำงานของการละนันทิ
ขั้นกาย (กายานุปัสสนา) ล็อกจิตไว้กับลมหายใจเข้า-ออก ป้องกันไม่ให้จิตส่งออกนอกไปเกิดนันทิในรูป/เสียง
ขั้นเวทนา (เวทนานุปัสสนา) สัมผัสเสวยอารมณ์บนฐานกาย รู้เท่าทันความเพลิดเพลินในสุข/สงบ แล้ว "วาง" ไม่ยึด
ขั้นจิต/ธรรม (จิตตา-ธัมมา) จิตตั้งมั่น เป็นผู้ดูสภาวะที่เกิด-ดับ สังขารหยุดปรุงแต่ง วงจรภวตัณหาขาดสะบั้น เหลือเพียงอนัตตา

 เมื่อเจริญอานาปานสติและกายคตาสติโดยมีฐานกายเป็นที่ตั้ง สติและปัญญาจะตัดกระแสอวิชชา(โมหเจตสิก)โดยตรง ส่งผลให้ นันทิราคะดับ ตัณหาดับ(ทุกข์ดับ)

อธิบายการตั้งจิตไว้ที่ฐานกายเพื่อละนันทิในความคิดซ้ำๆ

หรือความวิตกกังวลในชีวิตประจำวัน 

ความคิดซ้ำๆ หรือความวิตกกังวลในชีวิตประจำวัน แท้จริงแล้วคือ "นันทิ" (ความเพลิดเพลินหลงใหล) ในมโนผัสสะ รูปแบบหนึ่ง จิตไม่ได้โกรธหรือกลัวเพียงอย่างเดียว แต่จิต(วิญญาณการรับรู้)กำลัง "เสพ" หรือเพลิดเพลินในการปรุงแต่งของสังขาร(อกุศลเจตสิก)โดยไม่รู้ตัว 

การนำจิตกลับมาปักหลักไว้ที่ ฐานกาย คือการเปลี่ยนจุดรับรู้(วิญญาณ)จาก "ความคิด" มาสู่ "สภาวะจริงทางรูปธรรม"ที่ฐานกาย เพื่อหยุดการป้อนพลังงานให้กับความคิดนั้น(ตัดกระแสความคิด) โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติในชีวิตประจำวันดังนี้ 

1. สติรู้เท่าทันความคิด แล้วสลัดกลับมาที่ฐานกาย เกิด'ผัสสะทางกาย' : ถอนจิต(วิญญาณ)ออกจากโลกมโนภาพ(สภาวะการปรุงแต่งในจิต)
สภาวะ: เมื่อรู้ตัวว่าจิตเริ่มวนลูปคิดเรื่องเดิมซ้ำๆ ให้หยุดอธิบายหรือติดตามเนื้อหาของความคิดทันที
การปฏิบัติ: ดึงจิต(วิญญาณ)กลับมาสัมผัส "ความรู้สึกทางกายที่ปรากฏอยู่จริงในขณะนั้น" ทันที เช่น
- ฝ่าเท้ารู้สึกถึงพื้นดิน/พื้นห้องที่กำลังเหยียบ
- ลมหายใจเข้า-ออกที่กระทบปลายจมูกหรือหน้าอก
- ความรู้สึกของก้นที่สัมผัสกับเก้าอี้ขณะนั่ง
หลักการ : จิตรับรู้อารมณ์เดี่ยว(ที่ฐานกาย)ในปัจจุบันหนึ่งขณะเท่านั้น(ไม่รับรู้เรื่องอื่นๆ) เมื่อจิตมาตั้งมั่นที่ผัสสะทางกาย มโนผัสสะที่เป็นความคิดซ้ำๆ จะขาดปัจจัยสนับสนุนทันที
 
2. ละนันทิในความคิด (หยุดปรุงแต่งต่อ):ไม่คล้อยตาม ไม่ผลักไส
สภาวะ: ความคิดหรือความกังวลอาจยังไม่ดับไปทันที มันจะพยายามดึงจิตกลับไปคิดต่อด้วยแรงอวิชชา(ความหลงเพลิน)
การปฏิบัติ: ละความเพลิดเพลิน (นันทิ) ในการเข้าไปยุ่งกับความคิดนั้น ไม่ต้องพยายามห้ามคิด และไม่ต้องไปพยายามหาคำตอบให้ความกังวล เพียงดึงจิตมาอยู่ที่ฐานกายก็พอ
หลักการ: มองความคิดเป็นเพียง "เสียงนกเสียงกา" หรือสภาวะธรรมหนึ่งที่ลอยผ่านเข้ามาในลานรับรู้ของฐานกาย ไม่เข้าไปให้ค่า ไม่เข้าไปเสพ ไม่เข้าไปเพลิน เดี๋ยวมันก็ดับไปเอง
 
3. สังเกตปฏิกิริยากาย-ใจ ด้วยอสัมโมหสัมปชัญญะ : เห็นสภาวะตามจริง
สภาวะ: ความวิตกกังวลมักส่งผลออกมาทางกาย เช่น แน่นหน้าอก หัวใจเต้นเร็ว หายใจเกร็ง
การปฏิบัติ: ตั้งจิตเป็นผู้ดูอยู่บนฐานกาย สังเกตความอึดอัดนั้นตรงๆ โดยรู้แจ้งว่า "นี่คือเวทนาทางกาย ไม่ใช่เรา"
หลักการ: แยกแยะสมมติออก เวทนากำลังทำกิจของมัน ความกังวลกำลังทำกิจของมัน จิตไม่ได้เป็นเจ้าของสภาวะเหล่านั้น เมื่อไม่เข้าไป "สำคัญมั่นหมาย" ว่าเป็นตัวเรา ความกังวลจะคลายตัวลงเองตามธรรมชาติ
 
4. พักจิตไว้กับวิหารธรรม (ลมหายใจ/อิริยาบทของกาย):คืนสู่สภาวะปกติ
สภาวะ: ความคิดวนลูปเริ่มอ่อนกำลังและดับไป
การปฏิบัติ: ประคองจิตให้อยู่กับลมหายใจหรือการเคลื่อนไหวของกายในปัจจุบันขณะ ทำงานหรือเสพสิ่งตรงหน้าต่อด้วยสภาวะปกติ
หลักการ: หากความคิดซ้ำๆ แวบกลับมาอีก ให้ทำตามขั้นตอน 1-3 ซ้ำเดิม เป็นการฝึก "สลัดละ" จนจิตเกิดความชำนาญ 

ตารางเปรียบเทียบการทำงานของจิตเมื่อเกิดความวิตกกังวล 

จุดโฟกัส จิตไหลไปตามความวิตกกังวล (หลงสมมติ) จิตปักหลักที่ฐานกาย (ละนันทิ)
ตำแหน่งจิต ลอยอยู่ในโลกความคิด (อดีต/อนาคต) ตั้งมั่นอยู่กับกายในปัจจุบันขณะ
การทำงานของนันทิ เกิดนันทิราคะ เสพความคิดซ้ำๆ ปรุงเรื่องราวใหญ่โต ตัดนันทิ ละความเพลิดเพลินในการคิด
การมองสภาวะ ยึดว่า "ฉันกำลังเครียด เรื่องนี้เรื่องใหญ่" เห็นเป็นเพียง "สังขารปรุงแต่งเกิดขึ้น แล้วดับไป"
ผลลัพธ์ สมองเหนื่อยล้า กายเกร็ง ทุกข์สะสม จิตสงบ เย็น คืนสู่สภาวะปกติ มีปัญญาแก้ปัญหา

 หัวใจสำคัญ: ความวิตกกังวลไม่ได้น่ากลัว ความคิดซ้ำๆ ก็ไม่ได้มีอำนาจอะไร สิ่งที่ทำให้เราทุกข์คือการที่จิตเข้าไป "เสพ" (นันทิ) ความคิดนั้น การกลับมาหาฐานกายคือการตัดสายป่านพลังงาน เพื่อให้ธรรมทั้งหลายทำหน้าที่เกิด-ดับตามธรรมชาติ โดยไม่มีตัวเราเข้าไปแบกรักษา 

สติเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

สติ คือ ธรรมที่จำเป็นมากที่สุดของทุกๆคน สติมา สัมปชัญญะ(ปัญญา)เกิด การเจริญสติ(ในอานาปานสติและกายคตาสติ)เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆเป็นจุดเริ่มต้นของการดับกิเลส(ดับทุกข์)ในปัจจุบันขณะ เราจะเริ่มจากการดับกิเลส(ดับทุกข์)ในปัจจุบันขณะจิตเดียวไปก่อน(ดับทุกข์หรือดับกิเลสชั่วคราวในปัจจุบันขณะนี้)การเดินทางจะต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรกเสมอ ถ้าไม่มีก้าวแรก ก้าวสุดท้ายก็เกิดขึ้นไม่ได้ฉันใดก็ฉันนั้น ในการดับกิเลสและดับทุกข์ก็เช่นเดียวกัน เราต้องเริ่มต้นที่ก้าวแรกก่อน นั่นก็คือ การเจริญสติให้กล้าแกร่ง ด้วยการเจริญอานาปานสติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก และกายคตาสติคือการกำหนดรู้การเคลื่อนไหวแต่ละอิริยาบทของเราให้รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา(สติไม่หลุด)เมื่อท่านมีสติ กิเลสจะเข้าหาท่านยากขึ้น โดยเฉพาะตัวรากเหง้ากิเลสทั้งปวงอย่างอวิชชา(ความไม่รู้ ความหลง)ซึ่งจะตรงกันข้ามกับ สติ(ระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา)ซึ่งเป็นตัวตัดกระแสโมหเจตสิก(อวิชชา) เมื่อสติเจตสิกเกิด  โมหเจตสิกจะดับลง ทั้งสองธรรมนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้เหมือนกรณี วิชชา กับ อวิชชา หรือมืดกับสว่างที่ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้นั่นเอง สติเป็นธรรมที่มีอุปการคุณต่อธรรมที่เป็นกุศลทุกๆธรรม พระพุทธเจ้าสรรเสริญและเน้นการมีสติเป็นพิเศษ ก่อนปรินิพพานยังเน้นกับสาวกอีกครั้ง นี่คือ ความสำคัญของธรรมที่ชื่อ...สติ..เมื่อสติเกิด สมาธิจะติดตามมา ปัญญาจะติดตามมาเป็นลำดับ

  ขยายผลสัมปชัญญะเป็นปัญญาได้อย่างไร?

มาดูว่าสัมปชัญญะกลายไปเป็นปัญญาได้อย่างไร สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัวทั่วพร้อมหรือความตระหนักรู้ในตัว สัมปชัญญะ 4 คือความรู้ชัด ปัญญารู้เท่าทันในอารมณ์และสภาวะการกระทำ เพื่อไม่ให้จิตเข้าไปหลงผิดหลงติดในสมมติ เป็นเครื่องมือสำคัญในการใช้ โยนิโสมนสิการ ถอดถอนความถือมั่นในตนเองและการละนันทิ โดยจำแนกออกเป็น 4 ระดับดังนี้...

1. สาตถกสัมปชัญญะ (รู้ชัดในประโยชน์)

ความหมาย: ปัญญารู้เท่าทันก่อนที่จะคิด พูด หรือทำสิ่งใด ว่าสิ่งนั้นมีประโยชน์ที่แท้จริงหรือไม่ เป็นไปเพื่อกุศล หรือนำไปสู่ความหลงในสังขาร

การนำไปใช้: ตรวจสอบมโนผัสสะและกายวาจาว่า การกระทำนี้ช่วยลดกิเลส ละนันทิ และเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ หรือเป็นเพียงการตอบสนองความใคร่ของอีโก้ (ตัวตน)

2. สัปปายสัมปชัญญะ (รู้ชัดในความเกื้อกูล/เกื้อหนุน)

ความหมาย: แม้สิ่งนั้นจะมีประโยชน์ (มีสาตถกะ) แต่ต้องรู้ชัดด้วยว่า เหมาะสมกับกาลเทศะ บุคคล และสภาวะจิตใจในขณะนั้นหรือไม่

การนำไปใช้: พิจารณาความเกื้อกูลของสิ่งแวดล้อม อาหาร การพูดคุย หรือแม้กระทั่งอารมณ์กรรมฐาน ให้เหมาะสมกับจริตและสภาวะธรรมในขณะนั้น เพื่อไม่ให้เกิดกิเลสแทรกซ้อน

3. โคจรสัมปชัญญะ (รู้ชัดในอารมณ์อันเป็นโคจร)

ความหมาย: การตั้งจิตให้อยู่ในอารมณ์อันควร ได้แก่ การไม่ทอดทิ้งสติปัฏฐาน 4 หรือสติที่เกาะอยู่กับธรรมะ ไม่ปล่อยจิตให้ส่งออกนอกไปเกลือกกลั้วกับโลกียอารมณ์(อารมณ์ 6)

การนำไปใช้: นำจิตกลับมาสู่อารมณ์หลัก (เช่น ฐานกายหรือการรู้เท่าทันมโนผัสสะ) อยู่เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในอริยาบถใด เพื่อไม่ให้เกิดการปรุงแต่งไปเป็นนันทิราคะในเวทนาที่เกิดขึ้น

4. อสัมโมหสัมปชัญญะ (รู้ชัดความไม่หลง)

ความหมาย: ตัวปัญญาขั้นสูงสุดที่ตีแผ่สมมติ รู้แจ้งตามความเป็นจริงว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา — สภาวะธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็น อนัตตา (รวมถึงจิต) ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของเรา มีแต่เพียงธรรมแต่ละธรรมกำลังทำหน้าที่ตามเหตุปัจจัย

การนำไปใช้: เมื่อเกิดเวทนา สังขาร หรือสภาวะจิตใดๆ จะไม่เข้าไป "สำคัญมั่นหมาย" ว่าเป็นตัวเราของเรา แต่เห็นชัดว่านั่นเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ (สมมติ) ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป 

สรุปการเชื่อมโยงในการปฏิบัติ สัมปชัญญะทั้ง 4 ดำเนินไปอย่างเป็นลำดับ: เริ่มจาก เลือกทำสิ่งที่ประโยชน์ (สาตถกะ) ให้ ถูกกาลถูกสภาวะ (สัปปายะ) ตั้งมั่นในอารมณ์กรรมฐาน (โคจระ) และจบลงที่ การเห็นแจ้งธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่หลงสมมติ ไม่หลงในตนเอง (อสัมโมหะ)

 

 

 

 

Visitors: 15,080