ตีแผ่สมมติด้วยแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )

ตีแผ่โลก สมมติ ด้วย..แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )
สมมติ , มายา , อุปโลกน์ =>> "โรงละครระดับโลก"
สมมติหรือ สมมุติ มันก็คือ สมมติ ที่ไม่ใช่ของจริงหรือความจริงแท้แน่นอน เป็นสิ่งที่มนุษย์บนโลกใบนี้ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว
มนุษย์ทุกๆคนล้วนอยู่กับสิ่ง สมมติ ทั้งหมดและตลอดเวลา จนมองไม่เห็นความจริง แยกแยะระหว่างความจริง กับ สมมติ ไม่ออก จึงเป็นที่มาของ...ทุกข์...เพราะไปยึดเอาสมมติจนถอนตัวไม่ขึ้น เพราะ อวิชชา(ความไม่รู้จริง)บังตาให้มืดบอด
ตีแผ่สมมติด้วยแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา ):
ถอดหน้ากาก "สมมติ มายา อุปโลกน์" ในโลกของการปรุงแต่ง
"โลกนี้คือโรงละครโรงใหญ่... สมมติคือกติกา มายาคือฉากลวง และอุปโลกน์คือการทึกทักตัวตน"
1. สมมติ คืออะไร? (ข้อตกลงเพื่ออยู่ร่วมกัน แต่จิตดันคิดว่าเป็นเรื่องจริง)
"สมมติ" คือ สิ่งที่ถูกกำหนด แต่งตั้ง หรือข้อตกลงร่วมกันในทางสังคม เพื่อให้มนุษย์สามารถสื่อสารและอยู่ร่วมกันได้โดยไม่สับสน เช่น เงินตรา, หน้าที่การงาน, ยศตำแหน่ง, ชาติตระกูล, คำชม, คำนินทา หรือแม้กระทั่งคำว่า "พ่อ แม่ ลูก" และ "ตัวเรา-ตัวเขา" ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นสิ่ง สมมติ ทั้งหมดทั้งสิ้น
สภาวะธรรมที่แท้จริง: สมมติไม่มีอยู่จริงตามธรรมชาติ (โดยปรมัตถ์) เป็นเพียงกระแสโลกที่ปรุงแต่งครอบเราไว้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอนให้เราปฏิเสธสมมติ แต่ทรงสอนให้ "รู้เท่าทัน" ในทุกๆสมมติ
จุดที่จิตหลงผิด: ทุกข์ไม่ได้เกิดเพราะมีสมมติ แต่ทุกข์เกิดเพราะจิตดันไปรับรู้และ "หลงเข้าใจผิด" ว่าสมมติเหล่านั้นเป็นสิ่งยั่งยืนถาวร เป็นตัวตนจริงๆ ( จิตโง่ )จนเกิดนันทิ (ความเพลิน) วิ่งไปยึดมั่นถือมั่นใน สมมติ นั้นๆ
2. มายา คืออะไร? (ภาพลวงตาที่หลอกลวงสัมผัส)
"มายา" คือ สภาวะที่พลิกแพลง ล่อลวง ปิดบัง หรือแสดงภาพลวงตาให้จิตหลงกล เปรียบเหมือน "นักมายากล" ที่เล่นกลให้เราเห็นสิ่งหนึ่ง ทั้งที่ความจริงมันเป็นอีกสิ่งหนึ่ง
สภาวะธรรมที่แท้จริง: ขันธ์ 5 และอารมณ์ 6 นี่แหละคือมายาตัวพ่อ! ตาเห็นรูปสวย หูได้ยินเสียงเพราะ จิตแวบไปเห็นความสุข... มายาจะเข้ามาบิดเบือนธรรมชาติทันที ทำให้เรามองเห็นสภาวะธรรมที่เกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา ว่าเป็นสิ่งเที่ยงแท้ เป็นสุข และน่าน่าเอาชนะ( จิตโง่ ไม่มีปัญญา )
จุดที่จิตหลงผิด: มายาทำหน้าที่ส่ง "เหยื่อล่อ" ชนิดหอมหวานมาให้จิตจับปลา สัญญา (ความจำ) และสังขาร (ความคิดปรุงแต่งสิ่งต่างๆ) จะร่วมมือกันสร้างภาพมายาในใจ (มโนผัสสะ) จนจิตวิ่งพล่านรับรู้ไปตามภาพลวงตานั้นโดยไม่ส่องกระจกมองความจริง( จิตที่ไม่มีปัญญาหรือไม่เดินแก่นมรรค )
3. อุปโลกน์ คืออะไร? (การทึกทัก ยกเมฆ และตั้งค่าเกินจริง)
"อุปโลกน์" (อ่านว่า อุบ-ปะ-โหลก) ในทางธรรมปฏิบัติ หมายถึง การคิดเอาเอง ทึกทักเอาเอง การอ้างสิทธิ์ หรือการตั้งค่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นมาเกินกว่าความเป็นจริงตามธรรมชาติ แล้วจิตก็หลงเชื่อตามสิ่งที่ตนเองอุปโลกน์ขึ้นมานั้นอย่างสนิทใจ
สภาวะธรรมที่แท้จริง: การที่ใจเราเข้าไปสำคัญมั่นหมายว่า "นี่คือตัวฉัน" "ฉันเก่งกว่าคนอื่น" "ฉันเป็นผู้ปฏิบัติธรรมชั้นสูง" หรือ "ความทุกข์นี้เป็นของฉัน" ทั้งหมดนี้คืออาการ "อุปโลกน์" ของจิต(อกุศลเจตสิก)ทั้งสิ้น
จุดที่จิตหลงผิด: จิตอุปโลกน์สร้าง "ผู้รับผล" ขึ้นมา ทั้งๆ ที่ในธรรมชาติมีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตนเอง (กระบวนการรับรู้เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป) ไม่มีใครครอบครอง แต่จิตดันทึกทักอุปโลกน์ว่า "มีเราเป็นเจ้าของจิต" หรือ "มีเราเป็นผู้ทุกข์"
ทั้ง 3 สิ่งนี้สัมพันธ์กันอย่างไรในโลกของการปรุงแต่ง?
ใน "โลกของการปรุงแต่ง" (โลกแห่งสังขาร) ทั้ง 3 สิ่งนี้ทำงานประสานกันเป็นวงจรปิดล้อมจิตใจเราอย่างไร้รอยต่อ โดยมี นันทิ (ความเพลิน) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ดังนี้:
[สมมติ] (ตั้งกติกา/เวที) ---> [มายา] (เล่นกล/สร้างภาพลวง) ---> [อุปโลกน์] (ทึกทักยึดครอง) ↑ │ └─────────────────── [เกิด นันทิ & ตัณหา ปรุงแต่งต่อ] ──────────────┘1. เริ่มจาก "สมมติ" สร้างเวที: โลกสมมติตั้งกฎขึ้นมา เช่น สมมติตำแหน่ง "หัวหน้างาน" หรือสมมติสิ่งที่เรียกว่า "ความสำเร็จ"
2. ส่งต่อให้ "มายา" เล่นกล: เมื่อเราได้รับการยกย่องตามสมมตินั้น มายาในใจ (สังขาร) จะเริ่มฉายภาพลวงตาหลอกจิตว่า "เห็นไหม? ตอนนี้แกเจ๋งมาก มีแต่คนรัก คนชื่นชม สภาวะนี้ช่างมีความสุขเหลือเกิน" ย้อมใจให้จิตเกิดความเพลิน (นันทิ) แช่อิ่มในอารมณ์นั้น
3. จบด้วย "อุปโลกน์" ยึดครอง: พอเพลินหนักเข้า จิตก็ทำการ อุปโลกน์ (ทึกทัก) ขึ้นมาทันทีว่า "นี่คือตัวกู กูเก่ง กูคือหัวหน้า และตำแหน่งนี้ต้องอยู่กับกูตลอดไป" เกิดความสำคัญมั่นหมายในตนเองอย่างหนาแน่น
ผลลัพธ์ในโลกปรุงแต่ง: เมื่อสมมติแปรเปลี่ยน (โดนติติง หรือตกตำแหน่ง) ภาพมายาสลายไป จิตที่อุปโลกน์ยึดครองไว้ก็จะดิ้นรนทุรนทุราย เกิดเป็น ความทุกข์อย่างแสนสาหัส ทันที เพราะหลงคิดว่า "ตัวเรา" กำลังสูญเสีย ทั้งที่แท้จริงแล้ว...สมมติ มายา และอุปโลกน์ ไม่มีสิ่งใดเป็นเนื้อสารสาระเลยตั้งแต่แรก! มันเป็นสิ่งที่ลวงจิตที่มีอวิชชาเท่านั้น แต่จิตที่มีวิชชาจะรู้เท่าทันสมมติและมายาเหล่านี้
ในชีวิตประจำวันของมนุษย์เรานั้น หากส่องดูด้วยสติและปัญญาอย่างแท้จริง จะพบว่า "สมมติแทรกซึมอยู่ทุกตารางนิ้วในวิถีชีวิต" ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงหลับตาลงครับ มนุษย์เราเกิดมาในโลกที่ถูก "เซ็ตระบบ" ไว้ด้วยสมมติทั้งหมด เพื่อให้ระบบสังคมขับเคลื่อนไปได้ สมมติซ้อนสมมติก็มีมากมายให้เห็น
หากเราแยกแยะออกมาดูในชีวิตประจำวัน สมมติจะปรากฏเด่นชัดใน 4 มิติหลัก ดังนี้:
1. สมมติในมิติของ "ภาษา สัญลักษณ์ และตัวเลข" (เครื่องมือสื่อสาร)
นี่คือสมมติขั้นพื้นฐานที่สุดที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อไม่ให้คุยกันสับสน สื่อสารกันได้ง่าย :
ชื่อ-นามสกุล: นาย ก. นาง ข. สิ่งนี้ธรรมชาติไม่ได้ให้มาตอนเกิด แต่เราสมมติขึ้นมาในภายหลังเพื่อเรียกขาน แท้จริงแล้วมันคือชื่อสมมติที่ครอบเนื้อหนังมังสาชิ้นหนึ่งไว้ชั่วคราวเท่านั้น
เวลา และ ตัวเลข: ตีสอง, แปดโมงเช้า, วันจันทร์, เดือนมิถุนายน, ปี 2026 หรืออายุ 60 ปี... สิ่งเหล่านี้คือสิ่งสมมติที่มนุษย์ขีดเส้นแบ่งขึ้นมาเองตามรอบโคจรของโลกและดวงอาทิตย์ ตัวเนื้อธรรมชาติจริงๆ เขาไม่เคยรู้เลยว่าตอนนี้คือ "วันจันทร์" หรือ "อายุเท่าไหร่" เขาแค่ทำหน้าที่เกิดดับของเขาไปเรื่อยๆตามเหตุและปัจจัย
2. สมมติในมิติของ "คุณค่าและมูลค่า" (ตัวขับเคลื่อนความโลภและความทะยานอยาก)
สมมติกลุ่มนี้คือ "เหยื่อล่อ" ชั้นดีที่ทำให้จิตเกิดนันทิ (ความเพลิน) และเกิดตัณหาได้ง่ายที่สุด:
เงินตราและทรัพย์สิน: กระดาษแผ่นหนึ่ง หรือตัวเลขดิจิทัลบนหน้าจอมือถือ มนุษย์เรา "สมมติร่วมกัน" ว่ามันมีมูลค่า สามารถเอาไปแลกข้าว แลกบ้าน แรกรถได้ ลองคิดดูว่าหากเราส่งเงินปึกนี้ให้ลิง ลิงย่อมเลือกกล้วยมากกว่าเงิน เพราะโดยธรรมชาติเนื้อแท้ (ปรมัตถ์) กระดาษก็คือกระดาษ แต่จิตมนุษย์เข้าไปให้ค่าสมมติจนวิ่งพล่านหาเงินกันทั้งชีวิต
ความสวย-ความน่าเกลียด, ความอร่อย-ความไม่อย่อย: สิ่งนี้สมมติขึ้นตามความชอบของกลุ่มคนและยุคสมัย อาหารจานเดียวกัน บางคนบอกอร่อยมาก บางคนบอกกินไม่ได้ สภาพแวดล้อมและใบหน้าแบบเดียวกัน ยุคหนึ่งบอกสวย อีกยุคบอกไม่สวย มันจึงไม่ใช่ความจริงแท้ แต่เป็นเรื่องสมมติทางอารมณ์เท่านั้น ไม่ใช่ความจริง
3. สมมติในมิติของ "หัวโขนและสถานะทางสังคม" (ตัวสร้างอัตตาและการเปรียบเทียบ)
ทันทีที่ก้าวขาออกจากบ้าน หรือเปิดมือถือทำงาน มนุษย์จะสวม "หัวโขนสมมติ" ทันที:
บทบาทหน้าที่และตำแหน่ง: หัวหน้า, ลูกน้อง, ประธานบริษัท, ชาวนา, ข้าราชการ, ลูกค้า ตัวบทบาทเหล่านี้คือสิ่งสมมติเพื่อกติกาการทำงาน แต่จุดตายคือ คนส่วนใหญ่มักหลงเอาหัวโขนนี้มาเป็นตัวตนจริงๆ พออยู่บ้านก็ยังจะทำตัวเป็นหัวหน้าสั่งทุกคน จนเกิดความทุกข์ขึ้นในครอบครัว เพราะไปยึดเอาสมมติ
ความสัมพันธ์: พ่อ, แม่, ลูก, สามี, ภรรยา, เพื่อน ในแง่สังคมเราต้องทำหน้าที่เหล่านี้ให้ดีที่สุดด้วยความรับผิดชอบ แต่ในแง่ของธรรมะ ทั้งหมดคือการจับคู่ของขันธ์ 5 มาเจอกันตามเหตุปัจจัยช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
4. สมมติในมิติของ "กระแสโลก" (ลาภ ยศ สรรเสริญ นินทา)
ปรากฏชัดในทุกคำพูดและสายตาของผู้คนที่เราต้องเจอในแต่ละวัน:
คำสรรเสริญ และ คำนินทา: เมื่อมีเสียงมากระทบหู (ผัสสะ) เสียงนั้นแปรออกมาเป็นคำว่า "เก่งมาก" หรือ "แย่มาก" จิตจะวิ่งไปกระเพื่อมรับทันที คำชมทำให้เกิดนันทิ (เพลินใจ) คำด่าทำให้เกิดโทสะ (ขุ่นมัว) ทั้งที่แท้จริงแล้ว คำชมคำด่าคือสิ่งสมมติที่มนุษย์แต่งตั้งขึ้นมาปรุงแต่งโลก ไม่มีตัวตนอยู่จริงในอากาศ
ในการใช้ชีวิตประจำวัน พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอนให้เราไปพังสมมติเหล่านี้ทิ้ง (เรายังต้องใช้เงิน ยังต้องไปทำงานตามตำแหน่ง ยังต้องเรียกพ่อเรียกแม่ตามปกติ) แต่ทรงสอนให้เรา "เล่นละครไปตามสมมติโลก... แต่ใจอย่าตกเป็นทาสของมัน"
เวลาทำงาน ให้ทำหน้าที่หัวหน้าหรือลูกน้องอย่างเต็มที่ตามโลกสมมติ แต่ข้างในใจต้องมีสติเห็นแจ่มแจ้งว่า 'นี่คือบทบาทชั่วคราว' เมื่อใจไม่หลงไปเพลิน (ละนันทิ) ในหัวโขนนั้น เวลาโดนติติงหรือหมดวาระ ตำแหน่งหลุดลอยไป ใจเราจะไม่พังทลาย เพราะเรารู้เท่าทันแล้วว่า มันเป็นเพียงสมมติโลกที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเท่านั้นเอง จงอยู่กับโลกสมมติ แต่ไม่หลงหรือยึดในสมมติ
สมมติซ่อนอยู่ตรงไหนในชีวิตคุณ?
ลองหยุดนิ่งสักนิด แล้วสำรวจลงไปในชีวิตประจำวันของคุณตั้งแต่เช้าจรดเย็น... คุณจะพบความจริงที่น่าตกใจว่า เราแทบไม่ได้อยู่กับเนื้อแท้ของธรรมชาติเลย แต่เรากำลังแหวกว่ายอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วย "สิ่งสมมติ" ตลอด 24 ชั่วโมง
หากคุณอยากรู้ว่าสมมติซ่อนอยู่ที่ไหนบ้าง? ลองดูพิกัดเหล่านี้ในชีวิตคุณ:
1. ซ่อนอยู่ใน "กระจกเงา" และ "บัตรประชาชน" (สมมติตัวตน)
ตรงไหนในชีวิต? วินาทีที่คุณส่องกระจกตอนเช้าแล้วมองเห็นใบหน้า แล้วใจก็นึกขึ้นมาว่า "นี่คือฉัน อายุเท่านี้ หน้าตาเริ่มมีริ้วรอยแล้ว" หรือตอนที่คุณมองดูชื่อ-นามสกุลบนบัตรประชาชน
สะกิดใจด้วยความจริง: ในทางธรรมชาติ (ปรมัตถ์) สิ่งที่อยู่ในกระจกมีเพียง ก้อนธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ และขันธ์ 5 ที่กำลังเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ตัวธรรมชาติต่างหากเขาไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองชื่ออะไร หรืออายุเท่าไหร่ ชื่อและตัวเลขเหล่านั้นคือ "สมมติ" ที่สังคมแปะป้ายไว้ให้คุณถือกรรมสิทธิ์ชั่วคราวเท่านั้น
2. ซ่อนอยู่ใน "หน้าจอมือถือ" และ "บัญชีธนาคาร" (สมมติมูลค่า)
ตรงไหนในชีวิต? ตอนที่คุณเช็กยอดเงินในแอปธนาคาร ยอดไลก์ในโซเชียลมีเดีย หรือใบแจ้งหนี้ที่ส่งมาที่บ้าน
สะกิดใจด้วยความจริง: ตัวเลขดิจิทัลบนหน้าจอ หรือกระดาษที่เรียกว่าธนบัตร แท้จริงมันไม่มีค่าอะไรในตัวมันเองเลย มนุษย์เราอุปโลกน์และ "สมมติร่วมกัน" ว่าสิ่งนี้มีค่า แลกข้าวได้ แลกความสบายได้ จิตเราจึงวิ่งพล่าน ทำงานหนัก และเป็นทุกข์เจียนตายเพราะหลงเพลิน (นันทิ) ไปกับตัวเลขสมมติเหล่านี้ ทั้งที่ในความจริง มันเปลี่ยนมือและสลายไปได้ในเสี้ยววินาที
3. ซ่อนอยู่ใน "ที่ทำงาน" และ "โต๊ะประชุม" (สมมติหัวโขน)
ตรงไหนในชีวิต? วินาทีที่คุณก้าวขาเข้าออฟฟิศแล้วสวมบทบาทเป็น "ผู้จัดการ" "ประธานบริษัท" "ลูกน้อง" หรือแม้กระทั่งการเป็น "ลูกค้า"
สะกิดใจด้วยความจริง: บทบาทหน้าที่คือระบบกติกาที่สมมติขึ้นเพื่อให้โลกขับเคลื่อนไปได้ แต่จุดตายที่ทำให้คนเป็นทุกข์คือ "การถอดหัวโขนไม่เป็น" หลงคิดว่าตำแหน่งสมมตินั้นคือตัวกูจริงๆ พอมีคนมาพูดไม่เข้าหูบนโต๊ะประชุม ใจจึงกระเพื่อมโกรธแค้น เพราะรู้สึกว่า "แกกำลังหมิ่นเกียรติฉัน" ทั้งที่แท้จริง เสียงที่มากระทบหูก็แค่ความถี่เสียง เสียงดับไปแล้ว แต่ใจยังแบกหัวโขนสมมติมาเผาตัวเองต่อที่บ้าน เลยทุกข์หนักมาเยือน
4. ซ่อนอยู่ใน "คำพูด" และ "สายตาคนอื่น" (สมมติโลกธรรม)
ตรงไหนในชีวิต? วินาทีที่คุณใจฟูเพราะคำชมว่า "วันนี้เก่งจังเลย" หรือวินาทีที่ใจคุณเหี่ยวแฟบจมแช่ในความทุกข์เพราะเสียงนินทาลับหลัง
สะกิดใจด้วยความจริง: คำสรรเสริญและคำนินทาคือกระแสโลกที่สมมติค่าขึ้นมาตามความชอบใจและไม่ชอบใจของมนุษย์ ทันทีที่มีเสียงกระทบหู (ผัสสะ) หากขาดสติ จิตจะเข้าไปเกิด "นันทิ" (ความเพลินยินดียินร้าย) ในคำสมมติเหล่านั้นทันที ทั้งที่โดยธรรมชาติ เสียงเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปในอากาศนานแล้ว มีแต่ใจเราที่ยังวิ่งไปเก็บขยะสมมตินั้นมาปรุงแต่งเป็นความทุกข์ไม่ยอมเลิก
ประตูสู่วิชชา
"สมมติไม่ได้ซ่อนอยู่ที่ไหนไกล แต่ซ่อนอยู่ในทุกความยึดมั่นถือมั่นในใจคุณ... พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราไปทำลายเงิน ไม่ได้สอนให้ลาออกจากงาน หรือเลิกใช้ชื่อสมมติ แต่ทรงสอนวิชชาให้เรา 'ใช้สมมติอย่างผู้รู้เท่าทัน' เล่นละครไปตามบทบาทของโลกอย่างรับผิดชอบ แต่ข้างในใจละนันทิ ไม่เพลินแช่อิ่ม ไม่สำคัญมั่นหมายทึกทักว่าเป็นตัวเราจริงๆ เมื่อรู้ทันเช่นนี้... โลกสมมติก็ทำไม่อาจทำร้ายใจคุณได้อีกต่อไป"
ตีแผ่ สมมติ ด้วยแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)
ใช้สติ: ระลึกรู้ทันทีเมื่อจิตเริ่มหลงกลสภาวะรอบตัว เพราะรอบๆตัวของท่าน เต็มไปด้วย สมมติ ทั้งสิ้น
ใช้สมาธิ: ตั้งมั่นเป็นกลาง ไม่กระโดดลงไปเล่นละครตามที่ใจปรุงแต่ง อยู่กับความปกติ (ปกติธรรมชาติ)
ใช้ปัญญา: ตีแผ่และแยกแยะ ถอดหน้ากากให้เห็นชัดว่า นี่คือสมมติ นี่คือมายา นี่คืออุปโลกน์ สลัดคืนความเพลิน (ละนันทิ) จนจิตเห็นแจ้งว่า "ทุกธรรมทำหน้าที่ของตนเอง... ไม่มีเราอยู่จริง" คลายความสำคัญมั่นหมายลงได้ในที่สุด
อย่าไปหลงมัวเมาในสมมติจนถอนตัวไม่ขึ้น
คำว่า "ถอนตัวไม่ขึ้น" ในทางปฏิบัติธรรม คือสภาวะที่จิตถูก "นันทิ" (ความเพลิน) และ "ตัณหา" (ความทะยานอยาก) ลากจมลึกลงไปในโคลนดูดของโลกสมมติ จนตาบอดมืดมน มองไม่เห็นความจริงแท้ของชีวิตอีกเลย
เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มแยกแยะไม่ออกระหว่าง "บทบาทชั่วคราว" กับ "ความจริงแท้" เมื่อนั้นเรากำลังติดกับดักสมมติขั้นรุนแรง ซึ่งมีสภาวะที่ต้องระวังอยู่ 3 ระดับ ดังนี้:
1. อาการของจิตที่ "ถอนตัวไม่ขึ้น"
แบกหัวโขนตลอดเวลา: แม้จะเลิกงานกลับมาบ้านแล้ว หรือแม้กระทั่งเวลาจะนอน จิตก็ยังไม่ยอมวางตำแหน่ง หน้าที่ หรือความยิ่งใหญ่ชั่วคราว ลงจากใจ ยังคิดวนเวียนอยู่กับความชนะ-แพ้ในโลกสมมติ
ให้ค่าสิ่งลวงตามากกว่าความสงบเย็น: ยอมแลกวันเวลา สุขภาพ และความปกติธรรมชาติของจิตใจ เพื่อไปวิ่งไล่ตามตัวเลขในบัญชี หรือคำสรรเสริญเยินยอที่จับต้องไม่ได้
เกิดอาการ "ธรรมบิดเบือน": จิตเริ่มทำกิจผิดธรรมชาติ ทันทีที่มีอะไรมากระทบสมมติของตนเอง (เช่น รถโดนเฉี่ยว, โดนตำหนิงาน) ใจจะเกิดความโกรธแค้นรุนแรง ราวกับว่าโลกกำลังจะแตกสลาย เพราะหลงอุปโลกน์ทึกทักไปแล้วว่าสิ่งเหล่านั้นคือ "ตัวกู-ของกู" อย่างถาวร ทั้งที่แท้จริงแล้ว มันคือ...สมมติ..ทั้งนั้น
2. ทำไมหลงสมมติแล้วจึงถอนตัวยาก?
เพราะสมมติมี "มายา" ที่หอมหวานคอยปรนเปรอจิตใจ โลกสมมติออกแบบมาเพื่อให้มนุษย์เกิดความเพลิน (นันทิ) ได้ง่ายที่สุด เมื่อใจเข้าไปเสพความเพลินบ่อยๆ จิตจะเสพติดอาการแช่อิ่มนั้น พอวันหนึ่งสมมติเหล่านั้นต้องแปรปรวนหรือดับสลายไปตามธรรมชาติ จิตที่ไม่เคยฝึกถอดถอนตัวตนเลยจะรับความจริงไม่ได้ และดิ้นรนทุรนทุรายจนเกิดเป็นความทุกข์อย่างแสนสาหัส
3. วิธี "ถอนตัว" ด้วยแก่นมรรค
การถอนตัวไม่ใช่วิ่งหนีโลก ไม่ใช่การลาออกจากงาน หรือการทิ้งเงินทอง แต่คือ "การถอนความเห็นผิดออกจากใจ"( ถอนมิจฉาทิฏฐิ ) โดยใช้สติ สมาธิ และปัญญา( แก่นมมรค ):
มีสติระลึกรู้: ทุกครั้งที่ใจเริ่มฟูเพราะคำชม หรือเริ่มแฟบเพราะคำด่า ให้มีสติรู้เท่าทันอาการ "ขยับ" ของจิตทันที
ละนันทิในเสี้ยววินาที: เห็นความเพลินใจหรือยินดียินร้ายเกิดขึ้นปุ๊บ ให้ตัดวงจรด้วยการไม่ไปแช่อิ่มอารมณ์นั้น คืนจิตกลับมาสู่ฐานความรู้สึกตัว (ปกติธรรมชาติ)
ใช้ปัญญาตีแผ่: มองทะลุหัวโขนที่สวมอยู่บ่อยๆ แล้วบอกตัวเองว่า "นี่คือละครฉากหนึ่ง ทำหน้าที่เสร็จแล้วก็จบกัน ไม่มีอะไรให้ยึดครอง"
"จงใช้สมมติให้เป็น แต่อย่าให้สมมติใช้คุณ... เล่นละครไปตามโลกสมมติอย่างยอดเยี่ยมที่สุดและรับผิดชอบที่สุด แต่ข้างในใจต้องเบา โปร่ง และเป็นอิสระ มีปัญญาคมกล้าพอที่จะถอดถอนจิตออกมาเป็นผู้สังเกตการณ์ ไม่หลงมัวเมาจนลืมไปว่า... อีกไม่นาน กายนี้ก็ต้องดับลง และสมมติทั้งปวงก็ต้องคืนกลับสู่โลกตามเดิม"
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))