การใช้แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ดับกิเลสแต่ละตัวในปัจจุบันขณะ

การใช้แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ดับกิเลสแต่ละตัวในปัจจุบันขณะ

ความหมายของการดับกิเลสในที่นี้ จะหมายถึงการดับกิเลสชั่วคราวในปัจจุบันขณะเจริญแก่นมรรคหรือเดินแก่นมรรคในทุกขณะจิต ถ้าปราศจากแก่นมรรค กิเลสโดยเฉพาะอวิชชาสามารถครอบงำเข้าแทรกแซงและปรุงแต่งจิตได้ตลอดเวลา อันนำมาซึ่งทุกข์

"เพราะกิเลสไม่ได้มาเป็นก้อน แต่มาทีละตัวในปัจจุบันขณะ... เพจนี้จึงไม่ได้ชวนท่านมานั่งท่องจำตำรา แต่จะพามาใช้ 'แก่นมรรค' (สติ สมาธิ ปัญญา) ลอกคราบและตีแผ่สมมติ ตรวจจับและดับกิเลสตรงหน้าทีละตัว... เพื่อคืนความปกติ ให้แก่จิตใจในทุกๆ วินาทีของชีวิต" เพียงสร้างเหตุปัจจัยให้เกิด(แก่นมรรค) กิเลสมันก็ดับไปเองของมัน ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน หน้าที่ของเราทุกๆคนคือ...การสร้างแก่นมรรคให้เกิด...

  บัญชีดำกิเลสแต่ละตัว

 นิวรณ์ 5กิเลส 10 ,อนุสัย 7 ,สังโยชน์ 10 , อุปกิเลส 16

กิเลสทั้งหมดที่ด้านบนนี้ ล้วนมีอวิชชาเป็นองค์ประกอบหลักทุกๆตัว และจะแพ้ทางแก่นมรรคทั้งหมด(ทุกๆตัว) กิเลสทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ มาจากการปรุงแต่งของ...อกุศลเจตสิก..ทั้งสิ้น ไม่ต้องไปไล่ฆ่ากิเลส ไม่ต้องไปไล่ดับกิเลส เพียงสร้างเหตุปัจจัยให้กิเลสเหล่านี้ดับไปขึ้นมาในฐานจิต ทำเพียงเท่านั้น เหมือนการไล่ความมืด(กิเลส)ด้วยการเปิดไฟแสงสว่าง(แก่นมรรค) ความมืดมันก็หายไปเอง เมื่อความสว่างเกิดขึ้น

  ดังนั้น ทางแก้ไข จึงต้องสร้างเหตุปัจจัยมาแก้ทางกิเลสเหล่านี้ ด้วยการปรุงแต่งกุศลเจตสิก(แก่นมรรค)ขึ้นมาในฐานจิต แก่นมรรคเป็น วิชชาหรือปัญญา โดยตรง ซึ่งนำมาจากอริยมรรคมีองค์ 8 เพียงแต่นำเอาแก่นของมรรคมีองค์ 8 มาจัดการดับกิเลสในปัจจุบันขณะสำหรับปุถุชนทั่วๆไปได้ใช้และปฏิบัติแบบง่ายๆในทุกๆที่และทุกๆเวลา

 กิเลสคืออะไร?

กิเลส คือ สภาพธรรมฝ่ายอกุศลที่เข้ามา "ย้อม" หรือ "หมักหมม" ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ขุ่นมัว และเสียความเป็นปกติ (ปกติตามธรรมชาติ) หากมองลึกลงไปถึงแก่น กิเลสไม่ใช่ "สิ่งของ" หรือ "ตัวตน" ที่คงอยู่ถาวร แต่เป็น พลังงานฝ่ายต่ำหรือปฏิกิริยาเคมีทางจิต ที่เกิดขึ้นเมื่อจิตขาดสติ กิเลสทำหน้าที่บิดเบือนการรับรู้ที่ถูกต้อง ทำให้จิตเห็นผิดจากความเป็นจริง (โมหะ) เกิดความอยากได้อยากเอามาเป็นของตน (โลภะ) และเกิดความปฏิฆะขัดเคืองเมื่อไม่ได้ดั่งใจ (โทสะ)

 กิเลสมีที่มาอย่างไร?

ในทางลึก กิเลสไม่ได้ลอยมาจากไหน แต่มีรากเหง้ามาจาก "อนุสัยกิเลส" คือกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในพื้นจิตประดุจตะกอนที่ก้นแก้ว น้ำที่นิ่งอาจดูสะอาด แต่เมื่อใดก็ตามที่มี "ผัสสะ" (กระบวนการรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) มากระทบ แล้วจิตขาดสติและการโยนิโสมนสิการ (การคิดถูกวิธี) ตะกอนที่นอนเนื่องนั้นจะถูกกวนให้ขุ่นขึ้นมา กลายสภาพเป็นกิเลสอย่างกลาง (ปริยุทธนากิเลส) และถ้าคุมไม่อยู่ก็จะระเบิดออกเป็นพฤติกรรมทางกาย วาจา (วีติกกมกิเลส)

สรุปที่มาของกิเลส : ผัสสะ -> ขาดสติ -> อนุสัยกิเลสถูกกระตุ้น -> กิเลสปรากฏตัวในใจ

 กิเลสทำให้เกิดทุกข์ขึ้นได้อย่างไร?

กลไกการเกิดทุกข์เพราะกิเลส มีกระบวนการทำงานในปัจจุบันขณะดังต่อไปนี้:

1. เกิดนันทิ (ความเพลิน): เมื่อมีผัสสะและเกิดเวทนา (สุขหรือทุกข์) จิตที่ไม่มีสติจะเข้าไป "เพลิน" (นันทิ) ในเวทนานั้น

2. เกิดตัณหา: ความเพลินจะปรุงแต่งต่อเป็นความทะยานอยาก (อยากรักษาไว้ หรืออยากผลักใสออกไป)

3. เกิดอุปาทาน (ความสำคัญมั่นหมาย): จิตจะเข้าไปยึดมั่นถือมั่น เกิด "ตัวกู-ของกู" ขึ้นมาในขันธ์ 5 หรือในอารมณ์นั้นๆ

4. ความบีบคั้น (ทุกข์): เมื่อจิตเข้าไปยึดสิ่งที่เป็นอนัตตา (บังคับไม่ได้ ไม่เที่ยง) จิตย่อมถูกบีบคั้นด้วยกฎไตรลักษณ์ทันที ความเร่าร้อน กระวนกระวาย และความทุกข์ใจจึงอุบัติขึ้น

กระบวนการเกิดทุกข์จากกิเลส(ในจุดเวทนา)

อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง => เกิดนันทิ (ความเพลิน) => เกิดตัณหา => เกิดอุปาทาน => ความบีบคั้น (ทุกข์)

 มนุษย์ทุกๆคนมีกิเลสทั้งหมดหรือไม่?

คำตอบคือ มีทั้งหมด มนุษย์ปุถุชนทุกคนตื่นขึ้นมาพร้อมกับโครงสร้างของกิเลสที่ฝังรากลึกอยู่แล้วแบบข้ามภพข้ามชาติตราบใดที่ยังดับกิเลสไม่ได้แบบสิ้นเชิง ไม่ว่าจะยากดีมีจน ฉลาดหรือเบาปัญญา ตราบใดที่ยังไม่บรรลุถึงความเป็นพระอรหันต์ จิตย่อมมีกิเลสเป็นอนุสัยนอนเนื่องอยู่ในจิตใจเสมอ ความแตกต่างมีเพียงแค่ "ปริมาณ" และ "ความเข้มข้น" ของกิเลสแต่ละตัวในแต่ละบุคคลเท่านั้น ดังนั้น กิเลสจึงเป็นเรื่องสากลของมนุษยชาติ ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง

 แก่นมรรคคืออะไร? มีอะไรบ้าง?

แก่นมรรค คือ "เครื่องมือสากล" หรือระบบปฏิบัติการทางจิตที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบเพื่อใช้ในการบริหารจัดการและดับกิเลส โดยสรุปย่อลงเหลือ 3 แก่นหลัก (ไตรสิกขา) ที่ทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียว (มรรคสมังคี):

สติ (ความระลึกได้/ความเท่าทัน): ทำหน้าที่เป็น "เวรยาม" คอยตรวจจับ ตื่นรู้ และสกัดกั้นไม่ให้จิตไหลไปตามกระแสกิเลสในปัจจุบันขณะ

สมาธิ (ความตั้งมั่นของจิต): ทำหน้าที่เป็น "กำลัง" หรือความนิ่งเด็ดเดี่ยว ทำให้จิตมีพลัง ไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ที่มากระทบ เป็นจิตที่ตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัวในปัจจุบันขณะ (ไม่เจือด้วยความเคร่งเครียด แต่เป็นความปกติ)

ปัญญา (ความเห็นแจ้ง): ทำหน้าที่เป็น "อาวุธ" ในการตัดทำลายกิเลส ปัญญาคือการเห็นตามความเป็นจริงว่า สรรพสิ่งรวมถึงจิตเป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตน" ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของเรา

 แก่นมรรคดับกิเลสในปัจจุบันขณะได้อย่างไร?

นี่คือหัวใจของกลไกการดับกิเลสในเสี้ยววินาที (ในปัจจุบันขณะที่มีการเดินแก่นมรรคอยู่):

เมื่อมีอารมณ์มากระทบจาก อารมณ์ 6 (เช่น ตาเห็นรูปที่ชอบใจ หรือใจคิดถึงเรื่องที่โกรธ)

1. สติ จะทำหน้าที่ "ระลึกรู้เท่าทัน" อาการของใจที่กำลังจะปรุงแต่ง (ตัดกระแส "นันทิ" ในเวทนาไม่ให้ก่อตัว)

2. สมาธิ จะทำให้จิต "แยกตัวออกมาเป็นผู้ดู" ไม่กระโดดลงไปเป็นผู้เล่นในกระแสกิเลสนั้น จิตตั้งมั่นเด่นดวงอยู่แยกจากอารมณ์

3. ปัญญา จะเข้ามาทำกิจ "โยนิโสมนสิการ" ตีแผ่สมมติทันที โดยการมองเห็นว่า กิเลสที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นเพียง สังขารธรรม ชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วก็ดับไป เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา

เมื่อแก่นมรรคทั้ง 3 ทำงานพร้อมกัน จิตจะคลายความยึดมั่น (หมดอุปาทาน) กิเลสที่กำลังก่อตัวจะขาดเชื้อและ "ดับลง" ทันทีในปัจจุบันขณะนั้นเอง

  นี่คือ คำตอบที่ว่า..ทำไมต้องมีการเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต เพื่อป้องกันกิเลสแทรกนั่นเอง

ทำไมต้องใช้แก่นมรรคดับกิเลส?

เพราะกิเลสเป็นสภาพธรรมที่ละเอียดและเกิดดับที่ใจ จึงไม่มีสิ่งภายนอกใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง เทคโนโลยี หรืออำนาจวาสนา ที่จะเข้าไปดับกิเลสได้ การใช้สิ่งอื่นดับกิเลส เช่น ทุกข์ใจแล้วไปเที่ยวหรือช้อปปิ้ง เป็นเพียงการ "กลบ" หรือ "ย้ายอารมณ์" ชั่วคราว แต่ตะกอนกิเลสยังอยู่เท่าเดิม ทุกข์เหมือนเดิมหรือหนักกว่าเดิม

มีเพียง แก่นมรรค เท่านั้นที่เป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาตรงตามวิศวกรรมของจิต เป็นวิธีเดียวที่สามารถเข้าถึงรากเหง้าและล้างอนุสัยกิเลสที่นอนนิ่งอยู่ในจิตได้อย่างหมดจดตามหลักธรรมชาติตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้

แก่นมรรคมีความสำคัญต่อมนุษย์ทุกๆคนอย่างไร?

แก่นมรรคไม่ใช่เรื่องของนักบวชหรือผู้ปลีกวิเวกเท่านั้น แต่เป็น "ทักษะชีวิตขั้นสูงสุด" ที่มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องมี เพราะ:

- ช่วยให้มนุษย์ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์และความอยากที่ไม่มีวันสิ้นสุด( ทาสกิเลส )

- ช่วยในการทำงานและการดำเนินชีวิต ทำให้บริหารจัดการความเครียด ความกดดัน และความขัดแย้งได้อย่างดีเยี่ยม

- เปลี่ยนจากคนที่ "ตอบสนองต่อสิ่งเร้าด้วยสัญชาตญาณ (กิเลส)" มาเป็น "ผู้เลือกตอบสนองด้วยสติปัญญา"

ผู้ที่เจริญแก่นมรรคเป็นประจำจะเกิดผลอย่างไร?

เมื่อฝึกฝนจนแก่นมรรคหลอมรวมกลายเป็นเนื้อเป็นตัว (เป็นปกติ) ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นคือ:

- จิตใจมีความสุขสงบเย็น: เพราะไฟของกิเลส (โลภ โกรธ หลง) ไม่สามารถแผดเผาจิตใจได้นาน เกิดความเบากายเบาใจ

- เห็นโลกตามความเป็นจริง: ไม่ถูกภาพลวงตาของสมมติหลอกลวง จิตจะไม่หลงสำคัญมั่นหมายในตนเอง ความยึดมั่นถือมั่นลดลง

- พึ่งพาตัวเองได้อย่างแท้จริง: จิตมีความมั่นคงภายใน ไม่ขึ้นอยู่กับโลกธรรมภายนอก (ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์)

- หมดสิ้นความทุกข์ใจ: แม้กายนี้จะยังต้องแก่ เจ็บ หรือเผชิญโลกตามปกติ แต่จิตใจจะแยกขาดออกจากความทุกข์ มีชีวิตอยู่ด้วยความตื่นรู้ จนกว่ากายนี้จะดับขันธ์ไปตามธรรมชาติ  

    การใช้แก่นมรรคดับกิเลสแต่ละตัว 

ชุดที่ 1: แก่นมรรคกับการดับ "นิวรณ์ 5" (เครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี) 

นิวรณ์คือสภาวะที่เกิดขัดขวางจิตในปัจจุบันขณะ การดับจึงเน้นการใช้ สติ รู้เท่าทันและ ปัญญา โยนิโสมนสิการเพื่อถอนจิตออกจากความเพลิน (ละนันทิ) ทันที 

1. กามฉันทะ (ความพอใจในกามคุณ5/ความอยากได้อยากเอา):

กลไกดับ: เมื่อตา/หู/ใจ กระทบรูป เสียง หรือความคิดที่น่าเพลิดเพลิน สติ ระลึกรู้ทันอาการ "อยากจับจอง" ของจิต สมาธิ ตั้งมั่นเป็นผู้ดูไม่กระโดดไปร่วมวง ปัญญา ทำกิจตีแผ่สมมติ มองเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นปฏิกูล หรืออสุภะ (ความไม่สวยงามตามจริง) ของสิ่งนั้น จิตจะคลายความเพลินและดับกามฉันทะลง

2. พยาบาท (ความขัดเคือง/ไม่พอใจ):

กลไกดับ: สติ ตรวจจับอาการรุ่มร้อนหรือความบีบคั้นในอกทันทีที่ผัสสะขัดใจ สมาธิ ตรึงจิตให้อยู่กับฐานกาย ไม่ปล่อยให้จิตวิ่งไปคิดแก้แค้นหรือปรุงแต่งประทุษร้าย ปัญญา ทำการโยนิโสมนสิการเห็นกฎแห่งกรรม หรือมองด้วยความเมตตาว่า "เขาทำกิจตามกิเลสของเขา" จิตจะคลายความยึดมั่นและสงบลง

3. ถีนมิทธะ (ความหดหู่ ซึมเซา ง่วงงุน):

กลไกดับ: สติ ระลึกรู้เท่าทันอาการหน่วง หนัก หรือความเฉื่อยชาของจิตที่กำลังเริ่มหมดกำลัง สมาธิ ปรับจิตใจให้มีความแกล้วกล้า (วิริยะ) ด้วยการกำหนดลมหายใจให้แรงขึ้นหรือขยายความรู้สึกให้กว้าง ปัญญา นึกถึงธรรมะที่เป็นเครื่องกระตุ้น (เช่น ความตายเป็นสิ่งไม่เที่ยง ต้องเร่งปฏิบัติ) เพื่อดึงจิตออกจากความหลับใหล

4. อุทธัจจะกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ):

กลไกดับ: จิตไหลไปในอดีต/อนาคต สติ ทำหน้าที่หยุดการ "กระพือ" ของความคิด คอยตัดกระแสนันทิที่ชวนให้คิดต่อ สมาธิ นำจิตกลับมาปักหมุดที่อารมณ์เดียวที่ฐานกาย เช่น ลมหายใจ (อานาปานสติ) เพื่อคืนความสงบ ปัญญา มองเห็นว่าความฟุ้งซ่านนั้นก็เป็นเพียงสังขารธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่ใช่ตัวตน

5. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย):

กลไกดับ: สติ รู้ทันสภาวะใจที่ส่ายไปส่ายมา เลือกไม่ได้ ลังเลในแนวทางปฏิบัติ สมาธิ ดึงจิตให้ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันขณะตรงหน้า ไม่วิ่งตามความคิดที่ถกเถียงกันในหัว ปัญญา ทบทวนหลักธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลตามธรรมชาติ หรือพิจารณาสภาวะปัจจุบันที่กำลังปรากฏจนสิ้นสงสัยด้วยความจริงเชิงประจักษ์ 

ชุดที่ 2: แก่นมรรคกับการดับ "กิเลส 10" (สภาพธรรมที่ทำให้จิตเศร้าหมอง) 

1. โลภะ (ความโลภ/อยากได้): สติ รู้ทันอาการทะยานอยาก สมาธิ ตั้งมั่นไม่ไหลตาม ปัญญา เห็นความพร่อง ความไม่เที่ยง และฝึกการสละออก (จาคะ) เพื่อตัดรากอุปาทาน(ยึดมั่นถือมั่นยึดติด)

2. โทสะ (ความโกรธ/ประทุษร้าย): สติ รู้ทันความร้อนรุ่ม สมาธิ ตั้งมั่นแยกจิตออกจากอารมณ์โกรธ ปัญญา ใช้เมตตาพิจารณา และเห็นว่าความโกรธแผดเผาตัวเองก่อนเสมอ จึงละความเพลินในโกรธนั้น

3. โมหะ (ความหลง/ไม่รู้จริง): สติ รู้ทันอาการเบลอหรือความไม่รู้ สมาธิ ทำจิตให้ใสกระจ่าง ปัญญา ทำความเข้าใจตามความเป็นจริงของไตรลักษณ์ ตีแผ่สมมติให้เห็นสัจธรรม

4. มานะ (ความถือตัว/เปรียบเทียบ): สติ รู้ทันอาการ "ยกตน" หรือ "ข่มผู้อื่น" สมาธิ ตั้งมั่นอยู่ในความปกติ ปัญญา มองเห็นว่ารูปนามขันธ์ 5 เป็นอนัตตา ไม่มีใครเหนือกว่าหรือต่ำกว่าใคร เป็นเพียงธรรมตามธรรมชาติ

5. ทิฏฐิ (ความเห็นผิด): สติ รู้ทันความยึดมั่นในความคิดตน สมาธิ นิ่งเพื่อรับฟังความจริง ปัญญา พิจารณาสรรพสิ่งตามหลักอิทัปปัจจยตา (เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี) ลบล้างความเห็นผิดว่ามีตัวตนเที่ยงแท้

6. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย): (ดับด้วยกลไกเดียวกับในนิวรณ์ 5) ใช้ ปัญญา เห็นแจ้งในเหตุและผลของสภาวธรรมตรงหน้า

7. ถีนะ (ความหดหู่): สติ รู้ทันความห่อเหี่ยวของจิต สมาธิ ประคองจิตให้มีพลัง ปัญญา ค้นหาเหตุแห่งความหดหู่แล้วละเสีย ปลุกเร้าความตื่นรู้

8. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน): สติ ดักจับความคิดที่แลบออกไป สมาธิ ตรึงจิตให้อยู่กับปัจจุบัน ปัญญา เห็นความเกิดดับของความคิด ไม่กระโดดลงไปร่วมนันทิกับมัน

9. อหิริกะ (ความไม่ละอายต่อบาป): สติ ระลึกถึงความถูกต้อง สมาธิ ตั้งมั่นในศีลธรรม ปัญญา พิจารณาถึงผลกระทบและโทษภัยของการทำบาปกรรม

10. อโนตตัปปะ (ความไม่เกรงกลัวต่อบาป): สติ รู้เท่าทันความประมาทในใจ สมาธิ หนักแน่นในหิริโอตตัปปะ ปัญญา เห็นภัยในวัฏสงสารและความทุกข์ที่จะตามมาจากการตามใจกิเลส 

ชุดที่ 3: แก่นมรรคกับการดับ "อนุสัย 7" (กิเลสที่นอนเนื่องในพื้นจิต) 

การดับอนุสัยต้องใช้ ปัญญาญาณ ในระดับลึกเพื่อขุดรากถอนโคนตะกอนที่ฝังตัวอยู่ 

1. กามราคานุสัย (ความกำหนัดในกามคุณที่นอนเนื่อง): สติ และ สมาธิ จับตาดูเมื่อใจไหวไปกับรูป/รส/กลิ่น/เสียง ปัญญา พิจารณาความแปรปรวนและความดับไปของกามสุข จนจิตไม่สะสมความเพลินไว้เป็นตะกอน

2. ปฏิฆานุสัย (ความขัดเคืองใจที่นอนเนื่อง): สติ ดักจับความหงุดหงิดระคายใจเล็กๆ สมาธิ รักษาจิตให้เป็นกลาง ปัญญา เห็นว่าสิ่งกระทบเป็นเพียง "ผัสสะ" ไม่มีความหมายในตัวเอง จิตจึงไม่เก็บรับความขัดเคืองลงสู่ก้นบึ้ง

3. ทิฏฐานุสัย (ความเห็นผิดที่นอนเนื่อง): สติ รู้ทันสัญญาจำมั่น สมาธิ ตั้งมั่น ปัญญา ถอนความเข้าใจผิดว่ามี "เรา" อยู่ในจิต เห็นชัดว่าจิตก็เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติ (อนัตตา)กายและจิตไม่ใช่ของเรา

4. วิจิกิจฉานุสัย (ความลังเลสงสัยที่นอนเนื่อง): สติ รู้ทันความไม่มั่นใจลึกๆ สมาธิ ทรงอารมณ์อันดิ่งลึก ปัญญา หยั่งรู้สภาวะตามจริงจนตัดรากความสับสนในสัจธรรมได้อย่างเด็ดขาด

5. มานานุสัย (ความถือตัวที่นอนเนื่อง): สติ รู้ทันความรู้สึกว่าเป็น "ตัวเราที่เก่ง/ดีกว่า" สมาธิ ละลายความสำคัญมั่นหมาย ปัญญา ตีแผ่ขันธ์ 5 ว่าไม่มีแก่นสาร เป็นเพียงความว่างจากตัวตน

6. ภวราคานุสัย (ความอยากมีอยากเป็นที่นอนเนื่อง): สติ รู้ทันความทะยานอยากฝังลึกในภพภูมิหรือความเป็นนั่นเป็นนี่ สมาธิ ปล่อยวางความอยาก ปัญญา เห็นภัยในความเกิดและความเป็นภพ ละนันทิในความมีตัวตน

7. อวิชชานุสัย (ความไม่รู้แจ้งที่นอนเนื่อง): เป็นรากใหญ่สุด สติ และ สมาธิ ทำจิตให้บริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นแก่นพลังงาน ปัญญา เกิดวิชชา (ความรู้แจ้ง) แทงตลอดในอริยสัจ 4 ดับความไม่รู้ลงอย่างสิ้นเชิง 

ชุดที่ 4: แก่นมรรคกับการดับ "สังโยชน์ 10" (กิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้กับทุกข์) 

สังโยชน์จะถูกตัดขาดเป็นลำดับชั้นด้วยมรรคญาณ (ปัญญาขั้นสูง) 

1. สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวตน): สติ-สมาธิ แยกรูปนามออกจากกัน ปัญญา ตีแผ่เห็นชัดว่า ร่างกายและจิตใจนี้ทำงานตามหน้าที่ ไม่มี "ผู้ครอบครอง" ถอนความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราลงได้ (ดับเด็ดขาดในชั้นพระโสดาบัน)

2. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย): สติ-สมาธิ อยู่กับจิตที่ตื่นรู้ ปัญญา ประจักษ์แจ้งสัจธรรมด้วยตัวเอง จนไม่เหลือข้อสงสัยในทางพ้นทุกข์ (ดับในชั้นพระโสดาบัน)

3. สีลัพพัตตปรามาส (ความลูบคลำศีลพรต/เชื่อแบบงมงาย): สติ รู้เท่าทันอุปาทาน ปัญญา เห็นแจ้งเนื้อหาของศีลและสมาธิว่าเป็นไปเพื่อการขัดเกลาจิต ไม่ใช่ทำเพื่อความขลังหรือได้อัตตาเพิ่ม (ดับในชั้นพระโสดาบัน)

4. กามราคะ (ความติดใจในกามคุณ): สติ รู้ทันความเพลินทางเพศ/สัมผัส สมาธิ ทรงพลังอสุภะหรือความสงบระงับ ปัญญา เห็นความแปรปรวนและโทษภัยของกาม จนใจคลายความกำหนัดสิ้นเชิง (ดับเด็ดขาดในชั้นพระอนาคามี)

5. ปฏิฆะ (ความขัดเคืองใจ): สติ รู้ทันอาการผลักไส สมาธิ ตั้งมั่นในเมตตาเจโตวิมุตติ ปัญญา เห็นความว่างเปล่าของสิ่งกระทบ ละความโกรธขัดเคืองได้ถาวร (ดับในชั้นพระอนาคามี)

6. รูปราคะ (ความติดใจในรูปฌาน/สิ่งปราณีต): สติ รู้เท่าทันความสุขจากสมาธิขั้นสูง สมาธิ ไม่ติดจมในความสงบ ปัญญา พิจารณาว่าแม้สุขในฌานก็ยังไม่เที่ยง เป็นสังขารธรรมที่ต้องวาง (ดับในชั้นพระอรหันต์)

7. อรูปราคะ (ความติดใจในอรูปฌาน/ความว่าง): สติ รู้ทันความเพลินในอรูป สมาธิ ตั้งมั่นเหนือความว่าง ปัญญา เห็นว่าความว่างที่ไม่มีรูปก็ยังถูกปรุงแต่งขึ้นมา จึงปล่อยวางไม่ยึดถือ (ดับในชั้นพระอรหันต์)

8. มานะ (ความถือตัว): (ในระดับละเอียด) สติ รู้ทันอาการเปรียบเทียบขันธ์ สมาธิ วางสนิท ปัญญา เห็นความไม่มีอะไรเลยที่เป็นเรา สิ้นความสำคัญมั่นหมายในตนเองอย่างแท้จริง (ดับในชั้นพระอรหันต์)

9. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่านของจิตที่ยังไม่พระอรหันต์): สติ รู้ทันกระแสไหวตัวเล็กๆ ของจิต สมาธิ นิ่งสนิทในระดับจิตเดิมแท้ ปัญญา ดับการปรุงแต่งขั้นละเอียด จิตหยุดส่ายแส่โดยสิ้นเชิง (ดับในชั้นพระอรหันต์)

10. อวิชชา (ความไม่รู้จริง): สติ-สมาธิ-ปัญญา รวมตัวเป็นหนึ่งเดียว (มรรคสมังคี) ทลายอวิชชาลง จิตเห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาท ละนันทิทั้งหมด สิ้นภพจบชาติ (ดับในชั้นพระอรหันต์) 

ชุดที่ 5: แก่นมรรคกับการดับ "อุปกิเลส 16" (โทษที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองระแวดระวัง) 

อุปกิเลสเป็นอาการโผล่ขึ้นมาผิวเผินของจิต ดับได้ง่ายด้วยการมี สติระลึกรู้เท่าทันในปัจจุบันขณะ และใช้ ปัญญาโยนิโสมนสิการ ตีแผ่ทันที 

1. อภิชฌาวิสมโลภะ (ละโมบจ้องอยากได้): สติ รู้ทันอาการ "จ้องจะเอา" ของใจ ปัญญา เห็นความโลภนั้นบีบคั้นจิต คลายใจด้วยการฝึกให้และพอใจในสิ่งที่มี

2. พยาบาท (ปองร้ายขัดเคือง): สติ จับความรู้สึกพยาบาท ปัญญา แผ่เมตตาและเห็นว่าการผูกโกรธมีแต่ทำลายตนเอง

3. โกธะ (ความโกรธฉับพลัน): สติ ดักจับอารมณ์โกรธที่พุ่งขึ้นมาทันที สมาธิ ดึงจิตกลับมาที่ลมหายใจให้เย็นลง ปัญญา ตัดความคิดต้นเหตุ

4. อุปนาหะ (ความผูกโกรธ): สติ รู้ทันอาการ "บันทึกและรื้อฟื้น" เรื่องอดีต ปัญญา พิจารณาเห็นว่าอดีตดับไปแล้ว จะแบกความโกรธไว้ทำไม

5. มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน): สติ รู้ทันใจที่พยายามมองข้ามความดีของคนอื่นเพื่อยกตน ปัญญา พิจารณาเห็นความจริงตามตรงและระลึกถึงกตัญญูกตเวทิตา

6. ปลาสะ (ความตีเสมอ): สติ รู้ทันอาการอยากยกตนไปเทียบเคียงอย่างไม่เจียมตน ปัญญา ยอมรับความเป็นจริงและลดมานะความถือตัวลง

7. อิสสา (ความริษยา): สติ รู้ทันใจที่ทนไม่ได้เมื่อเห็นคนอื่นได้ดี ปัญญา เจริญมุทิตาจิต (ยินดีด้วย) เห็นว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตน

8. มัจฉริยะ (ความตระหนี่): สติ รู้ทันอาการเหนียวแน่น หวงแหน เสียดาย ปัญญา พิจารณาว่าทรัพย์ภายนอกเอาไปไม่ได้ ฝึกละนันทิด้วยการสละออก

9. มายา (ความเจ้าเล่ห์/แสร้งทำดี): สติ รู้ทันเจตนาที่บิดเบือนไม่ตรงไปตรงมา ปัญญา รักษาความซื่อสัตย์ เห็นว่าการหลอกลวงผู้อื่นสร้างวิบากกรรมให้ตนเอง

10. สาเถยยะ (ความอวดดี/โอ้อวด): สติ รู้ทันความอยากเด่นอยากดัง สมาธิ นิ่งสงบภายใน ปัญญา เห็นความจริงว่าคำสรรเสริญภายนอกเป็นสิ่งไม่เที่ยง

11. ถัมภะ (ความหัวดื้อ/ดื้อรั้น): สติ รู้ทันอาการใจที่แข็งกระด้างไม่ยอมฟังใคร ปัญญา เปิดใจให้กว้าง เห็นว่าความดื้อรั้นเกิดจากอัตตาที่กลัวการสูญเสีย

12. สารัมภะ (ความแข่งดี): สติ รู้ทันความรู้สึกอยากเอาชนะคัดค้าน สมาธิ ดึงจิตกลับมาอยู่กับเป้าหมายตัวเอง ปัญญา พิจารณาว่าการเอาชนะกิเลสตนนั่นแหละคือชัยชนะที่แท้จริง

13. มานะ (ความถือตัว): สติ รู้ทันอาการเย่อหยิ่ง ปัญญา เห็นความเสื่อมสลายของรูปนาม ขจัดความสำคัญมั่นหมายในตนเอง

14. อติมานะ (ความดูหมิ่นผู้อื่น): สติ รู้ทันสภาวะจิตที่มองคนอื่นต่ำกว่า ปัญญา พิจารณาว่ามนุษย์ทุกคนต่างเวียนว่ายในกองทุกข์เหมือนกัน ควรเกื้อกูลกัน

15. มทะ (ความมัวเมาในวัย/ทรัพย์/รูป): สติ รู้เท่าทันความหลงเพลิน ปัญญา สะกิดใจด้วยความจริงว่า ความหนุ่มสาว ความรวย หรือร่างกายนี้ สุดท้ายต้องเสื่อมและชราลงไปตามธรรมชาติ

16. ปมาดะ (ความประมาทเลินเล่อ): สติ คอยกระตุ้นให้ตื่นรู้ตลอดเวลา สมาธิ ประคองความตั้งมั่น ปัญญา ตระหนักว่าชีวิตนี้สั้นนักและทุกปัจจุบันขณะมีค่าเกินกว่าจะปล่อยให้กิเลสครอบงำ

"ข้อควรระวังในการดับกิเลส:"

การใช้แก่นมรรคดับกิเลส ไม่ใช่การ 'กดข่ม' หรือ 'เกลียดชัง' กิเลส เพราะความเกลียดกิเลสก็คือโทสภิสังขาร (กิเลสตัวใหม่) หน้าที่ของแก่นมรรคคือ 'เห็นมันตามจริง แล้วมันจะดับไปเอง' จิตมีหน้าที่แค่ดูและรับรู้เท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่ไปสู้หรือไปฆ่ากิเลสใดๆ เป็นการสร้างเหตุปัจจัยคือ แก่นมรรคในปัจจุบันขณะให้เกิด กิเลสจะดับไปเองตามธรรมชาติของมัน เมื่อแก่นมรรคเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะจิต

 "สูตรลัดดับกิเลสปัจจุบันขณะ"

"3 ส. ดับกิเลสในปัจจุบันขณะ"(สำหรับจำไปใช้ในชีวิตประจำวัน)

1. สะดุด (สติ): พอใจเริ่มไหว โกรธปุ๊บ อยากปุ๊บ ให้สติทำหน้าที่ "สะดุด" ตัดกระแสนันทิ (ความเพลิน) ทันที

2. สงบ (สมาธิ): ถอยจิตออกมาเป็น "ผู้ดู" นิ่งเด่นดวงอยู่ข้างใน ไม่กระโดดลงไปเป็น "ผู้เล่น"

3. สว่าง (ปัญญา): มองทะลุสมมติเห็นชัดว่า "อ๋อ... กิเลสตัวนี้มันก็แค่ธรรมธรรมหนึ่งผ่านมาทำกิจของมัน เกิดแล้วก็ดับไป ไม่ใช่เรา"

 

นี่ก็คือ การดับกิเลสในปัจจุบันขณะเจริญแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา ) ถ้าท่านฝึกฝนแก่นมรรคให้กล้าแกร่ง ท่านสามารถนำแก่นมรรคไปดับกิเลสในปัจจุบันขณะแบบชั่วคราวได้ทันที เมื่อแก่นมรรคเกิด(เจริญแก่นมรรคในฐานจิต)กิเลสดับลง ทุกข์ดับลงตามหลัก อิทัปปัจจยตา เพราะแก่นมรรคเกิด => กิเลสจึงดับลง => ทุกข์ดับลง

 

 [ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.] 

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]  

((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์)) 

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...)) 

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))  

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ] 

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย )) 

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....)) 

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))  

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))  

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 
 

 

แปลภาษา / Translate Page

*ระบบจะเปิดหน้าต่างใหม่เพื่อแปลเนื้อหาโดย Google

Visitors: 8,709