Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)คือ ธรรมะเปลี่ยนชีวิต ธรรมะเปลี่ยนโลก



ธรรมะเปลี่ยนโลก(ความคิดของมนุษย์)อย่างไร?

ท่านลองตั้งใจอ่านจนจบเพจนี้ดู อาจจะยาวสักหน่อย แต่คือ ปัญญาล้วนๆ ความคิดของท่านอาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงได้แบบไม่ตั้งใจก็ได้ นั่นคือ มหากุศลอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นกับท่านแล้ว ปัญหา ความทุกข์ ความเครียด กังวล ซึมเศร้า ฟุ้งซ่าน อาจหาท่านไม่เจออีกต่อไป....
สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)คือ ธรรมที่ติดตัวมนุษย์ทุกๆคนมาตั้งแต่แรกเกิด ธรรมชาติได้มอบสิ่งดีๆมาให้พร้อมแล้ว เพียงแต่ใครจะนำมันออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเองเท่านั้น พระพุทธเจ้าได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้วในการใช้ สติ สมาธิ ปัญญา แก้ปัญหาต่างๆรวมไปถึงจุดสูงสุดคือ การดับทุกข์ ทั้งการดับทุกข์ในปัจจุบันขณะทุกขณะจิตก็สามารถทำได้ พระองค์ได้วางแนวทางไว้ให้หมดแล้ว รอเพียงผู้ที่ลงมือปฏิบัติจริงเท่านั้น การดับทุกข์สำหรับปุถุชนไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ โดยเฉพาะทุกข์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน(ทุกข์รายวัน)ต้องใช้ทั้งความเพียรและความพยายามอดทนสูงจึงจะผ่านพ้นและดับมันได้........

ที่นี่..จะเน้นการดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจิต
(ดับทุกข์ชั่วคราวในแต่ละวันสำหรับปุถุชน)
โดยการใช้แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ถ้าท่านเจรินแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องในทุกๆขณะจิต ทุกข์จะไม่เกิดขึ้น(ดับทุกข์ได้ชั่วขณะจิตที่มีการเดินแก่นมรรค)เมื่อแก่นมรรคเกิด กิเลส(ทุกข์)จะดับลง
แก่นมรรคก็คือ วิชชา(ปัญญา) นั่นเอง

รากเหง้าของกิเลสทั้งปวงก็คือ อวิชชา(ความไม่รู้จริงในวิชชา) เมื่อรากเหง้าของกิเลสดับ(อวิชชาดับ) กิเลสทั้งปวงก็ดับลงนั่นเอง

วิชชาเกิด =>อวิชชาดับ =>กิเลสดับ =>ทุกข์ดับ

 เป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตาในพระไตรปิฎก 

สติ คือ ธรรมแรกที่ไปตัดกระแสแห่งทุกข์ใน เวทนา
สติจะดักจับ..นันทิราคะ ก่อนไปสู่ ตัณหาและอุปาทาน
นันทิราคะ คือ เชื้อของ...ตัณหา( เหตุแห่งทุกข์ )
นี้คือที่มาของ...การมีสติในทุกๆขณะจิต เพื่อไม่ให้ อกุศลเจตสิกทำกิจ สติเป็นเจตสิกที่เป็นกุศล เมื่อกุศลเจตสิกเกิด(สติ) อกุศลเจตสิกจะดับลง ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้

อานุภาพของ...การเจริญสติ..เป็นประจำ
- ตัดกระแสทุกข์ที่..เวทนา..เป็นด่านแรกสุด
- เป็นองครักษ์พิทักข์จิตไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกิเลส
- เจริญสติเป็นประจำ จะมีความจำแม่นยำดีมาก
- อัลไซเมอร์(ความหลงลืม)ไม่เข้าหา
 

 ผัสสะเกิด => เวทนาเกิด => ตัณหาเกิด(ทุกข์)

 วันนี้ ท่านได้ใช้...

 สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)

 เต็มประสิทธิภาพหรือยัง? 

ปราศจากสติ  => สมาธิไม่เกิด  => ปัญญาไม่เกิด

ธรรมะเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติในโลกใบนี้ โลกใบนี้มีเพียง 2 อย่างหรือ 2 ธรรมนี้เท่านั้น คือ รูปธรรม(สิ่งที่สัมผัสได้ด้วย..ตา หู จมูก ลิ้น กาย)และ นามธรรม(สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยจิตใจ)ดังนั้น  ธรรมะก็มีเพียง 2 สิ่งเท่านั้นคือ รูปธรรม กับ นามธรรม เช่นเดียวกันกับส่วนประกอบของโลกใบนี้  โลกที่เราอาศัยอยู่นี้ประกอบไปด้วย...ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ...เป็นหลัก บรรดาสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆในโลกนี้ที่เราเห็นเป็นรูปธรรมสัมผัสได้ด้วย...ตา หู จมูก ลิ้น กาย...ทั้งหมดล้วนมาจาก...ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ...เป็นองค์ประกอบหรือเป้นตัวปรุงแต่งขึ้นมาทั้งหมดทั้งสิ้น
   โลกในทางธรรม( ในทางพุทธศาสนา )
ที่จะกล่าวต่อไปนี้คือ โลกในทางธรรม ซึ่งก็มีส่วนเกี่ยวของกับโลกที่เราอาศัยอยู่ใบนี้เช่นกัน ธรรมะจะเปลี่ยนโลกได้อย่างไร? ท่านอ่านไปเรื่อยๆแล้วจะเข้าใจในที่สุด เพราะมันเกี่ยวข้องกับตัวของท่านตรงๆ ถ้าท่านเข้าใจโลกของท่าน นั่นคือ ท่านมีศิลปการบริหารจัดการโลกของท่านอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การดำเนินชีวิตจะเต็มไปด้วยความสุข เพราะท่านเข้าใจเรื่องโลก และขณะเดียวกันก็เข้าใจเรื่อง ธรรมะ เช่นกัน ท่านสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้ทันที เพราะธรรมชาติได้มอบสิ่งดีๆมากับตัวท่านแล้ว เพียงแต่รอเวลาที่ท่านจะนำมันออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวของท่านเท่านั้นเอง

    โลกทางธรรมะ จะหมายถึงโลกของการปรุงแต่งหรือโลกแห่งการปรุงแต่ง ปรุงแต่งอะไร? การปรุงแต่งในโลกนี้ก็มีเพียง 2 อย่างเช่นกัน คือ การปรุงแต่งของรูปธรรม กับ การปรุงแต่งของนามธรรม  
1 ) รูปธรรม คือ วัตถุสิ่งของต่างๆที่เราสัมผัสได้ด้วยกายหรือทางกาย( ตา หู จมูก ลิ้น กาย ) เช่น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสต่างๆทางกาย  บ้าน เสื้อผ้า รถยนต์ อาหาร ฯลฯ รูปธรรม จะมาจากการรวมตัวหรือการปรุงแต่งรวมตัวกันของ...ดิน น้ำ ลม ไฟ...(มหาภูตรูป)และรูปที่เกี่ยวเนื่องกับ ดิน น้ำ ลม ไฟ(อุปทายรูป 24 )ต้นกำเนิดของรูปธรรมทั้งหมดล้วนมาจาก...ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ...ทั้งสิ้น ซึ่ง ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็คือ ส่วนประกอบของโลกใบที่เราทุกคนอาศัยอยู่นี่เอง และร่างกายของเราทุกๆคน ก็ล้วนมาจาก...ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ..ทั้งหมดทั้งสิ้น ก็คือ สิ่งเดียวกันกับส่วนประกอบหรือปรุงแต่งโลกใบนี้นี่เอง ถ้าอยากจะรู้ว่าจริงไหม ให้ท่านดูตอนเก็บกระดูกลอยอังคารที่เมรุเผาศพ กายไม่มีปรากฎ เหลือเพียงเถ้าถ่านและกระดูกเท่านั้น ซึ่งเถ้าถ่านและกระดูกก็คือ..ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ...ประกอบอยู่ในนั้น แก้วน้ำ รถยนต์ บ้าน เงินทอง ถ้าแยกออกมาจนเหลือชิ้นสุดท้ายระดับโมเลกุล ก็มีเพียงแค่...ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ...เท่านั้นเอง ถ้ามีคำถามว่า อ้าว...แล้วทำไมรูปร่างหน้าตามันไม่เหมือนกันล่ะแต่ละสิ่ง? คำตอบคือ เหตุปัจจัยการปรุงแต่งแต่ละสิ่งมันแตกต่างกันออกไปไม่เหมือนกัน รูปร่างจึงออกมาไม่เหมือนกัน แต่มาจากวัตถุสิ่งเดียวกันคือ....ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ....นั่นเอง นี่คือ...ความจริงแท้และแน่นอนของธรรมชาติรูปธรรม  

2 ) นามธรรม คือ สิ่งต่างๆที่ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยกาย( ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย )แต่สามารถสัมผัสและรับรู้ได้ทาง..ใจหรือจิตใจ...ซึ่ง จิตใจก็เป็นนามธรรมด้วยกัน เช่น สุข ทุกข์(เวทนา)  ความจำได้หมายรู้(สัญญา) ความคิดต่างๆ(สังขาร) รวมถึงการรับรู้ในสิ่งต่างๆของจิตใจ(วิญญาณ) ทั้งหมดล้วนเป็น นามธรรม ทั้งสิ้น ท่านสามารถเรียนรู้ในเว็บไซต์นี้ได้เลย ผมจะอธิบายแบบง่ายๆ พยายามไม่ใช้ภาษาที่ยากๆเพื่อผู้อ่านจะได้เข้าใจได้ง่ายๆขึ้น
      การปรุงแต่งเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
การปรุงแต่งมีเพียง 2 ประการเท่านั้น คือ การปรุงแต่งรูป กับ การปรุงแต่งนาม

การปรุงแต่งในโลกใบนี้เกิดขึ้นมาได้จาก 3 ทาง คือ
1 ) การปรุงแต่งที่มาจากธรรมชาติ
2 ) การปรุงแต่งที่มาจากฝีมือของมนุษย์
3 ) การปรุงแต่งร่วมกันผสมผสานระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์

     ทุกข์ในมนุษย์เกิดขึ้นมาอย่างไร???
ทุกข์ ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆหรือแบบไร้เหตุไร้ผล ทุกข์เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่งของเหตุปัจจัยของแต่ละทุกข์
1 ) ทุกข์ทางรูปธรรม(ทางรูปกาย) เกิดจากการปรุงแต่งที่ไม่สมดุลหรือสามัคคีกันของ...ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ...จึงเกิดการ..เจ็บป่วยไข้ เกิดโรคต่างๆขึ้นมา นี่คือ...ที่มาของ..ทุกข์ทางกาย เพราะกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ถ้ากายนี้คือ ตัวเรา ของเรา เราต้องสามารถควบคุมและสั่งการกายไม่ให้เจ็บไม่ให้ป่วยได้ตลอดเวลา แต่นี่เราสั่งมันไม่ได้

2 ) ทุกข์ทางนามธรรม เกิดจากการปรุงแต่งของ...อกุศลธรรม ซึ่งก็คือ..อกุศลเจตสิก..นั่นเอง อกุศลเจตสิกมาจากไหน อกุสลเจตสิกมาจาก...อวิชชาเป็นรากเหง้าของ..อกุศลเจตสิก..ทั้งหมด อกุศลเจตสิกนี่เองที่เป็นตัวปรุงแต่ง กิเลส ตัณหา อุปาทาน(ทุกข์)ขึ้นมาใน จิตใจของเราทุกๆคน จงใช้ วิชชา(แก่นมรรค)ดับมันด้วยการ...เจริญแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิต ทุกข์ก็จะไม่เกิดหรือเกิดยากขึ้น เพราะ วิชชา และ อวิชชา  กุศล และ อกุศล ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมๆกันได้ สิ่งหนึ่งเกิด อีกสิ่งหนึ่งจะดับลง เป็นไปตามหลัก...อิทัปปัจจยตา

          อวิชชา ดับ  =>> อกุศลเจตสิก ดับ

 รากเหง้าของ อกุศลเจตสิก ก็คือ อวิชชา

 อกุศลเจตสิก คือ ตัวการปรุงแต่งกิเลสทั้งปวง

วิชชา(ปัญญา)เกิด  =>  อวิชชา( ความไม่รู้ )ดับ
การเจริญแก่นมรรค(ปัญญา) ส่งผลให้ อวิชชาดับลง

 
       โลกในทางธรรมะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
โลกในทางธรรม ประกอบไปด้วย....
1 ) โลกภายใน คือ...ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ
2 )  โลกภายนอก คือ...รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฐฐัพพะ(สัมผัส) ธรรมมารมณ์(ความคิดต่างๆ) 
สำหรับโลกในทางพุทธศาสนาจะแตกต่างกับความหมายของโลกที่เราทุกๆคนอาศัยกันอยู่ แต่ก็ใกล้เคียงกัน เพราะทั้งโลกในทางธรรมะและโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ก็ประกอบไปด้วยธรรม 2 ธรรมเหมือนกันคือ รูปธรรม กับ นามธรรม สำหรับโลกในทางธรรมจะหมายถึง ฉฬายตนะหรืออายตนะภายในทั้ง 6 อันประกอบไปด้วย...ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ(โลกภายใน)...นี้คือจุดที่เปิดโลกหรือทำให้ให้เกิดโลกแห่งการปรุงแต่งขึ้นมา   ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย คือ ส่วนของ...รูปธรรม  ส่วน ใจหรือจิตใจ จะเป็นส่วนของ นามธรรม ถ้าไม่มี...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ...ก็ไม่สามารถสัมผัสกับโลกภายนอกได้( รูป เสียง กลิ่น รส โผฐฐัพพะ ธรรมารมณ์ หรือ อายตนะภายนอก 6 หรือ อารมณ์ 6 )เช่น  ตา เห็น รูป โลกทางตาเกิด  หู ได้ยิน เสียง โลกทางหูเกิด.....ใจ ได้สัมผัสกับ ความคิดต่างๆ ความจำต่างๆ โลกทางใจเกิด เป็นต้น นี่คือ ความหมายของ โลกทางธรรมะในพุทธศาสนา  ทุกข์ที่เกิดขึ้นทางใจของเราทุกๆคน มันมาทางสื่อติดต่อทั้ง 6 นี่เอง ทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ...ความทุกข์ที่มาจากตัณหา(ตัณหาเป็นที่มาของทุกข์หรือสาเหตุของทุกข์)มาทางช่องทางทั้ง 6 นี้เป็นหลัก ไม่มีมาจากช่องทางอื่นๆ ดังนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนธรรมะไว้ให้มนุษย์อย่างพวกเราไว้ดับทุกข์ที่เกิดขึ้นที่จุดเหล่านี้ ซึ่งมีมากมายหลายอย่าง แต่ที่แน่ๆคือ พระองค์สอนให้พวกเรามี....สติ  สมาธิ  ปัญญา..อยู่เสมออย่าให้หลุดอย่าให้ขาด(มี สติและปัญญาอยู่ในทุกขณะจิตและทุกลมหายใจเข้าออก)พระพุทธเจ้าสอนการดับทุกข์ตรงที่โลก(ของการปรุงแต่ง)เกิดนี่เอง ในปัจจุบันขณะที่เราดำเนินชีวิตในแต่ละวัน จึงเป็นที่มาของคำว่า....ธรรมะเปลี่ยนโลก...ทุกข์มันมาจากช่องทางทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สื่อสร้างกิเลส) และการดับทุกข์โดยใช้ธรรมะก็ดับที่จุดเหล่านี้เป็นหลัก ธรรมะจะมีบทบาทเปลี่ยน..โลกทุกข์(โลกแห่งการปรุงแต่งให้เป็นทุกข์)ไปเป็น...โลกว่าง(จากการปรุงแต่งทุกข์)อาจจะชั่วขณะหรือดับโดยสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับบารมีของแต่ละบุคคลจะทำได้



ธรรมะเปลี่ยนแปลงชีวิตหรือชีวิตเปลี่ยนด้วยธรรมะอย่างไร?
ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบในธรรมชาติเปลี่ยนชีวิตของมนุษย์ได้อย่างไร? ในที่นี้จะยกธรรมะที่ใกล้ตัวพวกเรามากที่สุดมาอธิบาย สั้นๆและง่ายๆให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน พระองค์ชี้ชัดเจนว่า ทุกข์ในมนุษย์มาจาก 2 แหล่งด้วยกันคือ...มาจากทางรูปธรรม คือ ทางกาย เช่น เจ็บ ป่วยต่างๆ เป็นความไม่สมดุลและไม่สามัคคีกันของการปรุงแต่ง...ดิน น้ำ ลม ไฟ..ในร่างกาย และ มาจากทาง...นามธรรม คือ ทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์ ทุกข์ทางใจมาจากการปรุงแต่งของ...ตัณหา(สมุทัย คือเหตุเกิดแห่งทุกข์ทางใจ) พระองค์จะเน้นสอนเรื่อง...ทุกข์ และ การดับทุกข์ โดยการนำธรรมะข้อต่างๆมาร้อยเรียงในการดับทุกข์ เมื่อเข้าใจธรรมะของพระองค์ได้จนถึงที่สุดแล้ว ทุกข์ก็ดับลง นั่นก็คือ ธรรมะเปลี่ยนชีวิตจากทุกข์ กลายไปเป็นชีวิตที่ไม่มีทุกข์ อันเป็นผลมาจากธรรมะนั่นเอง หลายท่านคงเริ่มท้อใจแล้วว่า โอ้..คงต้องใช้ธรรมะหรือศึกษาธรรมะเป็นตู้คัมภีร์ใหญ่ๆจึงจะเข้าใจได้ เกิดความวิตกกังวลล่วงหน้าไปแล้ว แต่ที่นี่..เข้าใจท่าน ที่นี่จะย่อแก่นธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนมาเสิร์ฟให้ท่านไม่ต้องกังวลใจใดๆทั้งสิ้น ท่านเห็นธรรมะที่จะนำมาให้ท่านปฏิบัติแล้วจะถึงบางอ้อทันที ดูต่อไปอ่านจากเนื้อหาและด้านล่างนี้คือ ธรรมะที่จะนำมาเสิร์ฟท่าน ให้ท่านได้เห็นความจริงของโลกที่ท่านเป็นและอยู่ในปัจจุบัน


แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )เปลี่ยนชีวิตได้อย่างไร?
แก่นมรรค คือ ขุมทรัพย์ของมนุษย์ดีๆนี่เอง
สติ สมาธิ ปัญญา หรือในที่นี้ขอเรียกว่า...แก่นมรรค...เพราะเป็นหัวใจของ..อริยมรรคมีองค์ 8 ที่ย่อส่วนลงมาให้เห็นแบบง่ายๆไม่ต้องไปท่องตามตำราให้เหนื่อย ทุกๆคนรู้เรื่อง สติ สมาธิ ปัญญา อยู่แล้ว เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับท่าน เป็นธรรมะธรรมดาๆแต่มีความไม่ธรรมดาอยู่ในตัว(ถ้าดูให้ดีๆด้วยปัญญา) ท่านเห็นแล้วว่า โอ้ง่ายๆแบบนี้ ทำได้อย่างแน่นอน สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค) เป็นธรรมะที่ธรรมชาติให้กับมนุษย์ทุกๆคนมาตั้งแต่แรกเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและนำมาใช้ประโยชน์ในการตรัสรู้และดับทุกข์ให้กับมนุษย์ ผู้คนส่วนใหญ่จะมองข้ามในธรรมทั้ง 3 ธรรมนี้เสมอ( สติ สมาธิ ปัญญา )จึงต้องจมปลักอยู่ในกองทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำอีก(วัฏฏสงสาร) มากล่าวถึง สติ สมาธิ ปัญญาหรือแก่นมรรค เปลี่ยนชีวิตของเราได้อย่างไร? ท่านอย่าเพิ่งไปคิดเรื่อง...มรรค ผล นิพพาน..ใดๆทั้งสิ้น จะแนะนำการใช้แก่นมรรคนี้ในการดำเนินชีวิตแต่ละวันของพวกเราทุกๆคน โลกที่สับสนและวุ่นวาย ทั้งทางด้านการใช้ชีวิตที่ฝืดเคืองมากขึ้น การทำมาหากินทำได้ยากขึ้น ความเครียดความกังวลต่างๆไปจนถึงโรคซึมเศร้ามากขึ้น พูดง่ายๆคือโลกนี้เต็มไปด้วยปัญหานานาชนิด(อยู่ยากมากขึ้นเรื่อยๆ) ช่องว่าในจุดนี้เองที่ธรรมะจะเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาต่างๆให้กับท่าน จงเปลี่ยนปัญหา ให้เป็น ปัญญา ด้วยธรรมะสั้นๆง่ายๆนี้คือ...สติ  สมาธิ  ปัญญา(แก่นมรรค)ท่านใช้แค่นี้ 3 อย่างนี้ก็เพียงพอแล้ว แต่ขอให้ท่านใช้ให้เต็มประสิทธิภาพก็แล้วกัน อย่าใช้แบบลุ่มๆดอนๆ เพราะผลลัพธ์ที่ออกมา มันก็จะลุ่มๆดอนๆเหมือนการปฏิบัตินั่นเอง ขอให้ท่านทำจริง และทำให้ถึงที่สุด ชีวิตของท่านจะค่อยๆเปลี่ยนไปในทางที่พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ทุกอย่างดีขึ้นทั้งหมด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานต่างๆดีขึ้นทั้งหมด เพราะท่านได้สร้างเหตุปัจจัยคือ...สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)..มาดี ผลลัพธ์จึงออกมาดีดังกล่าว วิธีการสร้างแก่นมรรคอ่านดูจากลิ้งค์ด้านล่างเพจนี้ได้เลย ในที่นี้ส่วนใหญ่จะเน้นมาที่...สติ สมาธิ  ปัญญา..เป็นหลัก เพราะ..ง่ายและสั้น ทุกๆคนเข้าใจดี ท่านไม่ต้องไปนั่งท่องหรือนั่งจดจำใดๆเลย ลงมือปฏิบัติได้ในทันที ในทุกๆที่และทุกๆเวลาตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ เพราะทุกๆอิริยาบทคือ...สนามปฏิบัติธรรมดีๆนี่เอง  ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น? ท่านต้องใช้สติไหม?  ท่านต้องใช้สมาธิในการทำงานไหม? ท่านต้องใช้ปัญญาในการทำงานและการดำเนินชีวิตในแต่ละวันไหม? ทั้ง 3 ธรรมนี้เกี่ยวข้องกับท่านไหม? นี่คือ คำตอบครับ  สติมีมากเป็นเรื่องดี พระพุทธเจ้าสรรเสริญ  ส่วนสมาธิและปัญญาควรปรับให้สมดุลกันตามความเหมาะสม อย่าให้มากจนเกินไปและอย่าให้น้อยจนเกินไป

 รากเหง้าแห่งทุกข์ในมนุษย์ทุกๆคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้

อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆแบบไร้เหตุไร้ผล ทุกข์ก็มีเหตุปัจจัยของการเกิด ในปฏิจจสมุปบาทจะเห็นได้ว่า ทุกข์จะมีจุดเริ่มต้นที่ อวิชชา และจุดสุดท้ายที่...กองทุกข์ทั้งปวง( ชาติ ชรามรณะ โสกะปริเทวะ....)วงจรปฏิจจสมุปบาทก็คือ ธรรมที่อธิบายการเกิดขึ้นของกระแสแห่งทุกข์ในมนุษย์และสัตว์ทั้งปวงตั้งแต่ต้นทางคือ อวิชชา ไปจนถึงปลายทางคือ โสกะปริเทวะ ทุกขะ......เป็นวัฏฏจักรวนเวียนอยู่เช่นนี้ไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด ตราบใดที่...กิเลส กรรม วิบาก(วัฏฏะ)ยังคงมีอยู่ ซึ่งรากเหง้าของกิเลสก็คือ อวิชชา ทำให้มนุษย์และสัตว์ทั้งปวงต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไป ไม่มีใครเกิดมาไม่มีทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกาย( เจ็บไข้ ป่วย อุบัติเหตุ )หรือทุกข์ที่เกิดจากการปรุงแต่งทางใจเพราะความไม่รู้จริง(อวิชชา) ทุกข์แล้วทุกข์อีกวนลูปไปเรื่อยๆหาจุดจบไม่ได้ ผู้ที่มีปัญญาย่อมเกิดการเบื่อหน่ายในทุกข์(นิพพิทา)พระพุทธเจ้าได้ค้นพบ วิชชาดับทุกข์ให้กับมนุษย์เรียบร้อยแล้วเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว และนำมาเผยแผ่ผ่านพระไตรปิฎกให้พวกเราได้ศึกษาและปฏิบัติเอาเอง พระองค์ได้ชี้ช่องทางไว้ให้หมดแล้ว เหลือเพียงแต่ละคนลงมือปฏิบัติเอาเอง ท่านไม่ต้องไปหวังบรรลุมรรคผลหรือนิพพานใดๆ เอาแค่ดับทุกข์รายวันหรือในแต่ละวันให้ได้เสียก่อน ส่วนขั้นสูงสุด(ดับทุกข์แบบสิ้นเชิง)เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมค่อยว่ากันอีกครั้ง ที่นี่เน้นให้ท่านปฏิบัติแบบง่ายๆในสิ่งที่ท่านมีอยู่ในตัวแล้ว(ไม่ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ให้ยุ่งยาก)นั่นก็คือ...สติ สมาธิ ปัญญา...ในที่นี้ขอเรียกว่า..แก่นมรรค...เพราะทั้ง 3 องค์ธรรมมาจากอริยมรรคมีองค์ 8  สติ มาจากสัมมาสติ  สมาธิ มาจากสัมมาสมาธิ  ส่วนปัญญา มาจากสัมมาทิฏฐิ(ความเห็นชอบ ความเห็นที่ถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้อง)นี่คือที่มาของทั้ง 3 องค์ธรรมนี้ซึ่งมีอยู่ครบในตัวของท่านแล้ว เพียงแต่ไม่ได้นำออกมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพเท่านั้น จงนำมันออกมาใช้เถิด มันจะเกิดประโยชน์มหาศาลกับท่านโดยตรง เป็นธรรมะธรรมดา แต่แฝงไว้ด้วยความไม่ธรรมดา ท่านต้องฝึก สติ สมาธิ ปัญญา แบบแนวที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ไม่ใช่การมี สติ สมาธิ ปัญญา แบบพื้นๆทั่วๆไป ซึ่งเรามีพร้อมไว้ให้ท่านศึกษาและฝึกฝนในเว็บไซต์นี้เรียบร้อยแล้ว ท่านจะไม่มีคำว่า เสียเวลา มีแต่ได้กับได้สถานเดียวเท่านั้น ถ้าท่านตั้งใจฝึกฝนแบบมีวินัยเข้มข้นสูง มีความต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ ท่านจะเห็นผลไม่เกิน 1 ปีอย่างแน่นอน จงฝึกฝนด้วยความเรียบง่ายและผ่อนคลาย อย่าไปเพ่งและกดข่มจิต เพราะมันจะเป็นการเพิ่มทุกข์ซ้อนทุกข์เข้าไปให้กับจิตของท่าน ฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา แบบผ่อนคลอยแบบธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งมันไม่ได้ยุ่งยากใดๆ ท่านฝึกจากอิริยาบทในการดำเนินชีวิตประจำวันนั่นแหละคือ สนามฝึกที่ดีที่สุด เพราะมันคือ สนามรบของจริง เผชิญกับทุกข์จริงๆเห็นในปัจจุบัติขณะจริงๆไม่ต้องมานั่งมโนเอง เหมือนท่านชิมเกลือเลยรู้ว่ามันเค็มจริงๆ เมื่อก่อนได้ยินแต่คนอื่นพูดหรืออ่านจากตำรา แต่เมื่อได้เจอของจริงๆแล้ว ท่านก็จะรู้เอง ท่านไม่ต้องท่องจากที่นี่ เพียงท่านเข้าใจ แล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดผล ทำเพียงเท่านั้น  

                     ตัวอย่างธรรมะบางข้อที่ควรรู้
1 )  สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบ ความเห็นที่ถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้อง นี่คือ ความหมายของ...สัมมาทิฏฐิ ซึ่งตรงกันข้ามกับ...มิจฉาทิฏฐิ( ความเห็นผิดๆ ความรู้ที่ไม่ถูกต้อง ) สัมมาทิฏฐิเกิดจาก...วิชชา( ปัญญา ) คือ ความเห็นอันถูกต้อง ความรู้อันถูกต้อง(รู้แจ้งด้วยปัญญา)ใน...อริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคมีองค์ 8 และ รู้ลึกและรู้จริงด้วยปัญญาใน...ขันธ์ 5 ทุกๆขันธ์ รู้แจ้งซึ่ง...รูป(กาย) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ...นี้เรียกว่า...สัมมาทิฏฐิ  รูป(กาย)นี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา(เพราะมันปรุงแต่งมาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ ) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะมันถูกปรุงแต่งมาจากสังขารในธรรมชาติ ไม่มีส่วนใดที่เป็นของเรา และสิ่งปรุงแต่งทุกๆอย่างในขันธ์ 5 ล้วนเป็น...อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา..ทั้งสิ้น มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในที่สุด นี้เรียกว่า...สัมมาทิฏฐิ

  สัมมาทิฏฐิ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆเช่นกัน มีเหตุปัจจัยของการเกิดขึ้น นั่นก็คือ....สติเกิด สมาธิเกิด ปัญญาเกิด สัมมาทิฏฐิเกิด เป็นธรรมที่เกื้อกูลอุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน ถ้าท่านฝึก สติ สมาธิ ปัญญา นั่นหมายถึง สัมมาทิฏฐิก็จะเกิดขึ้นกับท่านด้วย เมื่อสัมมาทิฏฐิเกิด ท่านก็จะเริ่มมองเห็นทุกข์ เห็นเหตุแห่งทุกข์(สมุทัย) เห็นวิธีการใช้ธรรมดับทุกข์(องค์มรรค)สุดท้ายก็คือ เห็นทุกข์ดับ(นิโรธเกิด)ในปัจจุบันขณะเจริญแก่นมรรค ไม่ต้องรอให้ นิพพาน


2 )  มิจฉาทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดๆ ความเห็นที่ไม่ถูกต้อง ความรู้ที่ไม่ถูกต้อง รวมจึงเรียกว่า..มิจฉาทิฏฐิ นั่นเอง มิจฉาทิฏฐิ รากเหง้ามาจาก..อวิชชา(ความไม่รู้ตามจริงด้วยปัญญา)  มิจฉาทิฏฐิในอริยสัจ 4 มิจฉาทิฏฐิในขันธ์ 5 มิจฉาทิฏฐิในอารมณ์ 6 ซึ่งจะตรงกันข้ามกับ...สัมมาทิฏฐิในข้อ 1 บรรดากิเลส ตัณหา อุปาทาน มาจาก..มิจฉาทิฏฐิ(อวิชชา)นี่เอง ความเข้าใจผิดเพราะเหตุปัจจัยคือ ความไม่รู้แจ้ง(อวิชชา)ในอริยสัจ 4 และ ขันธ์ 5 อารมณ์ 6 จึงนำมาซึ่ง...ตัณหา(ที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมา) จึงต้องใช้แก่นมรรคดับอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต

ท่านจงอย่าเพิ่งเชื่อใคร ว่า..เกลือมีรสเค็มจริง  จนกว่าท่านจะได้ชิมเกลือจริงๆ แล้วค่อยเชื่อ
ถ้าท่านทำให้จริงและทำให้ถึงที่สุดจริงๆ ท่านก็จะได้แบบจริงๆ ถ้าทำแบบเล่นๆ ก็จะได้แบบเล่นๆ เป็นสัจธรรม นี่คือ...ความจริง ที่สามารถพิสูจน์ได้ตลอดเวลา....
 
  ด้านล่างนี้เป็นลิ้งค์ที่มีประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการดับทุกข์ในปัจจุบันขณะโดยตรง ท่านสามารถศึกษาหัวข้อธรรมแต่ละธรรม ซึ่งนำมาอธิบายแบบง่ายๆภาษาชาวบ้าน เพื่อการปฏิบัติแบบปุถุชนจะได้ง่ายขึ้น....


((  เห็นทุกข์   =>  เห็นธรรม ))
((  เห็นธรรม  =>  เห็นทุกข์ ))

(( วิชชาผัสสะ และ วิชชาเวทนา ... ))

(( การสร้างเหตุปัจจัยในการดับทุกข์ ))

(( การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ )) 

((วิธีฝึกสติแบบง่ายๆ ทุกคนก็ทำได้ ดูที่นี่))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....)) 

((มาเลิกเป็นทาสและเป็นเหยื่อของกิเลส))

((ตีแผ่เวทนา จุดเกิดและดับแห่งทุกข์))

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...)) 

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ] 
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค )) 

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?)) 

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。

Visitors: 9,479