วิธีการดับทุกข์ด้วยแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ในปัจจุบันขณะจิต

การดับทุกข์ด้วย..สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)
ในปัจจุบันขณะจิตที่มีการเจริญแก่นมรรค ทุกท่านสามารถทำได้
ความหมายของการดับทุกข์ในที่นี้ หมายถึงการดับทุกข์ในปัจจุบันขณะที่มีการเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในทุกขณะจิต(จิตอยู่กับแก่นมรรค) ซึ่งเป็นการดับทุกข์เพียงชั่วคราวในขณะจิตเดียวที่มีการเกิดดับเท่านั้น ไม่ใช่การดับทุกข์แบบสิ้นเชิงและถาวร(ดับกิเลสแบบสิ้นเชิง)ไม่ได้มีการบรรลุมรรคผลนิพพานใดๆทั้งสิ้น เป็นการดับทุกข์ประจำวันในปัจจุบันขณะเท่านั้น ไม่ใช่การอวดอุตริมนุษยธรรมใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นการอรรถกถา(อธิบายขยายผล)คำสอนของพระพุทธเจ้าที่สอนเรื่องการดับทุกข์ ณ ปัจจุบันขณะโดยการใช้ สติ สมาธิ ปัญญา เท่านั้น
สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ดับทุกข์ได้อย่างไร?
กองทุกข์ทั้งปวงมีรากเหง้ามาจาก...อวิชชา...ประธานใหญ่แห่งกิเลสทั้งปวง ตัณหา อุปาทาน เป็นกิเลสอีกประเภทหนึ่งที่นำมาซึ่งทุกข์และกองทุกข์ทั้งปวงในมนุษย์ทุกๆคน เราไม่ต้องไปเสียเวลาและเหนื่อยกับการไล่ดับกำจัดอวิชชาและกิเลสแต่ละตัว เพียงสร้างเหตุปัจจัยของการดับไปของ..กิเลส(รวมอวิชชา)ทุกข์มันก็จะดับไปตามเหตุปัจจัยของมัน เหตุปัจจัยที่ทำให้ อวิชชาและบรรดากิเลสทั้งหลายทั้งปวงดับลงก็คือ..วิชชา(ปัญญา)นั่นเอง ตามแนวทางที่พระพุทธองค์สอนไว้.....
สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค) ก็คือ วิชชา(ปัญญา)ดีๆนี่เอง
วิชชา(ปัญญา) เกิด => อวิชชา ดับ => ทุกข์ ดับ
ที่นี่...จะเน้นการดับทุกข์ในปัจจุบันขณะ(รายวัน)
และเครื่องมือที่ใช้ก็คือ..สติ สมาธิ ปัญญา..เป็นหลัก
สติ สมาธิ ปัญญา เป็นกุศลเจตสิก(ธรรมที่เป็นกุศล)ทำให้จิตไม่มีทุกข์ เพราะเป็นธรรมฝ่ายดีงาม(โสภณเจตสิก)ซึ่งมีอยู่ในอริยมรรคมีองค์ 8
สติ มาจาก.....สติเจตสิก ( สัมมาสติ )
สมาธิ มาจาก.....เอกัคคตาเจตสิก ( สัมมาสมาธิ )
ปัญญา มาจาก.....ปัญญาเจตสิก ( สัมมาทิฏฐิ )
เมื่อมี ผัสสะ(สัมผัสหรือสิ่งที่มากระทบกายและจิต)มนุษย์จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมี สติ เพื่อลดความประมาทและความผิดพลาดที่เกิดจากการขาดสติ ซึ่งมีให้เห็นเป็นประจำ
- สติคือ "เบรก" ของใจ: ช่วยให้เราหยุดคิดหรือหยุดทำในสิ่งที่เป็นโทษสิ่งที่สร้างปัญหาได้ทันท่วงทีและทันเวลา
- สติคือ "ความไม่ประมาท": การมีสติช่วยให้เราดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบ ลดความผิดพลาดในงานและชีวิต
สติ เป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต สติเป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาก็จริง แต่ต้องได้รับการฝึกฝนให้มีสติแก่กล้า เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ลดความประมาท ลดปัญหา ถ้าขาดสติก็เหมือนคนวิกลจริต ทำสิ่งใดก็ผิดพลาดไปหมด สติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆสำหรับมนุษย์ทุกๆคนบนโลกใบนี้ แม้แต่การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็ต้องใช้สตินำเช่นกัน นี่คือ ความสำคัญของสิ่งที่เรียกกันว่า..สติ...ที่มีความสำคัญมากกว่าที่เราคิดกัน งานยากหรืองานง่าย ทุกๆงานก็ล้วนต้องใช้สติทั้งสิ้น
สมาธิและความหมาย
สมาธิ คือ ความตั้งมั่นของจิตให้จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียวโดยไม่ฟุ้งซ่าน การที่จิตใจ “ตั้งมั่น จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง” อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ฟุ้งซ่านหรือวอกแวกทำให้จิตมีสมาธิ สมาธิในที่นี้จะหมายถึง ขณิกสมาธิ(สมาธิชั่วครู่) อุปจารสมาธิ(สมาธิระดับกลาง) ไปจนถึง อัปปนาสมาธิ(สมาธิระดับลึก) เป็นสมาธิในการฝึกจิตให้สงบ อาจจะนั่งหลับตาเพ่งอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เช่น ลมหายใจ เพื่อให้จิตสงบและเกิดปัญญา ตามหลักศาสนาพุทธเรียกว่าการทำ สมถะ (ทำให้ใจสงบ)
ปัญญาจะเกิดขึ้นมาได้ ต้องใช้ โยนิโสมนสิการ คือ การพิจารณาสิ่งต่างๆ(ธรรมต่างๆ)โดยแยบคายละเอียดรอบคอบและรอบด้าน รวมทั้งการใช้วิธีแยกแยะรูปและนามจนเห็นความจริงชัดแจ้ง(วิภัชวาท)ไม่ได้เกิดจากการคิดเอาเองหรืออ่านจากตำรา แต่มาจากการพิจารณาใน สติปัฏฐาน 4 ( เจริญภาวนามยปัญญา )ปัญญามาจากสิ่งนี้
มาดูแต่ละธรรมดับทุกข์กันอย่างไร?
1 ) การดับทุกข์ด้วย...สติ
หลายๆท่านอาจจะสงสัยว่า สติดับทุกข์ได้อย่างไร?
สติ คือ ธรรมแรกที่ใช้ในการดับทุกข์หรือตัดวงจรทุกข์ สติเป็นเจตสิกฝ่ายกุศลที่ใช้ในการหยุดการปรุงแต่งของอกุศลเจตสิก สติที่จะใช้ในการดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจะไม่ใช่สติระลึกรู้ทั่วๆไปเท่านั้น จะเป็นสติที่ผ่านการฝึกฝนจนแก่กล้าระดับมหาสติ(สติที่ว่องไวสูง)ซึ่งมาจากการฝึก อานาปานสติและกายคตาสติอย่างถูกต้องควบคู่กันเป็นเวลานานจนเชี่ยวชาญและชำนาญสูง นี้คือ ความหมายของสติที่จะนำไปดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจิต ต้องเข้าใจก่อนว่า สติอยู่ที่ใด จิตจะอยู่ที่นั่นกับสติ เช่น สติอยู่ที่ลมหายใจ จิตก็จะอยู่ที่ลมหายใจกับสติ เพราะสติเป็นธรรมที่ปรุงแต่งจิต อารมณ์เดียวกันกับจิต เกิดและดับพร้อมกันกับจิต เกิดในที่และในสิ่งเดียวกัน จิตและสติเกิดและดับได้ทีละครั้งเท่านั้น จิตและสติไม่สามารถรับรู้เรื่องราวได้ต่างๆมากกว่าหนึ่ง รับรู้ได้ครั้งละหรือทีละเรื่องเท่านั้น ดังนั้น ถ้าจิตอยู่กับสติ จิตก็ไม่สามารถไปอยู่กับความฟุ้งซ่าน(อุจธัจจะ)หรือกังวลไปคิดเรื่องอื่นได้ ที่เรียกว่า จิตเดียว อารมณ์เดียว นั่นเอง จิตที่อยู่กับสติจึงไม่มีทุกข์เกิดขึ้น เพราะทุกข์ที่มาจากตัณหาไม่สามารถแทรกเข้ามาในขณะที่จิตอยู่กับสติได้ ดังนั้น สติเกิด ทุกข์จึงดับลง พระพุทธเจ้าสอนให้มีสติอยู่กับลมหายใจหรืออิริยาบทต่างๆในปัจจุบันขณะ เพราะสติจะอยู่กับปัจจุบันขณะเท่านั้น ลมหายใจคือปัจจุบันขณะ และอิริยาบทในปัจจุบันขณะที่สติระลึกรู้ ถ้าจิตอยู่กับสติ จิตจะปลอดภัยจากเหล่าอกุศลเจตสิกที่จะเข้ามาปรุงแต่งจิต พระพุทธองค์เน้นการมีสติทางทวารทั้ง 6 คือ มีสติทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ...ตาเห็นรูป มีสติระลึกรู้ว่า...เห็นสักแต่ว่าเห็น....หูได้ยินเสียง มีสติระลึกรู้ว่า...ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน............ใจนึกคิดเรื่องราวต่างๆ...มีสติระลึกรู้ว่า....สักแต่ว่าคิด....รู้ เห็น วาง....ลงทั้งหมด( สติรู้ ปัญญาเห็น อุเบกขาวาง)ทุกข์จึงไม่เกิดขึ้น สติที่ระลึกรู้ได้รวดเร็ว(สติที่ผ่านการฝึกฝนจนแก่กล้า)จะไปตัดกระแสนันทิในผัสสะก่อนเกิดเวทนาติดตามมา สติจะทำการย้ายหรือเปลี่ยนผัสสะใหม่ไปที่ฐานกาย(ลมหายใจหรืออิริยาบทต่างๆ)ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการเกิดเวทนา เช่น ตาเห็นรูปสวยๆ ถ้าไม่มีสติ อวิชชา(โมหเจตสิก)จะทำการปรุงแต่ง นันทิ ซึ่งเป็นเชื้อของตัณหา(ความอยาก)ทันที แต่ถ้ามีสติเหมื่อตาเห็น(ผัสสะ)รูป สติกลับมาที่ฐานกายทันที ซึ่งจิตก็จะตามสติมาด้วย อวิชชาไม่ทันปรุงแต่งนันทิ สุขเวทนาจึงเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะถูกสติตัดตอนในช่วงเกิดผัสสะ(เห็นรูป)ทุกข์จึงไม่เกิดขึ้น นี้คือ อานุภาพของสติในการดับทุกข์ ถือเป็นองครักษ์ที่เฝ้าประตูเมืองทั้ง 6 ด้าน( ทวาร 6 )จึงเป็นที่มาของ...การเจริญสติในทุกขณะจิต โดยการเน้นที่ปัจจุบันขณะเป็นหลัก เพราะสติจะอยู่กับปัจจุบันขณะเท่านั้น ไม่สามารถย้อนอดีตหรือไปในอนาคตได้ ต้องเดี๋ยวนี้ขณะนี้(ปัจจุบันขณะ)เท่านั้น การมีสติในทุกขณะจิตจึงเป็นผลดีในการดับทุกข์(ดับอวิชชาความไม่รู้) สติเป็นองค์ธรรมหนึ่งใน วิชชา(ปัญญา) เพราะสติเป็นปัจจัยการเกิดของ...สมาธิและปัญญาโดยตรง...ถ้าปราศจากสติ สมาธิและปัญญาก็เกิดขึ้นไม่ได้ รวมถึงกุศลธรรมอื่นๆ อริยมรรคทีองค์ 8 ก็เกิดขึ้นไม่ได้ถ้าปราศจากสติ( ศีล สมาธิ ปัญญาเกิดขึ้นไม่ได้ )
2 ) การดับทุกข์ด้วย....สมาธิ
3 ) การดับทุกข์ด้วย....ปัญญา
(( รออัพเดท ))