วิธีการดับทุกข์ด้วยแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ในปัจจุบันขณะจิต

การดับทุกข์ด้วย..สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)
ในปัจจุบันขณะจิตที่มีการเจริญแก่นมรรค ทุกท่านสามารถทำได้
ความหมายของการดับทุกข์ในที่นี้ หมายถึงการดับทุกข์ชั่วคราวหรือชั่วขณะ(ตทังคนิโรธ)ในปัจจุบันขณะที่มีการเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในทุกขณะจิต(จิตอยู่กับแก่นมรรค) ซึ่งเป็นการดับทุกข์เพียงชั่วคราวในขณะจิตเดียวที่มีการเกิดดับเท่านั้น ไม่ใช่การดับทุกข์แบบสิ้นเชิงและถาวร(แบบพระอรหันต์)ไม่ได้มีการบรรลุมรรคผลนิพพานใดๆทั้งสิ้น เป็นการดับทุกข์ประจำวันในปัจจุบันขณะเท่านั้น ซึ่งปุถุชนคนธรรมดาก็สามารถทำได้ตลอดเวลาในทุกที่และทุกเวลา(อกาลิโก) ไม่ใช่การอวดอุตริมนุษยธรรมใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นการอรรถกถา(อธิบายขยายผล)คำสอนของพระพุทธเจ้าที่สอนเรื่องการดับทุกข์ ณ ปัจจุบันขณะจิตโดยการใช้ สติ สมาธิ ปัญญา ดับกิเลสหรือตัดกระแสกิเลสในปัจจุบันขณะซึ่งสามารถทำได้และพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องจริงและความจริง เกิดขึ้นจริงและได้ผลจริงๆตามคำสอน ไม่มีใครบรรลุใดๆทั้งสิ้น มีแต่ธรรม(สติ สมาธิ ปัญญา)ที่ทำกิจอยู่บนฐานจิตเท่านั้น และธรรมเหล่านี้ก็เกิดดับอยู่ตลอดเวลา(สัพเพ ธัมมา อนัตตา)
สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ดับทุกข์ได้อย่างไร?
กองทุกข์ทั้งปวง(กิเลสทั้งปวง)มีรากเหง้ามาจาก...อวิชชา...ประธานใหญ่แห่งกิเลสทั้งปวง ตัณหา อุปาทาน เป็นกิเลสอีกประเภทหนึ่งที่นำมาซึ่งทุกข์และกองทุกข์ทั้งปวงในมนุษย์ทุกๆคน เราไม่ต้องไปเสียเวลาและเหนื่อยกับการไล่ดับกำจัดอวิชชาและกิเลสแต่ละตัว เพียงสร้างเหตุปัจจัยของการดับไปของ..กิเลส(รวมอวิชชา)ทุกข์มันก็จะดับไปตามเหตุปัจจัยของมัน เหตุปัจจัยที่ทำให้ อวิชชาและบรรดากิเลสทั้งหลายทั้งปวงดับลงก็คือ..วิชชา(ปัญญา)นั่นเอง ตามแนวทางที่พระพุทธองค์สอนไว้ แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ก็คือ วิชชาดีๆนี่เองที่ถอดมาจาก มรรคมีองค์ 8 เพื่อจะได้ง่ายในการปฏิบัติ ไม่ต้องท่องจำใดๆทั้งสิ้น เพราะมีอยู่ในตัวของทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่เรามาลับให้มันคมกริบ(ฝึกฝนให้กล้าแกร่ง) สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)คือธรรมที่จะนำพาทุกท่านไปพบกับการดับทุกข์หรือดับกิเลสแบบชั่วคราวหรือชั่วขณะได้(ตทังคนิโรธ/ตทังคปหาน)โดยจะให้ท่านเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา ใน..อานาปานสติและกายคตาสติ(เพื่อสร้างสติและสมาธิให้มั่นคงและเข้มแข็ง)เมื่อท่านฝึกฝนให้ สติและสมาธิเข้าที่จนชำนาญแล้ว สถานีต่อไปคือการเข้าไปฝึก สติ สมาธิ และปัญญาต่อใน...สติปัฏฐาน 4 สนามฝึกที่สติปัฏฐาน 4 ท่านจะได้ทั้งการฝึกสติ ฝึกสมาธิ และสร้างปัญญาโดยอัตโนมัติ ในการเจริญสติปัฏฐาน 4 จะต้องใช้ทั้ง สติ สมาธิ และโยนิโสมนสิการ+วิภัชวาท(ปัญญา) ท่านจะมองเห็นแต่ละธรรมด้วยวิชชา(ปัญญา) ไม่ใช่มองด้วยอวิชชา(ความไม่รู้จริงในวิชชา)ถ้ามองด้วยอวิชชา จะมองไม่เห็น กาย เวทนา จิต ธรรม ตามความเป็นจริง แต่การมอง กาย เวทนา จิต ธรรม ด้วยวิชชา(ปัญญา)จะเป็นการมองทะลุมิติในแต่ละธรรม เห็นความจริงต่างๆที่ซ่อนอยู่ในแต่ละธรรมทั้งหมด ดังนั้น ถ้าท่านเจริญอานาปานสติและกายคตาสติและสติปัฏฐาน 4 เท่ากับเป็นการเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)โดยตรง สติเกิดที่ฐานกาย(ลมหายใจและอิริยาบถต่างๆ)สติเกิด สมาธิจะติดตามมา และตามมาด้วยปัญญา(โยนิโสมนสิการ) เมื่อมีการเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต(วิชชาหรือปัญญาเกิด) กิเลสอวิชชา กิเลสตัณหาย่อมดับลง(กุศลธรรมเกิดขึ้น อกุศลธรรมดับลง)นี่คือ การดับลงของกิเลสหรือการดับลงของทุกข์แบบชั่วคราวหรือชั่วขณะจิตในปัจจุบันขณะที่มีการเจริญแก่นมรรค จะเห็นได้ว่าไม่ได้ยากและไม่ซับซ้อน สั้น ลัด ง่าย ทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา
สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค) ก็คือ วิชชา(ปัญญา)ดีๆนี่เอง
วิชชา(ปัญญา) เกิด => อวิชชา ดับ => ทุกข์ ดับ
อวิชชาดับ =>นันทิราคะดับ =>ตัณหาดับ(ทุกข์ดับ)
อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง => นันทิราคะ => ตัณหา(ทุกข์)
ที่นี่..จะเน้นการดับทุกข์ในปัจจุบันขณะ(แบบชั่วคราว)
และเครื่องมือที่ใช้ก็คือ..สติ สมาธิ ปัญญา..เป็นหลัก
สติ สมาธิ ปัญญา เป็นกุศลเจตสิก(ธรรมที่เป็นกุศล)ทำให้จิตไม่มีทุกข์ เพราะเป็นธรรมฝ่ายดีงาม(โสภณเจตสิก)ซึ่งมีอยู่ในอริยมรรคมีองค์ 8
สติ มาจาก.....สติเจตสิก ( สัมมาสติ )
สมาธิ มาจาก.....เอกัคคตาเจตสิก ( สัมมาสมาธิ )
ปัญญา มาจาก.....ปัญญาเจตสิก ( สัมมาทิฏฐิ )
เมื่อมี ผัสสะ(สัมผัสหรือสิ่งที่มากระทบกายและจิต)มนุษย์จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมี สติ เพื่อลดความประมาทและความผิดพลาดที่เกิดจากการขาดสติ ซึ่งมีให้เห็นเป็นประจำ
- สติคือ "เบรก" ของใจ: ช่วยให้เราหยุดคิดหรือหยุดทำในสิ่งที่เป็นโทษสิ่งที่สร้างปัญหาได้ทันท่วงทีและทันเวลา
- สติคือ "ความไม่ประมาท": การมีสติช่วยให้เราดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบ ลดความผิดพลาดในงานและชีวิต
สติ เป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต สติเป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาก็จริง แต่ต้องได้รับการฝึกฝนให้มีสติแก่กล้า เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ลดความประมาท ลดปัญหา ถ้าขาดสติก็เหมือนคนวิกลจริต ทำสิ่งใดก็ผิดพลาดไปหมด สติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆสำหรับมนุษย์ทุกๆคนบนโลกใบนี้ แม้แต่การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็ต้องใช้สตินำเช่นกัน นี่คือ ความสำคัญของสิ่งที่เรียกกันว่า..สติ...ที่มีความสำคัญมากกว่าที่เราคิดกัน งานยากหรืองานง่าย ทุกๆงานก็ล้วนต้องใช้สติทั้งสิ้น
สมาธิและความหมาย
สมาธิ คือ ความตั้งมั่นของจิตให้จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียวโดยไม่ฟุ้งซ่าน การที่จิตใจ “ตั้งมั่น จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง” อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ฟุ้งซ่านหรือวอกแวกทำให้จิตมีสมาธิ สมาธิในที่นี้จะหมายถึง ขณิกสมาธิ(สมาธิชั่วครู่) อุปจารสมาธิ(สมาธิระดับกลาง) ไปจนถึง อัปปนาสมาธิ(สมาธิระดับลึก) เป็นสมาธิในการฝึกจิตให้สงบ อาจจะนั่งหลับตาเพ่งอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เช่น ลมหายใจ เพื่อให้จิตสงบและเกิดปัญญา ตามหลักศาสนาพุทธเรียกว่าการทำ สมถะ (ทำให้ใจสงบ)
ปัญญาจะเกิดขึ้นมาได้ ต้องใช้ โยนิโสมนสิการ คือ การพิจารณาสิ่งต่างๆ(ธรรมต่างๆ)โดยแยบคายละเอียดรอบคอบและรอบด้าน รวมทั้งการใช้วิธีแยกแยะรูปและนามจนเห็นความจริงชัดแจ้ง(วิภัชวาท)ไม่ได้เกิดจากการคิดเอาเองหรืออ่านจากตำรา แต่มาจากการพิจารณาใน สติปัฏฐาน 4 ( เจริญภาวนามยปัญญา )ปัญญามาจากสิ่งนี้
มาดูแต่ละธรรมดับทุกข์กันอย่างไร?
1 ) การดับทุกข์ด้วย...สติ
หลายๆท่านอาจจะสงสัยว่า สติดับทุกข์ได้อย่างไร?
สติ คือ ธรรมแรกที่ใช้ในการดับทุกข์หรือตัดวงจรทุกข์แบบชั่วคราวหรือชั่วขณะได้ สติเป็นเจตสิกฝ่ายกุศลที่ใช้ในการหยุดการปรุงแต่งของอกุศลเจตสิก(อวิชชาหรือโมหเจตสิก) สติที่จะใช้ในการดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจะไม่ใช่สติระลึกรู้ทั่วๆไปเท่านั้น จะเป็นสติที่ผ่านการฝึกฝนจนแก่กล้าระดับมหาสติ(สติที่มีความว่องไวสูง)ซึ่งมาจากการฝึกอานาปานสติและกายคตาสติอย่างถูกต้องควบคู่กันเป็นเวลานานจนเชี่ยวชาญและชำนาญสูง นี้คือ ความหมายของสติที่จะนำไปดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจิต ต้องเข้าใจก่อนว่า สติอยู่ที่ใด จิตจะอยู่ที่นั่นกับสติ เช่น สติอยู่ที่ลมหายใจ จิตก็จะอยู่ที่ลมหายใจกับสติ เพราะสติเป็นธรรมที่ปรุงแต่งจิต อารมณ์เดียวกันกับจิต เกิดและดับพร้อมกันกับจิต เกิดในที่เดียวกันและในสิ่งเดียวกัน จิตและสติเกิดและดับได้ทีละครั้งเท่านั้น จิตและสติไม่สามารถรับรู้เรื่องราวได้ต่างๆมากกว่าหนึ่งเรื่องหรือหนึ่งอย่าง รับรู้ได้ครั้งละหรือทีละเรื่องเท่านั้น ดังนั้น ถ้าจิตอยู่กับสติ จิตก็ไม่สามารถไปอยู่กับความฟุ้งซ่าน(อุจธัจจะ)หรือกังวลไปคิดเรื่องอื่นได้ ที่เรียกว่า จิตเดียว อารมณ์เดียว นั่นเอง จิตที่อยู่กับสติจึงไม่มีทุกข์เกิดขึ้น เพราะทุกข์ที่มาจากตัณหาไม่สามารถแทรกเข้ามาในขณะที่จิตอยู่กับสติได้ ดังนั้น สติเกิด ทุกข์จึงดับลง พระพุทธเจ้าสอนให้มีสติอยู่กับลมหายใจหรืออิริยาบทต่างๆในปัจจุบันขณะ เพราะสติจะอยู่กับปัจจุบันขณะเท่านั้น ลมหายใจคือปัจจุบันขณะ และอิริยาบทในปัจจุบันขณะที่สติระลึกรู้ ถ้าจิตอยู่กับสติ จิตจะปลอดภัยจากเหล่าอกุศลเจตสิกที่จะเข้ามาปรุงแต่งจิต พระพุทธองค์เน้นการมีสติทางทวารทั้ง 6 คือ มีสติทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ...ตาเห็นรูป มีสติระลึกรู้ว่า...เห็นสักแต่ว่าเห็น....หูได้ยินเสียง มีสติระลึกรู้ว่า...ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน............ใจนึกคิดเรื่องราวต่างๆ...มีสติระลึกรู้ว่า....สักแต่ว่าคิด....รู้ เห็น วาง....ลงทั้งหมด( สติรู้ ปัญญาเห็น อุเบกขาวาง)ทุกข์จึงไม่เกิดขึ้น สติที่ระลึกรู้ได้รวดเร็ว(สติที่ผ่านการฝึกฝนจนแก่กล้า)จะไปตัดกระแสนันทิในผัสสะก่อนเกิดเวทนาติดตามมา สติจะทำการย้ายหรือเปลี่ยนผัสสะใหม่ไปที่ฐานกาย(ลมหายใจหรืออิริยาบทต่างๆ)ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการเกิดเวทนา เช่น ตาเห็นรูปสวยๆ ถ้าไม่มีสติ อวิชชา(โมหเจตสิก)จะทำการปรุงแต่ง นันทิ ซึ่งเป็นเชื้อของตัณหา(ความอยาก)ทันที แต่ถ้ามีสติเหมื่อตาเห็น(ผัสสะ)รูป สติกลับมาที่ฐานกายทันที ซึ่งจิตก็จะตามสติมาด้วย อวิชชาไม่ทันปรุงแต่งนันทิ สุขเวทนาจึงเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะถูกสติตัดตอนในช่วงเกิดผัสสะ(เห็นรูป)ทุกข์จึงไม่เกิดขึ้น นี้คือ อานุภาพของสติในการดับทุกข์ ถือเป็นองครักษ์ที่เฝ้าประตูเมืองทั้ง 6 ด้าน( ทวาร 6 )จึงเป็นที่มาของ...การเจริญสติในทุกขณะจิต โดยการเน้นที่ปัจจุบันขณะเป็นหลัก เพราะสติจะอยู่กับปัจจุบันขณะเท่านั้น ไม่สามารถย้อนอดีตหรือไปในอนาคตได้ ต้องเดี๋ยวนี้ขณะนี้(ปัจจุบันขณะ)เท่านั้น การมีสติในทุกขณะจิตจึงเป็นผลดีในการดับทุกข์(ดับอวิชชาความไม่รู้) สติเป็นองค์ธรรมหนึ่งใน วิชชา(ปัญญา) เพราะสติเป็นปัจจัยการเกิดของ...สมาธิและปัญญาโดยตรง...ถ้าปราศจากสติ สมาธิและปัญญาก็เกิดขึ้นไม่ได้ รวมถึงกุศลธรรมอื่นๆ อริยมรรคทีองค์ 8 ก็เกิดขึ้นไม่ได้ถ้าปราศจากสติ( ศีล สมาธิ ปัญญาเกิดขึ้นไม่ได้ ) พระพุทธองค์จึงเน้นสอนให้อยู่กับสติในปัจจุบันขณะมากที่สุด
การดับทุกข์ด้วยแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)
สูตรลัดตัดตรงเพื่อหยุดทุกข์ในปัจจุบันขณะ ปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน 24 ชั่วโมง
เคยไหม? ที่ต้องวิ่งไล่ตามดับความโกรธ วิ่งหนีความเครียด หรือพยายามข่มใจไม่ให้โลภ ยิ่งทำก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งสู้ก็ยิ่งทุกข์... นั่นเป็นเพราะเรากำลังทำตัวเป็น "คนโง่หรือคนบ้าที่วิ่งไล่จับลม" ซึ่งไม่มีวันจับได้จริง!
ความทุกข์ไม่ได้เกิดในอดีตหรืออนาคต แต่มันเกิดขึ้น ณ "ปัจจุบันขณะ" ที่ใจของเราไปกระทบกับสิ่งภายนอก (ผัสสะ) แหล่งผลิตความทุกข์ที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งเร้าภายนอก แต่คือ "อัตตา (ตัวกู-ของกู)" ที่แอบกบดานและกกอยู่กับ "อวิชชา (ความหลงผิด/ความมืด)" ในใจเราต่างหาก
วันนี้เราจะพาคุณมาเปิดไฟส่องสว่าง ทลายรังอวิชชา และปิดสวิตช์ความทุกข์อย่างเด็ดขาดด้วย "แก่นมรรค: สติ สมาธิ ปัญญา" ในรูปแบบกลไกธรรมชาติที่เข้าใจง่ายที่สุด
ด่านที่ 1: "สติ" – ตัวเบรกและเปลี่ยนฉากชีวิต
ในวันหนึ่งๆ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง สมองคิดปรุงแต่ง (ผัสสะ) จิตของเราจะกระโจนเข้าไปเสพทันที หากเกิดความรู้สึกชอบหรือชัง (เวทนา) จิตจะปรุงแต่งเป็นความอยากได้หรืออยากผลักไส (นันทิราคะ) ทันที!
กลไกการดับทุกข์ด้วยสติ: เมื่อมีสิ่งเร้ามากระทบ (เช่น ตามองเห็นรูปรถสวยๆ แล้วใจเริ่มวิ่งไปหา หรือ มีอารมณ์หงุดหงิดผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว) สติที่ฝึกมาดีแล้วจะทำหน้าที่ "ระลึกรู้และเตือนภัย" ทันที
สติจะไม่เข้าไปสู้รบตบมือหรือห้ามไม่ให้อารมณ์เกิด
แต่สติจะทำหน้าที่ ชิงย้ายจุดโฟกัส (เปลี่ยนผัสสะ) ดึงจิตกลับมาเกาะไว้ที่ "ฐานกาย" (เช่น กลับมาอยู่กับลมหายใจ หรืออิริยาบถการเคลื่อนไหว ณ ปัจจุบันขณะ)
ผลลัพธ์: เมื่อผัสสะเก่าดับลง เวทนาเก่าก็ไม่มีอาหารหล่อเลี้ยง วงจรความอยาก (นันทิราคะ) จึง หมดสิทธิ์เกิด ทันที ตัดไฟได้ตั้งแต่ต้นลม! ทุกข์ไม่เกิด การมีสติอยู่กับฐานกายอย่างต่อเนื่องและมั่นคง นั่นก็คือ ท่านกำลังดับทุกข์ในขณะจิตเดียวอย่างต่อเนื่องตามสติ เพราะจิตเกิดและดับได้ทีละครั้งเท่านั้น รับรู้ได้ทีละอารมณ์หรือทีละเรื่อง ถ้าจิตอยู่กับสติอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ จุดดับของทุกข์(กิเลส)ในปัจจุบันขณะจิต
ด่านที่ 2: "สมาธิ" – บ้านที่มั่นคงและทรงพลัง
คนส่วนใหญ่คิดว่าสมาธิคือการนั่งหลับตาเค้นลมหายใจข่มกิเลส แต่ในชีวิตประจำวัน "เมื่อสตินิ่ง สมาธิจะมาเองโดยอัตโนมัติ" สมาธิที่มั่นคง(ผ่านการฝึกฝนจนแก่กล้า)จะไม่หวั่นไหวในอารมณ์ต่างๆที่มากระทบ
กลไกการดับทุกข์ด้วยสมาธิ: เมื่อสติพาจิตกลับมาอยู่ที่ฐานกาย จิตจะตั้งมั่น นิ่ง และเด่นดวงอยู่ภายใน เกิดเป็นสมาธิในชีวิตประจำวันทันที จิตใจไม่มีทุกข์ กลายเป็นจิตประภัสสรไม่มีเรื่องเศร้าหมองมาปรุงแต่งจิต
สมาธิจะทำหน้าที่เป็น "บ้านที่ปลอดภัยและโล่กำบังอันหนักแน่น" ให้กับจิต
เมื่อจิตมีความนิ่งเป็นสมาธิ จิตจะเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้เล่นที่วิ่งวุ่น" มาเป็น "ผู้ดูที่ยืนมองอยู่ห่างๆ" จิตจะแยกออกจากอารมณ์อย่างชัดเจน (เวทนาก็ส่วนเวทนา จิตก็ส่วนจิต)
ผลลัพธ์: จิตจะไม่แกว่งไกว ไม่ตื่นตระหนกไปกับสิ่งเร้า(อารมณ์ 6 ) มีพื้นที่ว่างและพลังงานเต็มเปี่ยมพร้อมส่งต่อให้ด่านสุดท้ายทำงานคือ ปัญญา สมาธิสามารถดับนิวรณ์ 5 ได้ชั่วคราว
ด่านที่ 3: "ปัญญา" – อาวุธทลายรังอวิชชา
นี่คือด่านสุดท้ายที่จะรุกฆาตความทุกข์(กิเลส)อย่างเด็ดขาด เมื่อจิตนิ่งเป็นสมาธิ "โยนิโสมนสิการ (การคิดอย่างถูกวิธี)" จะทำงานติดตามมาทันที ปัญญาจะแทงตลอดจนเกิด อุเบกขารู้ ตัดกระแสอวิชชา(โมหเจตสิก) ณ จุดผัสสะและเวทนา
กลไกการดับทุกข์ด้วยปัญญา: ปัญญาเปรียบเหมือนแสงสว่างจากไฟฉายที่ส่องวาบเข้าไปที่รังของ อวิชชา (ความมืด) เมื่อแสงสว่างปรากฏ ความมืดก็ดับลง จิตจะเห็นความจริงแจ่มแจ้งจากประสบการณ์ตรง ณ ปัจจุบันขณะนั้นเลยว่า:
"อารมณ์ทั้ง 6 (รูป รส กลิ่น เสียง...) ที่เข้ามากระทบ มันเป็นเพียงมายากลลมลวงตาชั่วขณะ เป็นอนัตตาที่ไม่มีตัวตนจริง เกิดแล้วก็ดับไป สั่งบังคับไม่ได้ แล้วเรื่องอะไรที่เราจะทำตัวโง่และบ้า วิ่งไล่จับลมอยู่ล่ะ?"
อตัมมยตาทำงานฉับพลัน: เมื่อปัญญาเห็นชัดว่าสิ่งนั้นเป็นอนัตตา และเห็นว่า "อัตตา (ตัวกู)" เป็นเพียงเงาหลอกเด็กที่ไม่มีอยู่จริง จิตจะเกิดสภาวะ อตัมมยตา คือการปฏิเสธการปรุงแต่งอย่างเด็ดขาด ร้องก้องในใจว่า "กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย!"(ภาษาบ้านๆสไตล์หลวงพ่อพุทธทาส)
ผลลัพธ์: เมื่อปราศจากอัตตาความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน จิตจะปล่อย วาง และสลัดทิ้งทุกอย่างได้แบบ ง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก! จิตจะพลิกกลับคืนสู่ความสงบ โปร่ง โล่ง และเกิด "เวทนาเย็น (เวทนารู้)" อยู่กับฐานกาย คืนสู่สภาวะ "ปะกะติ (ปกติ)" ของธรรมชาติบริสุทธิ์อย่างแท้จริง
สรุปย่อพิมพ์เขียว "ดับทุกข์(ดับกิเลส)ใน 24 ชั่วโมง"
[ มีสิ่งเร้ามากระทบใจ / อารมณ์ผุดขึ้น ]
│
▼
1. สติรู้เท่าทัน ───► ชิงดึงจิตกลับบ้าน (ย้ายมาที่ฐานกาย)
│
▼
2. สมาธิเกิดเอง ───► จิตนิ่ง ตั้งมั่น แยกตัวออกมาเป็น "ผู้ดู" ไม่ลงไปเล่น
│
▼
3. ปัญญาฉายแสง ──► เห็นความเป็น "อนัตตา" (มายาลมลวง) อวิชชาแตกกระจาย
│
▼
4. อตัมมยตาตัดสวิตช์ ─► "กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย!" สลัดอัตตาทิ้งง่ายเหมือนปอกกล้วย
│
▼
[จิตคืนสู่ความเป็น "ปะกะติ" สงบ เย็น ตื่นรู้ ในปัจจุบันขณะ]
ธรรมะไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอไปทำที่วัด แต่คือกลไกการบริหารจิตใจในชีวิตประจำวันของคุณ ณ วินาทีนี้เอง! สติ สมาธิ ปัญญา คุณมีพร้อมอยู่แล้ว เพียงคุณปลุกมันขึ้นมาทำกิจเพียงเท่านั้น ชีวิตจะดีขึ้นทันที
การฝึกสติ ก็คือ การสร้างเหตุปัจจัยให้ วิชชา(ปัญญา)เกิดขึ้นนั่นเอง เพื่อ อวิชชาจะได้ดับลง ไม่ต้องไปเสียเวลาไล่ดับทุกข์ ไม่ต้องไปเสียเวลาไล่ดับอวิชชา เพียงสร้างเหตุปัจจัยให้เกิด วิชชา(ปัญญา)ในแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ก็เพียงพอแล้ว นี่คือ...สัจธรรม....
แก่นมรรคคือทางเดียว (เอกายนมรรค) : การดับทุกข์ทางใจอย่างถอดถอนรากโคน มีเพียงทางเดียวเท่านั้น คือการสร้างเหตุปัจจัยแห่ง "วิชชา/แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)" เพื่อไปปอกลอกสมมติและทำลายอวิชชาลงอย่างสิ้นเชิง ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า "ทางนี้เป็นทางสายเอก สายเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย"
"มนุษย์อาจค้นพบหมื่นวิธีในการย้ายความทุกข์หรือข่มความทุกข์ไว้ชั่วคราว... แต่มีเพียงวิธีเดียวในจักรวาลที่จะถอนรากถอนโคนความทุกข์ทางใจได้ นั่นคือการสร้าง 'สติ สมาธิ ปัญญา' (วิชชาในแก่นมรรค) เข้าไปดับ 'อวิชชา' ในปัจจุบันขณะเท่านั้น"
เหมือนกรณีความสว่าง(วิชชา) ไล่ความมืด(อวิชชา)ให้หายไป
สร้างเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นคือ วิชชา(ปัญญาหรือแก่นมรรค) อวิชชา(ความไม่รู้แจ้ง)มันก็ดับไปเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องไปไล่ดับอวิชชา ไล่ดับกิเลส ไล่ดับทุกข์ให้ยุ่งยากและเหนื่อยเปล่า เพียงสร้าง วิชชา ขึ้นมาในจิต(เจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต)อวิชชามันก็ดับไปเอง
(( ที่ตั้งของจิตที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ ))
(( วิธีฝึกแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( ทุกข์เกิดและทุกข์ดับในกระแสปฏิจจสมุปบาท ))
(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))
(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))
(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ ))
(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ ))
(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))
(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))
(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
[ ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4 กดดูที่นี่....))
(( ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ]
[ ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
Translate: Please go to the sub-menu on your left.
翻译:请前往您左侧的子菜单。