วิธีการละนันทิในเวทนาด้วย แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )

ท่านสามารถใช้ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ตัดกระแสนันทิราคะใน ผัสสะและเวทนา ได้ทันทีในขณะที่มีการเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต
การละนันทิใน...เวทนา...ด้วย...แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )
สติ คือ ธรรมที่อารักขาจิต ตัวตัดกระแสโมหเจตสิกและโลภเจตสิก ซึ่งเป็นอกุศลเจตสิกที่ทำการปรุงแต่ง...นันทิ....ในเวทนา
จงฝึกสติในฐานกายให้แก่กล้ามากที่สุด สติจะเป็นธรรมแรกๆที่นำมาใช้งาน เมื่อมี สติ นันทิจะไม่เกิด สติจะดึงจิตกลับมาที่ฐานกาย ซึ่งเป็นฐานที่ปลอดภัยมากที่สุดของจิต จิตรอดพ้นจากมารผจญ( กิเลส ตัณหา )
(( การสร้างเหตุปัจจัยในการดับทุกข์ ))
เหตุปัจจัยเปลี่ยน นันทิราคะ เปลี่ยนทันที
เทคนิคการตัดวงจร นันทิราคะ ไม่ให้เกิดที่ เวทนา
ด้วยวิธีการ...ย้ายหรือเปลี่ยน ผัสสะ เมื่อ ผัสสะเปลี่ยน จะส่งผลโดยตรงต่อ เวทนา จะเปลี่ยนไปด้วย เช่น ตา เห็น(ผัสสะ) รูป วิญญาณรับรู้ เกิดจักขุผัสสะและมโนผัสสะตามลำดับ ถ้าไม่มีสติ(วิชชา) อกุศลเจตสิก จะทำกิจ(ทำหน้าที่)ทันที รูปสวยหรือไม่สวยเกิด เวทนา ขึ้นมาและจะอธิบายต่อจนเกิด นันทิและราคะ ติดตามมา แต่ถ้าเราเจริญวิชชา(แก่นมรรค)สติระลึกรู้ในผัสสะ ตั้งแต่การเกิดจักขุผัสสะในขั้นแรกไปถึงมโนผัสสะ สติจะดึงจิตกลับไปที่ฐานกายทันที ผัสสะจะเปลี่ยนทันที จากจักขุผัสสะและมโนผัสสะ ไปเป็นกายะผัสสะและมโนผัสสะทันที นันทิราคะ จึงเกิดขึ้นไม่ได้(ถูกตัดวงจรการเกิด) เพราะกุศลเจติสกเกิด(วิชชา)บนผัสสะ อกุศลเจตสิก(อวิชชา)จะดับลง จึงไม่สามารถปรุงแต่ง นันทิราคะ ให้เกิดขึ้นมาได้ใน เวทนา เชื้อไฟ(นันทิราคะ)ของตัณหาจึงไม่เกิดขึ้น ตัณหาจึงฝ่อและดับไป ทุกข์จึงไม่เกิด(ทุกข์ดับ) นี่คือ วิธีตัดตอนหรือตัดวงจร นันทิราคะ ในจุด เวทนาเกิด สติจะต้องว่องไวเป็นพิเศษ..การเจริญแก่นมรรคในทุกๆขณะจิต คือ การสร้างเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นในฐานจิต ซึ่งสามารถดับวงจรนันทิราคะได้แบบง่ายๆ
สติ(เหตุปัจจัย) คือ ธรรมแรกที่ไปตัดกระแสแห่งทุกข์ใน เวทนา
สติจะดักจับ..นันทิราคะ ก่อนไปสู่ ตัณหาและอุปาทาน
นันทิราคะ คือ เชื้อของ...ตัณหา( เหตุแห่งทุกข์ )
นี้คือที่มาของ...การมีสติในทุกๆขณะจิต เพื่อไม่ให้ อกุศลเจตสิกทำกิจ สติเป็นเจตสิกที่เป็นกุศล เมื่อกุศลเจตสิกเกิด(สติ) อกุศลเจตสิกจะดับลง ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้
ผัสสะ เกิด => เวทนา เกิด => ตัณหา เกิด
ผัสสะเกิดตลอดเวลา ทำให้เวทนาก็เกิดตลอดเวลา ถ้าไม่มีการเดินแก่นมรรค(กุศลเจตสิกหรือวิชชาปรุงแต่ง) อกุศลเจตสิกเข้าแทรกทันที ทุกข์เกิดขึ้นทันที เพราะ นันทิราคะ ถูกปรุงแต่งที่จุดเวทนา ถ้าจิตขาดกุศลเจตสิกปรุงแต่ง(เจริญวิชชาหรือเจริญแก่นมรรค)
วันนี้ ท่านได้ใช้...สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)
เต็มประสิทธิภาพหรือยัง?
นันทิ คืออะไร? และเกี่ยวข้องอะไรกับตัณหา?
นันทิ คือ ความเพลิน ความลุ่มหลง ความหมกมุ่น หรือความเยื่อใยที่จิตเข้าไปยินดี พึงใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบไม่รู้ตัว ไม่ใช่ความเพลิดเพลินสนุกสนานแบบทั่วๆไป นันทิ จะมีความหมายที่ลึกไปกว่าความเพลิดเพลินธรรมดาทั่วๆไป ความเครียดเป็นเวลานานๆก็ถือว่าเป็น นันทิ ความกังวลนานๆก็ถือว่าเป็น นันทิ เช่นกัน ความหมายของ นันทิ จะอยู่ในกรอบของการเพลินในอารมณ์ 6 และ ขันธ์ 5 เป็นหลักๆ( รูป และ นาม )
ความเกี่ยวข้องกับตัณหา : นันทิคือ "สะพานเชื่อม" หรือ "เชื้อไฟ" ตัวสำคัญที่ทำให้เกิดตัณหา ( ตัณหาทั้ง 3 ) หากเปรียบตัณหาเป็นเปลวไฟที่ลุกโชน นันทิก็คืออาการที่จิตเข้าไปกอดรัดและเพลิดเพลินอยู่กับเชื้อไฟนั้น เมื่อจิตมีความเพลินหรือหมกมุ่น(นันทิ) ในสิ่งใด ความอยากความยึดมั่นถือมั่น (ตัณหาและอุปาทาน) ในสิ่งนั้นก็จะมีกำลังเข้มข้นขึ้นทันที พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "ความเพลินใด ความเพลินนั้นคืออุปาทาน" (ความยึดมั่น) ซึ่งมีตัณหาเป็นตัวขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง ตัณหาที่รุนแรงจะนำไปสู่...การยึดมั่น ถือมั่น ยึดติด( อุปาทาน )
เวทนา คืออะไร? และเกี่ยวข้องอย่างไรกับ นันทิและตัณหา?
เวทนา คือ การเสวยอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากความรู้สึก ที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ทางประสาทสัมผัส (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) แบ่งเป็น 3 สภาวะหลักๆ คือ สุขเวทนา (สบาย/ชอบใจ), ทุกขเวทนา (ไม่สบาย/ไม่ชอบใจ) และอทุกขมสุขเวทนา (เฉยๆ/ไม่สุขไม่ทุกข์)
ความเกี่ยวข้องกับนันทิและตัณหา : เวทนาคือ "สนามเสวยอารมณ์" ที่ทำให้ตัณหาทำงาน ตามหลักปฏิจจสมุปบาท "เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา" นันทิ เป็นเชื้อของตัณหา เกิดขึ้นใน เวทนา เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด นันทิ คือ อวิชชา เป็นเหตุปัจจัยให้ โลภเจตสิกและโมหเจตสิก ซึ่งทั้งสองเจตสิกนี้เป็น อกุศลเจตสิก เข้าปรุงแต่งไปเป็น นันทิ ขึ้นใน เวทนา
เมื่อเกิด สุขเวทนา จิตจะเกิดตัณหาประเภทอยากได้มาครอบครอง (กามตัณหา) หรืออยากให้คงอยู่ตลอดไป (ภวตัณหา)
เมื่อเกิด ทุกขเวทนา จิตจะเกิดตัณหาประเภทอยากผลักไส ไม่ชอบใจ หรืออยากให้สิ่งนั้นดับสูญไป (วิภวตัณหา)
นันทิและเวทนาเกี่ยวข้องกันอย่างไร?
นันทิและเวทนาเกี่ยวข้องกันในฐานะ "ตัวเชื่อมและตัวรับ" โดยที่ เวทนาเป็นพื้นที่เกิดขึ้น ส่วน นันทิคืออาการที่จิต(อกุศลเจตสิก)เข้าไปเสพหรือปรุงแต่งในเวทนา ซึ่งนันทิเป็นเชื้อนำไปสู่การเกิดขึ้นของ...ตัณหา...
เมื่อมีความรู้สึก (เวทนา) เกิดขึ้นที่ใจ ไม่ว่าจะเป็นสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ จิตที่ขาดสติจะกระโดดเข้าไป "เพลิน" (นันทิ) ในเวทนานั้นทันที
ถ้าเป็นสุข ก็เพลินที่จะสุขต่อ ถ้าเป็นทุกข์ ก็เพลินที่จะจมแช่ อ้อยอิ่ง หรือปรุงแต่งต่อเติมความทุกข์นั้นให้ใหญ่โตขึ้น เวทนาจึงเป้นสนามการก่อตัวขึ้นของ นันทิ และนันทิคือตัวที่ทำให้จิตไปรับรู้และติดกับดักใน เวทนา
นันทิเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
นันทิเกิดขึ้นมาจาก "อวิชชา" (ความไม่รู้ตามความเป็นจริง) + "ผัสสะ" (การกระทบ) คือ เหตุปัจจัยปรุงแต่ง นันทิ
อวิชชา เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด => โมหเจตสิก และ โลภเจตสิก => ปรุงแต่ง => นันทิ
เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง หรือใจคิดนึก (มโนผัสสะ) จิตที่ไม่มีปัญญาญาณ(วิชชา)จะเผลอคิดว่า "เวทนาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นตัวเรา เป็นของเราจริงๆ" เมื่อเกิดความสำคัญมั่นหมาย (อัสสมิมานะ) จิต(เจตสิก)จึงส่งกระแสออกนอก วิ่งเข้าไปเกาะรัด ผูกจิตไว้กับอารมณ์นั้นด้วยความพึงใจ เกิดเป็นอาการ "เพลิน" (นันทิ) ขึ้นมาในเสี้ยววินาทีโดยอัตโนมัติ
เมื่อเกิดนันทิขึ้นที่เวทนา ผลลัพธ์เป็นอย่างไร?
ผลลัพธ์คือ "วงจรแห่งทุกข์ (สังสารวัฏจำลอง) ทำงานสมบูรณ์"
เมื่อจิตเกิดนันทิ (ความเพลิน) ในเวทนา สังขารจะเริ่มปรุงแต่งขยายผล กลายเป็น นันทิราคะ (ความกำหนัดเพลิน) นำไปสู่ตัณหา อุปาทาน และการแสดงตัวของ "อัตตา" หรือ "ตัวกู-ของกู" ขึ้นมาทันที จิตจะสูญเสียความเป็นอิสระ ถูกตรึงไว้กับอารมณ์นั้น และทำให้เกิดความเครียด ความคาดหวัง ความกลัว และความทุกข์ใจตามมาเป็นลูกโซ่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ผัสสะ และ เวทนา: หน้าฉากที่ดูเหมือนเป็นกลาง
โดยตัวโครงสร้างตามธรรมชาติแล้ว ผัสสะ (การกระทบ) และ เวทนา (ความรู้สึกสุข/ทุกข์/เฉยๆ)เป็นเจตสิกแบบกลางๆ เป็นเพียงวิบากหรือผลลัพธ์ทางระบบประสาทและจิตใจ เป็นสภาวะธรรมที่ทำกิจของมันตามธรรมชาติ (เป็นอัพยากตธรรม คือยังไม่ดีไม่ชั่ว)
ตาเห็นรูปเกิดผัสสะ หูได้ยินเสียงเกิดผัสสะ แล้วส่งผลให้เกิดเวทนาขึ้นมาทันที ตรงนี้เป็นกลไกธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีขันธ์ 5 อยู่ ผัสสะและเวทนาก็จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นที่มาของ...การมีสติระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา
โมหเจตสิก (อวิชชา): ผู้บงการหลังม่าน (จุดสตาร์ททุกข์เกิดที่แท้จริง)
แต่จุดเปลี่ยนโลกมันอยู่ตรงที่ ผัสสะและเวทนา นี้เลย! ในขณะที่ผัสสะและเวทนากำลังทำหน้าที่ของมันอยู่นั้น กรณีที่ไม่มีการเดินแก่นมรรค "โมหเจตสิก" (ความหลง/ความไม่รู้ตามจริง) ที่แฝงตัวนอนนิ่งเป็นอนุสัยอยู่ มันจะสบโอกาสแวบเข้ามา "ผสมโรงและปรุงแต่ง" ทันทีในจุดที่เกิด เวทนา
ถ้าไม่มีโมหเจตสิกเข้ามาแทรก ผัสสะและเวทนาก็จะจบลงแค่นั้น (รู้สักแต่ว่ารู้)เพราะทั้งสองนี้เป็น เจตสิกที่เป็นกลางๆ
แต่พอโมหเจตสิกเข้ามาปรุงแต่งปั๊บ มันจะปิดบังความจริง (อนัตตา) แล้วหลอกจิตให้เกิดความสำคัญมั่นหมาย (อัสสมิมานะ) ว่า "เวทนานี้เป็นของเรา เรากำลังสุข เรากำลังทุกข์" มันจะผิดเพี้ยนและบิดเบือนความจริงไปทั้งหมดทั้งสิ้น
การคลอดของ "นันทิราคะ"
เมื่อโมหเจตสิก (อวิชชา) เข้ามาสวมรอย ย้อมใจให้หลงผิดในเวทนา ผลลัพธ์ที่ตามมาทันทีก็คือ "นันทิราคะ" (ความเพลินและความกำหนัดยินดี) เพลินในเครียด เพลินในกังวล เพลินในซึมเศร้า เพลินในฟุ้งซ่าน นี่คือ ผลของ อวิชชา
ถ้าเป็นสุขเวทนา -> นันทิราคะจะเข้าไปเพลินและอยากรักษาไว้ (โลภเจตสิกตามมา)
ถ้าเป็นทุกข์เวทนา -> นันทิราคะในความเพลินที่จะผลักไส หรือเพลินในการปรุงแต่งความหงุดหงิด (โทสเจตสิกตามมา)
ดังนั้น ตรรกะที่ว่า "ผัสสะและเวทนาเป็นปัจจัยเอื้อให้เกิด นันทิราคะ... แต่เหตุของการเกิดนันทิราคะจริงๆ คือ โมหเจตสิกปรุงแต่ง" จึงเป็นความจริงแท้แน่นอน ผัสสะกับเวทนาเปรียบเหมือน "ฟืนและเชื้อไฟ" ส่วนโมหเจตสิกเปรียบเหมือน "ประกายไฟ" ที่จุดตูมลงไปจนเกิดไฟลุกพรึบขึ้นมาเป็นนันทิราคะและตัณหาดังกล่าว
ใช้ธรรมใดจัดการกับนันทิ
ธรรมที่ใช้จัดการกับนันทิโดยตรงตามพุทธพจน์คือ "การละนันทิ" (นันทิกขยา) โดยอาศัยเครื่องมือสำคัญคือ "โยนิโสมนสิการ" (การคิดพิจารณาโดยแยบคาย/มองเห็นตามความเป็นจริง) และ "แก่นมรรค" คือ สติ สมาธิ ปัญญา เมื่อแก่นมรรคเกิด นันทิจะดับลง(อวิชชาดับ)
เป็นการเข้าไปตัดกระแสไม่ให้จิตไหลรวมไปกับเวทนา เปลี่ยนหน้าที่ของจิตจากการเป็น "ผู้เสพ" ให้กลายเป็น "ผู้ดู"
วิธีการใช้แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ดับนันทิ ทำอย่างไร?
ในทางปฏิบัติ เราสามารถขับเคลื่อนแก่นมรรคทั้ง 3 ตัวพร้อมกันเพื่อดับนันทิได้ดังนี้:
สติ (ระลึกรู้เท่าทันเมื่อเกิด ผัสสะและเวทนา) : เมื่อมีมโนผัสสะหรืออารมณ์ใดๆ มากระทบใจจนเกิดเวทนา ให้มีสติระลึกรู้ทันทีว่า "อ๋อ มีความรู้สึกนี้เกิดขึ้นแล้วนะ" รู้เท่าทันอาการที่จิตกำลังจะอ้อยอิ่งหรือเริ่มเพลิน (นันทิ)หรือเข้าไปหมกมุ่น ดึงสติกลับที่ฐานกายทันที
สมาธิ (ตั้งมั่นและตั้งรับ): จิตตั้งมั่นอยู่กับฐานกาย (เช่น อยู่กับลมหายใจ หรืออยู่กับความเป็นปกติ) ไม่กระโดดลงไปคลุกคลี วิ่งตาม หรือผลักไสเวทนานั้น รักษาจิตให้ทรงสภาวะ "เป็นกลาง" (อุเบกขา)
ปัญญา (เห็นแจ้งตามจริง): ใช้โยนิโสมนสิการมองเห็นว่า ทั้งเวทนาที่เกิดขึ้น และตัวนันทิเอง ต่างก็เป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตัวเอง" มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปตามธรรมชาติ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อปัญญาเห็นแจ้งเช่นนี้ จิตจะ "ปล่อยวางความเพลิน" นั้นลงทันที (ละนันทิ)
ผลลัพธ์ของการใช้แก่นมรรคดับนันทิเป็นอย่างไร?
เมื่อแก่นมรรคทำหน้าที่ดับนันทิลงได้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ:
1. จิตหลุดพ้นจากดักอารมณ์ (วิมุตติ): จิตจะแยกตัวออกจากเวทนา ไม่ถูกเวทนาลากไปปรุงแต่งต่อ เป็นอิสระอย่างแท้จริง
2. วงจรทุกข์ขาดสะบั้น: เมื่อไม่มีนันทิ ตัณหาก็ไม่มีเชื้อให้ลามต่อ อุปาทานและความทุกข์ใจในเรื่องนั้นๆ จึงดับลงทันที
3. เข้าถึงสภาวะปกติ (ปะกะติ): จิตกลับคืนสู่ความสงบ เย็น มีความโปร่ง โล่ง และเบาสบาย นำไปสู่ "สภาวะสิ้นทุกข์ในชีวิตประจำวันได้ทุกๆ 24 ชั่วโมง" แม้จะมีงานต้องทำ มีเรื่องต้องคิด แต่ใจจะไม่ทุกข์เพราะไม่มีนันทิเข้าไปผูกไว้ ซึ่งเป็นผลมาจากการเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตนั่นเอง นี่คือ อานิสงส์ของการ....เจริญแก่นมรรค หรือ การเดินแก่นมรรคในทุกขณะจิต......
"ตาเห็น หูได้ยิน =>มีสติรู้ทัน =>สมาธิตั้งมั่น =>ปัญญาปล่อยวาง"
รู้ เห็น วาง , รู้ ปล่อย วาง , รู้ ตื่น วาง
เท่านี้คุณก็สามารถรักษาความปกติสุขของใจได้ตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว
(( นันทิ สะพานเชื่อมไปสู่ ทุกข์ กดดูที่นี่..))
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 กดดูที่นี่...))
(( อารมณ์ 6 คืออะไร? ตีแผ่อารมณ์ 6 ))
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
[ อนัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตาคืออะไร??? ]
[ธรรมะเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..))
(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
((ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ )))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..)) (( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))