การใช้วิชชาดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิตเดียว

การใช้วิชชาดับกิเลส(อวิชชา)ในปัจจุบันขณะจิต ท่านสามารถทำได้
ทุกๆคนที่ผ่านการฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)สามารถดับกิเลสอวิชชาได้ทันทีในปัจจุบันทุกขณะจิต เพียงเจริญวิชชา(แก่นมรรค)ให้เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะจิต กิเลสอวิชชา(โมหะเจตสิก)จะดับลงทันที ทุกๆท่านสามารถพิสูจน์ได้ทันทีทุกๆที่และทุกๆเวลาไม่ต้องรอชาติหน้าหรือรออนาคตให้มาถึงก่อน ที่นี่และเดี๋ยวนี้ทันที!!!
วิชชา ในที่นี้จะหมายถึงองค์รวมของธรรมต่อไปนี้คือ...สติ สมาธิ ปัญญา...ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า แก่นมรรค หรือ วิชชา นั่นเอง จะมีความหมายกว้างกว่าคำว่า ปัญญา แบบเดี่ยวๆเพราะเป็นองค์รวมของ 3 ธรรมที่มาจาก อริยมรรคมีองค์ 8 (สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาทิฏฐิ) และอินทรีย์ 5 (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา)พละ 5 เป็นธรรมที่ทุกๆท่านรู้จักดี เพราะทุกๆท่านก็มีธรรมทั้ง 3 นี้ประจำตัวอยู่กันทุกๆคนอยู่แล้ว เพียงแต่ใครจะนำออกมาใช้มากหรือใช้น้อยหรือไม่ใช้เลยเท่านั้น ผู้ที่นำมาใช้มาก็จะได้รับประโยชน์มากติดตามมา การดำเนินชีวิตในแต่ละวัน จำเป็นต้องใช้ทั้ง สติ สมาธิ ปัญญา ในการพิจารณาเรื่องราวต่างๆทั้งการงานและการใช้ชีวิต หลายท่านไม่รู้ว่ามีของดีหรือขุมทรัพย์อยู่ในตัวเอง ไม่รู้วิธีการนำมันออกมาใช้ประโยชน์ ต่อไปนี้เราจะนำมันมาใช้ประโยชน์จัดการกับปัญหาต่างๆและดับกิเลสในปัจจับันขณะที่เราเผชิญอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะได้คลายทุกข์โศก เครียด กังวล ซึมเศร้า ซึ่งแก่นมรรคสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำและไม่ต้องซื้อหาจากที่ไหน มันมีอยู่ในตัวของท่านอยู่แล้ว เหลือเพียงนำมันออกมาใช้และฝึกฝนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวของท่านเองเท่านั้น
แก่นมรรค ต่อไปนี้จะหมายถึง...สติ สมาธิ ปัญญา...รวม 3 องค์ธรรมนี้ออกมาเป็น วิชชา นั่นเอง เราจะใช้ธรรมเหล่านี้(แก่นมรรค)เป็นเหตุปัจจัยในการดับกิเลสอวิชชา(กิเลสละเอียด)หรือกิเลสรากเหง้าของกิเลสทั้งปวง ทุกๆท่านมีแก่นมรรคอยู่ในตัวอยู่แล้ว เพียงเราลับให้มันคมกริบขึ้นมาใช้งานเพื่อดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันทุกขณะจิตเกิดและดับ
กิเลสอวิชชา เป็นคำผสมระหว่าง กิเลส ซึ่งทุกท่านรู้ดีอยู่แล้ว เพราะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นในจิตใจของเราทุกๆคน ส่วน อวิชชา คือ ความไม่รู้แจ้งใน วิชชา(การไม่มีสติ สมาธิ ปัญญา) อวิชชาเป็นกิเลสอีกตัวหนึ่ง เป็นกิเลสชนิดละเอียดที่นอนนิ่งอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกๆคนที่ยังดับอวิชชาไม่ได้ อวิชชาเป็นรากเหง้า(รากแก้ว)ของกิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง ส่วนเจตสิกของอวิชชาคือ โมหะเจตสิก ความหมายอันเดียวกันกับอวิชชา โมหะเจตสิก(อวิชชา)คือตัวการปรุงแต่งจิตให้มืดมนและเข้าใจผิดบิดเบือนธรรมทั้งปวง อวิชชาเป็นองค์ประกอบหลักๆของกิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง จะมีอวิชชาเป็นองค์ประกอบร่วมทั้งสิ้น สำหรับกิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายที่มี อวิชชา เป็นองค์ประกอบร่วมในแต่ละตัวมีดังต่อไปนี้.-
นิวรณ์ 5 ทุกตัว กิเลส 10 ทุกตัว อนุสัย 7 ทุกตัว สังโยชน์ 10 ทุกตัว อุปกิเลส 16 ทุกตัว และ อาสวะ 4 ทุกตัว เป็นต้น กิเลสเหล่านี้ทั้งหมด ล้วนมี อวิชชา(โมหะเจตสิก)เป็นองค์ประกอบร่วมทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้าอวิชชาดับลง กิเลสเหล่านี้จะไม่มีกำลังหรือพลังงานที่จะปรุงแต่งจิตได้ จะไม่มีพิษภัยกับจิตถ้าปราศจาก อวิชชา เป็นตัวนำ(ประธานใหญ่) อวิชชาทำให้กิเลสแต่ละตัวมีกำลังหรือพลังในการปรุงแต่งจิตได้แบบสมบูรณ์ เช่น โลภ(อยากได้ อยากมี อยากเป็น : ตัณหา)มาจาก โมหะเจตสิก+โลภะเจตสิก โกรธ มาจาก โมหะเจตสิก+โทสะเจตสิก เป็นต้น จะเห็นได้ว่า กิเลสโลภ กิเลสโกรธ จะมีอวิชชา(โมหะเจตสิก)เป็นองค์ธรรมประกอบร่วมในการปรุงแต่งให้เกิด โลภ โกรธ ขึ้นมา ส่วนกิเลสตัวอื่นๆก็มี อวิชชา เป็นองค์ประกอบร่วมด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้าเราเปรียบกิเลสทั้งปวงเป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง อวิชชา คือ กิเลสรากแก้วของต้นไม้ ส่วนกิเลสน้อยใหญ่ตัวอื่นๆก็คือ ส่วนที่เป็นใบไม้ กิ่งไม้ ใบไม้และกิ่งไม้(กิเลสน้อยใหญ่)จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าขาดรากแก้วหรือรากเหง้าของต้นไม้ทั้งต้น ถ้าเราตัดเฉพาะกิ่งไม้ใบไม้ออก(เปรียบเหมือนการดับกิเลสบางตัว)มันก็สามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้ตลอดเวลา เพราะมันยังมีรากที่หล่อเลี้ยงมันขึ้นมาใหม่ได้อีก แต่ถ้าเราถอนทั้งรากเหง้ามันออกให้หมด(ดับอวิชชา)กิ่งไม้ใบไม้ก็ตายเกลี้ยงต้น เราจะเห็นได้ว่า จุดหลักๆหรือจุดใหญ่จะอยู่ที่รากแก้วหรือรากเหง้าของต้นไม้(อวิชชา) ถ้าเราทำลายรากแก้วหรือรากเหง้า(อวิชชา)ออกให้หมดสิ้น ต้นไม้ทั้งหมดก็ดับลงตายลง(กิเลสน้อยใหญ่ทั้งหมดดับลง) แต่ในที่นี้ไม่ได้ให้ท่านไปไล่ฆ่าหรือไปไล่ดับหรือกำจัดอวิชชาให้เหนื่อยเปล่านะครับ แต่เราจะมาสร้างเหตุปัจจัยให้ กิเลสอวิชชา มันดับไปเองตามธรรมชาติของมัน เหมือนกรณีห้องมืด เราไม่ต้องไปไล่ความมืดใดๆ เพียงแต่สร้างเหตุปัจจัยแห่งความสว่างให้เกิดขึ้นเท่านั้นด้วยการเปิดสวิตส์ไฟฟ้า จากห้องมืดก็จะกลายเป็นห้องสว่างทันที ความมืดและความสว่างจะเข้ากันไม่ได้ สิ่งหนึ่งเกิดขึ้น อีกสิ่งหนึ่งจะดับลงทันที แต่สังเกตให้ดีๆว่า ความมืดกับความสว่างมันอยู่ในที่เดียวกันมันซ้อนกันอยู่ เหมือนกรณีเราวางเก้าอี้ไว้กลางห้อง ผลคือ ทำให้จุดที่วางเก้าลงนั้นไม่ว่างเกิดขึ้น แต่ถ้าเรายกเก้าอี้ตัวเดิมออก จุดนั้นความว่างมันก็จะเกิดขึ้นทันที เรื่องนี้จะเป็นการอธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างของ...อวิชชา กับ วิชชา...ซึ่งทั้งสองธรรมนี้อยู่ตรงข้ามกัน และเกิดขึ้นในจุดเดียวกันในทุกๆครั้ง(ที่ผัสสะและที่เวทนา) ธรรมหนึ่งเป็นฝ่ายมืดบอด(อวิชชา) อีกธรรมหนึ่งเป็นฝ่ายสว่างแจ้ง(วิชชา)เป็นธรรมที่อยู่กันคนละขั้ว(เหมือนกรณี มืด - สว่าง ) แต่อยู่ในที่เดียวกัน( เหมือนกรณี ว่าง - ไม่ว่าง )
การใช้วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิตทำอย่างไร?
อันดับแรก เราต้องฝึกวิชชา( สติ สมาธิ ปัญญา )ให้แก่กล้าคมกริบเสียก่อน เพราะ สติ สมาธิ ปัญญา ที่เราใช้อยู่ในทุกๆวัน มันทำอะไรกิเลสอวิชชาไม่ได้เลย ไม่สามารถนำไปดับกิเลสอวิชชาได้ สติ สมาธิ ปัญญาแบบพื้นๆมันเอากิเลสอวิชชาไม่อยู่ เราต้องทำการฝึกฝน(ลับมีด)แก่นมรรคหรือวิชชาของเราให้แก่กล้ามากพอสมควรก่อน จึงจะสู้กับกิเลสอวิชชาได้ลงตัว ในเว็บไซต์นี้ได้แนะนำวิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรคหรือวิชชา)ไว้ทั้งหมดแล้วหรือกดดูจากลิ้งค์ด้านล่างของบทความนี้ การฝึกฝนสติให้มากยิ่งเป็นการดีเยี่ยมจนกลายเป็นระดับ มหาสติ(สติที่มีความว่องไวสูงมาก) สมาธิและปัญญาจะไม่มีวันเกิดขึ้น ถ้าปราศจากสติเป็นเครื่องนำ สติเป็นปัจจัยให้เกิดสมาธิและปัญญาตามลำดับ และสมาธิเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา และปัญญาส่งผลให้สติแก่กล้าได้ จะเห็นว่าธรรมทั้งสามนี้ต่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สติเกิด สมาธิติดตามมา ปัญญาติดตามมา( สติมา ปัญญาเกิด ) ยิ่งวิชชา(สิต สมาธิ ปัญญา)กล้าแกร่งมากเท่าใด จะส่งผลดีต่อการดับไปของกิเลสอวิชชาโดยตรง การดับกิเลสอวิชาในปัจจุบัขณะจิตเดียวจะทำได้รวดเร็วและทันที เห็นผลตรงนั้น เห็นจริงตรงนั้น ไม่ต้องรออนาคต ไม่ต้องรอชาติหน้า สังเกตให้ดีว่าพระพุทธเจ้าพระองค์จะเน้นการปฏิบัติในปัจจุบันขณะเป็นหลัก(ที่นี่และเดี๋ยวนี้)จงอย่าฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญาแบบติดๆดับๆ ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง แล้วแต่อารมณ์ ระเบียบวินัยในตนเองและความต่อเนื่อง ความสม่ำเสมอ เป็นสิ่งสำคัญมากๆขาดไม่ได้ ท่านจงใช้ อินทรีย์ 5 กล่าวคือ มีความศรัทธาในพระพุทธเจ้า เชื่อมั่นในธรรมะที่ท่านสอนว่าคือ ความจริงทั้งหมด และเชื่อมั่นในตัวของท่านเองว่า เราสามารถทำได้ ปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ได้ทั้งหมด เมื่อศรัทธาแก่กล้า จะส่งผลทำให้เกิดความเพียรและพยายามทำให้ได้และทำให้ถึงที่สุด สติจะมีกำลังแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆจนเกิดเป็นสมาธิ มองเห็นความจริงต่างๆตามความเป็นจริง(เกิดปัญญา) ให้ท่านฝึกอานาปานสติและกายคตาสติเป็นจุดหลักๆ อินทรีย์จะค่อยๆแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ และเข้าไปพิจารณาสติปัฏฐาน 4 ( กาย เวทนา จิต ธรรม )ซึ่งเป็นแหล่งฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา โดยตรง แก่นมรรคหรือวิชชาจะแก่กล้าในสติปัฏฐาน 4 นี่เอง เป็นจุดที่เหมาะสำหรับสร้าง วิชชา(แก่นมรรค)ให้แก่กล้ามากๆ
ข้อควรจำไว้เป็นพิเศษ
ในระหว่างนี้หรือวินาทีนี้เป็นต้นไป ท่านต้องฝึกสติทันที ในขณะอ่านบทความนี้ก็มีสติระลึกรู้ตัวอยู่ว่า เรากำลังอ่านแก่นมรรค(วิชชา)เมื่อลุกจากการอ่านเสร็จก็มีสติตลอดในทุกๆอิริยาบท นั่ง ยืน เดิน ดื่ม กินข้าว เข้าห้องน้ำ ฯลฯ ทุกๆอิริยาบท ท่านต้องรู้ตัวมีสติกำกับอย่างต่อเนื่องทุกลมหายใจเข้าและออกต้องมีสติกำกับ นี้คือจุดเริ่มต้นลับมีดของท่าน(ลับวิชชาหรือลับแก่นมรรค)ท่านรู้หรือไม่ว่า เมื่อสติเกิด(เจริญสติรู้สึกตัวอย่างต่อเนื่อง)อวิชชาหรือกิเลสอวิชชาจะดับลงตรง ณ.ปัจจุบันขณะจิตนั้นทันทีครับ ตรงนั้น ปัจจุบันนั้นทันที นั่นคือ จุดที่ท่านได้สตาร์ทแก่นมรรคหรือฝึกวิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว และส่งผลทันที เห็นผลทันทีเรียบร้อยแล้ว ท่านไม่ต้องไปรอบรรลุมรรคผลหรือนิพพานใดๆ เห็นในปัจจุบันขณะเดี๋ยวนี้แหละคือ ความจริงที่ปรากฎขึ้นตรงหน้าของท่าน ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ไกลตัวของพวกเราทุกๆคนเลย และไม่ได้สลับซับซ้อนด้วย เพียงท่านเข้าใจเพียงแค่นี้ ไม่ต้องไปแบกตู้พระไตรปิฎกทั้งตู้มานั่งอ่าน ท่านก็สามารถจัดการกับกิเลสอวิชชาได้แบบง่ายๆไม่ยุ่งยากอะไร ไม่ต้องไปหลับหูหลับตาทนทุกทรมานในป่าให้ยุ่งยาก ท่านสามารถทำได้ ปฏิบัติได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลาไม่มีข้อจำกัดในเรื่องที่และเวลา ไม่ต้องไปยึดรูปแบบและระบบระเบียบการปฏิบัติมากจนเกินไป ทำและปฏิบัติแบบง่ายๆเท่าที่มนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งจะทำได้นี่แหละครับ ท่านปฏิบัติได้ในทุกๆอิริยาบท ยืน เดิน นั่ง นอน ท่านสามารถเจริญสติได้ทั้งนั้นแบบไร้รูปแบบ ไม่ต้องไปนั่งหลังขดหลังแข็งให้ทนทุกข์ทรมานและเกิดกิเลสตัณหา(วิภวตัณหา ภวตัณหา) ก่อนนอนทุกคืน ให้เจริญสติรู้ลมหายใจเข้าออกไปจนหลับสนิท หลังตื่นนอนเจริญสติต่อ(อานาปานสติดูลมหายใจต่อ) จนลุกจากที่นอน ให้เจริญกายคตาสติต่อเนื่องกันไปเลย ใช้สติระลึกรู้ในอิริบาบทต่างๆโดยไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องเกร็ง ปล่อยให้เป็นไปแบบธรรมชาติๆผ่อนคลายไปเรื่อยๆ อย่าไปบีบคั้นหรือกดข่มสติ เพราะจะทำให้เครียดปวดหัวได้ง่ายๆ ต้องเจริญสติแบบธรรมชาติผ่อนคลายไปเรื่อยๆจนเป็นไปโดยอัตโนมัติในที่สุด(วันหนึ่งเกิดขึ้นแน่นอน) สังเกตให้ดีๆ เมื่อสติเกิดจนนิ่งแล้ว สมาธิจะมาโดยอัตโนมัติ ถึงจุดนั้น ท่านจะใช้โยนิโสมนสิการพิจารณาธรรมต่างๆโดยอัตโนมัติ(ปัญญาเกิด) ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเริ่มต้นฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ มีระเบียบและวินัยในตนเองอย่างเข้มข้น แล้วถึงวันนั้นท่านจะเข้าใจสิ่งทั้งหมดที่ผมกล่าวมา(ปัจจัตตัง) จงใช้ วิชชา(แก่นมรรค)รื้อและทำลายรากเหง้าของกิเลส(กิเลสอวิชชา)แล้วบริวารกิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายมันก็ดับตามหัวหน้า(อวิชชา)ของมันไปเองทั้งหมด ความสำเร็จทุกๆอย่าง จะเริ่มต้นจากก้าวแรกเสมอ ไม่มีความสำเร็จใดๆเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน มันต้องใช้ทั้งเวลาและความเพียรพยายาม อดทน มีระเบียบและวินัยในตนเองสูง นั่นแหละคือจุดที่ท่านจะเอาชนะ กิเลสอวิชชา(โค่นกิเลสอวิชชา)ได้อย่างราบคาบ ค่อยๆเดินไปเรื่อยๆ เดินไม่หยุด สักวันมันก็ถึงหลักชัยเอง หลักชัยของท่านไม่ได้หนีท่านไปไหน มันยังคงรอวันและเวลาที่ท่านจะเดินไปถึงอยู่เสมอ เกิดเป็นมนุษย์มันทุกข์ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงวันดับสลายไปของขันธ์ 5 เวียนว่ายตายเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้จบไม่รู้สิ้น ตราบใดที่กิเลสอวิชามันยังเกาะติดอยู่กับจิตใจของเราแบบข้ามภพข้ามชาติ จงสลัดมันออกซะขยะพิษชิ้นนี้ เชื้อโรคร้ายตัวนี้ ไม่ต้องเก็บไว้อีกต่อไป
ก้าวข้ามอวิชชา ด้วย วิชชา(แก่นมรรค)
ถอดรหัส “วิชชาผัสสะ” ดับกิเลสทั้งระบบในปัจจุบันขณะจิต
เคยกังวลไหมว่า กิเลสในใจมีมากมายเหลือเกิน ทั้งความโลภ ความโกรธ ความหงุดหงิด ความฟุ่มเฟือยของความคิด... เราจะต้องตามดับพวกมันทีละตัวไปจนถึงเมื่อไหร่? ดับหัวหน้าโจร(อวิชชา)ก่อนแล้วบริวารของหัวหน้าโจรจะดับตามไปเอง
คำตอบจากแก่นธรรมของพระพุทธเจ้านั้นเรียบง่ายอย่างน่าอัศจรรย์ เราไม่ต้องไล่ล่าดับกิเลสตายนับพันตัว แต่เราจัดการเพียง “ประธานใหญ่” ตัวเดียวในปัจจุบันขณะจิต แล้วกิเลสทั้งระบบจะพังทลายลงทันที!
ประธานใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังความทุกข์ทั้งปวงนั้นมีชื่อว่า “อวิชชา” และนี่คือสถาปัตยกรรมแห่งการดับทุกข์ที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวันผ่าน อายตนะภายใน 6 (ประตูทั้ง 6)
ถอดรหัสประธานกิเลสอวิชชา : ทำไมต้องเป็น "อวิชชา"?
ในทางจิตตปัญญา อวิชชา (โมหเจตสิก) ไม่ใช่แค่ความ "ไม่รู้" หนังสือ หรือไม่รู้เรื่องราวทางโลก แต่คือ "ความปกปิดความจริง"แบบข้ามภพข้ามชาติของมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งปวง
ธรรมชาติของอวิชชา : มันคือแว่นตาตาดำที่ทำให้เรามองเห็นธรรมทั้งหลายเป็น "ตัวเรา ของเรา"(บิดเบือนความจริง)
จอมทัพแห่งอกุศล : อวิชชาแฝงตัวอยู่ในอกุศลจิตทุกๆ ดวง ไม่ว่าความโลภ (โลภะ) หรือความโกรธ (โทสะ) จะเกิดขึ้น ความมืดของอวิชชาจะต้องเป็นฐานรองรับเสมอ
เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่: ความโลภและความโกรธเป็นเพียงกิ่งก้านใบ ส่วน อวิชชา คือ รากแก้ว หากเราคอยโค่นกิ่งก้าน (พยายามฟาดฟันความโกรธ/ความอยาก) ใบใหม่ก็พร้อมจะงอกขึ้นมาใหม่อีก แต่การตัดรากแก้วของอวิชชา คือการทำให้กิ่งก้านทั้งหมดแห้งเหี่ยวและดับลงไปพร้อมกันทั้งหมด
สนามรบที่แท้จริง : อายตนะภายใน 6 (ประตูทั้ง 6)
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า การปฏิบัติธรรมเพื่อดับกิเลส ต้องหนีไปอยู่ในที่เงียบสงบ หลับตา และตัดการรับรู้โลกภายนอก แต่ในความเป็นจริง “สนามรบ” ที่กิเลสเกิดและดับ อยู่ตรงประตูทั้ง 6 ในชีวิตประจำวันนั่นเอง
ตา สัมผัส รูป
หู สัมผัส เสียง
จมูก สัมผัส กลิ่น
ลิ้น สัมผัส รส
กาย สัมผัส โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย)
ใจ สัมผัส ธรรมารมณ์ (ความคิด/ความรู้สึก)
เมื่อใดก็ตามที่ประตูเหล่านี้เปิดออก(โลกเปิด) แล้วปราศจาก วิชชา(ปัญญา) อวิชชาจะแอบเนียนเข้ามาปรุงแต่งทันที เกิดเป็นวงจรแห่งความทุกข์ที่ไม่จบสิ้น( ในวงจรปฏิจจสมุปบาท )
ปฏิกิริยาแอคชั่นทางจิต : เปลี่ยน "อวิชชา" เป็น "วิชชา" ในเสี้ยววินาที
เมื่อแก่นมรรคอันประกอบด้วย สติ สมาธิ และปัญญา แก่กล้าและทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์ที่ประตูอายตนะ จะเกิดปรากฏการณ์ปฏิกิริยาแอคชั่นทางจิตใหม่ขึ้นทันที:
[ อายตนะภายใน + แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ]
│
▼
[ วิชชาผัสสะ ] (สัมผัสฉลาด)
│
▼
[ วิชชาเวทนา ] (เวทนาฉลาด)
│
▼
[ ดับนันทิ / ถอนรากอวิชชา / กิเลสไร้ที่ยืน ]
วิชชาผัสสะ (สัมผัสฉลาด)
เมื่อตาเห็นรูป หรือใจรับรู้อารมณ์ สติ ทำหน้าที่ระลึกรู้ สมาธิ ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว และ ปัญญา โยนิโสมนสิการเห็นตามจริงว่า “นี่เป็นเพียงสภาวะธรรมชาติที่มากระทบ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา” ผัสสะนั้นจึงกลายเป็น วิชชาผัสสะ—การสัมผัสที่ไม่ถูกหลอกด้วยความสำคัญมั่นหมาย
วิชชาเวทนา (เวทนาฉลาด )
เมื่อเกิดความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือ เฉยๆ จิตที่เปี่ยมด้วยวิชชาจะไม่เพลิดเพลินหลงไหล (นันทิราคะ) ในความสุข และไม่ขัดเคือง (ปฏิฆะ) ในความทุกข์ แต่จะมองเห็นเวทนาเป็นเพียง สภาวะที่เกิดแล้วก็ดับไป นี่คือ วิชชาเวทนา—การรับรู้เวทนาโดยไม่ถูกเวทนาครอบงำ
ผลลัพธ์ในปัจจุบันขณะ : การถอนรากถอนโคนไร้ร่องรอย
เมื่อ แสงสว่างแห่งวิชชา ส่องสว่างขึ้น ณ ผัสสะปัจจุบันขณะ ความมืดของอวิชชา ย่อมดับลงโดยธรรมดา (พุทธธรรมชาติ)
ไม่ต้องไปไล่ดับทีละกิเลส : เมื่อประธานใหญ่อย่างอวิชชาดับลงในขณะจิตนั้น กิเลสบริวารทั้งโลภะ โทสะ โมหะ อนุสัย และสังโยชน์ ที่เตรียมจะก่อตัว ก็จะถูกขจัดไปโดยอัตโนมัติ เพราะ ขาดฐานรองรับจากอวิชชา
จิตคืนสู่ความปกติ (ปกติธรรมชาติ) : จิตจะไม่ถูกสังขารปรุงแต่งหลอกลวงให้ผูกจิตไว้กับอารมณ์ เกิดสภาวะโปร่ง เบา และเป็นอิสระอย่างแท้จริงในปัจจุบันขณะ
สรุปแก่นเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
1. ไม่ต้องหนีผัสสะ(เพราะมันเกิดขึ้นตลอดเวลา) แต่รับผัสสะด้วยความรู้แจ้ง : เปิดตา เปิดหู รับรู้โลกตามปกติ แต่ใส่ "วิชชา" (เจริญสติ สมาธิ ปัญญา)ณ. ปัจจุบันขณะจิตไว้ที่ประตูอายตนะภายในทั้ง 6
2. หยุดวงจรที่เวทนา : รู้เท่าทันความรู้สึก รู้ว่าสุขหรือทุกข์เป็นเพียงธรรมทำกิจ ไม่ปล่อยให้กลายเป็นความยินดียินร้าย( อวิชชาหลอกเอา )
3. ดับประธานตัวเดียว ชนะสงครามจิต : การเจริญสติรู้แจ้งในปัจจุบันขณะจิตเดียว คือการถอนรากแก้วของอวิชชา ซึ่งทรงพลังกว่าการพยายามสู้กับกิเลสนับร้อยนับพันตัว
เรียบเรียงขึ้นเพื่อให้เห็นว่า ธรรมะไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสถาปัตยกรรมทางจิตที่ลงมือพิสูจน์ได้ทันทีในทุกๆ ผัสสะของชีวิตประจำวันครับ
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญา ))
[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่ ]
[ ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 กดดูที่นี่...))
(( อารมณ์ 6 คืออะไร? ตีแผ่อารมณ์ 6 ))
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
[ อนัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตาคืออะไร??? ]
[ธรรมะเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ทำอย่างไร))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))
(( แก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด ))
(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค ))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
((ตีแผ่ลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ )))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค ))
(( ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ ))
(( ใช้แก่นมรรคแก้ปัญหาต่างๆ กดดูที่นี่.... ))
Translate: Please go to the sub-menu on your left.
翻译:请前往您左侧的子菜单。