วิธีการฝึกสติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ให้ใช้งานได้จริงๆ



วิธีการฝึกสติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ให้ใช้งานได้จริงๆแบบชาวบ้าน
ในการฝึก...สติ สมาธิ ปัญญา...ผู้ฝึกต้องมีระเบียบวินัยในตนเองนะครับ
ต้องคิดว่าเป็นหน้าที่รับผิดชอบการฝึกฝนในแต่ละวัน จึงจะได้ผลดี
เมื่อท่านลงมือปฏิบัติแล้ว ผลลัพธ์จะงอกงามขึ้นเรื่อยๆชีวิตดีขึ้นกว่าปกติ
แล้วท่านจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่า ทุกๆอย่างมันดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน
  ทุกข์จะค่อยๆลดน้อยลงและค่อยๆหายไปเรื่อยๆจนเข้าสู่สภาวะ ความปกติ นั่นคือ จุดที่ท่านพ้นทุกข์ในปัจจุบันขณะ(ไม่ใช่การบรรลุมรรคผลนิพพานใดๆทั้งสิ้น)ต้องใช้เวลาและความอดทน ฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา จนเชี่ยวชาญและชำนาญสูง ท่านจะรู้ผลลัพธ์ด้วยใจท่านเอง

อานุภาพของ...การเจริญสติ..เป็นประจำ
- ตัดกระแสทุกข์ที่..เวทนา..เป็นด่านแรกสุด
- เป็นองครักษ์พิทักข์จิตไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกิเลส
- เจริญสติเป็นประจำ จะมีความจำแม่นยำดีมาก
- อัลไซเมอร์(ความหลงลืม)ไม่เข้าหา

สติ คือ ธรรมแรกที่ไปตัดกระแสแห่งทุกข์ใน เวทนา
สติจะดักจับ..นันทิราคะ ก่อนไปสู่ ตัณหาและอุปาทาน
นันทิราคะ คือ เชื้อของ...ตัณหา( เหตุแห่งทุกข์ )
นี้คือที่มาของ...การมีสติในทุกๆขณะจิต เพื่อไม่ให้ อกุศลเจตสิกทำกิจ สติเป็นเจตสิกที่เป็นกุศล เมื่อกุศลเจตสิกเกิด(สติ) อกุศลเจตสิกจะดับลง ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ 
   ผัสสะ เกิด => เวทนา เกิด => ตัณหา เกิด
ผัสสะเกิดตลอดเวลา ทำให้เวทนาก็เกิดตลอดเวลา ถ้าไม่มีการเดินแก่นมรรค(กุศลเจตสิกหรือวิชชาปรุงแต่ง) อกุศลเจตสิกเข้าแทรกทันที ทุกข์เกิดขึ้นทันที เพราะ นันทิราคะ ถูกปรุงแต่งที่จุดเวทนา ถ้าจิตขาดกุศลเจตสิกปรุงแต่ง(เจริญวิชชาหรือเจริญแก่นมรรค)
 

วันนี้ ท่านได้ใช้...สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค) 

เต็มประสิทธิภาพหรือยัง?

มนุษย์ทุกๆคนล้วนมี สติ สมาธิ ปัญญา มาตั้งแต่เกิด ธรรมชาติได้มอบสิ่งนี้ให้กับมนุษย์ทุกๆคนบนโลกใบนี้ เพียงแต่ใครจะมีมากหรือมีน้อยกว่ากัน ซึ่งจะต้องผ่านการฝึกฝน ถ้าสติ สมาธิ ปัญญา มีน้อยก็คือไม่มีการฝึกฝนใดๆเพื่อให้ สติ สมาธิ ปัญญา แก่กล้ามีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ความแตกต่างจึงอยู่ตรงจุด...การฝึกฝน กับ การไม่ฝึกฝนเป็นหลัก จงอย่าปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรม จงใช้ สติ สมาธิ ปัญญา ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

((วิธีฝึกสติแบบง่ายๆ ทุกคนก็ทำได้ ดูที่นี่))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))

   ทำไม???ต้องมีการฝึกฝน...สติ  สมาธิ  ปัญญา( แก่นมรรค )
แก่นมรรคก็คือ วิชชาหรือปัญญานั่นเอง ต้องศึกษาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ตราบใดที่ลมหายใจยังมีอยู่ เพื่อให้เข้าใจกฎธรรมชาติ และนำเอาขุมทรัพย์(แก่นมรรค)ที่ธรรมชาติมอบให้มา นำมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันให้เกิดประโยชน์กับตัวของท่านเองและครอบครัวสังคมส่วนรวม ท่านได้ประโยชน์เต็มๆ

มนุษย์เป็นสัตว์โลกอีกกลุ่มหนึ่ง ถ้ามนุษย์ไม่ผ่านการฝึกฝน เรียนรู้ด้านต่างๆ มนุษย์ก็ไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉานทั่วๆไป มนุษย์คือสัตว์ประเสริฐ ถ้าไม่ผ่านการฝึกฝน ก็ไม่สามารถเป็นสัตว์ที่ประเสริฐเหนือกว่าสัตว์เดรัจฉานได้  สติ สมาธิ ปัญญา ถึงแม้ว่าธรรมชาติจะมอบให้มาตั้งแต่แรกเกิด แต่มีความจำเป็นต้องทำการฝึกฝนให้มีความแก่กล้า โดยเฉพาะ สติ กับ ปัญญา พระพุทธเจ้าได้อุปมาดอกบัว 4 เหล่าขึ้น ก็มาจากความแก่กล้าทาง...สติ ปัญญา...ของมนุษย์นี่เอง มนุษย์ที่มี สติ ปัญญา แก่กล้าสูง(ขั้นอัจฉริยะ)จะถูกจัดไว้เป็นเหล่าที่ 1 คือ บัวที่พ้นน้ำแล้ว ส่วนมนุษย์ที่ต้องพัฒนาสติ ปัญญา อย่างหนักถูกจัดอยู่ในเหล่าที่ 4 ยังคงอยู่ใต้โคลนตมต่อไป ฝึกยาก การฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา มีแต่ผลดีสถานเดียวเท่านั้น ไม่มีผลเสียใดๆเลย
    สติ สมาธิ ปัญญา ไม่ใช่เฉพาะนำมาใช้ในการดับทุกข์ประจำวันเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญอย่างมากในการดำเนินชีวิตของมนุษย์บนโลกใบนี้ ถ้าขาด สติ สมาธิ ปัญญา คือ ชีวิตล้มเหลวหรือวิกลจริตหรือปัญญาอ่อนนั่นเอง ผู้ที่มีความฉลาดสูง จะใช้ สติ สมาธิ ปัญญา มากเป็นพิเศษ

การฝึก...สติ  สมาธิ   ปัญญา....ด้วยตัวเอง
สติ คือ ประตูบานแรกที่จะเข้าสู่กุศลธรรมทั้งปวง
สติ คือ การระลึกรู้ ความรู้ตัว เมื่อมีสิ่งมีกระทบ(ผัสสะ)
1 ) การฝึก สติ วัตถุประสงค์ของการฝึกสติ เพื่อลดความประมาท ลดความผิดพลาดในการดำเนินชีวิต สติเปรียบเสมือนเซนเซอร์ตรวจจับสิ่งแปลกปลอมที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของมนุษย์ ทั้งทางรูปธรรม(สัมผัสได้ด้วยกาย)และทางนามธรรม(สัมผัสและรับรู้ได้ด้วยใจ) การทำงานที่มีความเสี่ยงสูงและความละเอียดมาก ยิ่งต้องใช้ทักษะด้านสติสูงตามไปด้วย ผิดพลาดขึ้นมาหรือขาดสติอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ง่ายๆ นี่คือ อานุภาพและความสำคัญของ...สติ....
         วิธีการฝึกสติด้วยตนเอง
การฝึกสติ มี 2 ส่วนที่เกี่ยวข้องและต่อเนื่องกันอย่างเป็นระบบ
1 ) การฝึกสติกับลมหายใจเข้าออก( อานาปานสติ )
2 ) การฝึกสติกับอิริยาบทต่างๆทุกๆการเคลื่อนไหว

       1 ) การฝึกสติกับลมหายใจเข้าออก( อานาปานสติ ) สามารถทำได้ทุกๆที่และทุกๆเวลาเมื่ออยู่ในที่สงบ(ไม่วุ่นวายมาก)หรือขณะนั่งสมาธิ วิธีการแบบง่ายๆคือ...กำหนดรู้ลมหายใจเข้า ก็มีสติรู้ว่า..ลมหายใจเข้า เวลาหายใจออกก็มีสติกำหนดรู้ว่า..หายใจออก  ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนสตินิ่งเข้าสู่สมาธิหรือที่เรียกว่า จิตมีสมาธินั่นเอง อธิบายรายละเอียดต่อไปนี้.......
      การกำหนดรู้ในอานาปานสติแบบเต็มรูปแบบ
-  เริ่มจากกำหนดรู้ลมหายใจเข้ายาว(บางท่านก็กำหนดที่ลมยาวก่อน) ก็รู้ว่าลมหายใจเข้ายาว ลมหายใจออกยาว ก็รู้ว่าลมหายในออกยาว โดยไม่ต้องท่องใดๆ เพียงกำหนดรู้ในใจรู้ด้วยสติเท่านั้น ไม่ต้องออกเสียงดังใดๆ กำหนดไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่ง ลมหายใจจากยาวๆจะเริ่มสู่วงจรลมหายใจสั้น( เริ่มมีสมาธิเกิด )ให้ทำการกำหนดรู้ด้วยสติต่อๆไป
-  เข้าสู่สภาวะลมหายใจเข้าสั้น สติก็รู้ว่าหายใจเข้าสั้น ลมหายใจออกสั้น สติก็รู้ว่าลมหายใจออกสั้น ทำไปเรื่อยๆวันละ 10-30 นาทีในช่วงแรกๆ ฝึกให้ชำนาญอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ  ในกรณีที่พบกับการฟุ้งซ่านหรือถูกรบกวน ให้ดึงสติกลับมาที่ลมหายใจใหม่ จะแบบสั้นหรือแบบยาวก็ได้ ให้มาเริ่มต้นที่ลมหายใจใหม่อีกครั้ง แต่ส่วนมากจะเป็นแบบลมหายใจยาว สูดลมหายใจเข้าลึกๆยาวๆกั้นลมหายใจไว้สักระยะ แล้วค่อยๆปล่อยออกมา ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนไปสู่ลมหายใจสั้นเหมือนเดิม จะช่วยดึงสติกลับมาจากการฟุ้งซ่านได้ง่ายๆ นี้คือ เทคนิคแบบง่ายๆสามารถนำใช้ได้เลย ในการฝึกสติที่ลมหายใจเข้าออก 
            ผลลัพธ์ของการฝึกลมหายใจเข้า-ออก 
จิตจะมีสมาธิดีขึ้น สติที่จับลมหายใจได้นิ่งแล้ว จิตก็จะเป็นเช่นเดียวกันกับสติ เหตุเพราะ สติเป็นธรรมปรุงแต่งจิตหรือประกอบกับจิตนั่นเอง อารมณ์เดียวกัน เกิดและดับพร้อมๆกัน อยู่ในที่เดียวกัน สติอยู่กับกาย จิตก็จะอยู่กับกาย เมื่อจิตอยู่กับลมหายใจ(ฐานกาย)จิตจะมีสมาธิ ความฟุ้งซ่านจะไม่เกิด(อุทธัจจเจตสิกไม่ทำงาน)วัตถุประสงค์ของการฝึกสติที่ฐานกาย(มีสติอยู่กับลมหายใจ)ก็เพื่อให้ จิตสงบ นั่นเอง จะเรียกว่า...การทำสมถกัมมัฏฐานก็ได้...เมื่อสตินิ่ง จะส่งผลให้จิตมีสมาธิ และส่งผลทำให้เกิด...สัมปชัญญะ(ความรู้ตัวทั่วพร้อม)นำไปสู่...ปัญญา( การใช้โยนิโสมนสิการพิจารณาโดยแยบคายแบบละเอียดและรอบคอบ รวมถึงการใช้วิภัชวาท วิเคราะห์ แยกแยะสิ่งต่างๆธรรมต่างๆได้ดี )
      2 ) การฝึกสติกับอิริยาบทการเคลื่อนไหวต่างๆของกาย(กายคตาสติ) วิธีการนี้เหมาะสำหรับการเคลื่อนไหวไปมาของกาย เช่น การ เดิน นั่ง ทำงาน รับประทานข้าว ดื่มกาแฟ ฯลฯ ผู้คนส่วนใหญ่สติจะหลุดหรือขาดสติ(ประมาท)ในอิริยาบทเหล่านี้มากที่สุด ถ้าฝึกฝนสติในอิริยาบทเหล่านี้จนเป็นเรื่องปกติ ท่านจะเป็นผู้ที่มีสติที่ว่องไว(สติแก่กล้า)เป็นระดับ มหาสติ ผิดพลาดยาก การทำงานจะมีประสิทธิภาพสูงมาก เพราะสติ จะนำมาซึ่งสมาธิและปัญญา จงมีสติในทุกๆอิริยาบท(เตือนตนเองอยู่ตลอดเวลาในทุกๆขณะจิต) สติที่กล้าแกร่งหรือสติแก่กล้า(มหาสติ)มีประโยชน์มหาศาลต่อตัวของท่านโดยตรง  สติที่มั่นคง(มีสติในทุกขณะจิต)คือจิตที่มั่นคงและมีสมาธินั่นเอง เพราะ สติคือธรรมที่ประกอบจิต เป็นอันเดียวกับจิต เกิดและดับพร้อมกับจิต( สติเป็นเจตสิก คือ ธรรมที่ประกอบจิต ปรุงแต่งจิต ) แล้วเวลาทำงาน สติก็ต้องอยู่กับงานที่ทำ(กายคตาสติ)จดจ่อและตั้งมั่นอยู่กับงานที่ทำ จะเห็นได้ว่า เราอยู่กับสติตลอดเวลา ถ้าไม่มีสติคือ ประมาท เช่น เหม่อลอย ซึมเศร้า เป็นต้น ซึ่งสติ สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งหมด ธรรมที่ดีงามทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีสติหรือปราศจากสติ นี่คือ ความสำคัญของ สติ เป็นธรรมหลักๆใน..อริยมรรคมีองค์ 8 การเจริญกายคตาสติจะต่อเนื่องจากข้อ 1 คือ อานาปานสติ สติที่ฝึกจากลมหายใจเข้าออก ถ้าเราเคลื่อนไหวไปมาหรือทำงานต่างๆ การกำหนดลมหายใจเข้าออกอาจจะไม่เหมาะเท่าที่ควร พระพุทธเจ้าจึงให้เปลี่ยนจากการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก มาเป็นกำหนดรู้ความเคลื่อนไหวของกายในทุกๆอิริยาบท สติเป็น องครักษ์พิทักษ์จิตที่ดีที่สุด
   นี้คือ ความจริง(สัจธรรม)  สติ =>> ทำให้เกิด สมาธิ =>> ทำให้เกิด  ปัญญา
    ถ้าไม่มีสติ  =>> ก็ไม่มีสมาธิ  =>> ไม่มีปัญญา ( แก่นมรรคไม่เกิด )
              สติ เกิด  =>  สมาธิ เกิด

2 ) สมาธิ  คือ ความตั้งมั่น ความมั่นคงของสติหรือของจิตนั่นเอง( สติคือธรรมประกอบจิต )จิตมีสมาธิ ก็คือ สติที่ตั้งมั่นแล้วจนเกิดสมาธิ( เอกัคคตาเจตสิกเกิดร่วมกับสติเจตสิก ) สมาธิจะไม่มีวันเกิดได้เลย ถ้าปราศจากสติ หรือไม่มีสติ ดังนั้น สติ จึงเป็นเหมือนสารตั้งต้นของ สมาธิและปัญญา( เหตุปัจจัยการเกิด ) สมาธิจึงเป็นเหมือนผลพลอยได้จากการเจริญสติ( ทั้งอานาปานสติ และ กายคตาสติ )สมาธิมี 3 ระดับ ตั้งแต่สมาธิชั่วคราว( ขณิกสมาธิ ) สมาธิปานกลาง( อุปจารสมาธิ )และ สมาธิขั้นสูง( อัปปนาสมาธิ )ส่วนใหญ่จะเจริญสมาธิขั้นต้นไปถึงกลางในการปฏิบัติเริ่มแรก การทำสมาธิไม่ใช่เพียงการไปนั่นหลับตาในป่าหรือนั่งหลับตาในที่เงียบสงบนะครับ การทำสามาธิท่ามกลางสนามรบ(ผัสสะหรือสัมผัสแรงๆ)นี่คือ สิ่งที่ท้าทายมากที่สุด ถ้าท่านสามารถมีสมาธิท่ามกลางความวุ่นวายหนักๆถือว่า เก่ง กว่าการทำสมาธิในที่เงียบๆจะเป็นสิ่งที่ง่ายไปแล้ว ให้ฝึกในภาวะวิกฤต แล้วท่านจะเก่งสมาธิแก่กล้ามากขึ้น สตินิ่ง(จิตนิ่ง)นี่คือ ของแท้ ไม่หวั่นไหวในผัสสะ(สัมผัส)จะแรงแค่ไหนก็ไม่สะทกสะท้าน ขอให้ท่านคิดเสมอว่า ถ้าสตินิ่ง คือ ท่านมีสมาธิแล้ว เป็นธรรมหลักๆใน..อริยมรรคมีองค์ 8 ที่ขาดไม่ได้
      สติ เกิด  =>  สมาธิ เกิด 
สติดับ(หลุด) => สมาธิดับ(หลุด)

3 ) ปัญญา หรือ วิชชา คือความรู้แจ้งตามความเป็นจริงของแต่ละธรรม ไม่ใช่ปัญญาจากตำราเรียนเพียงอย่างเดียว ปัญญาในทางพระพุทธศาสนาจะมีความหมายที่ลึกซึ้งและกว้างกว่าปัญญาในตำราเรียนในห้องเรียน
     ในธรรมชาติจะมีธรรมอยู่ 2 ธรรมคือ...รูปธรรม และ นามธรรม ในโลกและในจักรวาลนี้ มีเพียง 2 ธรรมนี้เท่านั้น ปัญญาหรือวิชชา จึงหมายถึงการรู้แจ้งใน...รูปธรรม( รูป 28 ประการ ) และ นามธรรม( ซึ่งมีเป็นจำนวนมากมาย )มนุษย์ถูกโปรแกรมด้วย อวิชชา(ความไม่รู้ธรรมชาติ)มาตั้งแต่การแรกเกิด แต่ในขณะเดียวกันธรรมชาติก็มอบ ปัญญาหรือวิชชามาให้ด้วย แต่ต้องทำการฝึกฝนอย่างหนักในภายหลังจึงจะแสดงผลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่วนอวิชชาไม่ต้องฝึกฝนใดๆทั้งสิ้นมันทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อเกิด ผัสสะ ขึ้นมา จึงอาจจะพูดได้ว่า มนุษย์เราโง่มาตั้งแต่แรกเกิดก็ไม่ผิดไปจากความเป็นจริง อวิชชา(ความไม่รู้จริง)ไม่ต้องฝึกฝนใดๆมันนอนนิ่งมากับจิตเรียบร้อยแล้ว ส่วน วิชชาหรือปัญญา มีความจำเป็นต้องฝึกฝนให้เชี่ยวชาญและชำนาญสูง เพราะ วิชชาเกิด อวิชชาจะดับลง
ปัญญาหรือวิชชา(ความรู้แจ้งตามความเป็นจริง) จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าปราศจากสติหรือไม่มีสติเป็นธรรมตั้งต้น ปัญญาเป็นธรรมชาติที่ตรงกันข้ามกับ อวิชชา(ความไม่รู้) เป็นธรรมหลักๆใน..อริยมรรคมีองค์ 8 ถ้ามนุษย์ปราศจากปัญญาหรือไม่มีปัญญา ท่านคิดว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร??? พิการทางสมอง ปัญญาอ่อน โง่ สารพัดคำเปรียบเทียบ มนุษย์ใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิตและการทำงานต่างๆ การทำธุรกิจ ต้องใช้ปัญญาขั้นสูงมากเป็นพิเศษ มนุษย์เจริญก้าวหน้าได้ก็เพราะ...ปัญญา...ดังนั้น ปัญญา จึงใช้ทั้งการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ไปจนถึงพระพุทธเจ้าใช้ในการดับทุกข์(ดับกิเลสตัณหา) ปัญญา จึงเป็นธรรมที่ดูเหมือนธรรมดา แต่มีความไม่ธรรมดาอยู่ในตัว ขึ้นอยู่กับผู้นำไปใช้ประโยชน์ ไม่มีเศรษฐีหรือมหาเศรษฐีคนใดในโลกนี้แม้แต่คนเดียวที่ไม่ใช้..ปัญญา..ในการสร้างตัวเองให้เป็นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐีเลย นี่คือ....อานุภาพของ....ปัญญา หรือ วิชชา......

ปัญญา(วิชชา) คือ ธรรมที่พระพุทธเจ้าใช้ดับอวิชชาหรือ ตรัสรู้อริยสัจ 4 นั่นเอง
เหตุให้เกิด ปัญญาหรือวิชชาตามข้อ 1-3 ด้านล่าง จงใช้โยนิโสมนสิการ คือ การพิจารณาโดยแยบคายถี่ถ้วนรอบคอบและรอบด้าน รวมถึงการใช้ วิภัชวาท คือ การวิเคราะห์แยกแยะรูปธรรมและนามธรรมให้เห็นชัดเจน แยกแยะ สมมติ ออกจาก ปรมัตถ์ ให้เห็นชัดเจนเช่นกัน
 

1. สุตมยปัญญา  ปัญญาเกิดจากการฟัง
2. จินตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิดวิเคราะห์ต่างๆ
3. ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการเจริญภาวนาในธรรมต่างๆโดยเฉพาะ สติปัฏฐาน 4 นั่นคือ แหล่งสร้างปัญญา ทุกข์ที่มาจากรูปธรรมและนามธรรมอยู่ในสติปัฏฐาน 4 การดับทุกข์ด้วยปัญญาก็อยู่ในที่เดียวกัน เพราะสติปัฏฐาน 4 คือ แหล่งสร้าง สติ สมาธิ ปัญญา อย่างแท้จริง
 

  ปัจจัยที่ทำให้เกิด วิชชา(ปัญญา)คือ ต้องมีสติ  สมาธิ เพื่อนำไปสู่...ปัญญา....
การดับทุกข์ในชีวิตประจำวันของปุถุชนคนธรรมดาที่ต้องหาเลี้ยงชีพสามารถทำได้ ไม่ต้องบรรลุมรรคนิพพานใดๆทั้งสิ้น เพียงใจไม่เป็นทุกข์ หรือทุกข์น้อยลง ปัญหาน้อยลง ทำแค่นั้น จงใช้ปัญญาแยกแยะความจริงให้ออก
 

 จาก "ปรุงกุศล" สู่ "วิชชาเต็มรูปแบบ" (วางแพ) เป็นการใช้ วิชชา ขั้นสูง(ดับทุกข์ถาวร) 

ในการสร้างวิชชาสำหรับคนทำงานหรือคนธรรมดานั้น เราจะแบ่งการฝึกปัญญาออกเป็น 2 ช่วงชัดเจน เพื่อให้ผู้อ่านค่อยๆ ไต่ระดับไปตามจริต: 

ขั้นตอนการฝึก ลักษณะการทำงานของจิต ผลลัพธ์ทางโลกและทางธรรม
ขั้นต้น: ปรุงกุศลเจตสิก ตั้งใจฝึกฝน ดึงเอา สติ สมาธิ ปัญญา มาใช้ในการทำงานและดำเนินชีวิตประจำวัน เจตนาปรุงแต่งความคิดที่เป็นประโยชน์ มีโฟกัส ไม่เครียด ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มีความสุขุม ความทุกข์หยาบๆ ในการทำงานดับลง
ขั้นสูง: เกิดวิชชา (หยุดปรุงทั้งหมด) ปัญญาญาณเห็นแจ้งว่า แม้แต่ตัวกุศลเจตสิกหรือจิตเองก็เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน จิตจึง หยุดปรุงแต่งทั้งหมด ทั้งกุศลและอกุศล สลัดคืนอุปาทาน จิตปล่อยวางเครื่องมือ "วางแพลงกองไว้ที่ฝั่งแม่น้ำ" เข้าสู่ความว่างบริสุทธิ์และสภาวะจิตที่ไม่มีทุกข์อย่างแท้จริง

 

 "วิชชา ไม่ใช่การไปนั่งท่องจำตำรา แต่คือการฝึกฝนปัญญาให้เห็นความจริงของรูป-นามในชีวิตประจำวัน จนจิตฉลาดพอที่จะเลิกวิ่งไปกำถ่านไฟร้อนๆ เลิกบังคับควบคุมสิ่งที่เป็นอนัตตา และยอมหยุดปรุงแต่งเพื่อพบกับความสงบที่แท้จริง"

ในโลกและในจักรวาลนี้ มีเพียง 2 สิ่งนี้เท่านั้น คือ  รูป  กับ   นาม
จงมี วิชชา(ปัญญา)ใน...รูป  กับ  นาม...แล้วความทุกข์จะไม่มีที่ตั้ง
ไม่มี ตัวเรา ไม่มี ของเรา มีแต่...รูป  กับ  นาม....ที่ทำกิจเท่านั้น

   การฝึกปัญญาหรือวิชชา( ในฉบับพระพุทธเจ้า )
   สติ เกิด  =>>  สมาธิ เกิด  =>>  ปัญญาหรือวิชชา เกิด
การฝึกปัญญา ต้องเริ่มต้นมาตั้งแต่การฝึก...สติ  สมาธิ...แล้วจึงจะมาถึง...ปัญญา หรือ วิชชา( ความรู้แจ้งในธรรม )ขาดสติก็ไม่ได้ ขาดสมาธิก็ไม่ได้ เมื่อฝึกสติจนแม่นยำ การพิจารณาโดยแยบคายหรือการพิจารณาแบบละเอียดและรอบคอบรอบด้าน( โยนิโสมนสิการ )จะเกิดขึ้น ซึ่งโยนิโสมนสิการจะเป็นธรรมที่ส่งเสริและสนับสนุนให้เกิดปัญญาหรือวิชชาติดตามมา นอกจากนี้ การคิด วิเคราะห์ แยกแยะสิ่งต่างๆ(ธรรมต่างๆ)ซึ่งเรียกว่า วิภัชวาท ก็เป็นตัวส่งเสริมให้เกิดปัญญาหรือวิชชาได้เป็นอย่างดี ปัญญามาจาก...การฟัง การคิดวิเคราะห์ การเจริญวิปัสสนา(เจริญปัญญาในสติปัฏฐาน)นี่คือ องค์ประกอบของการฝึกฝนปัญญาหรือวิชชา ฟังให้มาก อ่านให้มาก คิดและวิเคราะห์แยกแยะธรรมต่างๆให้ถูกต้อง(สัมมาทิฏฐิ) ปัญญาในทางพระพุทธศาสนาจะมีความลึกซึ้งมากกว่าปัญญาในทางโลก(รู้ความเป็นความจริงของธรรมชาติ)
ในระดับเริ่มต้น(ขั้นฝึกหัด) ท่านควรรู้หรือมีปัญญา(วิชชา)ในอะไรบ้าง?
   ควรมีวิชชาในหลักๆคือ รูปธรรม   กับ  นามธรรม

1 ) รู้ความจริงเรื่องขันธ์ 5 ซึ่งก็คือ องค์ประกอบของชีวิตมนุษย์ทุกๆคนบนโลกใบนี้นี่เอง องค์ประกอบของชีวิตมนุษย์ทุกๆชีวิตมีเพียง 2 สิ่งนี้คือ  รูปธรรม คือ ส่วนที่เป็นรูปกาย ที่เราเหมาว่าเป็นตัวเรานี่แหละ และ ส่วนของ นามธรรม ประกอบไปด้วย..เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ...จึงออกมาเป็นขันธ์ 5  หรือ รูปนาม ที่สมมติชื่อว่า..มนุษย์...นี่เอง
มาดูการตีแผ่รูปกายให้เห็นแบบชัดๆ กายของมนุษย์จะประกอบไปด้วย...ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ...ซึ่งก็คือองค์ประกอบของโลกใบนี้นั่นเอง มันเป็นไปได้อย่างไร? ให้ดูในตอนที่เผาศพเก็บกระดูกลอยอังคารว่ามีอะไรบ้าง? เถ้าถ่านและกระดูกจะมีส่วนประกอบของ...ดิน น้ำ ลม ไฟ...อยู่ในนั้นทั้งหมด สัตว์อื่นๆก็เหมือนกัน เป็นอันว่า รูปทุกๆอย่าง ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ล้วนมีที่มาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ..ทั้งหมด มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยการปรุงแต่ง  แก้วน้ำ  เสื้อผ้า อาหาร รถยนต์ บ้าน เครื่องบิน ฯลฯ มาจากแหล่งเดียวกันทั้งหมดทั้งสิ้น คือ...ดิน  น้ำ ลม ไฟ...แล้วทำไมมันไม่เหมือนกัน? ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยตัวปรุงแต่งเป็นหลักครับ นี้คือ ส่วนรูป(กาย)มีที่มาอย่างนี้ ไม่ใช่ของท่าน ดิน น้ำ ลม ไฟ มาจากธรรมชาติ แล้วสุดท้ายมันก็กลับไปสู่ธรรมชาติของมัน ท่านอย่าไปขี้ตู่ว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ ท่านเป็นเจ้าของ ผิดธรรมชาติครับหรือไปบิดเบือนธรรมชาติแบบไม่น่าให้อภัย กายนี้ไม่ใช่ของท่านครับ อย่าไปยึดเอาธรรมชาติ ท่านรู้ไหมว่า...ดิน  น้ำ ลม ไฟ...ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์สมติขึ้นมา จึงเป็น สมมติบัญญัติ ไม่ใช่ของจริง แต่เป็นสิ่งที่สมมติกันขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น  สมมติเป็นมนุษย์ สมมติเป็นวัว สมมติเป็นเรือ สมมติเป็นบ้าน ฯลฯ เป็น สมมติ ที่ซ้อน สมมติอีกทีหนึ่ง โลกมนุษย์จึงเต็มไปด้วยการปรุงแต่งของ..สมมติ..
2 ) รู้ความจริงใน อารมณ์ 6 หรืออายตนะภายนอก 6 อันประกอบไปด้วย...รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  ธรรมมารมณ์...นี้คือ สิ่งที่ท่านต้องรู้และเข้าใจในความจริง บรรดาอายตนะภายนอก 6 หรืออารมณ์ 6 เหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์สมมติกันขึ้นมาทั้งนั้น( สัตว์เดรัจฉานอื่นๆไม่รู้เรื่อง )อันนี้เป็นรูป อันนี้เป็นเสียง........นี่คือโลกแห่งการสมมติหรือโลกแห่งการปรุงแต่งนั่นเอง แน่นอนว่า สิ่งสมมติคือ ของไม่จริงเที่ยงแท้(อนิจจัง) ไม่มีอยู่จริง เปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปเรื่อยๆ(ทุกขัง)ไม่คงทนถาวร บังคับควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตนที่แน่นอน(เป็นอนัตตา) รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส คือ ส่วนของรูปธรรมทั้งหมด รูปธรรมทั้งหมด( มี 28 ประการ )คือ สิ่งปรุงแต่งทั้งหมด( สังขตธรรม ) ส่วนธรรมารมณ์ เป็น นามธรรม เป็นสังขตธรรมเช่นกัน(ปรุงแต่ง) เป็นสิ่งที่เกิดมาจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งและดับไปตามเหตุปัจจัยเช่นกัน การที่มนุษย์เข้าไปเพลิดเพลิน(นันทิ)ในสิ่งเหล่านี้ นำมาซึ่งตัณหา(ความอยาก ความกำหนัด)และอุปาทาน(ความยึดมั่น ถือมั่น ยึดติด)นำมาซึ่ง...ความทุกข์เกิดขึ้นใน...จิตใจ....ของมนุษย์นั่นเอง
ใครที่โลภ? ใครที่โกรธ? ใครที่หลง ?
โลภ โกรธ หลง ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของ มีแต่ธรรมที่ชื่อ โลภ โกรธ หลง ทำหน้าที่(ทำกิจ)เท่านั้น เพราะมันไม่มีตัวตนจริงๆมาตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว มีแต่ธรรมที่เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยตามกระแสธรรมชาติเท่านั้น มนุษย์ไปหลงผิด(มิจฉาทิฏฐิ)คิดเอาธรรมชาติมาเป็นของตัวเองทั้งสิ้น ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเป็น...อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน บังคับควบคุมไม่ได้) ถ้าเป็น ตัวเรา ของเรา จริงๆมันต้องบังคับและควบคุมได้ทั้งหมด ท่านไม่สามารถบังคับกายไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บไม่ให้ตายได้ นี่คือ อนัตตาของแท้ ไม่ต้องไปคิดเรื่องนามธรรมที่ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยกาย ยิ่งไปกันใหญ่   ปัญญาหรือวิชชา จะเข้าไปแยกแยะ พิจารณาด้วยเหตุและผลอย่างละเอียดรอบคอบและรอบด้านในขันธ์ 5 และ อายตนะภายนอก 6 ทั้งหมดในขันธ์ 5 และอายตนะภายนอก เป็น สมมติบัญญัติ ทั้งหมด อย่าหลงเข้าไปยึดให้จิตเป็นทุกข์ สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วคราว สุดท้ายก็ดับสลายไปในที่สุด มันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เราบังคับควบคุมไม่ได้
ขันธ์ 5 ( รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ) ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ทั้งหมดมาจากเหตุปัจจัยในธรรมชาติ และดับไปในธรรมชาติตามเหตุปัจจัย อย่าไปหลงและแบก สมมติ ให้เป็นทุกข์ เพราะ ทุกข์ เกิดจากจิตเข้าไปรับรู้และยึดด้วยความหลงผิด(จิตที่มีอวิชชา)
อายตนะภายนอก 6 (อารมณ์ 6 ) คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมมารมณ์(ความคิด ความจำต่างๆ) ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่นยึดติดในสิ่งเหล่านี้ เพราะมันจะนำมาซึ่ง...โทษ  ทุกข์  ภัย  ปัญหาสารพัด ที่ทำให้จิตเป็นทุกข์ ทั้งหมดเป็น สมมติ ทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่มนุษย์ปรุงแต่งและอุปโลกน์ขึ้นมาชั่วคราวเพื่อให้หลงยึดเท่านั้น ผู้ที่มีวิชชาหรือมีปัญญาจะไม่เข้าไปยึดในสิ่งเหล่านี้ เพราะเห็นโทษ เห็นทุกข์ เห็นภัยที่มาจากสิ่งเหล่านี้ อยู่กับสมมติได้ แต่ไม่ควรไปยึดในสมมติ
   จงปฏิบัติดังต่อไปนี้ เมื่อเดินแก่นมรรคหรือเจริญแก่นมรรค....
......รู้    เห็น    วาง.....
......รู้    ตื่น     วาง.....
......รู้    ปล่อย   วาง....
ใน ขันธ์ 5 และ อารมณ์ 6 หรืออายตนะภายนอกทั้ง 6  จิตของท่านจะว่างและไม่มีทุกข์
 สติ  สมาธิ ปัญญา...เป็นธรรมที่อยู่ใน..อริยมรรคมีองค์ 8 หรือธรรมที่ใช้ดับทุกข์(กิเลสตัณหา)นั่นเอง จงนำ... สติ สมาธิ ปัญญา...ใส่โปรแกรม...รู้  เห็น   วาง......
                สติ คือ สัมมาสติ ใน อริยมรรคมีองค์ 8
                สมาธิ คือ สัมมาสมาธิ  ใน อริยมรรคมีองค์ 8
                ปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ(ความเห็นอันถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้อง)ใน อริยมรรคมีองค์ 8
ในที่นี้จึงเรียกว่า...แก่นมรรค....ซึ่งเป็นธรรมที่สูงสุดที่พระพุทธเจ้าใช้ในการ...ตรัสรู้.......
มนุษย์ในโลกนี้ส่วนใหญ่ใช้...สติ  สมาธิ  ปัญญา...สร้างกิเลสตัณหากันแทบทั้งนั้น(สิ่งปรุงแต่ง)
แต่พระพุทธเจ้าใช้....สติ สมาธิ ปัญญา...ดับทุกข์( ดับกิเลสตัณหา )เป็นระดับ โลกุตตระ
ท่านจะประสบผลสำเร็จในการดับทุกข์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยคือ ความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอ การมีระเบียบวินัยสูงในการฝึกฝนแก่นมรรค เดินแก่นมรรคหรือเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตให้ต่อเนื่องมากที่สุด
ความสำเร็จในการดับทุกข์ของท่าน ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืนได้ ต้องใช้เวลาพอสมควร จงมีความเพียรพยายามอดทน แล้ววันหนึ่งเหตุปัจจัยที่ท่านสร้างและสั่งสมมามัน

จะปรากฎผลออกมาให้เห็นอย่างแน่นอน แล้วท่านจะเข้าใจกระบวนการทั้งหมด
...................................................................................................................

แก่นมรรค : สติ สมาธิ ปัญญา คืออะไร?
และวิธีฝึกฝนเพื่อการดับทุกข์ในชีวิตประจำวัน 

ในวิถีชีวิตอันเร่งรีบของโลกยุคดิจิทัล หลายคนอาจมองว่า "สติ สมาธิ ปัญญา" เป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องเฉพาะของผู้ทรงศีลในป่าเขา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้ง 3 สิ่งนี้คือ "กลไกธรรมชาติของจิตใจ" ที่หากเราเข้าใจและฝึกฝนอย่างถูกวิธี มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการหยุดยั้งความทุกข์ และสร้างความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม สติ สมาธิ ปัญญา สามารถสร้างชีวิตของท่านให้มีสุขและประสบผลสำเร็จได้แบบง่ายๆ

1. เจาะลึก "แก่นมรรค" (สติ สมาธิ ปัญญา คืออะไร?) 

หากเปรียบจิตใจของเราเป็น "วิศวกรรมระบบ" แก่นมรรคทั้ง 3 ตัวนี้จะทำหน้าที่ประสานกันอย่างเป็นระบบเพื่อถอดถอนความทุกข์ออกจากใจของเรา ดังนี้:

สติ (ตัวระลึกรู้/ผู้เตือน) : คือ อาการที่จิต "ระลึกได้" ทันเวลาเมื่อมีสิ่งกระทบ (ผัสสะ) ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ สติทำหน้าที่เสมือน "เซนเซอร์" ที่คอยตรวจจับว่า ตอนนี้จิตกำลังจะหลงไปปรุงแต่ง หรือกำลังจะจมไปในอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง    สติ คือ ธรรมที่คอยอารักขาจิตไม่ให้ตกไปเป็นเหยื่อและเป็นทาสของ อวิชชา

สมาธิ (ความตั้งมั่น/ฐานที่มั่น) : คือ ภาวะที่จิต "ตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว" มีความสงบ นิ่ง ไม่ซัดส่ายไปตามอารมณ์ที่มากระทบ สมาธิไม่ใช่การนั่งหลับตาจนไม่รู้อะไรเลย แต่คือการที่ใจมี "กำลัง" และมีคุณภาพ พร้อมที่จะใช้งาน

ปัญญา (การเห็นตามความเป็นจริง/ตัวแยกแยะ): คือ การรู้แจ้งเห็นจริงว่า ทุกสรรพสิ่ง รวมถึงตัวจิตเองล้วนเป็นอนัตตา (ไม่มีตัวตนที่แท้จริง) ปัญญาทำหน้าที่ "ตีแผ่สมมติ" แยกแยะและมองเห็นว่า ความทุกข์ไม่ได้มีอยู่จริง มันเป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปตามเหตุปัจจัยของมันเท่านั้น ไม่มีตัวตนจริงๆ 

สรุปความสัมพันธ์ : สติ ตรวจจับอารมณ์ => สมาธิ ทำให้จิตนิ่งพอที่จะดู => ปัญญา ทำหน้าที่ตัดวงจรความทุกข์ด้วยการเห็นความจริงของสิ่งต่างๆที่จิตไปรับรู้ 

2. วิธีการฝึก "สติ" แบบละเอียด (การตามล่าหาความจริงจากผัสสะ) 

การฝึกสติที่แท้จริง ไม่ใช่การบังคับตัวเองให้อยู่ในท่าทางใดท่าทางหนึ่ง แต่คือการ "ฝึกละนันทิ (ความเพลิน) ในเวทนา" ในชีวิตประจำวัน ผัสสะและเวทนาเกิดตลอดเวลา(โดยที่เราไม่ค่อยได้สังเกต)เมื่อมีสิ่งใดมากระทบกับจิต(สัมผัส)จะเกิด เวทนา ขึ้นมาทันที สติที่ฝึกฝนดีแล้ว จะจับเวทนาได้ทันที จึงไม่มีการปรุงแต่ง นันทิ เกิดขึ้น

ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติ :

1. ตั้งหลักที่ฐานกาย (วิหารธรรม): ในทุกๆ วัน ให้เลือกอารมณ์เด่นอย่างหนึ่งเป็น "บ้านของจิต" เช่น ลมหายใจเข้า-ออก (อานาปานสติ) หรือการขยับเคลื่อนไหวของร่างกายอิริยาบทต่างๆ(กายคตาสติ)เพื่อให้สติอยู่กับกาย

2. มีสติรู้เท่าทันเมื่อจิต "หลง": เมื่อมีผัสสะมากระทบ (เช่น ได้ยินเสียงคนนินทา หรือเห็นข้อความในมือถือแล้วใจแวบไปหงุดหงิด) จิตจะหลงไปปรุงแต่งเป็นความพอใจหรือไม่พอใจ (เวทนา)ให้มีสติกำหนดรู้ เห็น แล้ว วาง มันลง

3. สะบัดความเพลิน (ละนันทิ): ทันทีที่ "สติ" ระลึกรู้ว่าใจแวบไป อย่าไปห้ามอารมณ์นั้น และอย่าด่าตัวเอง แค่ "รู้ว่าหลง" แล้วละความเพลินนั้นซะ ชวนจิตกลับมาหาลมหายใจหรือร่างกายทันที เพราะกายเป็นฐานที่มั่นที่ดี

4. ทำบ่อยๆ จนเป็นอัตโนมัติ : ฝึกรู้ทันอารมณ์โกรธ อารมณ์อยาก อารมณ์เศร้า ตั้งแต่ตื่นนอนตอนตื่นนอน จนถึงเข้านอน ทำบ่อยๆ จนเซนเซอร์ (สติ) ของเราทำงานได้ไวขึ้นเองโดยไม่ต้องบังคับ 

3. วิธีการฝึก "สมาธิ" แบบละเอียด (สร้างจิตให้ตั้งมั่น เป็นปกติ) 

สมาธิในแก่นมรรค ไม่ใช่สมาธิแบบกดทับจนเคลิ้ม แต่คือ "สมาธิที่จิตตั้งมั่น (ขณิกสมาธิ)" ที่พร้อมจะนำไปใช้งานเพื่อเกิดปัญญา เป็นสมาธิแบบชั่วคราว เพื่อให้จิตตั้งมั่น( สติอยู่กับฐานกาย จิตก็จะอยู่กับสติ )

ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติ :

1. สภาวะปกติ (ปกติธรรมดา): ปล่อยร่างกายและใจให้อยู่ในท่าที่สบายที่สุด ไม่ว่าจะนั่ง ยืน เดิน หรือนอน ไม่ต้องพยายามทำให้สงบ เพราะความอยากสงบคือ "ตัณหา" ที่จะพาไปหาความเครียด ทำตัวให้สบายๆไม่เครียด

2. รู้ด้วยใจที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง: เมื่อจิตอยู่กับลมหายใจ แล้วจิตหนีไปคิดเรื่องงาน(ฟุ้งซ่าน) ทันทีที่รู้ตัว ให้สังเกตสภาวะที่ "จิตดีดตัวกลับมา" จังหวะที่จิตกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวนั่นแหละคือ "สมาธิที่แท้จริง"ซึ่งสติจะเตือน

3. ไม่แทรกแซงธรรมชาติ: ปล่อยให้ความคิดเกิดขึ้น ปล่อยให้อารมณ์เกิด แต่จิตเราทำหน้าที่เป็นเพียง "ผู้สังเกตการณ์ " ที่ยืนดูอยู่ห่างๆ โดยไม่กระโดดลงไปเล่นร่วมกับความคิดนั้น

4. สั่งสมกำลังใจ : การฝึกแบบนี้ จิตจะค่อยๆ ตั้งมั่นขึ้นทีละขณะ (ขณิกสมาธิ) ซึ่งสมาธิประเภทนี้แหละครับที่ทรงพลังที่สุดในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะจิตจะตื่นรู้ มีพลัง และไม่หวั่นไหวกับมรสุมชีวิต 

4. วิธีการฝึก "ปัญญา" แบบละเอียด
(โยนิโสมนสิการและการเห็นอนัตตา) 

ปัญญาในที่นี้ไม่ใช่ความฉลาดทางวิชาการ แต่คือ "การตีแผ่สมมติ" เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าใจผิดว่าสิ่งต่างๆ เป็นตัวเราของเรา แต่เป็นปัญญาที่รู้แจ้งในธรรมทั้งปวง( รู้ความจริงของธรรมชาติ )

ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติ :

1. ใช้โยนิโสมนสิการในมโนผัสสะ( คือ การพิจารณาโดยแยบคายแบบละเอียดรอบคอบรอบด้าน) : 

เมื่อมีสติและสมาธิแล้ว เวลาที่มีความคิดหรืออารมณ์ความทุกข์เกิดขึ้นในใจ (มโนผัสสะ) ให้หันมา "โยนิโสมนสิการ" คือการพิจารณาแบบแยบคายในใจ มองลึกลงไปในความคิดนั้น จนเห็นความจริงต่างๆปรากฎ

2. เห็นความเกิด-ดับ : สังเกตดูว่า ความคิดโกรธเมื่อกี้ มันเพิ่งเกิดขึ้นเอง แล้วตอนนี้มันก็หายไปเองใช่ไหม? เราไม่ได้สั่งให้มันเกิด และเราก็สั่งให้มันอยู่ตลอดไปไม่ได้ มันเกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง ไม่มีเราโกรธ

3. เห็นความเป็นอนัตตา (ไม่มีใครอยู่ในนั้น): มองลึกลงไปจนเห็นแจ่มแจ้งว่า จิตก็เป็นเพียงธรรมชาติตัวหนึ่ง ความคิดก็เป็นธรรมชาติอีกตัวหนึ่ง ทุกอย่างทำหน้าที่ของตัวเอง (ธรรมทำกิจของธรรม) ไม่มี "ตัวเรา" อยู่ในความโกรธ ไม่มี "ตัวเรา" อยู่ในความสุข ทุกสมมติในโลกนี้เป็นเพียงสิ่งถูกรู้โดยจิตเท่านั้น เกิดดับไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง

4. จิตปล่อยวางความสำคัญมั่นหมาย: เมื่อปัญญาเห็นความจริงซ้ำๆ ว่าไม่มีอะไรควรยึดถือได้เลย จิตจะถอน "ความสำคัญมั่นหมายในตนเอง" (ลดละอัตตา) และหยุดกระบวนการปรุงแต่งความทุกข์ไปโดยปริยาย

ข้อคิดสำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติ :

"การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น จนกว่ากายนี้จะดับลง... จงฝึกฝนด้วยใจที่เป็นปกติ ไม่ตึงจนเครียด ไม่หย่อนจนหลงเพลิน แล้วคุณจะพบว่า การดับทุกข์สามารถทำได้จริงในทุกๆ วินาทีของชีวิตในแต่ละวัน"

 

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))

((  ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 กดดูที่นี่...))
((  อารมณ์ 6 คืออะไร? ตีแผ่อารมณ์ 6 ))

(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

  [ อนัตตาคืออะไร??? ]
  [  อัตตาคืออะไร??? ]
[ธรรมะเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก]

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))

((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
((ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ ))) 

(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..)) 
(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..)) 

((( ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ กดดูที่นี่...)))
(( ใช้แก่นมรรคแก้ปัญหาต่างๆ กดดูที่นี่....   )) 

 

แปลภาษา / Translate Page

*ระบบจะเปิดหน้าต่างใหม่เพื่อแปลเนื้อหาโดย Google

Visitors: 6,712