ธรรมที่ควรรู้จักและควรเข้าใจความหมาย

ชื่อธรรมที่ควรรู้จักและทำความเข้าใจสำหรับผู้ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า
"ธรรมะที่นี่...ไม่ต้องท่องจำ แต่ใช้การ 'สังเกต' ไม่ต้องแบกคัมภีร์...แต่ใช้การ 'ตีแผ่สมมติ' เพื่อให้เห็นความจริงว่า ทุกอย่างคือธรรมชาติที่ทำงานของมันเอง (ตถตา) แล้วคุณจะพบความสุขที่เป็นปกติของรูปและนามอย่างแท้จริง"
คำนิยามสภาวธรรม: การทำงานของรูปและนาม
1. จิต (Consciousness) คือ กิริยารู้ ทำหน้าที่รับรู้ธรรมต่างๆ(ทำกิจรับรู้ในธรรมต่างๆ)
นิยาม: ธรรมชาติที่เป็นผู้รู้อารมณ์
การทำงาน: เปรียบเสมือน "หุ่นไล่กา" ที่ตั้งอยู่กลางนา คอยรับรู้สิ่งที่ผ่านไปมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
แก่นความจริง: จิตก็เป็นธรรมอีกธรรมหนึ่งที่เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนที่เที่ยงแท้
2. เจตสิก (Mental Factors)เป็นธรรมที่ปรุงแต่งจิต เพราะจิตไม่สามารถปรุงแต่งตัวเองได้
นิยาม: สภาวธรรมที่เกิดร่วมกับจิต ดับพร้อมกับจิต และรู้อารมณ์เดียวกับจิต
การทำงาน: เป็น "ตัวปรุงแต่ง" ที่ทำให้จิตมีลักษณะต่างๆ เช่น ดี ชั่ว หรือเป็นกลาง
แก่นความจริง: เจตสิกแต่ละตัวทำกิจของตนเองตามเหตุปัจจัย
3. ผัสสะ (Contact) คือ สัมผัส หรือ การกระทบ ระหว่าง 2 สิ่ง
นิยาม: การกระทบกันขององค์ประกอบ 3 อย่าง คือ อายตนะภายใน (เช่น ตา), อายตนะภายนอก (เช่น รูป) และวิญญาณ (การรับรู้)
การทำงาน: เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการรับรู้ทั้งหมด
แก่นความจริง: หากไม่มีผัสสะ กระบวนการปรุงแต่งอื่นๆ ก็เกิดขึ้นไม่ได้
4. เวทนา (Feeling) คือ การเสวยอารมณ์ จิตเป็นตัวรับรู้เวทนา แต่จิตไม่ใช่เจ้าของเวทนา
นิยาม: การเสวยอารมณ์ หรือการแปลผลจากผัสสะ
การทำงาน: แบ่งเป็น สุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ (เฉยๆ)
แก่นความจริง: เป็นจุดสำคัญที่ต้องฝึก "ละนันทิ" เพื่อไม่ให้เกิดความเพลินยินดีจนกลายเป็นตัณหา
5. สัญญา (Perception) คือ ความจำได้หมายรู้ต่างๆ
นิยาม: ความจำได้หมายรู้
การทำงาน: ทำหน้าที่จดจำและหมายเอาไว้ว่าสิ่งที่ปรากฏนั้นคืออะไร (เช่น จำได้ว่านี่คือสีแดง, นี่คือเสียงนก)
แก่นความจริง: สัญญาเป็นเพียงสมมติที่จิตใช้ในการสื่อสารและใช้ชีวิต
6. สังขาร (Mental Formations) คือ ธรรมที่ทำการปรุงแต่งจิต
นิยาม: สิ่งที่ปรุงแต่งจิต
การทำงาน: กระบวนการคิดอ่านและเจตนาที่ทำให้จิตเกิดการกระทำ (กรรม) ทางกาย วาจา หรือใจ
แก่นความจริง: สังขารคือตัวการที่สร้าง "ภพ" หากจิตยังมีนันทิหรือความเพลินอยู่
7. วิญญาณ (Consciousness in the sense of 'Cognizance')
นิยาม: การรู้แจ้งในอารมณ์ผ่านทางอายตนะ
การทำงาน: รับรู้สิ่งที่มากระทบในแต่ละทาง เช่น จักขุวิญญาณ (รู้แจ้งทางตา), โสตวิญญาณ (รู้แจ้งทางหู)
แก่นความจริง: วิญญาณเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปตามผัสสะ ไม่ใช่สิ่งที่คงอยู่ถอดถอนไม่ได้
สัพพจิตตสาธารณเจตสิก: เจตสิกที่เป็นกลาง 7 ประการ
เจตสิกกลุ่มนี้คือ "ตัวทำงานพื้นฐาน" ที่ต้องเกิดร่วมกับจิตทุกดวง (สัพพจิตตสาธารณะ) เพื่อให้กระบวนการรับรู้สมบูรณ์ครับ:
1.ผัสสะ (Contact): การกระทบอารมณ์
2.เวทนา (Feeling): การเสวยอารมณ์ (รู้สึกสุข/ทุกข์/เฉย)
3.สัญญา (Perception): การจำได้หมายรู้ในอารมณ์นั้น
4.เจตนา (Volition): ความตั้งใจหรือการจัดแจงให้จิตทำงาน (ซึ่งบางครั้งท่านอาจสังเกตเห็นว่ากายขยับไปก่อนที่เจตนาจะทำงานเต็มที่)
5.เอกัคคตา (One-pointedness): การที่จิตจดจ่ออยู่กับอารมณ์เดียว (รากฐานของสมาธิ)
6.ชีวิตินทรีย์ (Psychic Life): ตัวรักษาประคองให้จิตและเจตสิกมีชีวิตอยู่ได้ในขณะนั้น
7.มนสิการ (Attention): การใส่ใจหรือมุ่งหน้าไปสู่อารมณ์ (เป็นตัวที่ทำให้จิตนึกถึงเรื่องนั้นๆ)
ราคะ (Lust/Attachment)
นิยาม: ความกำหนัด ความยินดี หรือความติดใจในอารมณ์
การทำงาน: เมื่อ นันทิ (ความเพลิน) เข้าไปทำงานในเวทนา สังขารจะปรุงแต่งให้กลายเป็น นันทิราคะ คือความเพลินตระการในอารมณ์นั้น
การตีแผ่ความจริง: ราคะไม่ใช่สิ่งถาวร แต่เป็นเจตสิกที่เกิดขึ้นเมื่อจิตหลงสมมติว่าสิ่งนั้นเป็น "เรา" หรือ "ของเรา"
วิธีจัดการ: ใช้การฝึก "ละนันทิในเวทนา" เพื่อไม่ให้ความเพลินพัฒนาไปเป็นราคะที่ผูกมัดจิตใจ
อคติ (Bias/Partiality)
นิยาม: ความลำเอียง หรือความประพฤติที่ผิดไปจากความถูกต้อง
องค์ประกอบ: ประกอบด้วย 4 ประการ คือ ลำเอียงเพราะชอบ (ฉันทาคติ), ลำเอียงเพราะโกรธ (โทสาคติ), ลำเอียงเพราะหลง (โมหาคติ) และลำเอียงเพราะกลัว (ภยาคติ)
ความสำคัญ: การมีอคติทำให้จิต "บิดเบือนธรรมชาติ" และมองไม่เห็นความจริงตามมโนผัสสะ
อวิชชา (Ignorance)
นิยาม: ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความหลงเข้าใจผิดในทุกสมมติ
บทบาท: เป็นรากเหง้าที่ทำให้จิตหลงเข้าไปยึดมั่นในสมมติ และสร้างความสำคัญมั่นหมายในตนเองขึ้นมา
วิธีจัดการ: การสร้าง "วิชชา" เพื่อแยกแยะสมมติออกให้เห็นตามความเป็นจริง
อตัมมยตา (Atammayata)
นิยาม: ความไม่สำเร็จด้วยสิ่งนั้น หรือสภาวะที่จิตไม่เข้าไปพัวพันปรุงแต่งกับอารมณ์
บทบาท: เป็นเครื่องมือจัดการกับอกุศลเจตสิก ไม่ให้แสดงผลหรือปรุงแต่งจิตได้อีกต่อไป
สภาวะ: เมื่อจิตเห็นโทษของนันทิเหมือนรสเค็มของเกลือ อตัมมยตาจะทำหน้าที่ตัดความพัวพันนั้นให้กลับมายากขึ้น
โยนิโสมนสิการ (Wise Reflection)
นิยาม: การทำไว้ในใจโดยแยบคาย การพิจารณาให้ถึงต้นตอของเหตุปัจจัย
บทบาท: ท่านใช้ธรรมข้อนี้ในมโนผัสสะเพื่อเห็นแจ้งว่า "ทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา"
ความสำคัญ: เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนความเห็นผิด (อวิชชา) ให้กลายเป็นความเห็นถูก (สัมมาทิฐิ)ตถตา (Tathata)
นิยาม: ความเป็นอย่างนั้นเอง
สภาวะ: การเห็นว่าธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตนเองตามเหตุปัจจัย เช่น กายที่ขยับไปตามธรรมชาติแม้เจตนาจะยังไม่ได้สั่ง
ผลที่ได้รับ: เมื่อเข้าถึงตถตา จิตจะคลายความยึดมั่นและอยู่กับปกติของรูปนามโดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ
อนัตตา (Non-Self)
นิยาม: ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง ไม่ใช่สัตว์ บุคคล เรา เขา
แก่นสำคัญ: เป็นสภาวะที่ท่านเน้นย้ำว่า "มีแต่ธรรมแต่ละธรรม ทำกิจของตัวเอง" และไม่มีความสำคัญมั่นหมายในตนเอง
จุดจบการเรียนรู้: การเรียนรู้ในอนัตตาจะดำเนินไปจนกว่ากายนี้จะดับลง จึงจะหมดการเรียนรู้อย่างแท้จริง
วิชชา (True Knowledge)
นิยาม: ความรู้แจ้ง ความสว่างไสวที่ทำให้เห็นตามความเป็นจริง
การทำงาน: ทำหน้าที่แยกแยะสมมติออกเพื่อให้เห็นความจริง เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าใจผิดในทุกสมมติที่เข้ามากระทบทางมโนผัสสะ
แก่นความจริง: เมื่อวิชชาเกิดขึ้น อวิชชา (ความไม่รู้) จะถูกทำลายลง ส่งผลให้ความสำคัญมั่นหมายในตนเองดับสิ้นไป-
ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาชีวิตตลอด 24 ชั่วโมง:
1.ทุกข์ (Suffering): สภาวะที่ทนได้ยาก ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ซึ่งรวมถึงการยึดมั่นในขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวเรา
2.สมุทัย (Cause of Suffering): ต้นเหตุของทุกข์ คือ ตัณหา (ความทะยานอยาก) และ นันทิ (ความเพลิน) ในเวทนา
3.นิโรธ (Cessation of Suffering): ความดับทุกข์ สภาวะที่จิตปราศจากนันทิและราคะอย่างสิ้นเชิง
4.มรรค (The Path): ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ คือ สติ สมาธิ ปัญญา ที่ท่านใช้จัดการกับอกุศลเจตสิกทั้งหมดปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination)
กระบวนการที่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจส่งต่อกันจนเกิดเป็นวงจรทุกข์:
อวิชชา: ความไม่รู้จริง ทำให้เกิดการปรุงแต่ง
สังขาร: การปรุงแต่งความคิดและเจตนา
วิญญาณ: การรับรู้ผ่านอายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
นามรูป: การก่อตัวของกายและใจ (ที่ท่านเห็นว่าขยับเองตามตถตา)
สฬายตนะ: ช่องทางรับรู้ทั้ง 6
ผัสสะ: การกระทบกันของอารมณ์ภายนอกและการรับรู้
เวทนา: ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ
ตัณหา: ความยากอันเกิดจาก นันทิ (ความเพลิน) ในเวทนานั้น
อุปาทาน: ความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเรา ของเรา
ภพ: ภาวะของจิตที่ถูกปรุงแต่งพร้อมจะแสดงผล
ชาติ: การเกิดขึ้นของความรู้สึกว่าเป็น "ตัวเรา" ผู้รับผล
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ...: ความทุกข์ทั้งหมดที่ตามมา
ข้อความส่งท้ายสำหรับผู้ศึกษา: "ธรรมะไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือการสังเกตสภาวะ ราคะ อคติ และอวิชชา ที่เกิดขึ้นในใจ แล้วใช้ แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ร่วมกับ อตัมมยตา เพื่อตีแผ่ความจริงให้เห็นแจ้งใน ตถตา และ อนัตตา ตลอด 24 ชั่วโมง"
-
นันทิ (Nandi): ความเพลินที่ผูกมัดจิต
การบิดเบือนธรรมชาติ: นันทิทำให้จิตหลงเข้าใจผิดว่าสภาวธรรมนั้นๆ เป็น "เรา" หรือ "ของเรา" ซึ่งขัดกับหลัก อนัตตา ที่ท่านกำลังศึกษาอยู่
การสร้างสังขาร: เมื่อมีความเพลิน (นันทิ) ก็จะเกิดความอยาก (ตัณหา) และการปรุงแต่ง (สังขาร) ต่อไปไม่จบสิ้น
การติดในสมมติ: นันทิคือตัวการที่ทำให้เราแยกสมมติไม่ออก เพราะความเพลินทำให้เรากระโดดลงไปเป็น "ตัวละคร" ในบทละครชีวิตนั้นๆ แทนที่จะเป็นเพียง "หุ่นไล่กา" ผู้สังเกตการณ์ครับ
เป็นสัญญาณเตือน (Alert): เมื่อใดที่ท่านรู้สึก "เพลิน" หรือ "พอใจ" ในสมาธิหรือในความรู้ที่เพิ่งได้รับ นั่นคือสัญญาณบอกว่า "จิตกำลังจะเข้าไปยึดแล้วนะ"
เป้าหมายในการละ: การฝึก "ละนันทิในเวทนา" คือข้อปฏิบัติที่ทรงพลังที่สุด เพราะถ้าละความเพลินได้ วงจรการปรุงแต่งที่นำไปสู่ทุกข์ก็ถูกตัดขาดทันที
การเห็นความเกิด-ดับ: เมื่อท่านตั้งใจละนันทิ ท่านจะเห็นชัดเจนว่า "ความเพลินเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป" ซึ่งช่วยตอกย้ำความจริงที่ว่าไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้
โครงสร้างการทำงานของ "กาย-ใจ" (รูป-นาม)
ในการศึกษาธรรมะระดับลึก ผู้เรียนจำเป็นต้องแยก "ก้อน" ของความรู้สึกนึกคิดที่เคยมองว่าเป็น "เรา" ให้กระจายออกเป็นส่วนๆ ดังนี้ครับ:
1.กลุ่มการรับรู้ (วิญญาณ-ผัสสะ-มนสิการ)
-
วิญญาณ: การทำหน้าที่รับรู้ทางอายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
ผัสสะ: จุดที่การรับรู้กระทบกับอารมณ์ภายนอก
มนสิการ: การดึงความสนใจไปที่อารมณ์นั้นๆ
ความจริง: ทั้งหมดนี้เป็นเพียง "กระบวนการ" ที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่ใช่ตัวตน
2.กลุ่มการแปลผลและบันทึก (เวทนา-สัญญา) -
เวทนา: เมื่อกระทบแล้ว จะเกิดความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ
สัญญา: การใส่รหัสหรือจดจำว่าสิ่งนั้นคืออะไร
ความจริง: เป็นเพียงระบบอัตโนมัติของจิตที่ทำงานตามข้อมูลเดิม
3.กลุ่มการปรุงแต่งและตัดสินใจ (สังขาร-เจตนา) -
สังขาร: การปรุงแต่งต่อยอดจากความจำและความรู้สึก
เจตนา: แรงผลักดันหรือความตั้งใจในการทำกิจ
ความจริง: เป็นจุดที่ทำให้เกิด "ภพ" หรือ "การกระทำ" หากเราขาดสติเข้าไปควบคุม
เจตสิกพื้นฐาน 7 (หัวใจของการทำงานของจิต)
สำหรับผู้ศึกษาใหม่ การเข้าใจเจตสิก 7 ตัวนี้ (สัพพจิตตสาธารณเจตสิก) จะช่วยให้เขาเห็นว่า "จิตไม่ได้ทำงานตัวคนเดียว" แต่มีทีมงานคอยช่วยอยู่เสมอ:
ผัสสะ: ตัวเชื่อมต่อ
เวทนา: ตัวรับความรู้สึก
สัญญา: ตัวจำชื่อ/จำหน้า
เจตนา: ตัวจูงใจให้ขยับ
เอกัคคตา: ตัวทำให้โฟกัส
ชีวิตินทรีย์: ตัวหล่อเลี้ยงให้ระบบทำงานได้
มนสิการ: ตัวชี้นำความสนใจ
บทสรุปเพื่อการ "ตีแผ่สมมติ"
เมื่อผู้ศึกษาเข้าใจคำศัพท์เหล่านี้ เขาจะเริ่มเห็นว่า "จิตก็เป็นธรรมอีกธรรมหนึ่ง" ที่ทำงานร่วมกับเจตสิกอื่นๆ และแต่ละธรรมต่างก็ทำกิจของตนเองตามธรรมชาติ (ตถตา) ซึ่งจะนำไปสู่การ "ละความสำคัญมั่นหมายในตนเอง" และเห็นแจ้งใน อนัตตา ในที่สุด
.............................................................................................................................
"กลยุทธ์การตัดวงจรทุกข์" โดยใช้ แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา) เข้าไปจัดการในจุดที่สำคัญที่สุดของปฏิจจสมุปบาท ดังนี้.-
จุดยุทธศาสตร์: การตัดวงจรด้วยแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )
ในกระบวนการปฏิจจสมุปบาท มีจุดที่จิตสามารถเข้าไปหยุดวงจรเพื่อไม่ให้เกิดความทุกข์ได้ 2 จุดหลัก ซึ่งสัมพันธ์กับแนวทางการปฏิบัติของท่านโดยตรง:
จุดที่ 1: ตัดที่ "ผัสสะ"
เมื่อมีการกระทบกันระหว่างอายตนะและอารมณ์ภายนอก
วิธีการ: ใช้สติระลึกรู้เท่าทันในขณะที่มีการกระทบ โดยทำหน้าที่เป็นเพียง "หุ่นไล่กา" หรือผู้สังเกตการณ์
การตีแผ่: แยกแยะให้เห็นว่ามีเพียงการกระทบของธรรมแต่ละธรรม (ตถตา) แต่ยังไม่มี "เรา" อยู่ในนั้น
ผลที่ได้รับ: วงจรถูกหยุดลงตั้งแต่ต้นทาง ไม่ไหลไปสู่การแปลผลเป็นเวทนาที่รุนแรง
2. จุดที่ 2: ตัดที่ "เวทนา" (ละนันทิด้วยปัญญา)
หากสติรู้ไม่ทันในขั้นผัสสะ และความรู้สึกสุขหรือทุกข์เกิดขึ้นแล้ว
วิธีการ: ฝึก "ละนันทิในเวทนา" คือไม่ยอมให้สังขารปรุงแต่งความเพลินยินดี (นันทิราคะ) เข้าไปเกาะกุมความรู้สึกนั้น
การใช้แก่นมรรค: ใช้ โยนิโสมนสิการ พิจารณาจนเห็นแจ้งว่าเวทนาก็เป็นอนัตตา เมื่อเห็นรสเค็มของเกลือ (โทษของนันทิ) จิตจะใช้ อตัมมยตา ตัดความพัวพันทันที
ผลที่ได้รับ: ตัณหา (ความอยาก) จะไม่เกิดขึ้น เมื่อไม่มีตัณหา อุปาทานและการเกิดของตัวเรา (ชาติ) ในความทุกข์นั้นย่อมดับลง
การทำงานร่วมกันของวิชชาและอริยสัจ 4
เมื่อท่านใช้วิธีตัดวงจรข้างต้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือการทำหน้าที่ของอริยสัจ 4 ที่สมบูรณ์แบบ:
เห็นทุกข์: เห็นการทำงานของปฏิจจสมุปบาทว่าเป็นกระแสแห่งทุกข์
ละสมุทัย: ดับนันทิและตัณหาในจุดผัสสะหรือเวทนา
แจ้งนิโรธ: สัมผัสสภาวะที่จิตเป็นอิสระจากความสำคัญมั่นหมายในตนเอง
เจริญมรรค: การฝึกฝนตนเองเช่นนี้ตลอด 24 ชั่วโมง คือการเจริญมรรคที่แท้จริง
"การเรียนรู้วิชาของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เพื่อการจดจำ แต่เพื่อการ 'ตีแผ่สมมติ' ให้เห็นว่าไม่มีเราอยู่ในวงจรของความทุกข์เลย มีแต่ธรรมที่ทำกิจของธรรม เมื่อแก่นมรรคทำงาน อวิชชาจะดับไป วิชชาจะปรากฏ และความเป็นปกติของรูปนามจะกลับคืนมา"
...........................................................................................................................แผนที่ทางลัด: เรียนรู้ธรรมแบบไม่แบกตู้พระไตรปิฎก
1. จุดเริ่มต้น: เปลี่ยนจาก "ตัวเรา" เป็น "ผู้สังเกตการณ์"
คำแนะนำ: ให้มองตัวเองเหมือน "หุ่นไล่กา"
เป้าหมาย: สังเกตสิ่งที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยไม่ต้องเข้าไปเป็นเจ้าของ
ผลที่ได้: ลดความเหนื่อยจากการต้องแบกความคาดหวังและความสำคัญมั่นหมายในตนเอง2. จุดปฏิบัติ: แยก "ชิ้นส่วน" ความจริง (สติปัฏฐาน 4)
แทนที่จะมองว่าเป็น "เรา" ทั้งก้อน ให้มองแยกเป็น 4 ชิ้นส่วน:
1.กาย: ก้อนธาตุที่ขยับได้เองตามธรรมชาติ (ตถตา)
2.เวทนา: ความรู้สึก สุข-ทุกข์ ที่เหมือนรสชาติอาหาร (รู้แล้วจบไป)
3.จิต: ผู้รู้ที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่ใช่เรา
4.ธรรม: ทุกอย่างคือธรรมชาติที่ทำงานตามเหตุปัจจัย3. จุดตัดทุกข์: "ชิมแล้วรู้ว่าเค็ม...ก็แค่ไม่ชิมอีก"
วิธีกำจัดนันทิ: เมื่อมีความรู้สึกพอใจหรือเพลิน (นันทิ) เกิดขึ้น ให้ใช้ปัญญาเห็นโทษของมันเหมือนเกลือที่เค็มจัด
ใช้อตัมมยตา: เมื่อเห็นโทษแล้ว จิตจะถอยออกมาเองโดยไม่ต้องบังคับ เป็นความไม่เข้าไปพัวพันที่เบาสบาย4. บทสรุป: การเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบสิ้น
หัวใจ: "มีแต่ธรรมแต่ละธรรม ทำกิจของตัวเอง"
วินัย: ฝึกสังเกตในมโนผัสสะและกายคตาสติอย่างต่อเนื่อง จนกว่ากายนี้จะดับลงจึงจะหมดการเรียนรู้
"ธรรมะที่นี่...ไม่ต้องท่องจำ แต่ใช้การ 'สังเกต' ไม่ต้องแบกคัมภีร์...แต่ใช้การ 'ตีแผ่สมมติ' เพื่อให้เห็นความจริงว่า ทุกอย่างคือธรรมชาติที่ทำงานของมันเอง (ตถตา) แล้วคุณจะพบความสุขที่เป็นปกติของรูปและนามอย่างแท้จริง"