วิธีการสร้างแก่นมรรค( วิธีการสร้าง สติ สมาธิ ปัญญา )

"การเจริญแก่นมรรค ไม่ใช่การพยายามดึงอะไรเข้ามา หรือผลักไสอะไรออกไป... แต่คือการปล่อยให้สภาวธรรมทำหน้าที่ของมัน โดยจิตไม่เข้าไปสวมรอยเป็นเจ้าของ"
วิธีการสร้างและพัฒนาแก่นมรรคให้แก่กล้าให้เกิดขึ้นในจิต
อานุภาพของ...การเจริญสติ..เป็นประจำ
- ตัดกระแสทุกข์ที่..เวทนา..เป็นด่านแรกสุด
- เป็นองครักษ์พิทักข์จิตไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกิเลส
- เจริญสติเป็นประจำ จะมีความจำแม่นยำดีมาก
- อัลไซเมอร์(ความหลงลืม)ไม่เข้าหา
ในที่นี้จะนำเสนอ สติ สมาธิ ปัญญา ในแนวทางพุทธศาสนาเท่านั้นต่อไปนี้คือ วิธีการสร้างแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )แบบละเอียด
ท่านสามารถนำไปฝึกฝนได้ทันที ค่อยๆก้าวเดินอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การมีระเบียบวินัยในตนเองถือว่าสำคัญมากๆ
กาลามสูตร 10 คือหลักความเชื่อที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เพื่อไม่ให้เชื่อสิ่งต่างๆ อย่างงมงายโดยขาดการไตร่ตรอง(โยนิโสมนสิการ) หลักการทั้ง 10 ประการมีดังนี้
- มา อนุสฺสวเนน: อย่าเชื่อเพียงเพราะฟังต่อๆ กันมา
- มา ปรมฺปราย: อย่าเชื่อเพียงเพราะถือสืบๆ กันมา
- มา อิติกิราย: อย่าเชื่อเพียงเพราะข่าวลือ
- มา ปิฏกสมฺปทาเนน: อย่าเชื่อเพียงเพราะอ้างตำรา
- มา ตกฺกเหตุ: อย่าเชื่อเพียงเพราะการคิดเดา
- มา นยเหตุ: อย่าเชื่อเพียงเพราะการคาดคะเน
- มา อาการปริวิตกฺเกน: อย่าเชื่อเพียงเพราะตรึกตามอาการ
- มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา: อย่าเชื่อเพียงเพราะตรงกับทฤษฎีตน
- มา ภพฺพรูปตา: อย่าเชื่อเพียงเพราะผู้พูดน่าเชื่อถือ
- มา สมโณ โน ครูติ: อย่าเชื่อเพียงเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์
"แก่นมรรค เครื่องมืออารักขาจิต 24 ชั่วโมง"
ทำไมแก่นมรรคต้องเป็น "เครื่องมืออารักขาจิต"?
1. พกแก่นมรรคติดตัวไปได้ทุกที่ (ไม่ต้องรอเข้าสำนัก):
มันไม่ใช่รูปแบบที่ต้องไปนั่งหลับตาบนอาสนะ แต่เป็น สติ สมาธิ ปัญญา ที่ดักรู้อยู่ที่ผัสสะและมโนผัสสะ ทางทวารทั้ง 6 ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ทำงาน พูดคุย หรือคิด
2. มี ฐานกาย (อานาปานสติ / กายคตาสติ) เป็น "เรือนใจ" ที่พร้อมให้จิตถอยกลับมาพักผ่อนและตัดกระแสนันทิราคะได้ทันทีในเสี้ยววินาที
3. ทำหน้าที่เป็น "องครักษ์พิทักษ์จิตตลอดเวลา 24 ชม."
- คอยตรวจตราไม่ให้อกุศลมูล 3 (โลภะ โทสะ โมหะ) แอบเล็ดลอดเข้ามาบิดเบือนธรรมชาติของจิต( ทำร้ายจิต )
- คอยเปลี่ยนผัสสะร้อน ให้กลายเป็น อุเบกขาเวทนา (เวทนาเย็น) คืนสู่ ปกติธรรม ได้ตลอดทั้งวันและคืน
- แก่นมรรคใช้งานได้จริงกับ "คนธรรมดา":
มันคือเครื่องช่วยชีวิตรายวันที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง เพราะมนุษย์ไม่ได้โดนกิเลสเผาเฉพาะตอนนั่งสมาธิ แต่โดนเผาตลอด 24 ชั่วโมงที่ยังรับรู้ผัสสะ การมีเครื่องมืออารักขาจิตจึงทำให้จิตเรา "รอด"พ้นจากกิเลสได้ในทุกขณะจิต
ธรรมะไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็น "ชุดอุปกรณ์อารักขาใจ" ที่ทุกคนต้องมีไว้ใช้งานในชีวิตประจำวันเพื่อการพ้นทุกข์รายวัน
คู่มือการใช้งาน "เครื่องมืออารักขาจิต 24 ชั่วโมง"
วิธีการนำแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ไปใช้ขจัดอกุศลมูล 3 ในชีวิตประจำวัน
"จิตรับรู้อารมณ์ได้ทีละอย่างในเสี้ยวขณะจิต หากแก่นมรรคครองพื้นที่ในมโนสัมผัส อกุศลมูล 3 ย่อมไม่มีที่ยืน และถอนรากถอนโคนไปโดยธรรมชาติ"
โครงสร้างกลไกการทำงาน : การปะทะกันของ 2 ฝ่ายทางทวารทั้ง 6
เมื่อมีการกระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (ผัสสะ) ในชีวิตประจำวัน วงจรจิตจะเลือกเดินไปใน 2 เส้นทางนี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ขึ้นอยู่กับตัวแปรเหตุปัจจัยเกิดในขณะนั้น:
[ ผัสสะ ทางทวาร 6 ]
│
┌──────────────────┴──────────────────┐
▼ ▼
[ ขาดการอารักขาจิต ] [ เจริญ แก่นมรรค 3 ]
│ │
▼ ▼
เกิด นันทิราคะ (เพลิดเพลิน) สติ ดักรู้ทันที + ดึงจิตกลับฐานกาย
│ │
▼ ▼
อกุศลมูล 3 (โลภะ โทสะ โมหะ) ปัญญา เห็นอนัตตา / อาทีนพ
│ │
▼ ▼
อกุศลกรรมบถ 10 (ทุกข์) เกิด อตัมมยตา ──> คืนสู่ ปกติธรรม
ขั้นตอนการปฏิบัติจริง 3 เสาหลัก (นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน)
ขั้นที่ 1: "สติ" — ดักผัสสะและย้ายบ้านทันที (ดับไฟที่ต้นลม)
การทำงาน: เมื่อ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง หรือเกิดความคิดกระทบจิต ไม่ปล่อยให้จิตไหลไประหว่างผัสสะกับเวทนา
วิธีใช้งานจริง
ทันทีที่เกิดอารมณ์รัก/ชอบ (โลภะ) หรือ โกรธ/ขัดเคือง (โทสะ) ให้ "สวิตช์ผัสสะใหม่" ดึงจิตกลับมาไว้ที่ฐานกาย (กายคตาสติ / อานาปานสติ) ทันที
ตัวอย่าง: ตาเห็นของสวยงามกำลังจะเกิดความอยากได้ (โลภะ) ให้ดึงจิตกลับมา รู้ลมหายใจ หรือ รู้สึกที่ฝ่าเท้ากระทบพื้นทันที ผัสสะทางตาจะถูกตัดขาด วงจรนันทิราคะในของชิ้นนั้นจึงทลายลงทันที
ขั้นที่ 2: "สมาธิ" — ประคองจิตให้ทรงอยู่ในอุเบกขา (สร้างวิหารธรรม)
การทำงาน: ให้กายและลมหายใจเป็น "เรือนใจ/วิหารธรรม" เพื่อให้จิตมีที่พึ่งยึดเหนี่ยว ไม่แวบออกไปวิ่งวุ่นตามกิเลสภายนอก
วิธีใช้งานจริง
เมื่อจิตย้ายกลับมาที่ฐานกาย สมาธิจะทำหน้าที่ประคองจิตให้ ทรงอยู่ในความตั้งมั่น เป็นกลาง (อุเบกขาเวทนารู้)
เปลี่ยนจาก "เวทนาเร่าร้อน" (โลภะ/โทสะ) ให้กลายเป็น "เวทนารู้ / เวทนาเย็น" ซึ่งเป็นภาวะปกติของจิต
ขั้นที่ 3: "ปัญญา" — ตีแผ่สมมติ แทงทะลุด้วยอนัตตา (ถอนรากถอนโคน)
การทำงาน: ใช้ โยนิโสมนสิการ พิจารณาตามความเป็นจริง เพื่อชี้โทษภัย (อาทีนพ) และเห็นอนัตตา
วิธีใช้จริง:
มองลงไปที่อารมณ์หรือสิ่งที่มากระทบว่า เป็นเพียง สังขารธรรม ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ไม่มีตัวตน สัตว์ บุคคล หรือ "ของเรา" อยู่ในนั้นเลย (สักแต่ว่า)
ปลุกสภาวะ อตัมมยตา ขึ้นในใจ: "จิตเราไม่ยอมสำเร็จมาจากโลภะ โทสะ โมหะ อีกต่อไป!" จิตจะสลัดคืนสภาวะธรรมทั้งปวงเข้าสู่ความวาง
ตารางสรุปการถอนพิษ อกุศลมูล 3 แบบตรงเป้า
| อกุศลมูล (ฝ่ายมืด) | เครื่องมือมรรคที่เข้าขจัด | ผลลัพธ์ในชีวิตประจำวัน |
| โลภะ (อยากได้ / ดึงเข้า) | สติ + อโลภะ (สละออก): ย้ายผัสสะมาฐานกาย ละนันทิในสุขเวทนา | จิตคลายความดึงเข้า หยุดการตระหนี่/ครอบครอง คืนสู่ความพอเพียง |
| โทสะ (ขัดเคือง / ผลักไส) | สมาธิ + อโทสะ (เมตตา/อุเบกขา): ตั้งมั่นในฐานกาย เห็นโทษภัยว่าโทสะคือไฟเผาใจตนเอง | จิตดับความเร่าร้อน หยุดการพยาบาท/พูดหยาบ เกิดความสงบเย็น |
| โมหะ (ความหลง / มืดบอด) | ปัญญา + อโมหะ (ความรู้แจ้ง): ตีแผ่สมมติ มองเห็นทุกอย่างเป็นอนัตตา | ถอนความยึดมั่นถือมั่น หมดความหลงในรูป/นาม คืนสู่ ปกติธรรม |
บทสรุป: คืนสู่ "ปกติธรรม" 24 ชั่วโมง
"การเจริญแก่นมรรค ไม่ใช่การไปเค้นบังคับจิต หรือการสร้างตัวตนนักปฏิบัติขึ้นมาใหม่ แต่คือการมีเครื่องมืออารักขาจิต เพื่อดักรู้ผัสสะ ย้ายจิตกลับบ้านที่ฐานกาย และเห็นแจ้งในอนัตตา"
เมื่อทำเช่นนี้จนเป็น "เรื่องปกติ" ในทุกขณะจิต:
1. อกุศลมูล 3 โดนสยบและถอนรากถอนโคน
2. อกุศลกรรมบถ 10 กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับจิตดวงนั้น
3. กุศลมูล 3 (อโลภะ อโทสะ อโมหะ) และ กุศลกรรมบถ 10 จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
นี่คือการใช้ชีวิตด้วย "เครื่องมืออารักขาจิต 24 ชั่วโมง" ที่สั้น คม ตรง และช่วยให้ผู้คนพ้นทุกข์ในแต่ละวันได้อย่างแท้จริง
กลไกการสร้างวิชชา (ฝึกฝนปัญญา) ในแก่นมรรค
สติเกิด => สมาธิเกิด => ปัญญาเกิด
สติไม่เกิด => สมาธิไม่เกิด => ปัญญาไม่เกิด
((วิธีฝึกสติแบบง่ายๆ ทุกคนก็ทำได้ ดูที่นี่))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
วิชชาไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีเหตุปัจจัยค้ำจุนตามกฎอิทัปปัจยตา ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของแก่นมรรคทั้ง 3 ตัวทำกิจประสานกันเป็นหนึ่งเดียว:
1. สติทำกิจ (ตัวปลุก/ตัวระลึก): สติ คือ สารตั้งต้นในการเจริญธรรมทุกๆชนิด
กลไก: ทันทีที่ลืมตาตื่นนอนหรือเผชิญผัสสะในชีวิตประจำวัน สติ ที่ไม่มีรูปร่างหน้าตาจะทำหน้าที่ "ระลึกรู้" เท่าทันสภาวะรูปนามที่กำลังปรากฏตรงหน้าทันที เช่น รู้ว่าใจกำลังจะวิ่งไป "ละนันทิในเวทนา" เพื่อหยุดการปรุงแต่ง
2. สมาธิทำกิจ (ตัวตั้งมั่น/ทรงพลัง):
กลไก: เมื่อสติระลึกรู้บ่อยเข้า จิตจะเกิดความตั้งมั่นเป็น สมาธิ (เอกัคคตาจิต) จิตจะนิ่ง สงบ และไม่กระโดดแส่ส่ายไปตามตัณหาภายนอก ทำให้ใจมีกำลังและมีความเป็นกลางพร้อมที่จะมองเห็นความจริง
3. ปัญญาทำกิจ (ตัวเห็นแจ้งจนเกิดวิชชา):
กลไก: เมื่อจิตมีสมาธิตั้งมั่นเป็นฐาน ปัญญาจะทำหน้าที่ "โยนิโสมนสิการ" ตีแผ่สมมติ มองเห็นช็อตต่อช็อตเลยว่า ทั้ง "รูป" และ "นาม" ล้วนเป็นอนัตตา บังคับควบคุมไม่ได้ ทันทีที่จิตเข้าไปปรุงแต่ง ความบีบคั้น (ทุกข์) ก็เกิดขึ้นทันที
ปัญญา(วิชชา) คือ ธรรมที่พระพุทธเจ้าใช้ดับอวิชชาหรือ ตรัสรู้อริยสัจ 4 นั่นเอง
เหตุให้เกิด ปัญญาหรือวิชชาตามข้อ 1-3 ด้านล่าง จงใช้โยนิโสมนสิการ คือ การพิจารณาโดยแยบคายถี่ถ้วนรอบคอบและรอบด้าน รวมถึงการใช้ วิภัชวาท คือ การวิเคราะห์แยกแยะรูปธรรมและนามธรรมให้เห็นชัดเจน แยกแยะ สมมติ ออกจาก ปรมัตถ์ ให้เห็นชัดเจนเช่นกัน
1. สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง
2. จินตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิดวิเคราะห์ต่างๆ
3. ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการเจริญภาวนาในธรรมต่างๆโดยเฉพาะ สติปัฏฐาน 4 นั่นคือ แหล่งสร้างปัญญา ทุกข์ที่มาจากรูปธรรมและนามธรรมอยู่ในสติปัฏฐาน 4 การดับทุกข์ด้วยปัญญาก็อยู่ในที่เดียวกัน เพราะสติปัฏฐาน 4 คือ แหล่งสร้าง สติ สมาธิ ปัญญา อย่างแท้จริง
ปัจจัยที่ทำให้เกิด วิชชา(ปัญญา)คือ ต้องมีสติ สมาธิ เพื่อนำไปสู่...ปัญญา....
การดับทุกข์ในชีวิตประจำวันของปุถุชนคนธรรมดาที่ต้องหาเลี้ยงชีพสามารถทำได้ ไม่ต้องบรรลุมรรคนิพพานใดๆทั้งสิ้น เพียงใจไม่เป็นทุกข์ หรือทุกข์น้อยลง ปัญหาน้อยลง ทำแค่นั้น จงใช้ปัญญาแยกแยะความจริงให้ออก
จาก "ปรุงกุศล" สู่ "วิชชาเต็มรูปแบบ" (วางแพ) เป็นการใช้ วิชชา ขั้นสูง(ดบทุกข์ถาวร)
ในการสร้างวิชชาสำหรับคนทำงานหรือคนธรรมดานั้น เราจะแบ่งการฝึกปัญญาออกเป็น 2 ช่วงชัดเจน เพื่อให้ผู้อ่านค่อยๆ ไต่ระดับไปตามจริต:
| ขั้นตอนการฝึก | ลักษณะการทำงานของจิต | ผลลัพธ์ทางโลกและทางธรรม |
| ขั้นต้น: ปรุงกุศลเจตสิก | ตั้งใจฝึกฝน ดึงเอา สติ สมาธิ ปัญญา มาใช้ในการทำงานและดำเนินชีวิตประจำวัน เจตนาปรุงแต่งความคิดที่เป็นประโยชน์ มีโฟกัส ไม่เครียด | ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มีความสุขุม ความทุกข์หยาบๆ ในการทำงานดับลง |
| ขั้นสูง: เกิดวิชชา (หยุดปรุงทั้งหมด) | ปัญญาญาณเห็นแจ้งว่า แม้แต่ตัวกุศลเจตสิกหรือจิตเองก็เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน จิตจึง หยุดปรุงแต่งทั้งหมด ทั้งกุศลและอกุศล สลัดคืนอุปาทาน | จิตปล่อยวางเครื่องมือ "วางแพลงกองไว้ที่ฝั่งแม่น้ำ" เข้าสู่ความว่างบริสุทธิ์และสภาวะจิตที่ไม่มีทุกข์อย่างแท้จริง |
"วิชชา ไม่ใช่การไปนั่งท่องจำตำรา แต่คือการฝึกฝนปัญญาให้เห็นความจริงของรูป-นามในชีวิตประจำวัน จนจิตฉลาดพอที่จะเลิกวิ่งไปกำถ่านไฟร้อนๆ เลิกบังคับควบคุมสิ่งที่เป็นอนัตตา และยอมหยุดปรุงแต่งเพื่อพบกับความสงบที่แท้จริง"
ในโลกและในจักรวาลนี้ มีเพียง 2 สิ่งนี้เท่านั้น คือ รูป กับ นาม
จงมี วิชชา(ปัญญา)ใน...รูป กับ นาม...แล้วความทุกข์จะไม่มี
ไม่มี ตัวเรา ไม่มี ของเรา มีแต่...รูป กับ นาม....ทำกิจเท่านั้น
คำว่า สติ สมาธิ และปัญญา ในที่นี้ขอเรียกว่า...แก่นมรรค... เป็นธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา และทำงานสัมพันธ์กันเหมือนกระบวนการพัฒนาจิตจากการ "รู้" ไปสู่ "ตั้งมั่น" และ "เข้าใจความจริง"
1. สติ คืออะไร? ( สติ คือ องครักษ์พิทักษ์ดูแลจิต )
สติ คือ ความระลึกรู้ ไม่เผลอ ไม่ลืมตัว รู้เท่าทันสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันหรือมากระทบ(สัมผัส) เช่น.....
- กำลังเดิน ก็รู้ว่ากำลังเดิน
- กำลังโกรธ ก็รู้ว่ากำลังโกรธ
- กำลังคิด ก็รู้ว่ากำลังคิด
- กำลังพูด ก็รู้ว่ากำลังพูด
สติไม่ได้มีหน้าที่ห้ามความคิดหรืออารมณ์ แต่มีหน้าที่ "ระลึกรู้" ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจและกาย เปรียบเหมือน ยามเฝ้าประตูขันธ์ 5 ที่คอยสังเกตว่าใครเข้าออกอยู่ตลอดเวลา สติจะเตือนภัยที่จะเข้าสู่จิต
2. สมาธิ คืออะไร?
สมาธิ คือ ความตั้งมั่นของจิต ความแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กระจัดกระจาย เมื่อมีสติรู้บ่อย ๆ จิตจะค่อย ๆ สงบและตั้งมั่น เกิดเป็นสมาธิ ตัวอย่าง
- อ่านหนังสือแล้วจดจ่ออยู่กับเนื้อหา
- ฟังธรรมแล้วใจไม่ลอยไปเรื่องอื่น
- นั่งภาวนาแล้วจิตอยู่กับลมหายใจได้ต่อเนื่อง
สมาธิไม่ได้หมายถึงการนั่งหลับตาอย่างเดียว แต่หมายถึง จิตที่มีกำลังและมั่นคง เปรียบเหมือน น้ำที่นิ่ง เมื่อคลื่นสงบ เราจึงมองเห็นสิ่งที่อยู่ใต้น้ำได้อย่างชัดเจน
3. ปัญญา คืออะไร?
ปัญญาจะเกิดขึ้นมาได้ ต้องใช้ โยนิโสมนสิการ คือ การพิจารณาสิ่งต่างๆ(ธรรมต่างๆ)โดยแยบคายละเอียดรอบคอบและรอบด้าน รวมทั้งการใช้วิธีแยกแยะรูปและนามจนเห็นความจริงชัดแจ้ง(วิภัชวาท)ไม่ได้เกิดจากการคิดเอาเองหรืออ่านจากตำรา แต่มาจากการพิจารณาใน สติปัฏฐาน 4 ( เจริญภาวนามยปัญญา )ปัญญามาจากสิ่งนี้
ปัญญา คือ ความรู้แจ้ง ความเข้าใจตามความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงความรู้จากการอ่านหรือจำได้ แต่เป็นการเห็นความจริงด้วยตนเอง เช่น เห็นว่า
- ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ (อนิจจัง)
- สิ่งที่ยึดถือไว้ทำให้เกิดความทุกข์( ทุกขัง )
- สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เป็นไปตามใจเราเสมอ( อนัตตา )
เมื่อมีปัญญา จิตจะปล่อยวางได้ถูกต้อง( รู้ เห็น วาง ) เปรียบเหมือน แสงสว่าง ที่ทำให้เห็นทางเดินอย่างชัดเจน
ความสัมพันธ์ของทั้งสามธรรม
สติ → สมาธิ → ปัญญา
- สติมีมากเป็นเรื่องดี
- สมาธิ ถ้ามีมากต้องปรับให้สมดุล
- ปัญญา ถ้ามีมากจนเกินไปก็ให้ปรับสมดุล
ทั้งสามธรรมทำงานต่อเนื่องกันดังนี้....
- สติ ทำให้รู้เท่าทัน มีมากเป็นเรื่องที่ดี
- เมื่อรู้ต่อเนื่อง จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ แต่ต้องไม่มากจนเกินไปจนเกิดกิเลส
- เมื่อจิตตั้งมั่น จึงเห็นความจริงเกิดเป็นปัญญา แต่ต้องไม่มากจนเกินไป เพราะจะฟุ้งในธรรม
เปรียบเหมือนการมองดอกไม้
- สติ = รู้ว่ากำลังมองดอกไม้
- สมาธิ = มองอย่างมั่นคง ไม่วอกแวก
- ปัญญา = เห็นความจริงว่าดอกไม้นั้นกำลังเปลี่ยนแปลง ร่วงโรย และไม่เที่ยง
ดังนั้น หากสรุปสั้นที่สุด:
- สติ = รู้ตัว
- สมาธิ = ใจตั้งมั่น
- ปัญญา = เข้าใจความจริง
ทั้งสามอย่างนี้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาจิตและดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและไม่ประมาท
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( ใช้แก่นมรรคแก้ปัญหาต่างๆ กดดูที่นี่.... ))
*ระบบจะเปิดหน้าต่างใหม่เพื่อแปลเนื้อหาโดย Google