Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

การสร้างวิชชาผัสสะและการสร้างวิชชาเวทนาเพื่อตัดวงจรกิเลส

ผัสสะ และ เวทนา เป็นธรรมที่น่าศึกษามากๆเพราะคือ ความรู้และความเข้าใจในการดับกิเลส(ดับทุกข์)เป็นธรรมพื้นฐานที่นำไปสู่ความเข้าใจในทุกข์เกิดและทุกข์ดับ

ถ้าท่านอยู่กับ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในทุกขณะจิต กิเลส(ทุกข์)จะหาท่านไม่พบ ตราบใดที่ยังสามารถครองแก่นมรรคได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จงใช้แก่นมรรคเป็นที่อยู่ของจิต(วิหารธรรม)ปลอดภัย ปลอดกิเลส ปลอดทุกข์ในทุกขณะจิต

การสร้างวิชชาผัสสะ เพื่อตัดวงจรกิเลส(ทุกข์)

การสร้างวิชชาเวทนา เพื่อตัดวงจรกิเลส(ทุกข์)
การดับทุกข์ในที่นี้จะหมายถึง...การดับทุกข์ชั่วขณะจิต...
เมื่อมีการเจริญแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันทุกขณะจิต

วิชชา(ปัญญา)ในที่นี้จะหมายถึง...แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)

ในพระไตรปิฎกคำว่า วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด) และ วิชชาเวทนา(เวทนาฉลาดหรือเวทนารู้)จะไม่ปรากฎ ที่นำมากล่าวในที่นี้เป็นอรรถกถา(คำอธิบายและขยายความ)ตามคำสอนของหลวงพ่อพุทธทาส จะมีคำว่า สัมผัสฉลาดกับสัมผัสโง่ๆปรากฎอยู่ ซึ่งเป็นการอธิบายให้ผู้คนยุคสมัยใหม่ได้เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ง่ายขึ้นนั่นเอง ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากพระไตรปิฎกแต่ประการใด ยังคงเป็นผัสสะที่มีวิชชา(ผัสสะรู้)และเป็นเวทนาที่มีวิชชา(เวทนารู้) 

 เจาะลึกกระบวนการรับรู้ของจิตในผัสสะและเวทนา
หลักเหตุและผล(อิทัปปัจจยตา)
   จิตที่มีวิชชา(เจริญแก่นมรรค)

  วิชชา(ปัญญา)เกิด =>> อวิชชาดับ
  อวิชชา ดับ => ตัณหาดับ => ทุกข์ดับ

   จิตที่มีอวิชชา(ไม่มีการเจริญแก่นมรรค)
  อวิชชาเกิด => ตัณหาเกิด => ทุกข์เกิด

  ผัสสะ เกิด => วิชชา/อวิชชา เกิด 
 ผัสสะ ดับ => วิชชา/อวิชชา ดับ
 

ผัสสะ คือ ปัจจัยการเกิดและดับของธรรมต่างๆ

ผัสสะเกิดและดับอยู่ตลอดเวลาตามเหตุปัจจัย
คือ อายตนะภายใน+อายตนะภายนอก+วิญญาณ

วิชชาผัสสะ สู่  วิชชาเวทนา เพื่อตัดวงจรกิเลส

ผัสสะ => เวทนา => ตัณหา(ทุกข์)

ผัสสะ คือ จุดที่ อวิชชา หรือ วิชชา ทำกิจ

ผัสสะ คือ จุดเปิดโลก( การปรุงแต่งเกิด )

ผัสสะ คือ จุดเกิดทุกข์ และ จุดดับทุกข์

เมื่อผัสสะเกิด เวทนาจะเกิดติดตามมาทันที ถ้ามีการเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิต วิชชาหรือปัญญาจะทำกิจใน ผัสสะและเวทนา นั่นคือ อวิชชาดับ นันทิดับ ตัณหาดับ(ในกระแสปฏิจจสมุปบาท) แต่ถ้าไม่มีการเจริญแก่นมรรค อวิชชาจะทำกิจปรุงแต่งนันทิราคะและตัณหาเกิดทุกข์(ปฏิจจสมุปบาทอนุโลม) ดังนั้น การเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตจึงมีความจำเป็นมากๆสำหรับผู้ที่ต้องการดับกิเลสและดับทุกข์อย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิตที่เกิดดับ

ในการเดินทางเพื่อความดับทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงสอนวิชชา(ปัญญา)เพื่อให้เรา "แยกแยะสมมติออกให้เห็นตามความเป็นจริง" หรือการตีแผ่สมมติ เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าใจผิด(มิจฉาทิฏฐิ)ในทุกๆ สมมติ และจุดตัดที่สำคัญที่สุดในชีวิตประจำวัน 24 ชั่วโมง ก็คือระบบการทำงานของ "ผัสสะ" และ "เวทนา" หากเราเข้าใจกลไกนี้อย่างลึกซึ้ง ความทุกข์จะไม่มีที่ยืนในใจเราอีกต่อไป เพราะ ผัสสะ คือ จุดที่โลกเปิด และ เวทนา คือ จุกที่ ทุกข์เกิด( ตัณหาเกิด ) เราจำเป็นต้องเรียนรู้ให้เข้าใจกลไกอย่างกระจ่างแจ้ง เพื่อจัดการกิเลสให้ทันการณ์

 นิยามแห่งรากฐาน : วิชชา และ อวิชชา 

ก่อนจะไปถึงระบบการทำงานของจิต เราต้องทำความเข้าใจฟันเฟืองของธรรมสองธรรมที่เป็นตัวกำหนดทิศทางของจิตเสียก่อน ว่าจิตจะมีทุกข์หรือจิตไม่มีทุกข์ ถ้าจิตมีวิชชา จิตก็ไม่มีทุกข์ ถ้าจิตมีอวิชชา จิตก็มีทุกข์ 

 วิชชา (ปัญญา) คืออะไร? 

วิชชา ในพุทธศาสนาไม่ใช่ความรู้จากตำราหรือการท่องจำ แต่คือ "ความรู้แจ้งตามความเป็นจริง" (ปัญญาญาณ) มันคือแว่นตาขยายพิเศษที่เมื่อจิตสวมใส่แล้ว จะมองทะลุเปลือกของสมมติทั้งปวง แล้วเห็นแจ้งว่า ทุกสรรพสิ่งรวมถึงตัวจิตเองล้วนเป็นอนัตตา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของมันเองตามธรรมชาติ วิชชาคือตัวทำลายความสำคัญมั่นหมายในตนเอง (อัสมิมานะ) ทำให้จิตเข้าถึงสภาวะ "ปรกติ" ที่บริสุทธิ์และหลุดพ้น

 อวิชชาคืออะไร? 

อวิชชา คือ "ความไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริง" ตรงข้ามกับวิชชา หรือความมืดบอดลุ่มหลง มันคือตัวการที่เข้าไปบิดเบือนธรรมชาติ ทำให้จิตเกิดความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง(มิจฉาทิฏฐิ)โดยการไปทึกทักเอา "สมมติ" และ "สิ่งที่ไม่เที่ยง" ว่าเป็นตัวตนของเรา เป็นของของเรา เมื่ออวิชชาครอบงำ จิตจะทำหน้าที่ผิดเพี้ยน บิดเบือนธรรมชาติ และกลายเป็นนักปรุงแต่งที่คอยสร้างความทุกข์ขึ้นมาขังตัวเองอยู่ตลอดเวลา 

แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) เกี่ยวข้องกับวิชชาอย่างไร? 

หากเปรียบ "วิชชา"(ปัญญา)เป็นแสงสว่างที่จุดขึ้นในใจ "แก่นมรรค" (สติ สมาธิ ปัญญา) ก็คือกระบวนการจุดไฟและรักษาแสงสว่างนั้นไว้ แก่นมรรคทั้งสามนี้ไม่ใช่สิ่งแยกขาดจากกัน แต่เป็นหนึ่งเดียวกันที่ต้องทำงานร่วมกันในเสี้ยววินาทีเพื่อสร้างวิชชาขึ้นในฐานจิตตัดกระแสกิเลสทั้งปวง(ทุกข์): 

1. สติ (ตัวรู้เท่าทัน): ทำหน้าที่เป็นหน่วยลาดตระเวนที่ว่องไว คอยระลึกรู้เท่าทันทุกอาการเคลื่อนไหวของจิตและการกระทบ(ผัสสะ) โดยไม่กระโดดลงไปเล่นกับอารมณ์ต่างๆ

2. สมาธิ (ตัวตั้งมั่น/ปรกติ): ทำหน้าที่รักษาฐานที่มั่นให้จิตนิ่ง สงบเย็น และตั้งมั่นเป็น "ผู้ดู" ไม่แกว่งไกวไปตามแรงเหวี่ยงของอารมณ์

3. ปัญญา (ตัวเอ็กซเรย์): เมื่อมีสติรู้ทันและมีสมาธิตั้งมั่น ปัญญาจะทำหน้าที่ฉายแสงส่องสว่าง สแกนสภาวะตรงหน้าเพื่อถอดรหัสและตีแผ่สมมติออกทันที กิเลสจึงทำงานไม่ได้ และดับไปในที่สุด

ความเกี่ยวเนื่อง: สติและสมาธิคือการเตรียมพร้อมของจิต ส่วนปัญญาคือตัวลงมือ "สร้างวิชชา" ให้เกิดขึ้น หากไม่มีแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) จิตจะไม่มีกำลังเพียงพอที่จะเกิดวิชชาได้เลย มันจะไหลกลับไปสู่วงจรเดิมของอวิชชาทันที( วงจรแห่งทุกข์ ) 

 ผัสสะ คืออะไร? 

อายตนะภายใน+อายตนะภายนอก+วิญญาณ => ผัสสะ
ต้องมีเหตุปัจจัยครบถ้วนทั้ง 3 อย่างจึงจะเกิด ผัสสะ ขึ้นมาได้ 

ผัสสะ คือ การกระทบกันของอายตนะภายในกับอายตนะภายนอกและมีวิญญาณรับรู้ ประกอบด้วย ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง และที่สำคัญที่สุดที่เป็นจุดศูนย์กลางของการประมวลผลผัสสะทั้งหมดคือ "มโนผัสสะ" (การกระทบทางใจ) คือการที่ใจนึกคิดขึ้นมา ผัสสะไม่ใช่สิ่งผิด แต่เป็นระบบการทำงานตามธรรมชาติของขันธ์ 5 ตราบใดที่ยังไม่ตาย ผัสสะย่อมเกิดขึ้นตลอดเวลา

  ผัสสะ คือ จุดที่โลกเกิดและดับ
ถ้าปราศจากผัสสะหรือสัมผัส โลกทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ...หรือการรับรู้ทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เวทนาก็จะไม่เกิด นั่นก็คือ สุขทุกข์ไม่เกิด ความหมายก็คือ ขันธ์ 5 ไม่เกิด เมื่อไม่มีขันธ์ 5 ก็ไม่มี ผัสสะและไม่มีเวทนา นี้คือ ความหมายของ...สภาวะผัสสะ....บรรดากิเลสตัณหาทุกข์ที่เกิดขึ้นได้ เพราะมีผัสสะ

  เราดับผัสสะเลยได้ไหมจะได้ไม่มีทุกข์?

คำตอบคือ ไม่ได้ ตราบใดที่มีขันธ์ 5 ครบถ้วนก็ไม่สามารถดับผัสสะได้ ทำได้อย่างมากคือ การสร้างเหตุปัจจัยไม่ให้เกิดทุกข์ขึ้นมาในขันธ์ 5 เท่านั้น ปัจจัยการเกิดทุกข์ รากเหง้าจริงๆคือ อวิชชา ซึ่งอวิชชา(โมหเจตสิก)จะปรุงแต่ง นันทิราคะ ซึ่งเป็นเชื้อของ..ตัณหา กลายไปเป็น...ทุกข์....และเหตุปัจจัยที่ทำให้ อวิชชา ดับลงได้ก็คือ..วิชชา(ปัญญา)...ซึ่งก็คือ..แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา)นั่นเอง การเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสาเหตุให้...อวิชชาดับลง => นันทิราคะดับลง => ตัณหาดับลง => ทุกข์ดับลง 

ถ้าปราศจากหรือไม่มี...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ผัสสะ(สัมผัส)จะเกิดขึ้นไม่ได้ นี่คือจุดที่โลกในมนุษย์ดับลง( กายและจิตดับลง ) 

 ผัสสะ เกี่ยวข้องกับวิชชาและอวิชชาอย่างไร? 

ผัสสะคือ "สนามรบที่แท้จริง" และเป็นจุดตัดความเป็นความตาย(เกิดและดับ)ในปฏิจจสมุปบาท วิชชาและอวิชชาไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ในอากาศ แต่ต้องเกิดขึ้น "ในขณะที่เกิดผัสสะ"ขึ้นทางทวาร 6 ถือเป็นหน้าต่างบานเดียวที่เราจะส่งปัญญาเข้าไปทำงาน(เพื่อดับอวิชชา) หากเราฝึกฝนจนมีวิชชาแก่กล้าเท่าทันในทุกๆผัสสะ สังสารวัฏและการปรุงแต่งทุกข์จะหยุดหมุนทันทีตรงนั้น( มีวิชชาผัสสะหรือสัมผัสฉลาดเกิดขึ้นในผัสสะ ) วิชชาผัสสะเกิด อวิชชาผัสสะจะดับลง

 วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด)และ อวิชชาผัสสะ(สัมผัสโง่ๆ) 

เมื่อมีการกระทบ (ผัสสะ) เกิดขึ้น จิตจะเลือกรับรู้บนทางสองแพร่งนี้เสมอดังต่อไปนี้...........

1 ) วิชชาผัสสะ หรือสัมผัสฉลาด(คำสอนหลวงพ่อพุทธทาส)เป็นสัมผัสที่มีวิชชาหรือปัญญา ทำให้กิเลสเกิดขึ้นไม่ได้ จึงส่งผลให้ทุกข์ดับลง( จุดดับทุกข์ )การเดินแก่นมรรคในทุกขณะจิตจึงทำให้เกิดวิชชา(ปัญญา)

2 ) อวิชชาผัสสะ( สัมผัสโง่ๆ ) เป็นผัสสะ(สัมผัส)ที่ไม่มีวิชชา(ไม่มีการเจริญแก่นมรรค)นำไปสู่การปรุงแต่งของ..อวิชชา(โมหเจตสิกปรุงแต่ง)นำไปสู่..นันทิราคะ ซึ่งเป็นเชื้อของ..ตัณหา( ทุกข์ )นี่คือ จุดเกิดทุกข์ 

 วิชชาผัสสะ (สัมผัสฉลาด) คืออะไร? 

วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด) คือการกระทบที่ "มีแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) วิ่งเข้าไปกำกับทันที"เมื่อเกิดผัสสะขึ้นมา(ผัสสะเกิดอยู่ตลอดเวลา)ในเสี้ยววินาทีนั้น เมื่อตากระทบรูป หรือใจเกิดนึกคิด (มโนผัสสะ) วิชชาหรือปัญญาจะตีแผ่สมมติออกทันทีว่า “เออ... มันเป็นแค่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของมัน ตาทำหน้าที่เห็น ใจทำหน้าที่คิด ไม่มีเราอยู่ในความคิดนั้น” จิตเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์รับรู้เท่านั้น สัมผัสด้วยความฉลาดรู้แจ้ง(วิชชาผัสสะ) ทำให้เกิดปรากฎการณ์...รู้  เห็น  วาง...ขึ้นใน มโนผัสสะนั้นทันที เป็น วิชชามโนผัสสะ(สัมผัสฉลาดทางจิต) จุดนี้คือ จุดที่สติระลึกรู้ทันที่เกิดผัสสะขึ้นมา และปัญญาหรือวิชชาเห็นความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นทันที จนเกิดอุเบกขา(ปล่อยวางเฉยในสิ่งที่เกิดขึ้น)ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้(ทุกข์ดับ)

คำคม "วิชชาผัสสะ" ( สัมผัสฉลาด )
ถ้าท่านมี วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด)ในทุกขณะจิต(เดินแก่นมรรคในทุกขณะจิต)ทุกข์จะไม่เกิดขึ้นในจิตใจของท่าน เพราะ อวิชชาจะดับลง กิเลสดับลง ทุกข์ดับลง

"เราไม่ได้ทุกข์เพราะความคิด แต่เราทุกข์เพราะเราโง่(จากอวิชชา)ไปเชื่อความคิดที่มีอวิชชา... ทันทีที่เห็นว่าความคิดเป็นอนัตตา(วิชชาเกิด) ความทุกข์จะตกเป็นโมฆะไปทันที" — วิชชาผัสสะเกิด(สัมผัสฉลาดเกิด) 

"กิเลสไม่ได้นัดเวลาเกิด มันมาพร้อมกับผัสสะทุกลมหายใจ ถ้าเจริญแก่นมรรคเฉพาะตอนหลับตา อีก 23 ชั่วโมงที่เหลือ... คุณกำลังปล่อยให้ อวิชชาผัสสะ ยึดพื้นที่ใจ" 

"หยุดดึง หยุดดัน สักแต่ว่ารู้... เจอความสุข (สุขเวทนา) อย่าดึงมาดม เจอความทุกข์ (ทุกขเวทนา) อย่าดันส่งทิ้ง เห็นทุกอย่างเกิดดับเป็นอนัตตา ใจก็ปรกติ" ตามสูตร.....รู้  เห็น  วาง........

"สูตรดับทุกข์สายฟ้าแลบในชีวิตประจำวัน: สัมผัสฉลาด (วิชชาผัสสะ) ไม่กระโดดใส่ ➡️ เวทนารู้ (วิชชาเวทนา) ไม่ไหลตามนันทิ ➡️ จิตว่าง สงบเย็น จบงาน!" — เป็นวิชชาผัสสะ และวิชชาเวทนา

"จิตคืนสู่สภาวะปรกติ "  ทางสายกลางของปุถุชนคนธรรมดา

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า การปฏิบัติธรรมคือการทำจิตให้วิเศษวิโส นิ่งสงบเหมือนก้อนหิน หรือหลุดพ้นไปอยู่อีกโลกหนึ่ง แต่แท้จริงแล้ว พระพุทธเจ้าและหลวงพ่อพุทธทาสท่านได้สอนให้เรากลับมาสู่ "ความปรกติ " ของจิต( ความว่าง )

ความปรกติคืออะไร?
ความปรกติ คือสภาวะที่จิตเป็นธรรมชาติธรรมดาๆ ไม่ถูกอวิชชาบิดเบือน ไม่หนัก ไม่เหนื่อย ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ดีใจจนเนื้อเต้น (หลงนันทิ) และไม่เสียใจจนหดหู่ (หลงปฏิฆะ) มันคือจิตที่เป็นกลาง พร้อมรับรู้โลกสมมติตามความเป็นจริงด้วยวิชชา

ทำไมต้องเน้นความปรกติ?
เพราะคำว่า "ปรกติ" ทำให้คนธรรมดารู้สึกว่า ฉันก็ทำได้ มันไม่ใช่เรื่องเกินเอื้อม แค่ทำงานไป ทานข้าวไป คุยกับผู้คนไป โดยรักษาใจไม่ให้แกว่ง ซัดส่ายไปมา รักษาจิตไม่ให้เข้าไปสำคัญมั่นหมายในตนเอง เรียนรู้ไปจนกว่ากายนี้จะดับลง

หน้าที่ของจิตที่มีวิชชา( วิชชาจิตตะ )  

รับรู้ว่ามีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเอง ตาทำหน้าที่เห็น จิตทำหน้าที่รับรู้ แก่นมรรคทำหน้าที่ตัดกิเลส ทุกอย่างทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่มีคำว่า "ตัวเรา" เข้าไปแทรกแซงความปรกตินั้นเลย 

อวิชชาผัสสะ (สัมผัสโง่ๆ) คืออะไร? 

อวิชชาผัสสะ(สัมผัสโง่ๆ)คือการกระทบกันของอายตนะที่ "ไร้สติ ไร้ปัญญา" เป็นการกระทบ(ผัสสะ)ด้วยความมืดบอดตามสัญชาตญาณดิบ(อวิชชา) พอกายกระทบหรือใจนึกคิดปุ๊บ อวิชชาจะสั่งให้จิตกระโดดตะครุบปรุงแต่งทันที เกิดนันทิราคะ เกิดความสำคัญมั่นหมายว่า "มีตัวเรา" เป็นผู้คิด ผู้เจ็บ ผู้โกรธ หลงคิดว่าสมมติเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงจังน่ายึดมั่นถือมั่น

 มาเปลี่ยน "สัมผัสโง่ๆ" ให้กลายเป็น "สัมผัสฉลาด" ในโลกแห่งความจริง
ด้วยการฝึกฝน วิชชา(แก่นมรรค)ขึ้นในทุกๆ ผัสสะ(สัมผัส)

มนุษย์ส่วนใหญ่(เกิน 90%)จะมีชีวิตอยู่กับ อวิชชาผัสสะ(สัมผัสโง่ๆ)การเข้าใจทฤษฎีเรื่องผัสสะและเวทนานั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่การนำแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) มาสับขาหลอกกิเลสในชีวิตประจำวัน 24 ชั่วโมง คือหัวใจที่แท้จริง และนี่คือ 3 เทคนิคที่จะช่วยให้คุณนำวิชชานี้ไปใช้ได้จริงในโลกที่วุ่นวายในแต่ละวันได้อย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพสูง

เทคนิคการฝึกฝน วิชชาผัสสะ เทคนิคที่ 1:
"ถอดรหัสจิตมนุษย์ออฟฟิศ" (จับสภาวะจริงในชีวิตการทำงาน)

คนยุคนี้ไม่ได้ทุกข์เพราะนั่งสมาธิแล้วไม่สงบ แต่ทุกข์เพราะ "อวิชชาผัสสะ" และ "อวิชชาเวทนา" ในที่ทำงาน ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ต่อไปนี้คือสถานการณ์จริงและวิธีแก้ด้วยแก่นมรรค(เจริญสติ สมาธิ ปัญญา):

 สถานการณ์ที่ 1: เมื่อโดนตำหนิ หรือเจอลูกค้าเหวี่ยงใส่( ผัสสะเกิด )

 เส้นทางสัมผัสโง่ๆ (อวิชชาผัสสะ ➡️ อวิชชาเวทนา): หูได้ยินเสียงตำหนิปุ๊บ อวิชชาสั่งให้จิตกระโดดตะครุบปรุงแต่งทันที เกิดความสำคัญมั่นหมายว่า "มันกำลังว่าเรา เรากำลังเสียหน้า" ส่งผลให้เกิดทุกข์เวทนา (ใจแน่นตึง หนักอึ้ง) จิตแช่จมอยู่กับความโกรธ ปรุงแต่งเป็นคำด่ากลับในใจไม่จบสิ้น จบวันด้วยความเครียดสะสม เจอทุกข์เกิดขึ้นในใจเต็มๆ

การสร้างสัมผัสฉลาด (วิชชาผัสสะ ➡️ วิชชาเวทนา):

1. สติรู้ทัน: ทันทีที่หูได้ยินเสียงแหลมๆ หรือคำพูดมากระทบใจ รู้ทันทีว่าเกิด "ผัสสะ" แล้ว

2. สมาธิตั้งมั่น: สติดึงจิตกลับมาอยู่กับลมหายใจหรือร่างกาย คืนสู่ความปรกติ ไม่แกว่งไปตามเสียง

3. ปัญญาตีแผ่: เอ็กซเรย์เห็นทันทีว่า "เสียงก็เป็นแค่คลื่นความถี่ตามธรรมชาติ ส่วนความแน่นตึงในอก (ทุกขเวทนา) ก็เป็นแค่อาการหนึ่งที่เป็นอนัตตา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา"

ผลลัพธ์: จิตแยกตัวเป็นผู้ดู ไม่ใช่ผู้เล่น สามารถคุยงานต่อได้ด้วยความสงบเย็น โดยไม่เก็บความทุกข์กลับบ้าน

 สถานการณ์ที่ 2: ความคิดฟุ้งซ่านตอนตี 1 (มโนผัสสะสับดาบตัวเอง)

เส้นทางสัมผัสโง่ๆ: นอนอยู่บนเตียงเฉยๆ แต่ใจนึกคิด (มโนผัสสะ) ถึงปัญหาที่ยังมาไม่ถึง หรือเรื่องผิดพลาดในอดีต จิตไม่มีสติจึงหลงเชื่อความคิด(จิตมีอวิชชา)ไหลตามนันทิ (ความเพลินในการคิด) ปรุงแต่งจนใจเต้นแรง เครียด นอนไม่หลับ

การสร้างสัมผัสฉลาด: ทันทีที่ความคิดผุดขึ้นมา สติ รู้ทันว่า "ใจมันคิดแล้วนะ"สมาธิ ตั้งมั่นไม่ไหลตามเข้าไปในเนื้อเรื่อง ปัญญา ตีแผ่สมมติทันทีว่า "ความคิดนี้เป็นอนัตตา มันสมมติตัวละครขึ้นมาหลอก ความคิดไม่ใช่เรา" เมื่อตัดนันทิ ความคิดนั้นจะดับวับไปทันที จิตคืนสู่ความว่างและหลับสบายเป็นปรกติ 

 ผลลัพธ์และการเปรียบเทียบความแตกต่าง 

จุดต่าง  วิชชาผัสสะ (สัมผัสฉลาด)  อวิชชาผัสสะ (สัมผัสโง่ๆ)
การทำงานของจิต เห็นเป็นอนัตตา ธรรมทำกิจของตน หลงคิดว่าเป็นตัวตน เป็นตัวเรา ของเรา
สภาวะในมโนผัสสะ เห็นความคิดเกิด-ดับ ไม่หลงเชื่อ ไหลตามความคิด ปรุงแต่งเป็นเรื่องราว
แรงขับเคลื่อน ขับเคลื่อนด้วย แก่นมรรค ขับเคลื่อนด้วย นันทิ (ความเพลิน)
สภาพจิตใจ เบา ว่าง สงบเย็น เป็นปรกติ หนัก เหนื่อย วุ่นวาย ฟุ้งซ่าน
ปลายทาง ดับทุกข์ได้ทันทีในชีวิตประจำวัน สร้างภพชาติและความทุกข์ไม่สิ้นสุด

ผลเสียของการไม่มีวิชชาในผัสสะ(ไม่เดินแก่นมรรค)  

หากเราปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปโดยไม่มีวิชชาในผัสสะ(ไม่มีการเจริญหรือเดินแก่นมรรคในทุกขณะจิต) จิตจะตกเป็นทาสของอวิชชาผัสสะโดยสมบูรณ์ เพราะอวิชชาครอบงำจิตมาตั้งแต่แรกเกิดโดยตลอด ผลเสียร้ายแรงคือ: 

จิตติดคุกสมมติ: เราจะแยกแยะสมมติไม่ออก หลงเอาเรื่องสมมติในโลก หน้าที่การงาน คำนินทา สรรเสริญ มาเป็นเรื่องจริงจังจนหัวหมุน เครียด กังวล ซึ่งเป็นผลของการปรุงแต่งของ อวิชชา(โมหเจตสิกปรุงแต่งจิต)

เกิด นันทิราคะ: จิตจะไหลไปตามความเพลินในอารมณ์ที่มากระทบ เกิดความยินดียินร้ายไม่สิ้นสุด(อวิชชาครอบงำจิต)

ทุกข์ทรมาน 24 ชั่วโมง: แม้จะอยู่บ้านเฉยๆ แต่เมื่อเกิดมโนผัสสะ (คิดเรื่องอดีตหรืออนาคต) จิตที่ไม่มีวิชชาจะโบยตีตัวเองด้วยความคิด จนเกิดความเครียด ซึมเศร้า และความทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส 

 เหตุและผลที่ต้องเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกผัสสะ 

เหตุ : ในทุกๆ การกระทบ(ทุกๆการสัมผัส)ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเดิน กินข้าว ทำงาน หรือสบตากับผู้คน เราเพียรเจริญ สติ เพื่อรู้ทัน เพียรเจริญ สมาธิ เพื่อตั้งมั่นในความปรกติ และเพียรเจริญ ปัญญา เพื่อตีแผ่สมมติ

ผล : เมื่อเจริญแก่นมรรคสม่ำเสมอ จิตจะเกิดความคุ้นชินใหม่ (ญาณทัศนะ) มันจะไม่กระโดดเข้าไปเป็นผู้เล่นแต่จะเป็นผู้ดูอยู่ห่างๆ ผลที่ตามมาคือจิตจะคงสภาวะความเป็นปรกติอยู่ได้ท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย เป็นการปฏิบัติธรรมทุกลมหายใจโดยไม่ต้องหนีไปไหน ซึ่งสามารถทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา 

 วิชชาผัสสะ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? 

วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด)มาจากการเจริญแก่นมรรค

ในวงจรปฏิจจสมุปบาทอันเป็นสายเกิดแห่งทุกข์(อวิชชา) วงจรออกมาแบบนี้..... 

     ผัสสะ  => เวทนา => ตัณหา  => อุปาทาน  => ทุกข์ 

วิชชาผัสสะทำหน้าที่เป็น "ใบมีดโกนที่คมกริบ" วิ่งเข้าไปตัดฉับที่ข้อต่อแรกสุด ทันทีที่เกิดผัสสะ ปัญญาหรือวิชชาที่เห็นว่าเป็นอนัตตาจะทำให้จิตไม่เกิดความถือมั่น เมื่อตัดตั้งแต่ผัสสะ วงจรที่เหลือทั้งหมดก็ถูกตัดขาดลงทันที ตัณหาและอุปาทานไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก ความทุกข์จึงถูกสกัดและดับลงอย่างสายฟ้าแลบตั้งแต่ต้นกระบวนการก่อนเกิดเวทนา แก่นมรรค(สิต สมาธิ ปัญญา)จะทำการเปลี่ยนหรือย้ายผัสสะไปที่...กายผัสสะ(ลมหายใจหรือการเคลื่อนไหวของกาย)ผลของเวทนาจะออกมาเป็น...เวทนารู้(เวทนาที่มีวิชชา)หรือ เวทนาเย็น(ไม่เกิดทุกข์)

ทั้ง วิชชา และ อวิชชา จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าขาดปัจจัยหนุนต่อไปนี้คือ ผัสสะ(สัมผัส)ซึ่ง ผัสสะคือ ธรรมที่เปิดโลก จิตเกิดดับ(รับรู้)ไปตาม ผัสสะ นี้คือปัจจัยของการเกิดขึ้นของธรรมทั้งปวง ผัสสะ เกิดขึ้นเมื่ออายตนะมากระทบกัน(สัมผัสกัน)และ ผัสสะเกิดขึ้นตลอดเวลาห้ามเกิดไม่ได้ตราบใดที่ขันธ์ 5 ยังไม่ดับลงอย่างสิ้นเชิง
 

ผัสสะ และ เวทนา สัมพันธ์กันอย่างไร? 

ผัสสะ เป็น ปัจจัยให้เกิด เวทนา

“เพราะมีผัสสะ จึงมีเวทนา” นี่คือทางสายธรรมชาติที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ เมื่อมีการกระทบ (ผัสสะ) ย่อมต้องเกิดความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ (เวทนา)ทุกๆครั้งเสมอไป และ ผัสสะเกิดตลอดเวลา ดังนั้น เวทนาก็เกิดตลอดเวลาเช่นกัน

[ ผัสสะ (การกระทบ) ] ───(ส่งผลให้เกิด)───> [ เวทนา (ความรู้สึก สุข/ทุกข์) ]
         │                                         │
   (วิชชาผัสสะ)                              (วิชชาเวทนา)
   สักแต่ว่ากระทบ                             ละนันทิในเวทนา
   เห็นเป็นอนัตตา                            ไม่ไหลเป็นนันทิราคะ

 

หากเราพลาดในจุดแรก(ผัสสะ)คือไม่มี วิชชาผัสสะ (สัมผัสฉลาด) จิตจะส่งต่ออารมณ์ดิบๆ ไปทำให้อนาคตกลายเป็น อวิชชาเวทนา ทันที พอเจอเวทนาสุขก็เพลิน เจอเวทนาทุกข์ก็ดิ้นรนผลักไสกลายไปเป็นตัณหาต่อไป 

แต่หากเราฝึกฝนจนมี วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด)มันจะส่งต่อผลลัพธ์อันประเสริฐไปสู่ วิชชาเวทนา (เวทนารู้) ทันที! เมื่อความรู้สึกสุขหรือทุกข์เกิดขึ้นในใจ จิตที่มีวิชชาจะเข้าข่าย "ละนันทิในเวทนา" คือเห็นชัดเจนว่าเวทนานี้ก็เป็นอนัตตา เกิดดับ ไม่ใช่เรา ไม่ปล่อยให้สังขาร(โมหเจตสิก)ปรุงแต่งต่อไปเป็นนันทิราคะ จิตจึงสลัดคืน ปล่อยวางเวทนาลงได้ และคืนสู่ความว่าง ปรกติ สงบเย็น อย่างแท้จริง การเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตจึงมีความสำคัญอย่างมากๆ 

จากวิชชาเวทนา สู่ การเจริญมรรคทุกขณะจิต 

เมื่อจิตผ่านประตูแห่ง "ผัสสะ" มาแล้ว ด่านสำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนว่าจะ "หลุดพ้น" หรือ "ติดคุกความทุกข์" ก็คือ "เวทนา" การสร้างวิชชาให้เท่าทันในเวทนาและการเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต จึงเป็นหนทางเดียวที่ทำให้เราเป็นอิสระจากโลกสมมตินี้ได้ การเจริญแก่นมรรคเท่ากับหยุดการปรุงแต่งของ...อวิชชา(โมหเจตสิก)ไปเป็น นันทิราคะ สู่ตัณหา(ทุกข์) การเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในทุกขณะจิตจึงเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจิตและในอนาคตในภายภาคหน้า การสร้างเหตุปัจจัย(แก่นมรรค)ให้กล้าแกร่งและเข้มแข็งจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง 

 เจาะลึกเรื่องเวทนาในขันธ์ 5 ที่โลกหลงทาง

 เวทนาคืออะไร? 

เวทนา คือ "การเสวยอารมณ์" หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากมีการกระทบ (ผัสสะ) แบ่งเป็น 3 อาการหลักๆ คือ สุขเวทนา (สบายใจ/สบายกาย), ทุกขเวทนา (ไม่สบายใจ/เจ็บกาย) และอุเบกขาเวทนา (เฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์) 

แก่นแท้ของมัน: เวทนาเป็นเพียง "หน้าที่ของธรรมชาติ (ธรรมทำกิจ)" เป็นผลลัพธ์อัตโนมัติของระบบประสาทและจิตใจ (ขันธ์ 5) มันไม่มีสมอง ไม่มีตัวตน และเกิด-ดับอยู่ตลอดเวลาตามปัจจัยการเกิดคือ ผัสสะ ที่เกิดอยู่ตลอดเวลา

 เวทนาเกี่ยวข้องกับวิชชาอย่างไร? 

เวทนาคือ "ตัวล่อชิ้นใหญ่ของอวิชชา" เป็นจุดที่จิตมักจะสูญเสียสติปัญญาได้ง่ายที่สุด เพราะความรู้สึกสุข-ทุกข์มันบีบคั้นใจรุนแรง การมีวิชชาในเวทนาจึงหมายถึงการส่งปัญญาเข้าไปตั้งรับและเอ็กซเรย์ดูหน้าตาของความรู้สึกนั้นทันที เพื่อไม่ให้จิตหลงกล(จิตถูกอวิชชาครอบงำ)เข้าไปสำคัญมั่นหมายว่า "เรากำลังสุข" หรือ "เรากำลังทุกข์" 

 วิชชาเวทนา  และ อวิชชาเวทนา

 วิชชาเวทนา (เวทนาฉลาด/เวทนารู้) คืออะไร? 

วิชชาเวทนา คือสภาวะที่จิตรับรู้การเกิดความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ขึ้นมาแล้ว "มีปัญญาแจ่มแจ้งเข้าไปกำกับ" จิตรับรู้การเสวยเวทนาด้วยความฉลาด(มีวิชชา) เห็นชัดว่า “ความรู้สึกนี้เป็นอนัตตา เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วก็ดับไป ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา” จิตทำหน้าที่เข้าข่าย "ละนันทิในเวทนา" คือตัดใจไม่ให้สังขาร(โมหเจตสิก)ปรุงแต่งความเพลินต่อที่จะนำไปสู่ตัณหา(ทุกข์) 

 อวิชชาเวทนา (เวทนาโง่ๆ) คืออะไร? 

อวิชชาเวทนา คือสภาวะที่เกิดความรู้สึกขึ้นมาแล้ว "จิตมืดบอดไร้ปัญญา"(จิตที่ไม่มีวิชชาหรือปัญญา) กระโดดเข้าไปแช่และผสมโรงกับเวทนาทันที อวิชชา(โมหเจตสิก) ทำการปรุงแต่ง นันทิราคะ 

พอสุข ➡️ เกิด นันทิราคะ (ความเพลินด้วยความกำหนัด) อยากกอดเก็บไว้

พอทุกข์ ➡️ เกิด ปฏิฆะ (ความขัดเคือง) ดิ้นรนผลักไส

นี่คือการเสวยอารมณ์ด้วยความโง่(อวิชชาเวทนา) ที่ทึกทักเอาความรู้สึกชั่วคราวมาเป็น "ตัวกู-ของกู" 

 ผลลัพธ์ที่เดินสวนทางกันอย่างสิ้นเชิงของ วิชชาเวทนา และ อวิชชาเวทนา 

จุดเปรียบเทียบ  วิชชาเวทนา (เวทนาฉลาด)  อวิชชาเวทนา (เวทนาโง่ๆ)
ปฏิกิริยาต่อความสุข รู้ว่าไม่เที่ยง ไม่สยบมัวเมา (ละนันทิ) หลงเพลิน มัวเมา กลัวมันจะหายไป
ปฏิกิริยาต่อความทุกข์ เห็นเป็นเพียงสภาวะที่ผ่านมาและผ่านไป กระวนกระวาย ตีโพยตีพาย เครียด
การหมุนของวงจรจิต หยุดหมุน ตัดตัณหาขาดกระจุย หมุนต่อ กลายเป็นความอยากและความยึด
ผลลัพธ์ในปัจจุบัน สงบเย็น เป็นปรกติ ว่างเปล่า เร่าร้อน หนักอึ้ง เป็นทุกข์

  กลไกการตัดวงจรกิเลส และผลเสียของการไร้วิชชา(ปัญญา)

 วิชชาเวทนาตัดวงจรกิเลสอย่างไร?
รากเหง้าของกิเลสก็คือ อวิชชา(ความไม่รู้แจ้ง)
 

ในปฏิจจสมุปบาทสายเกิดทุกข์  สายใยที่เหนียวแน่นที่สุดคือจาก..............
เวทนา ➡️ ตัณหา (เพราะรู้สึก สุข/ทุกข์ จึงเกิด ความอยากได้/อยากหนี)
 

เมื่อ วิชชาเวทนา ทำงาน(เจริญแก่นมรรค) ปัญญาจะเข้าไปตัดสะพานเชื่อมต่อนี้ทันที! แม้จะเกิดทุกข์เวทนาทางกายหรือใจ แต่เพราะจิตฉลาดรู้ทัน(จิตมีวิชชา)เห็นว่ามันเป็นอนัตตา "นันทิหรือความอยาก (ตัณหา) จึงไม่มีทางเกิดขึ้นได้" เมื่อตัณหาไม่เกิด วงจรกิเลสทั้งหมดก็พังทลายลงตรงนั้น ทุกข์ก็ดับลงตามเหตุปัจจัย

 ผลเสียของการไม่มีวิชชา(ปัญญา)ในเวทนา 

หากปล่อยให้จิตไร้วิชชาในเวทนา เราจะกลายเป็น "คนขี้เกียจหลังยาวที่คอยวิ่งไล่ตามอารมณ์" ตลอดชีวิตแบบไม่มีที่สิ้นสุด เหนื่อยตลอดชีวิต ทุกข์ตลอดชีวิต จิตจะถูกโบยตีด้วยความยินดียินร้ายไม่เว้นแต่ละวัน ถูกอารมณ์เหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงเหมือนรถไฟเหาะ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้คนยุคนี้เป็นโรคซึมเศร้า วิตกกังวล และเครียดเรื้อรัง เพราะจิตไม่มีเกราะกำบังเวทนาเลย จิตจึงตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของ..อวิชชา..แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย นอกจากจะมีการเจริญแก่นมรรคขึ้นมาแทนที่ 

การเจริญแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ในผัสสะและเวทนา

 แก่นมรรคเกี่ยวข้องกับผัสสะและเวทนาอย่างไร? 

แก่นมรรคคือ "เครื่องมือสามประสาน" ที่ต้องบรรจุลงไปในระบบสัมผัสและการรับรู้: 

สติ: จำแนกแยกแยะทันทีว่า ตอนนี้กำลังเกิด ผัสสะ (กระทบ) หรือเกิด เวทนา (รู้สึก)

สมาธิ: ตรึงจิตให้อยู่กับฐานความ ปรกติ ไม่แกว่งไปตามแรงบีบคั้นของผัสสะและเวทนานั้น

ปัญญา: ถอนสมมติและตีแผ่ความจริงว่า ทั้งผัสสะและเวทนาเป็นเพียง อนัตตา

เหตุและผลของการเจริญแก่นมรรคในเวทนา 

เหตุ: ตั้งเจตนาเจริญสติ สมาธิ ปัญญา ทันทีที่ความรู้สึก (สุข/ทุกข์) ปรากฏขึ้นในใจ

ผล: จิตสามารถแยกตัวออกมาเป็น "ผู้ดูเวทนา" ไม่ใช่ "ผู้เป็นเวทนา" ความทุกข์ใจจึงเกิดขึ้นไม่ได้ 

พลังแห่ง "ปัจจุบันขณะ": ทำไมต้องเจริญมรรคในทุกขณะจิต?

 ทำไมต้องเจริญแก่นมรรคในทุกๆ ขณะจิต? 

เพราะ "กิเลสไม่ได้นัดเวลาเกิด" และ "ผัสสะเกิดดับตลอดเวลาในปัจจุบันขณะ" ถ้าเราเจริญแก่นมรรคเฉพาะตอนนั่งหลับตาเช้า-เย็น อีก 23 ชั่วโมงที่เหลือ จิตจะถูกอวิชชาผัสสะและอวิชชาเวทนาถล่มจนยับเยิน การเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตคือการที่มีองครักษ์(แก่นมรรค)พิทักษ์จิตอยู่เวรยามรักษากายใจให้เป็นปรกติตลอด 24 ชั่วโมง

 ผลเสียของการไม่เจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต 

เพียงแค่ "เสี้ยววินาที" ที่จิตเผลอหลุดจากปัจจุบันขณะ อวิชชาจะเข้าเสียบแทนที่ทันที จิตจะไหลไปกับความคิดปรุงแต่งของอวิชชา (ในมโนผัสสะโง่ๆ) และสร้างภพ สร้างชาติ สร้างความทุกข์ขึ้นมาทำร้ายตัวเองทันที 

 ใครที่สามารถเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตได้? 

"ฆราวาสหรือคนธรรมดาทุกคน" ที่ยังมีลมหายใจและต้องทำงาน! ไม่จำเป็นต้องเป็นพระภิกษุหรือผู้ปลีกวิเวก เพราะการเจริญแก่นมรรคในที่นี้คือการทำงานด้วยความฉลาด มีสติ สมาธิ ปัญญา กำกับอยู่กับงานตรงหน้า ถือเป็นโมเดลดับทุกข์ของคนธรรมดาอย่างแท้จริง มีแต่ผลดีมีประสิทธิภาพสถานเดียวเท่านั้น ไม่มีผลเสียใดๆเกิดขึ้น ท่านเจริญแก่นมรรคในปัจจุบันขณะจิต ความหมายก็คือ ท่านกำลังดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจิตนั่นเอง( กำลังดับอวิชชา โดยใช้วิชชา ) 

 วิธีสร้างวิชชาและขั้นตอนการดับทุกข์ 

 แก่นมรรคดับทุกข์ชั่วคราวในปัจจุบันขณะได้อย่างไร? 

เมื่อเจริญแก่นมรรคปุ๊บ สติจะดึงจิตกลับมาที่ปัจจุบันที่ฐานกาย สมาธิทำให้จิตนิ่ง ปัญญาเห็นความจริง ความคิดปรุงแต่งที่กำลังทำให้ทุกข์อยู่จะ "ขาดสะบั้นลงทันที" จิตจะคืนสู่ความว่างและความปรกติชั่วคราวในวินาทีนั้นเอง (ตทังคนิพพานหรือนิพพานชั่วขณะจิต) ซึ่งถ้าทำได้บ่อยๆ จิตจะจำสภาวะปรกตินี้ไว้ ความสงบ ความเย็นจะเกิดขึ้นในจิตของท่านทันที 

 การสร้างวิชชา (แก่นมรรค) ในผัสสะและเวทนา ทำอย่างไร? 

ให้ฝึกฝนผ่านกลไกง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ดังนี้: 

"หยุดดึง หยุดดัน สักแต่ว่ารู้" 

1. เมื่อตาเห็น/ใจคิด (ผัสสะ): ไม่ดึงเอาเรื่องราวมาปรุงแต่ง ไม่ดันความจริงทิ้ง เห็นสิ่งใด รู้สึกสิ่งใด ให้ทำหน้าที่เป็นเพียง "กระจกเงา" ที่สะท้อนวัตถุตรงหน้า แต่ไม่เก็บวัตถุนั้นมาไว้ในกระจกใช้สูตร  รู้ เห็น วาง

2. เมื่อเกิดความรู้สึก (เวทนา): ให้มองดูความรู้สึกนั้นเหมือนดูฝนตกนอกหน้าต่าง ฝนตก (ทุกข์)เดี๋ยวมันก็หยุด แดดออก (สุข) เดี๋ยวมันก็จาง ไม่ต้องกระโดดออกไปตากฝนหรือตากแดด

  4 ขั้นตอนการดับทุกข์ด้วยแก่นมรรคในชีวิตประจำวัน 

เวลาที่เกิดเรื่องกระทบใจ หรือเกิดความคิดลบๆ ขึ้นมา ให้ใช้ 4 ขั้นตอนสายฟ้าแลบ นี้เพื่อดับทุกข์ทันที: 

[ ขั้นที่ 1: สติระลึกรู้ ] ──> ทันทีที่ใจคิดหรือกระทบอารมณ์ สติระลึกรู้ตัวทันที ไม่ไหลตาม
         │
[ ขั้นที่ 2: สมาธิตั้งมั่น ] ──> ตรึงจิตกลับมาอยู่กับกาย/ปัจจุบัน เพื่อคืนสู่ความปรกติ
         │
[ ขั้นที่ 3: ปัญญาตีแผ่ ] ──> เอ็กซเรย์เห็นว่า "ความคิด/ความรู้สึกนี้เป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา"
         │
[ ขั้นที่ 4: ละนันทิ/ปล่อยวาง ] ──> ตัดความเพลิน ไม่ปรุงแต่งต่อ จิตว่างและสงบเย็นทันที 

 "การเรียนรู้ที่แท้จริงไม่มีวันจบสิ้น จนกว่ากายนี้จะดับลง... เว็บไซต์และเพจ 'วิชชาผัสสะวิชชาเวทนา' สร้างขึ้นมาไม่ใช่เพื่อให้ทุกท่านมาท่องจำตำรา แต่มีไว้เพื่อเป็นคู่มือให้คนธรรมดาสามารถ เจริญแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) เข้าไปแฝงอยู่ในทุกๆ ผัสสะและเวทนาในชีวิตประจำวัน ตีแผ่สมมติ ละนันทิในเวทนา เพื่อคืนจิตสู่สภาวะปรกติอันบริสุทธิ์ ดับทุกข์ได้จริงในปัจจุบันขณะ ทุกนาที และตลอด 24 ชั่วโมง" 

 การฝึกสติ ก็คือ การสร้างเหตุปัจจัยให้ วิชชา(ปัญญา)เกิดขึ้นนั่นเอง เพื่อ อวิชชาจะได้ดับลง ไม่ต้องไปเสียเวลาไล่ดับทุกข์ ไม่ต้องไปเสียเวลาไล่ดับอวิชชา เพียงสร้างเหตุปัจจัยให้เกิด วิชชา(ปัญญา)ในแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ก็เพียงพอแล้ว นี่คือ...สัจธรรม.... 

 

 

 (( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่.. 

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]  

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ] 

((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์)) 

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...)) 

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))  

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ] 

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))  

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))  

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))  

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?)) 

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 

 

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。 

Visitors: 15,006