Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

ดูวิธีการฝึกสติแบบง่ายๆด้วยตนเองในทุกๆที่และทุกๆเวลา



สติ คือ ธรรมที่จะนำไปสู่...สมาธิและปัญญา( วิชชา )
สติ คือ ธรรมที่ใช้ดับทุกข์ในทุกขณะจิตเป็นด่านแรก

วิธีการฝึกสติแบบง่ายๆในทุกๆที่และทุกๆเวลาด้วยตนเอง ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องตึง ไม่ต้องเกร็งใดๆ
หลายๆท่านคิดว่า การฝึกสติเป็นเรื่องยากและไกลตัวมาก ไม่สามารถทำได้ ท่านคิดผิดถนัด!!! เริ่มต้นแบบง่ายๆและใกล้ๆตัวของท่านนี้เอง ไม่ยุ่งยากใดๆทั้งสิ้น ขอเพียงท่านมีความตั้งใจจริงเท่านั้นเอง....
   การฝึกสติ ทำได้ง่ายกว่าที่คิด ทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลาทันที ไม่ต้องเข้าวัด ไม่ต้องไปนั่งหลับตาใดๆ ฝึกจากลมหายใจและอิริยาบทของการเคลื่อนไหวแต่ละขณะที่ท่านดำเนินชีวิตในแต่ละวินาทีนี่เอง ไม่สลับซับซ้อนใดๆทั้งสิ้น ขอให้มีสติระลึกรู้ตัวทุกๆการเคลื่อนไหวของท่านเท่านั้น....


   ขั้นตอนการฝึก จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงการฝึก

1 ) ฝึกสติจากลมหายใจเข้าและลมหายใจออก( อานาปานสติ ) จะนั่งสมาธิหลับตาหรือนั่งเก้าอี้ โซฟา ก็ได้ทั้งนั้น ในที่เงียบสงบสักนิดหนึ่ง จะก่อนนอนและหลังตื่นนอนก็ได้ ถ้าฝึกได้ทั้งก่อนนอนและหลังตื่นนอน วันละ 10-30 นาทีก็จะดีมาก ในช่วงเช้าตอนตื่นนอน การเข้าสมาธิจะทำได้ง่าย เพราะผัสสะยังน้อยอยู่ จิตสงบง่าย ทำให้จิตและสตินิ่งง่ายได้เร็วขึ้น

   วิธีการปฏิบัติแบบง่ายๆให้ทำตามนี้(แบบง่ายๆ)
นั่งในท่าที่สบายๆ ปล่อยวางทิ้งทุกๆสิ่งทุกๆอย่างในความคิดทั้งวันที่ประสบมาลงให้หมดสิ้น(เคลียร์ความคิดขยะทิ้งให้หมด)
  เริ่มด้วยหายใจเข้ายาวๆ สติกำหนดรู้ว่า ลมหายใจยาว พอหายใจออกยาว ก็มีสติกำหนดรู้ว่า ลมหายใจออกยาว ให้ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ กรณีที่จิตฟุ้งซ่านออกไปข้างนอก(ยังไม่เข้าที่)ให้ใช้สติมากำหนดลมหายใจใหม่อีกครั้งเหมือนเดิม หายใจเข้ายาวๆลึกๆ แล้วกั้นลมหายใจไว้สัก 10 วินาที แล้วค่อยๆปล่อยออกเบาๆ สติจะกลับมาที่ฐานกายทันที(จิตก็จะตามสติมาด้วย)ทำไปเรื่อยๆจนเข้าสู่สภาวะปกติ ก็กำหนดรู้ลมหายใจเข้ายาว ออกยาวไปตามปกติ ไปเรื่อยๆจนถึงจุดๆหนึ่ง ลมหายใจจะค่อยๆสั้นลงเองตามธรรมชาติของร่างกายที่ผ่อนคลาย ให้มีสติรู้ว่า ลมหายใจสั้นเกิดขึ้นแล้ว ต่อไปก็กำหนดรู้ลมหายใจสั้นเข้าก็รู้ ลมหายใจออกสั้นก็รู้ ให้ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาที่เหมาะสม แล้วค่อยๆออกจากการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก( ออกจากอานาปานสติ )

  การฝึกสติในลำดับต่อไป

  ต่อจากการเจริญอานาปานสติก่อนนอนและหลังตื่นนอน ถ้าจะให้ดีที่สุด ควรปฏิบัติสิ่งต่อไปนี้.-

แผ่เมตตาให้กับ ทุกๆชีวิตทั้งคนและสัตว์(ตัวเองด้วย) ให้มีแต่ความสุขและความเจริญยิ่งๆขึ้นไป ไร้ทุกข์ ไร้โศก ไร้โรค ไร้ภัย อย่าได้จองเวรซึ่งกันและกัน อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ของให้ทุกๆชีวิตจงรักษาตัวตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ...( แผ่เมตตาให้ทุกๆชีวิตในโลกใบนี้ )
  อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่เราสร้างมาในอดีตจนถึงปัจจุบันให้กับมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานทุกผู้ทุกนาม ทุกตนทุกตัว ที่ยังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิตไปแล้ว ขอให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศล( จิตของท่านจะเป็นกุศล )แล้วส่งบุญไปให้เขาโดยทั่วถึงกัน จิตจะเกิดปีติและปัสสัทธิ(สบายกายสบายใจ)
       
  ต่อไปนี้คือ การฝึกสติแบบหลักๆในแต่ละวัน

2 ) กายคตาสติ คือการฝึกสติจากการเคลื่อนไหวของกายตามอิริยาบทต่างๆ เช่น การยืนก็รู้ว่ายืน เดินไปไหนมาไหนก็รู้ว่ากำลังเดิน นั่ง ทำงาน ดื่มน้ำ รับประทานอาหาร ฯลฯ ทุกๆการเคลื่อนไหวให้มีสติระลึกรู้การเคลื่อนไหวทั้งหมด การฝึกแรกๆอาจจะไม่ถนัด อาจจะมีการเพ่งจนเครียด เกร็งจนรำคาญ ต้องใช้ความอดทน นานๆเข้ามันจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ พยายามทำให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่ต้องไปเพ่ง ไปจ้อง หรือเป๊ะแทบทุกลมหายใจ ขาดๆเกินๆบ้างไม่เป็นไร ค่อยๆฝึกฝนไปเรื่อยๆ สุดท้ายมันจะเกิดเป็นสัญชาตญาณเอง เหมือนการบินด้วยระบบอัตโนมัติของนักบิน ซึ่งต้องใช้เวลาฝึกฝนมากเป็นพิเศษจนเชี่ยวชาญสูง ตั้งแต่ลุกขึ้นจากการตื่นนอน( ต่อจากการทำอานาปานสติ ) ท่านสามารถเริ่มต้นเจริญ กายคตาสติ(มีสติระลึกรู้การเคลื่อนไหว)ได้ทันที รู้แทบทุกอิริยาบท ให้ทำไปเรื่อยๆและสม่ำเสมอ(มีวินัยในตนเอง)จนเกิดความเชี่ยวชาญและชำนาญสูง สิ่งที่ติดตามมาที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดก็คือ สติท่านไม่หลุด ไม่มีความประมาท ความจำดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สติยิ่งมีมากฝึกมากยิ่งเป็นการดี การรับรู้(จิต)ของท่านจะมีประสิทธิภาพสูงไปตามสติ เพราะสติคือธรรมที่ปรุงแต่งจิตโดยตรง สติอยู่ที่ไหน จิตจะอยู่กับสติตลอดเวลา ถ้าสติหลุด จิตก็จะหลุดตามสติ อวิชชาเข้าแทรกทันที การฝึกกายคตาสติสามารถทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา การมีสติจดจ่ออยู่กับงานที่ทำ นั่นคือ การทำกายคตาสตินั่นเอง การทำงานจึงเป็นการปฏิบัติธรรม(เจริญสติ)แบบไม่รู้ตัว ถ้ามีสติระลึกรู้ทุกๆการขยับของกาย นั่นคือ กายคตาสติทั้งหมด ถ้าฝึกฝนสติจนเข้มแข็งและแข็งแกร่ง จนเป็นระดับ มหาสติ(สติที่ว่องไวมาก)การดับทุกข์จะทำได้ง่ายขึ้นทันที มันจะเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับการดับทุกข์ในแต่ละวันของท่านรวมถึงปัญหาต่างๆ ก็จะแก้ไขได้ง่ายและเร็วขึ้น สติเป็นธรรมฝ่ายกุศล(เป็นเจตสิกที่เป็นกุศล) ถ้ากุศลเจตสิกเกิด(สติเจตสิก)อกุศลเจตสิกจะดับลง เพราะสติจะเป็นเซนเซอร์เตือนได้อย่างรวดเร็ว นี่คือ อานุภาพของ...สติ....การฝึกฝนสติ มีแต่ได้กับได้ประโยชน์ต่อตัวของท่าน
   ขอให้ท่านทำเพียง 2 ประการนี้ในการฝึกสติให้กล้าแกร่ง ฝึกในทุกๆวันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ท่านจะเห็นความจริงต่างๆชัดเจนขึ้นมาทันที ทุกข์น้อยลง ปัญหาต่างๆน้อยลง ความจำแม่นยำขึ้น ชีวิตดีขึ้นเป็นลำดับ นี้คือ สิ่งที่ท่านจะได้รับแบบเบื้องต้น และดับทุกข์ได้ในที่สุด....
 
ถ้าท่านฝึกสติจนเข้มแข็งและแข็งแกร่ง

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความเครียดจะไม่มี ความกังวลไม่ปรากฎ โรคซึมเศร้าไม่ถามหา อัลไซเมอร์ไม่มี เพราะอะไร? สติจะอยู่กับลมหายใจเข้าอออกหรือไม่ก็อยู่กับอิริยาบทต่างๆในแต่ละวัน จะไม่มีเวลาให้กับความเครียด ความกังวล ซึมเศร้า ฯลฯ นี่คือ ผลลัพธ์ของการเจริญสติโดยตรง สติทำให้มาก ฝึกให้มาก มีแต่ผลดีกับดี ส่งผลให้เกิดสมาธิง่ายขึ้น สัมปชัญญะมาเร็ว(เกิดปัญญา)
 
การเจริญอานาปานสติก่อนนอนเพื่อรักษา 'สติสันตติ' ให้สืบเนื่องไปถึงขณะหลับและตื่น 

การทำธรรมวิจยะในประเด็น "การเจริญอานาปานสติก่อนนอนเพื่อรักษา 'สติสันตติ' ให้สืบเนื่องไปถึงขณะหลับและตื่น" คือการนำยุทธศาสตร์ "การสิงสถิตอยู่ในเรือนแห่งสติ" มาคลอบคลุมถึงช่วงเวลาที่ร่างกายพักผ่อน เพื่อให้กระแสแห่งวิชชาและมรรคสมังคีทำงานต่อเนื่อง ไม่ถูกรบกวนด้วยนิมิตฝันหรือความหลง หลงเพลิดเพลิน (นันทิ) ในยามหลับ 

พระพุทธองค์ทรงตรัสสรรเสริญสภาวะการนอนของพระอริยเจ้าว่าเป็นการ "นอนอย่างผู้มีสติสัมปชัญญะ" (สหายเสยยา / นครเสยยา) ซึ่งหากถอดรหัสกลไกการทำงานของจิตในรอยต่อระหว่าง ตื่น => หลับ => ตื่น มีรายละเอียดสภาวะธรรมดังนี้ 

1. ช่วงรอยต่อก่อนหลับ: "การตัดกระแสถอนจากอารมณ์ในแต่ละวัน" 

ก่อนนอน จิตมักจะหอบเอาความทรงจำ สังขารความคิด หรืออารมณ์ค้างจากทั้งวันมาปรุงแต่งต่อ (ภวังคจิตที่ปนอวิชชา) 

กลไกอานาปานสติ: ปรับท่าทางการนอนให้อยู่ในสภาวะผ่อนคลาย (เช่น สีหเสยยา - นอนตะแคงขวา หรือนอนหงาย) แล้ว ย้ายความสนใจทั้งหมดมาอยู่ที่ "ลมหายใจเข้า-ออก"

ตัดนันทิและสังขาร : เมื่อสตินำจิตปักหลักอยู่กับลมหายใจ ผัสสะทางอายตนะภายนอกถูกปิดลง ความคิดปรุงแต่งถึงเรื่องราวในอดีต/อนาคตจะ "ขาดปัจจัยหนุน"ปรุงแต่งทันที

เกิดเวทนารู้ก่อนหลับ : จิตสัมผัสกับความสงบระงับของกายและลมหายใจ (กายปัสสัทธิ/จิตตปัสสัทธิ) พลอยทำให้ อุเบกขาเวทนา(เวทนาเย็น) ตั้งขึ้นเป็นฐานก่อนที่จิตจะลงสู่ภวังค์

2. ช่วงสภาวะขณะหลับ : "สติสันตติในภวังคจิต" 

เมื่อสติปักมั่นอยู่กับลมหายใจจนกระทั่งจิตเคลิ้มลงสู่ความหลับ: 

ภวังคจิตที่บริสุทธิ์: จิตไม่ได้หลุดไปพร้อมกับความโลภ ความโกรธ หรือความกังวล แต่ดิ่งลงสู่ภวังค์ด้วย "สติและอนิจจสัญญา"

สกัดนิมิตฝัน (หลับสนิทไม่ฝันร้าย): เมื่อไม่มีโมหเจตสิกค้างอยู่ในจิต ความฝันที่เกิดจากการปรุงแต่งของสังขารจะลดลงหรือหมดไป จิตพักผ่อนได้อย่างลึกซึ้งใน "เรือนแห่งสติ"

สายป่านสติไม่ขาด: แม้จิตจะลงสู่ภวังคจิต (จิตไม่รับรู้อายตนะภายนอก) แต่ พลังงานแห่งสติที่ถูกสั่งสมไว้ (สติสันตติ) จะทำหน้าที่เป็นเสมือน "โปรแกรมที่ทำงานอยู่พื้นหลัง" คอยเฝ้าระวังจิตอยู่ตลอดคืน

3. ช่วงรอยต่อเมื่อแรกตื่น : "สติสว่างวาบทันทีที่รู้ตัว"  

ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดของการเจริญอานาปานสติก่อนนอน คือการทำงานของจิตในวินาทีแรกที่ตื่นนอน: 

สติเกิดทันที : พอจิตถอนออกจากภวังค์มาสู่ความรู้สึกตัว(วิถีจิต) สติจะ "กระโดดจับลมหายใจ หรือความรู้สึกตัวที่ฐานกาย" เป็นสิ่งแรกทันที โดยไม่ต้องรอให้ความคิดวิ่งเข้ามาปรุงแต่ง

ไร้ความซึมเซา (ถีนมิทธะ): จิตจะตื่นขึ้นมาด้วยความโปร่ง เบา สว่าง และทรงพลัง ปราศจากความงัวเงียหรืออารมณ์ตกค้าง

ต่อสายมรรคสมังคี : กระแสหรือสายธารแห่ง "สติสันตติ" จากคืนก่อน จะถูกเชื่อมต่อเข้ากับการดำเนินชีวิตในวันใหม่ทันที เป็นการเริ่มต้นวันด้วยการปักหลักในฐานกายอย่างมั่นคง

สรุปย่อการปฏิบัติตามพุทธประสงค์:

"ตามรู้ลมหายใจไปเรื่อยๆ ด้วยจิตที่เป็นกลาง วางความวิตกกังวลทิ้งลงทั้งหมด วางจิตไว้ที่ฐานกาย ให้สติและจิตอยู่กับลมหายใจจนกระทั่งหลับไป"

การทำเช่นนี้ คือการเปลี่ยนช่วงเวลาการนอน 6-8 ชั่วโมง ให้กลายเป็นการ "บ่มเพาะวิชชาและสติปัฏฐานอย่างเงียบสงบ" ทำให้ทั้งขณะตื่น หลับ และแรกตื่น จิตทรงอยู่ในป้อมปราการที่ปลอดภัยจากมารผจญ(กิเลส)ตลอด 24 ชั่วโมง  

ผลลัพธ์ของการเจริญอานาปานสติและกายคตาสติ  

การเจริญอานาปานสติและกายคตาสติอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิตสามารถนำไปสู่สมุจเฉทนิโรธได้อย่างตรงทางและสมบูรณ์ที่สุด 

การเจริญอานาปานสติและกายคตาสติอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่การทำจิตให้สงบ แต่คือ "เสาหลัก" ของการเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ที่ครบถ้วนในทุกขณะจิต ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้: 

กายเป็นฐานตั้งของมโนผัสสะ (สติปัฏฐาน): กายคตาสติและอานาปานสติทำให้จิตมี "ที่มั่น" (กสิณ/ฐานเดิม) ไม่แวะเวียนหลงไหลไปตามอารมณ์ที่มากระทบ เมื่อจิตเกาะอยู่กับลมหายใจหรือร่างกาย จิตจะเห็นกระแสการเกิด-ดับของเวทนาและสังขารได้ทันท่วงทีตรงมโนผัสสะ 

ตัดกระแส "นันทิ" ตั้งแต่ต้นทาง: เมื่อมีสติรู้เท่าทันกายและลมหายใจ จิตจะไม่ถูกดึงไปปรุงแต่งยินดียินร้าย (นันทิราคะ) ในอารมณ์ที่ปรากฏ การตั้งมั่นในกายจึงเป็นการหยุดวงจรอวิชชา-สังขาร ไม่ให้สร้างอุปาทานขึ้นมาใหม่ 

รวมสมาธิและปัญญาเป็นหนึ่งเดียว (สมถะคู่กับวิปัสสนา): ในอานาปานสติ 16 ขั้น พระพุทธองค์ทรงวางรากฐานตั้งแต่การรู้กาย (กายานุปัสสนา) การรู้เวทนา (เวทนานุปัสสนา) การรู้จิต (จิตตานุปัสสนา) ไปจนถึงการพิจารณาความไม่เที่ยง ความคลายกำหนัด และความสลัดคืน (ธรรมานุปัสสนา) ซึ่งก็คือขั้นตอนการสลัดถอนสมมติและอุปาทานโดยตรง 

แจ้งในความไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา): เมื่อสังเกตลมหายใจและร่างกายอย่างต่อเนื่อง จิตจะเห็นแจ้งตามความเป็นจริงว่า "กายและลม" เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติที่ทำกิจของมันเอง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เมื่อจิตยอมรับความจริงข้อนี้ ความสำคัญมั่นหมายในตนเอง (อัสมิมานะ) ก็จะถูกถอนออกอย่างเด็ดขาด 

ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “เมื่ออานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำสติปัฏฐาน 4 ให้สมบูรณ์... ทำโพชฌงค์ 7 ให้สมบูรณ์... ทำวิชชาและวิมุตติให้สมบูรณ์”  

ดังนั้น การอยู่กับกายคตาสติและอานาปานสติในชีวิตประจำวัน จึงเป็นทางสายตรงที่บำเพ็ญองค์มรรคให้บริบูรณ์ จนเกิดปัญญาญาณหยั่งรู้ และบรรลุถึง สมุจเฉทนิโรธ ในที่สุด

อานุภาพของ...การเจริญสติ..เป็นประจำ
- ตัดกระแสทุกข์ที่..เวทนา..เป็นด่านแรกสุด

- เป็นองครักษ์พิทักข์จิตไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกิเลส
- เจริญสติเป็นประจำ จะมีความจำแม่นยำดีมาก
- อัลไซเมอร์(ความหลงลืม)ไม่เข้าหา

สติ คือ ธรรมแรกที่ไปตัดกระแสแห่งทุกข์ใน เวทนา
สติจะดักจับ..นันทิราคะ ก่อนไปสู่ ตัณหาและอุปาทาน
นันทิราคะ คือ เชื้อของ...ตัณหา( เหตุแห่งทุกข์ )
นี้คือที่มาของ...การมีสติในทุกๆขณะจิต เพื่อไม่ให้ อกุศลเจตสิกทำกิจ สติเป็นเจตสิกที่เป็นกุศล เมื่อกุศลเจตสิกเกิด(สติ) อกุศลเจตสิกจะดับลง ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ 
  ผัสสะเกิด =>เวทนาเกิด =>ตัณหาเกิด(ไม่มีสติ)

สติเกิด => สมาธิเกิด => ปัญญาเกิด => อวิชชาดับ => ทุกข์ดับ

 อวิชชา(ความไม่รู้) นันทิ(ความเพลิน ความหมกมุ่น) อุจธัจจะ(ความฟุ้งซ่าน) จะแพ้ทาง..สติ..ครับ ท่านอย่าเพิ่งเชื่อ  ท่านต้องทดสอบและพิสูจน์ด้วยตัวเองเท่านั้น

สิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือ....การมีสติในทุกๆขณะจิต
สติจะมาพร้อมกับ สัมปชัญญะ(ความรู้ตัวทั่วพร้อม)
สติเป็นกุศลเจตสิก เมื่อกุศลเจตสิกเกิด อกุศลเจตสิกจะดับลง สติคือ..ด่านแรกในการตัดวงจรกิเลสหรือวงจรทุกข์ที่เกิดขึ้นที่..จิต...จงมีสติในทุกๆขณะจิต
อวิชชาและกิเลสทั้งปวงคือ..
อกุศลเจตสิก ที่ปรุงแต่งจิตทำให้เกิดกิเลสและทุกข์ขึ้นมาในจิต....
 
   สติมา ปัญญาเกิด กิเลสดับ ทุกข์ดับ
จงระลึกไว้เสมอว่า จิตอยู่กับ สติ สมาธิ ปัญญา จะปลอดภัยจาก...อวิชชา กิเลส ตัณหา ทุกข์ มากที่สุด ดังนั้น จงมี สติ สมาธิ ปัญญา ในปัจจุบันทุกขณะจิต 

 

(( การฝึกฝนปัญญาจากสติปัฏฐาน 4 ))
(( เรียนรู้จุดเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์ ))
(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))
(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))
(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ ))
(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ )) 

(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว )) 

(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? )) 

(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค )) 

(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
 

(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา )) 

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่.. 

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))  

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))  

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))  

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 
[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]  

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))  

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))  

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))   

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))  

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 
 

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。

 

Visitors: 18,121