ดูวิธีการฝึกสติแบบง่ายๆด้วยตนเองในทุกๆที่และทุกๆเวลา

สติ คือ ธรรมที่จะนำไปสู่...สมาธิและปัญญา( วิชชา )
สติ คือ ธรรมที่ใช้ดับทุกข์ในทุกขณะจิตเป็นด่านแรก
วิธีการฝึกสติแบบง่ายๆในทุกๆที่และทุกๆเวลาด้วยตนเอง ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องตึง ไม่ต้องเกร็งใดๆ
หลายๆท่านคิดว่า การฝึกสติเป็นเรื่องยากและไกลตัวมาก ไม่สามารถทำได้ ท่านคิดผิดถนัด!!! เริ่มต้นแบบง่ายๆและใกล้ๆตัวของท่านนี้เอง ไม่ยุ่งยากใดๆทั้งสิ้น ขอเพียงท่านมีความตั้งใจจริงเท่านั้นเอง....
การฝึกสติ ทำได้ง่ายกว่าที่คิด ทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลาทันที ไม่ต้องเข้าวัด ไม่ต้องไปนั่งหลับตาใดๆ ฝึกจากลมหายใจและอิริยาบทของการเคลื่อนไหวแต่ละขณะที่ท่านดำเนินชีวิตในแต่ละวินาทีนี่เอง ไม่สลับซับซ้อนใดๆทั้งสิ้น ขอให้มีสติระลึกรู้ตัวทุกๆการเคลื่อนไหวของท่านเท่านั้น....
ขั้นตอนการฝึก จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงการฝึก
วิธีการปฏิบัติแบบง่ายๆให้ทำตามนี้(แบบง่ายๆ)
นั่งในท่าที่สบายๆ ปล่อยวางทิ้งทุกๆสิ่งทุกๆอย่างในความคิดทั้งวันที่ประสบมาลงให้หมดสิ้น(เคลียร์ความคิดขยะทิ้งให้หมด)
การฝึกสติในลำดับต่อไป
ต่อจากการเจริญอานาปานสติก่อนนอนและหลังตื่นนอน ถ้าจะให้ดีที่สุด ควรปฏิบัติสิ่งต่อไปนี้.-
แผ่เมตตาให้กับ ทุกๆชีวิตทั้งคนและสัตว์(ตัวเองด้วย) ให้มีแต่ความสุขและความเจริญยิ่งๆขึ้นไป ไร้ทุกข์ ไร้โศก ไร้โรค ไร้ภัย อย่าได้จองเวรซึ่งกันและกัน อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ของให้ทุกๆชีวิตจงรักษาตัวตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ...( แผ่เมตตาให้ทุกๆชีวิตในโลกใบนี้ )
อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่เราสร้างมาในอดีตจนถึงปัจจุบันให้กับมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานทุกผู้ทุกนาม ทุกตนทุกตัว ที่ยังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิตไปแล้ว ขอให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศล( จิตของท่านจะเป็นกุศล )แล้วส่งบุญไปให้เขาโดยทั่วถึงกัน จิตจะเกิดปีติและปัสสัทธิ(สบายกายสบายใจ)
ต่อไปนี้คือ การฝึกสติแบบหลักๆในแต่ละวัน
2 ) กายคตาสติ คือการฝึกสติจากการเคลื่อนไหวของกายตามอิริยาบทต่างๆ เช่น การยืนก็รู้ว่ายืน เดินไปไหนมาไหนก็รู้ว่ากำลังเดิน นั่ง ทำงาน ดื่มน้ำ รับประทานอาหาร ฯลฯ ทุกๆการเคลื่อนไหวให้มีสติระลึกรู้การเคลื่อนไหวทั้งหมด การฝึกแรกๆอาจจะไม่ถนัด อาจจะมีการเพ่งจนเครียด เกร็งจนรำคาญ ต้องใช้ความอดทน นานๆเข้ามันจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ พยายามทำให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่ต้องไปเพ่ง ไปจ้อง หรือเป๊ะแทบทุกลมหายใจ ขาดๆเกินๆบ้างไม่เป็นไร ค่อยๆฝึกฝนไปเรื่อยๆ สุดท้ายมันจะเกิดเป็นสัญชาตญาณเอง เหมือนการบินด้วยระบบอัตโนมัติของนักบิน ซึ่งต้องใช้เวลาฝึกฝนมากเป็นพิเศษจนเชี่ยวชาญสูง ตั้งแต่ลุกขึ้นจากการตื่นนอน( ต่อจากการทำอานาปานสติ ) ท่านสามารถเริ่มต้นเจริญ กายคตาสติ(มีสติระลึกรู้การเคลื่อนไหว)ได้ทันที รู้แทบทุกอิริยาบท ให้ทำไปเรื่อยๆและสม่ำเสมอ(มีวินัยในตนเอง)จนเกิดความเชี่ยวชาญและชำนาญสูง สิ่งที่ติดตามมาที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดก็คือ สติท่านไม่หลุด ไม่มีความประมาท ความจำดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สติยิ่งมีมากฝึกมากยิ่งเป็นการดี การรับรู้(จิต)ของท่านจะมีประสิทธิภาพสูงไปตามสติ เพราะสติคือธรรมที่ปรุงแต่งจิตโดยตรง สติอยู่ที่ไหน จิตจะอยู่กับสติตลอดเวลา ถ้าสติหลุด จิตก็จะหลุดตามสติ อวิชชาเข้าแทรกทันที การฝึกกายคตาสติสามารถทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา การมีสติจดจ่ออยู่กับงานที่ทำ นั่นคือ การทำกายคตาสตินั่นเอง การทำงานจึงเป็นการปฏิบัติธรรม(เจริญสติ)แบบไม่รู้ตัว ถ้ามีสติระลึกรู้ทุกๆการขยับของกาย นั่นคือ กายคตาสติทั้งหมด ถ้าฝึกฝนสติจนเข้มแข็งและแข็งแกร่ง จนเป็นระดับ มหาสติ(สติที่ว่องไวมาก)การดับทุกข์จะทำได้ง่ายขึ้นทันที มันจะเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับการดับทุกข์ในแต่ละวันของท่านรวมถึงปัญหาต่างๆ ก็จะแก้ไขได้ง่ายและเร็วขึ้น สติเป็นธรรมฝ่ายกุศล(เป็นเจตสิกที่เป็นกุศล) ถ้ากุศลเจตสิกเกิด(สติเจตสิก)อกุศลเจตสิกจะดับลง เพราะสติจะเป็นเซนเซอร์เตือนได้อย่างรวดเร็ว นี่คือ อานุภาพของ...สติ....การฝึกฝนสติ มีแต่ได้กับได้ประโยชน์ต่อตัวของท่าน
ขอให้ท่านทำเพียง 2 ประการนี้ในการฝึกสติให้กล้าแกร่ง ฝึกในทุกๆวันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ท่านจะเห็นความจริงต่างๆชัดเจนขึ้นมาทันที ทุกข์น้อยลง ปัญหาต่างๆน้อยลง ความจำแม่นยำขึ้น ชีวิตดีขึ้นเป็นลำดับ นี้คือ สิ่งที่ท่านจะได้รับแบบเบื้องต้น และดับทุกข์ได้ในที่สุด....
การทำธรรมวิจยะในประเด็น "การเจริญอานาปานสติก่อนนอนเพื่อรักษา 'สติสันตติ' ให้สืบเนื่องไปถึงขณะหลับและตื่น" คือการนำยุทธศาสตร์ "การสิงสถิตอยู่ในเรือนแห่งสติ" มาคลอบคลุมถึงช่วงเวลาที่ร่างกายพักผ่อน เพื่อให้กระแสแห่งวิชชาและมรรคสมังคีทำงานต่อเนื่อง ไม่ถูกรบกวนด้วยนิมิตฝันหรือความหลง หลงเพลิดเพลิน (นันทิ) ในยามหลับ
พระพุทธองค์ทรงตรัสสรรเสริญสภาวะการนอนของพระอริยเจ้าว่าเป็นการ "นอนอย่างผู้มีสติสัมปชัญญะ" (สหายเสยยา / นครเสยยา) ซึ่งหากถอดรหัสกลไกการทำงานของจิตในรอยต่อระหว่าง ตื่น => หลับ => ตื่น มีรายละเอียดสภาวะธรรมดังนี้
1. ช่วงรอยต่อก่อนหลับ: "การตัดกระแสถอนจากอารมณ์ในแต่ละวัน"
ก่อนนอน จิตมักจะหอบเอาความทรงจำ สังขารความคิด หรืออารมณ์ค้างจากทั้งวันมาปรุงแต่งต่อ (ภวังคจิตที่ปนอวิชชา)
กลไกอานาปานสติ: ปรับท่าทางการนอนให้อยู่ในสภาวะผ่อนคลาย (เช่น สีหเสยยา - นอนตะแคงขวา หรือนอนหงาย) แล้ว ย้ายความสนใจทั้งหมดมาอยู่ที่ "ลมหายใจเข้า-ออก"
ตัดนันทิและสังขาร : เมื่อสตินำจิตปักหลักอยู่กับลมหายใจ ผัสสะทางอายตนะภายนอกถูกปิดลง ความคิดปรุงแต่งถึงเรื่องราวในอดีต/อนาคตจะ "ขาดปัจจัยหนุน"ปรุงแต่งทันที
เกิดเวทนารู้ก่อนหลับ : จิตสัมผัสกับความสงบระงับของกายและลมหายใจ (กายปัสสัทธิ/จิตตปัสสัทธิ) พลอยทำให้ อุเบกขาเวทนา(เวทนาเย็น) ตั้งขึ้นเป็นฐานก่อนที่จิตจะลงสู่ภวังค์
2. ช่วงสภาวะขณะหลับ : "สติสันตติในภวังคจิต"
เมื่อสติปักมั่นอยู่กับลมหายใจจนกระทั่งจิตเคลิ้มลงสู่ความหลับ:
ภวังคจิตที่บริสุทธิ์: จิตไม่ได้หลุดไปพร้อมกับความโลภ ความโกรธ หรือความกังวล แต่ดิ่งลงสู่ภวังค์ด้วย "สติและอนิจจสัญญา"
สกัดนิมิตฝัน (หลับสนิทไม่ฝันร้าย): เมื่อไม่มีโมหเจตสิกค้างอยู่ในจิต ความฝันที่เกิดจากการปรุงแต่งของสังขารจะลดลงหรือหมดไป จิตพักผ่อนได้อย่างลึกซึ้งใน "เรือนแห่งสติ"
สายป่านสติไม่ขาด: แม้จิตจะลงสู่ภวังคจิต (จิตไม่รับรู้อายตนะภายนอก) แต่ พลังงานแห่งสติที่ถูกสั่งสมไว้ (สติสันตติ) จะทำหน้าที่เป็นเสมือน "โปรแกรมที่ทำงานอยู่พื้นหลัง" คอยเฝ้าระวังจิตอยู่ตลอดคืน
3. ช่วงรอยต่อเมื่อแรกตื่น : "สติสว่างวาบทันทีที่รู้ตัว"
ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดของการเจริญอานาปานสติก่อนนอน คือการทำงานของจิตในวินาทีแรกที่ตื่นนอน:
สติเกิดทันที : พอจิตถอนออกจากภวังค์มาสู่ความรู้สึกตัว(วิถีจิต) สติจะ "กระโดดจับลมหายใจ หรือความรู้สึกตัวที่ฐานกาย" เป็นสิ่งแรกทันที โดยไม่ต้องรอให้ความคิดวิ่งเข้ามาปรุงแต่ง
ไร้ความซึมเซา (ถีนมิทธะ): จิตจะตื่นขึ้นมาด้วยความโปร่ง เบา สว่าง และทรงพลัง ปราศจากความงัวเงียหรืออารมณ์ตกค้าง
ต่อสายมรรคสมังคี : กระแสหรือสายธารแห่ง "สติสันตติ" จากคืนก่อน จะถูกเชื่อมต่อเข้ากับการดำเนินชีวิตในวันใหม่ทันที เป็นการเริ่มต้นวันด้วยการปักหลักในฐานกายอย่างมั่นคง
สรุปย่อการปฏิบัติตามพุทธประสงค์:
"ตามรู้ลมหายใจไปเรื่อยๆ ด้วยจิตที่เป็นกลาง วางความวิตกกังวลทิ้งลงทั้งหมด วางจิตไว้ที่ฐานกาย ให้สติและจิตอยู่กับลมหายใจจนกระทั่งหลับไป"
การทำเช่นนี้ คือการเปลี่ยนช่วงเวลาการนอน 6-8 ชั่วโมง ให้กลายเป็นการ "บ่มเพาะวิชชาและสติปัฏฐานอย่างเงียบสงบ" ทำให้ทั้งขณะตื่น หลับ และแรกตื่น จิตทรงอยู่ในป้อมปราการที่ปลอดภัยจากมารผจญ(กิเลส)ตลอด 24 ชั่วโมง
ผลลัพธ์ของการเจริญอานาปานสติและกายคตาสติ
การเจริญอานาปานสติและกายคตาสติอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิตสามารถนำไปสู่สมุจเฉทนิโรธได้อย่างตรงทางและสมบูรณ์ที่สุด
การเจริญอานาปานสติและกายคตาสติอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่การทำจิตให้สงบ แต่คือ "เสาหลัก" ของการเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ที่ครบถ้วนในทุกขณะจิต ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้:
กายเป็นฐานตั้งของมโนผัสสะ (สติปัฏฐาน): กายคตาสติและอานาปานสติทำให้จิตมี "ที่มั่น" (กสิณ/ฐานเดิม) ไม่แวะเวียนหลงไหลไปตามอารมณ์ที่มากระทบ เมื่อจิตเกาะอยู่กับลมหายใจหรือร่างกาย จิตจะเห็นกระแสการเกิด-ดับของเวทนาและสังขารได้ทันท่วงทีตรงมโนผัสสะ
ตัดกระแส "นันทิ" ตั้งแต่ต้นทาง: เมื่อมีสติรู้เท่าทันกายและลมหายใจ จิตจะไม่ถูกดึงไปปรุงแต่งยินดียินร้าย (นันทิราคะ) ในอารมณ์ที่ปรากฏ การตั้งมั่นในกายจึงเป็นการหยุดวงจรอวิชชา-สังขาร ไม่ให้สร้างอุปาทานขึ้นมาใหม่
รวมสมาธิและปัญญาเป็นหนึ่งเดียว (สมถะคู่กับวิปัสสนา): ในอานาปานสติ 16 ขั้น พระพุทธองค์ทรงวางรากฐานตั้งแต่การรู้กาย (กายานุปัสสนา) การรู้เวทนา (เวทนานุปัสสนา) การรู้จิต (จิตตานุปัสสนา) ไปจนถึงการพิจารณาความไม่เที่ยง ความคลายกำหนัด และความสลัดคืน (ธรรมานุปัสสนา) ซึ่งก็คือขั้นตอนการสลัดถอนสมมติและอุปาทานโดยตรง
แจ้งในความไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา): เมื่อสังเกตลมหายใจและร่างกายอย่างต่อเนื่อง จิตจะเห็นแจ้งตามความเป็นจริงว่า "กายและลม" เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติที่ทำกิจของมันเอง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เมื่อจิตยอมรับความจริงข้อนี้ ความสำคัญมั่นหมายในตนเอง (อัสมิมานะ) ก็จะถูกถอนออกอย่างเด็ดขาด
ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “เมื่ออานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำสติปัฏฐาน 4 ให้สมบูรณ์... ทำโพชฌงค์ 7 ให้สมบูรณ์... ทำวิชชาและวิมุตติให้สมบูรณ์”
ดังนั้น การอยู่กับกายคตาสติและอานาปานสติในชีวิตประจำวัน จึงเป็นทางสายตรงที่บำเพ็ญองค์มรรคให้บริบูรณ์ จนเกิดปัญญาญาณหยั่งรู้ และบรรลุถึง สมุจเฉทนิโรธ ในที่สุด
อานุภาพของ...การเจริญสติ..เป็นประจำ
- ตัดกระแสทุกข์ที่..เวทนา..เป็นด่านแรกสุด
- เป็นองครักษ์พิทักข์จิตไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกิเลส
- เจริญสติเป็นประจำ จะมีความจำแม่นยำดีมาก
- อัลไซเมอร์(ความหลงลืม)ไม่เข้าหา
สติ คือ ธรรมแรกที่ไปตัดกระแสแห่งทุกข์ใน เวทนา
สติจะดักจับ..นันทิราคะ ก่อนไปสู่ ตัณหาและอุปาทาน
นันทิราคะ คือ เชื้อของ...ตัณหา( เหตุแห่งทุกข์ )
นี้คือที่มาของ...การมีสติในทุกๆขณะจิต เพื่อไม่ให้ อกุศลเจตสิกทำกิจ สติเป็นเจตสิกที่เป็นกุศล เมื่อกุศลเจตสิกเกิด(สติ) อกุศลเจตสิกจะดับลง ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้
ผัสสะเกิด =>เวทนาเกิด =>ตัณหาเกิด(ไม่มีสติ)
สติเกิด => สมาธิเกิด => ปัญญาเกิด => อวิชชาดับ => ทุกข์ดับอวิชชา(ความไม่รู้) นันทิ(ความเพลิน ความหมกมุ่น) อุจธัจจะ(ความฟุ้งซ่าน) จะแพ้ทาง..สติ..ครับ ท่านอย่าเพิ่งเชื่อ ท่านต้องทดสอบและพิสูจน์ด้วยตัวเองเท่านั้น
สิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือ....การมีสติในทุกๆขณะจิต
สติจะมาพร้อมกับ สัมปชัญญะ(ความรู้ตัวทั่วพร้อม)
สติเป็นกุศลเจตสิก เมื่อกุศลเจตสิกเกิด อกุศลเจตสิกจะดับลง สติคือ..ด่านแรกในการตัดวงจรกิเลสหรือวงจรทุกข์ที่เกิดขึ้นที่..จิต...จงมีสติในทุกๆขณะจิต
อวิชชาและกิเลสทั้งปวงคือ..อกุศลเจตสิก ที่ปรุงแต่งจิตทำให้เกิดกิเลสและทุกข์ขึ้นมาในจิต....
(( การฝึกฝนปัญญาจากสติปัฏฐาน 4 ))
(( เรียนรู้จุดเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์ ))
(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))
(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))
(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ ))
(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ ))
(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))
(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))
(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
[ ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4 กดดูที่นี่....))
(( ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ]
[ ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
Translate: Please go to the sub-menu on your left.
翻译:请前往您左侧的子菜单。