Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

วิธีการดับทุกข์ด้วยวิชชาหรือปัญญาสำหรับปุถุชนทั่วๆไป

ทุกข์ทั้งปวง(กิเลส)จะดับลงแบบหมดจดและสิ้นเชิงด้วย วิชชา เท่านั้น

 ถ้าท่านอยู่กับ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในทุกขณะจิต กิเลส(ทุกข์)จะหาท่านไม่ค่อยพบ ตราบใดที่ยังสามารถครองแก่นมรรคได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จงใช้แก่นมรรคเป็นที่อยู่ของจิต(วิหารธรรม)จิตจะปลอดภัย ปลอดกิเลส ปลอดทุกข์ในทุกขณะจิต

การดับทุกข์มี 2 รูปแบบ คือ ดับทุกข์ชั่วคราว(ตทังคนิโรธ)แบบปุถุชน

กับ การดับทุกข์แบบสิ้นเชิงและถาวร(สมุจเฉทนิโรธ)แบบพระอรหันต์ 

ที่นี่...จะเน้นการดับทุกข์(ดับกิเลส)แบบชั่วคราว(ชั่วขณะในปัจจุบันขณะจิต)ไปก่อน สะสมเหตุปัจจัยไปเรื่อยๆจนกว่าองค์มรรคจะเต็มรอบบริบูรณ์เกิด มรรคจิต ขึ้นในอนาคต....ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเร่ง

การดับทุกข์(ดับกิเลส)ต้องใช้...วิชชา(ปัญญา)
เพราะรากเหง้าของกิเลสคือ อวิชชา(โมหเจตสิก)
วิชชา(ปัญญา)เกิดขึ้น => อวิชชา จะดับลง

แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ก็คือ วิชชา(ปัญญา)

ตีแผ่เรื่อง..ทุกข์..และ วิธีการดับทุกข์มิติใหม่

ที่นี่..จะเน้นการดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจิต

(ดับทุกข์ชั่วคราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน)
โดยการใช้แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )
ถ้าท่านเจริญแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องในทุกๆขณะจิต ทุกข์จะไม่เกิดขึ้น(ดับทุกข์ได้ชั่วขณะจิตที่มีแก่นมรรค)เมื่อแก่นมรรคเกิด กิเลส(ทุกข์)จะดับลง

- มิติใหม่ในการดับทุกข์ประจำวันแบบปัจจุบันขณะ

- วิธีการดับทุกข์ด้วยตนเองแบบง่ายๆ ด้วย 3 ธรรมเท่านั้น

- ดับทุกข์ใครๆก็ทำได้ ถ้าผ่านการฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา

- วิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ดับทุกข์ในทุกขณะจิต

"ก่อนที่ปัญญาจะเข้าทำลายความทุกข์... สติคือผู้เปิดประตู" หากไม่มีสติเป็นจุดเริ่มต้น จิตจะถูกอกุศลเจตสิกยึดพื้นที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ และรับรู้แต่ทุกข์สถานเดียว การฝึกจิตในชีวิตประจำวันจึงต้องยกความดีให้ 'สติ' เป็นทัพหน้าเสมอ 

"สติ คือ วิชชาในภาคปฏิบัติ" ในทุกๆ วินาทีที่คุณรู้เท่าทันอารมณ์ นั่นคือคุณกำลังใช้วิชชาทุบอวิชชาลงตรงนั้น โดยไม่ต้องรอให้ถึงชาติหน้า หรือรอให้เข้าวัดปฏิบัติธรรม 

จงมีวิชชาใน...สติ  สมาธิ  ปัญญา...คือสิ่งสำคัญ

คู่มือดับทุกข์ 24 ชั่วโมงด้วย แก่นมรรค  

เมื่อสติอยู่กับกาย = อวิชชาไม่มีที่ตั้ง 

เมื่อปัญญาเห็นตามจริง = ตัณหาและนันทิราคะขาดเชื้อ 

เมื่อไร้การปรุงแต่ง = จิตคืนสู่ความสงบเย็น (สุญญตา/โลกว่าง) ในปัจจุบันขณะ 

วิชชา(ปัญญา)เกิด => อวิชชาดับ => นันทิดับ => ตัณหาดับ => ทุกข์ดับ

อวิชชาเกิด => กิเลสน้อยใหญ่เกิด => ทุกข์เกิด

ทุกข์ ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์ก็คือ กิเลส และเหตุปัจจัยที่ใกล้ทุกข์มากที่สุดก็คือ กิเลสตัณหา นี่คือ ที่มาแห่งทุกข์ที่เกิดขึ้นในมนุษย์ทุกๆคน(ยกเว้นพระอรหันต์) ตัณหาเป็นกิเลสชนิดหนึ่งที่มีพลังอย่างมาก เป็นหนึ่งของกิเลสที่ผลักดันให้สมุษย์และสรรพสัตว์เวียนว่ายตายเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกแบบข้ามภพข้ามชาติ(วัฏฏสงสาร) ซึ่งมาจากแรงผลักดันของกิเลส(อวิชชา ตัณหา อุปาทาน)และ อวิชชา ก็เป็นกิเลสหัวหน้าหรือประธานกิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง โมหเจตสิกเป็นเจตสิกของ กิเลสอวิชชา มนุษย์ทุกๆคนที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้จะถูกโปรแกรมมาด้วย อวิชชา(โมหเจตสิก)ทั้งหมดทั้งสิ้น(ดูในโครงสร้างปฏิจจสมุปบาท)ทุกๆคนเกิดมาจากแรงผลักดันของ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ดังนั้น เราจึงต้องคอยตอบสนองความต้องการของ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน อย่างต่อเนื่อง(เป็นทาสและเป็นเหยื่องของ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน)จนกระทั่งมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกเมื่อ 2,500 กว่าปีที่แล้ว พระองค์ได้ตรัสรู้วิชชา(ปัญญา)จากธรรมชาติ(รู้แจ้งด้วยวิชชาในรูปและนาม)รู้ว่ามนุษย์และสรรพสัตว์เกิดมาพร้อมทุกข์ ดังนั้น เมื่อพระองค์รู้วิชชาดับทุกข์แล้ว จึงเมตตาสอนวิชชาดับทุกข์ให้กับมนุษย์บนโลกใบนี้จนกระทั่งมาถึงบัดนี้(ผ่านทางพระไตรปิฎก)พระองค์ได้ทรงวางแผนที่และเข็มทิศวิชชาดับทุกข์ไว้ให้ทั้งหมดแล้วในพระไตรปิฎก การค้นหาก็สะดวกและรวดเร็ว

วิชชาดับทุกข์

พระพุทธองค์ชี้ไปที่...อริยมรรคมีองค์ 8 คือทางสายตรงในการดับทุกข์ ธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์จริงๆก็คือ อริยมรรคมีองค์ 8 นั่นเอง ซึ่งจะเรียกว่า วิชชา ก็ไม่ผิดคือ วิชชามรรคมีองค์ 8 ซึ่งจะประกอบไปด้วยองค์มรรค 8 องค์ธรรมด้วยกันตั้งแต่...สัมาทิฏฐิ....ไปจนถึง สัมมาสมาธิ ให้นำมรรคทั้ง 8 องค์ธรรมมารวมเป็นหนึ่งเดียว(มรรคสมังคี)ซึ่งจะมีพลังมากในการดับกิเลสทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะกิเลสอวิชชา(โมหเจตสิก)เมื่อองค์มรรคเป็นหนึ่งเดียว(มรรคสมังคี)เกิดขึ้นในจิต(วิชชาเกิดในจิต)อวิชชาและกิเลสน้อยใหญ่ย่อมดับลง(ตามหลักอิทัปปัจจยตา)ความยากจึงอยู่ที่การให้องค์มรรคที่กระจัดกระจายกันอยู่นำมารวมประชุมไว้ในที่เดียวกันคือที่จิต(เกิดมรรคสมังคีขึ้นที่จิต)และเกิด มรรคจิต ขึ้นในเสี้ยววินาที จุดนี้คือ จุดที่เข้าถึงยากที่สุด สิ่งที่ทำได้ก็คือ การสะสมเหตุปัจจัย(มรรค)ไปเรื่อยๆจนกว่าวันหนึ่งเกิด มรรคสมังคีและเกิดมรรคจิตขึ้น ซึ่งก็ไม่ได้อยู่เหนือความพยายามของมนุษย์ไปได้ สมัยพุทธกาลก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเกิดขึ้นได้จริง ในที่นี้ขอย่อองค์มรรคทั้ง 8 เหลือเพียงแก่นมรรค ซึ่งจะได้จดจำได้ง่ายๆ เพราะทุกๆคนจะรู้จัก สติ สมาธิ ปัญญา เป็นอย่างดี เพราะเป็นสิ่งที่ติดตัวเราทุกๆคนอยู่แล้ว การนำไปใช้ก็จะได้ง่ายขึ้น(ไม่ต้องท่องจำ)

แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )

แก่นมรรค ประกอบไปด้วย...สติ  สมาธิ  ปัญญา นำมาจาก..อริยมรรคมีองค์ 8 โดย สติ มาจาก สัมมาสติ สมาธิ มาจาก สัมมาสมาธิ ปัญญา มาจาก สัมมาทิฏฐิ นอกจากนี้ สติ สมาธิ ปัญญา ยังเป็นองค์ธรรมส่วนหนึ่งของ อินทรีย์ 5 พละ 5 อีกด้วย มีพระอรหันต์สมัยพุทธกาลที่ชื่อว่า พระปิณโทลภารทวาชะ ใช้องค์ธรรมทั้ง 3 นี้ในการบรรลุพระอรหันต์ แก่นมรรคเกิด องค์ธรรมที่เป็นกุศลธรรมจะติดตามมา(องค์มรรคที่เหลือเกิดขึ้นตาม)นี้คือ สิ่งที่ใกล้ตัวที่พวกเรามองข้ามไป เป็นธรรมที่ใช้ดับกิเลส(ดับทุกข์)แบบสั้น ลัด ง่าย ไม่ต้องเดินอ้อมโลกหรือพายเรือวนอยู่ในอ่างอีกต่อไป ใช้เพียง 3 องค์ธรรมนี้(สติ สมาธิ ปัญญา)ก็สามารถดับกิเลสดับทุกข์ในปัจจุบันขณะแบบชั่วคราวได้แล้ว ไม่ต้องรออนาคตหรือรอชาติหน้าอีกต่อไป สั้นๆและง่ายๆ ทุกๆคนถ้าผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีก็สามารถทำได้  

ถ้าท่านเจริญสติในทุกๆขณะจิตได้ ทุกข์หาท่านไม่เจอแน่นอนครับ เพราะจิตจะอยู่กับสติ ถ้าสามารถครองสติได้ตลอดเวลา นั่นหมายถึง จิตจะรับรู้อยู่กับสติ ไม่ซัดส่ายไปที่อื่น ทุกข์จึงหาจิตไม่เจอ จิตจะอารมณ์เดียวกันกับสติ เกิดดับพร้อมกันและที่เดียวกัน และจิตจะเกิดดับและรับรู้สิ่งต่างๆได้เพียงทีละครั้งเท่านั้น ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ต่างๆพร้อมๆกันหลายดวงได้ นี่คือ จุดดับทุกข์ในด่านแรก จงฝึกฝนสติให้กล้าแกร่งและเข้มแข็งอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ คุณภาพจิตและสติของท่านจะมีประสิทธิภาพสูงมาก

 ผู้ใดที่สามารถครองสติได้ในทุกๆขณะจิต(สติไม่มีหลุด)ต่อเนื่อง จะมีสติในทุกลมหายใจเข้า-ออก(อานาปานสติ) หรือมีสติในทุกๆอิริยาบถของการเคลื่อนไหว(กายคตาสติ)ระลึกรู้ตัวได้อย่างต่อเนื่อง จะเกิดอานิสงส์และผลลัพธ์ดังต่อไปนี้คือ.... 

1 ) อวิชชาดับขณะมีสติ( โมหเจตสิกไม่ทำงานขณะมีสติเกิดขึ้น ) 

2 ) นันทิราคะดับเมื่อสติเกิด ( สติตัดกระแสนันทิราคะในผัสสะ ) 

3 ) ความฟุ้งซ่านดับ ( อุจธัจจะแพ้ทางสติ ) 

4 ) ความเครียดดับ ความกังวลดับ ซึมเศร้าดับ หงุดหงิดใจดับ 

    นี่คือ จุดดับของทุกข์ชั่วขณะที่เกิดขึ้น ในขณะที่มีการเจริญสติในปัจจุบันขณะอย่างต่อเนื่อง 

แก่นมรรคเกิด => อวิชชาดับ => กิเลสดับ => ทุกข์ดับ

คำอธิบาย : เมื่อมีการเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในปัจจุบันขณะจิตที่ฐานกาย จะส่งผลทำให้อวิชชา(โมหเจตสิก)ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงและปรุงแต่งจิตได้(วิชชาแก่นมรรคเกิด => อวิชชาดับลง) จิตจะรับรู้และดำรงอยู่กับแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)เท่านั้น ไม่สามารถไปรับรู้เรื่องอื่นๆรวมทั้งอวิชชา ตัณหา อุปาทาน อีกต่อไปตราบใดที่ยังมีการเจริญแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จิตจะถูกโปรแกรมใหม่ด้วยแก่นมรรค(แทนที่อวิชชา ตัณหา อุปาทานเดิม)จนเกิดเป็น มรรคสมังคีขึ้นบ่อยๆครั้ง และอาจนำไปสู่ มรรคจิต ได้ในที่สุด ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง ถ้ามีการสะสมเหตุปัจจัยคือแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ นี่คือ การดับกิเลสหรือดับทุกข์ด้วย แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)แบบไม่ยุ่งยากใดๆ วิธีการฝึกแก่นมรรคได้แนะนำไว้ทั้งหมดแล้วในเว็บไซต์นี้( อ่านจากลิ้งค์ด้านล่างของเพจนี้ )

เมื่อ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ดับลงชั่วขณะจิตด้วยพลังแก่นมรรค

อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง => นันทิราคะ => ตัณหา => อุปาทาน 

ตรรกะแห่งความเย็นและความว่างอันเป็นเนื้อแท้ของธรรมชาติ สามารถตีแผ่ออกมาได้ดังนี้:

1. ความหลงผิดตั้งแต่นับก้าวแรก: "การสร้างผู้แบก"(แบกทุกข์) 

มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตเหมือนคนที่เดินอุ้มหินก้อนใหญ่ไว้ตลอดเวลา พอหนักก็บ่นว่าเหนื่อย พอเจ็บก็บ่นว่าทุกข์ แต่ไม่เคยเฉลียวใจมองเลยว่า "ใครเป็นคนสั่งให้อุ้ม?" 

เมื่อ ตา มองเห็นรูป => ใจรับรู้ => เกิดความรู้สึก (ชอบ/ไม่ชอบ)

ในวินาทีนั้นเอง ความไม่รู้ (อวิชชา) จะโผล่เข้ามาเสียบแทรก แล้วตะโกนว่า "นี่คือตัวฉัน!" หรือ "ความรู้สึกนี้เป็นของฉัน!"(อวิชชาสวมรอย)

ทันทีที่คำว่า "ตัวฉัน" เกิดขึ้น "ผู้แบกรับ" ก็ถูกสร้างขึ้นทันที ชอบก็ต้องดิ้นรนเอามาครอบครอง (เกิดไฟร้อน) ไม่ชอบก็ต้องดิ้นรนผลักไส (เกิดไฟเผา) 

มนุษย์จึงไม่ได้เป็นทุกข์เพราะโลกหรือเพราะเหตุการณ์ภายนอก แต่เป็นทุกข์เพราะ "การสร้างตัวเราขึ้นมารับทุกข์"(ด้วยความไม่รู้จากอวิชชา) ในทุกๆวินาทีที่ประสาทสัมผัสกระทบอารมณ์

การตีแผ่ความจริงด้วยวิชชา : ไม่มีใครอยู่ในนั้นเลย(มีแต่ความว่าง) 

หากหยุดความเคลิ้บเคลิ้ม แล้วนำกลไกของกายและใจ(ขันธ์ 5)มาแยกแยะดูด้วยปัญญาทีละชิ้นส่วนอย่างตรงไปตรงมา(วิภัชวาท)จะเห็นความจริงดังต่อไปนี้...... 

ร่างกาย(รูปขันธ์) :

เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติ(ดิน น้ำ ลม ไฟ)ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก้าวไปสู่ความเสื่อมตามกาลเวลา และท้ายที่สุดกลับไปสู่ธาตุเดิมของมัน ไม่มีใครเป็นเจ้าของตัวจริง

ความรู้สึก (สุข/ทุกข์/เฉย)เวทนา :

เป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อมีการกระทบของธรรม แล้วก็ดับไปในตัวเอง เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีใครเป็นเจ้าของเวทนานั้น

ความจำได้หมายรู้(สัญญา) :

เป็นเพียงร่องรอยของข้อมูลในสมองที่ถูกดึงขึ้นมาแล้วก็หายไป เกิดและดับตลอดเวลา

ความคิดปรุงแต่ง(สังขาร) :

เป็นเพียงกระแสของอารมณ์ที่แว่บเข้ามา แล้วก็ไหลผ่านไป เกิดและดับอยู่ตลอดเวลา

การรับรู้(วิญญาณ) :

เป็นเพียงธาตุรู้ตามธรรมชาติที่มาจากการปรุงแต่งทำหน้าที่ของมันไปตามเหตุปัจจัย 

เมื่อชำแหละออกดูทั้งหมดของขันธ์ 5 ตรงไหนคือ "ตัวเรา"? 

ตรงไหนคือสิ่งที่เป็นอมตะคงทน? ไม่มีเลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว! 

ทุกสิ่งเป็นเพียง "ธรรมชาติกำลังทำหน้าที่ของธรรมชาติ"หรือธรรมทำกิจ เกิดขึ้นเพราะมีเหตุ หมดเหตุก็ดับไป ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา หรือเขา ซ่อนซ้อนอยู่ในนั้นเลยแม้แต่คนเดียว

จุดหักเหหรือจุดเปลี่ยนในขันธ์ 5 :

เมื่อตัวแปรเปลี่ยน(วิชชาและอวิชชา)กระแสในปฏิจจสมุปบาทก็เปลี่ยนตาม 

โดยพื้นฐานดั้งเดิม ขันธ์ 5 (จิต)ถูกโปรแกรมมาด้วย อวิชชา ตั้งแต่เริ่มแรก แต่เมื่อจิตถูกสอนและอบรมลงโปรแกรมใหม่ด้วยวิชชา จนจำกัดความหลงผิดได้(อวิชชาไม่ทำกิจ)ในวินาทีที่การกระทบเกิดขึ้นใหม่(ผัสสะเกิด)ผลลัพธ์จะออกมาแบบนี้ : 

- ทางเดิม (สายร้อนอวิชชา): เมื่อกระทบ => หลงยินดียินร้าย => สร้าง "ตัวฉัน" => เกิดความเร่าร้อน คับแคบ และวนเวียนอยู่ในลูปแห่งความทุกข์ (สังสารวัฏทางอารมณ์)

- ทางใหม่ (สายเย็นวิชชา): เมื่อกระทบ => มีสติรู้เท่าทัน => เห็นแจ้งว่า "มันเป็นแค่ธรรมชาติทำหน้าที่" => ไม่ดึงความรู้สึกนั้นมาเป็น "ของฉัน"(มีแต่ธรรมที่ทำกิจเท่านั้น) 

เมื่อไม่มีการเติมเชื้อไฟแห่งความอยากและความดิ้นรน สายป่านแห่งความยึดถือก็ถูกตัดขาดทันทีในปัจจุบันขณะ! ความเย็นและความว่างเกิด

สภาวะแท้จริง: ความเย็นและความว่างที่ไม่เคยหายไปไหน 

เมื่อความหลงผิดถูกถอดถอนออก สิ่งที่ปรากฏขึ้นไม่ใช่การสูญหายไปไหนของชีวิต แต่คือ "การคืนสู่ความปกติ" คือ เย็น และ ว่าง(จากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน) 

ความว่าง: ไม่ใช่ความว่างเปล่าแบบอวกาศหรือการไม่รู้สึกอะไร แต่คือ "ใจที่ว่างเปล่าจากความหมายแห่งตัวตน" ไม่มี "ผู้สุข" ไม่มี "ผู้ทุกข์" มีเพียงสภาวะที่เกิดขึ้นและดับไปตามธรรมชาติของธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจเสร็จแล้วก็ดับไปตามเหตุปัจจัย

ความเย็น: เมื่อไฟแห่งความดิ้นรนทะยานอยากดับลง ความเร่าร้อนกระวนกระวายใจทั้งหมดก็ดับตาม ความสงบ เย็น และโปร่งเบาอันเป็นธรรมชาติเดิมที่ถูกบดบังไว้ จึงเผยตัวออกมาให้สัมผัส 

เปรียบเหมือนคนที่เพิ่งรู้ตัวว่า "ก้อนหิน(ขันธ์ 5)ที่อุ้มมาตลอดชีวิต ไม่ใช่ของเรา และไม่เคยเป็นของเรา" เพียงแค่คลายมือปล่อยมันตกกลิ้งลงพื้น...

ความเบา ความสงบ และความเย็นสนิท ก็ปรากฏขึ้นทันที โดยไม่ต้องไปร้องขอจากสวรรค์วิมานที่ไหนเลย(อย่าไปแบกก้อนหิน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) 

ตรรกะแห่งความเย็น และ ความว่าง(จากการเจริญแก่นมรรค) 

"ความร้อนไม่ได้ดับเพราะมีใครไปทำลายมัน แต่ดับเพราะหมดเหตุปรุงแต่ง... ความเย็นไม่ได้เกิดขึ้นใหม่ แต่มีอยู่แล้วเมื่อไฟมันดับลง... และตัวเราที่ไม่เคยมีอยู่จริงตั้งแต่แรก จะมีใครที่ไหนไปเป็นทุกข์ได้อีก?"(ทุกข์เกิดจากการปรุงแต่งของอวิชชา) 

มันจบลงแค่นั้นแค่เข้าใจได้ถูกต้อง เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และเป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา)

มนุษย์ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า "ความมืด" กับ "ความสว่าง" หรือ "ความร้อน" กับ "ความเย็น" เป็นสิ่งสองสิ่งอยู่คนละสถานที่ ต้องเดินทางไปหา หรือต้องรอเวลาให้อีกสิ่งหนึ่งดับไปแล้วอีกสิ่งหนึ่งค่อยเดินทางมาถึง  แต่ในความเป็นจริงของสัจธรรม:

ความมืดและความสว่างอยู่ใน "จุดเดียวกัน"

- ความมืดไม่ได้ไปไหน :

เมื่อจุดไฟขึ้น ความมืดไม่ได้ "วิ่งหนี" ออกไปนอกห้อง แต่มืดดับลงตรงนั้นเพราะมีเหตุปัจจัยแห่งแสงสว่างเกิดขึ้นมาแทนที่(วิชชาเกิด อวิชชาดับ)

- ความสว่างไม่ได้มาจากไหน:

เมื่อดับไฟ ความสว่างไม่ได้ "บินกลับ" สู่ท้องฟ้า แต่มันหมดเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ความมืดจึงปรากฏขึ้น ณ จุดเดิมทันที(วิชชาดับ อวิชชาเกิด)

- ทุกข์และนิโรธ (ความดับทุกข์):

เกิดและดับของทุกข์ลงที่ "จุดเดียวกัน" นั่นคือ มโนผัสสะ ณ ปัจจุบันขณะ

 หยุดร้อนตรงไหน ก็เย็นตรงนั้น(หยุดอวิชชา วิชชาก็เกิดขึ้น)

ในสายปฏิจจสมุปบาท จุดที่ไฟแห่งอวิชชาและตัณหาจุดลุกโชนขึ้น คือจุดเดียวกันกับที่ไฟนั้นดับลง เป็นจุดเดียวกันที่ซ้อนกันอยู่ระหว่างทุกข์เกิดขึ้นกับทุกข์ดับลง: 

ผัสสะ +วิชชา => หยุดเหตุปัจจัย/รู้เท่าทัน​​ความร้อน (ทุกข์ / สังสารวัฏ) => ความเย็น (นิโรธ / นิพพาน) เกิด

ผัสสะ​+อวิชชา => นันทิ​/ความเร่าร้อน => ทุกข์ / สังสารวัฏ ความร้อนเกิด
 
ไม่ได้ย้ายสถานที่: ไม่ต้องย้ายไปวัด ไม่ต้องย้ายไปชาติหน้า ไม่ต้องย้ายจิตไปไว้ที่อวกาศหรือเมืองนิพพานที่ไหน แต่อยู่ ณ ที่เดิมที่ฐานกาย ซึ่งเป็นเซฟเฮ้าส์ที่ปลอดภัยมากที่สุดของจิต

เกิดที่ผัสสะ ดับที่ผัสสะ: ทุกข์เกิดที่การยึดถือในผัสสะตรงไหน พอหยุดเหตุปัจจัยแห่งการยึดถือด้วยวิชชา ความเย็น (นิพพาน) ก็ปรากฏซ้อนขึ้นมาทันที ณ จุดนั้นเอง
 
ตถตา(มันเป็นเช่นนั้นเอง)—สัจธรรมอันเปิดเผย

เมื่อจิตเห็นแจ้งว่า "ความมืดและความสว่าง ความร้อนและความเย็น ทุกข์และความดับทุกข์ ตั้งอยู่ในจุดเดียวกัน" การปฏิบัติธรรมจึงกลายเป็นเรื่องที่หมดความซับซ้อนโดยสิ้นเชิง

ไม่ต้องวิ่งแสวงหาอะไรอีกต่อไป เพราะ ความเย็นไม่ได้อยู่ไกลเกินกว่ามโนผัสสะที่กำลังปรากฏอยู่ตรงหน้านี้เลย 

"มนุษย์ไม่ได้พยายามดับไฟ... แต่พยายามวิ่งหาความเย็นทั้งที่ยังกำไฟไว้ในมือ"

ความหลงสุดทาง: คนส่วนใหญ่ดิ้นรนปฏิบัติธรรม แสวงหาความสงบ ความว่าง และนิพพาน เหมือนคนวิ่งรบเร้าขอความเย็นจากฟ้า แต่ในมือกลับกำ "ตัวกู-ของกู" (อวิชชาและอุปาทาน) เอาไว้แน่น แล้วบ่นว่าทำไมมันถึงร้อนไม่เลิก!

ความจริงแท้ : ความเย็นไม่ได้อยู่ไกลออกไปอีกหมื่นภพแสนชาติ และความว่างไม่ได้ซ่อนอยู่ในถ้ำหรือแดนทิพย์ที่ไหน... เพียงแค่วินาทีนี้ ณ มโนผัสสะตรงหน้า ท่านแค่มองให้เห็นว่าในมือไม่มีอะไรที่เป็นของท่านเลย ขันธ์ 5 เป็นแค่ธรรมชาติทำหน้าที่ของมันไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น...แล้ว "คลายมือออก" วางมันลง แล้วความว่างจะปรากฎขึ้น

ทันทีที่แบมือออก ไฟก็ดับตรงนั้น ความร้อนก็หายไปตรงนั้น ความเย็นและความว่างก็เกิดขึ้น

"ไม่ได้มีใครบรรลุความเย็น... แต่มีแค่ไฟที่ดับลง และความเย็นมันก็อยู่ของมันตรงนั้นเองมาตั้งแต่แรกแล้ว!" ( ดับไฟอวิชชาด้วย วิชชา ) 

ดับทุกข์ด้วย "วิชชา" บนฐานกายใครๆก็ทำได้

เขียนขึ้นเพื่อปุถุชนคนธรรมดา/คนทำงาน โดยบูรณาการแก่นมรรคและแนวคิดปฏิจจสมุปบาทเชิงปฏิบัติจริง เห็นผลในปัจจุบันขณะจิต

ถ้าท่านต้องการทำลายต้นไม้ต้นข้างบนนี้แบบไม่ให้เหลือซากเลย ท่านจะทำอย่างไร?

1 ) ตัดใบทิ้ง ตัดกิ่งก้านทิ้งให้หมดสิ้น

2 ) ตัดลำต้นทิ้งไปทำฟืน

3 ) ขุดรากถอนโคน ถอนรากแก้วทิ้งให้หมดสิ้น

 1 -3 ท่านจะเลือกข้อใด? ถึงจะตอบโจทย์ได้อย่างถูกต้อง 100%

ในการดับกิเลสทั้งปวง ก็สามารถเปรียบเทียบเหมือนดั่งกรณีการกำจัดและการทำลายต้นไม้ต้นนี้ให้สิ้นซากแบบสนิทไม่มีการเกิดใหม่ อวิชชา(โมหเจตสิก)คือรากเหง้าหรือรากแก้วของกิเลสทั้งหลายทั้งปวง กิเลสทั้งหลายทั้งปวงล้วนมีที่มาจากอวิชชาและมีอวิชชาเป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น

ทุกข์คืออะไรกันแน่?  

เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าใจผิดในสมมติ เราต้องแยก "ทุกข์" ออกเป็นระดับให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นสัจจะตามความเป็นจริงในทุกข์อย่างชัดเจน ทุกข์มาจาก รูปธรรม(ทางรูปกาย) และ นามธรรม(ทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งทางจิตใจ) ทุกข์จึงเกิดมาจาก 2 ทางนี้เท่านั้น  

ทุกข์คืออะไร?  

โดยสมมติ (ภาษาโลก): ทุกข์คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความเครียด ความผิดหวัง ความเจ็บปวดที่มนุษย์พยายามวิ่งหนี ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่ยังเกิดมาเป็นสัตว์ ต้องมีการ..เกิด แก่ เจ็บ ตาย...ตามลำดับ ซึ่งการเกิด ก็เป็นทุกข์ การแก่ก็เป็นทุกข์ การเจ็บป่วยก็เป็นทุกข์ การตายก็เป็นทุกข์ แล้วจะเกิดมาทุกข์ทำไม??? ในเมื่อมันมีแต่ทุกข์เต็มไปหมด!!!  

โดยสัจจะ (ภาษาธรรม/แก่นแท้): ทุกข์คือ "สภาวะที่ทนอยู่ได้ยาก" ถูกบีบคั้นด้วยความไม่เที่ยง (อนิจจัง) และมีความเป็น อนัตตา คือไม่มีตัวตนไหนไปบังคับบัญชาหรือเป็นเจ้าของมันได้เลย ทุกสรรพสิ่งรวมถึงจิตที่ถูกปรุงแต่งล้วนตกอยู่ใต้โครงสร้างของทุกข์นี้ทั้งสิ้น( ไตรลักษณ์ ) 

 ทุกข์คืออะไร? จำแนกเป็นกี่ประเภท?

คนส่วนใหญ่เกลียดความทุกข์ แต่ไม่เคยเข้ามา "รู้จัก" ทุกข์จริงๆ ในทางวิทยาศาสตร์ของจิต พระพุทธองค์ทรงแยกแยะ "ความทุกข์" ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ เพื่อให้เราไม่หลงในสมมติ:

1. สภาวะทุกข์ (ทุกข์ตามธรรมชาติ): คือความบีบคั้นของกายและใจตามธรรมชาติที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ เช่น การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความหิว ความกระหาย ความร้อน ความหนาว นี่คือ "ทุกข์โดยสภาวะ" ที่เกิดขึ้นเพราะร่างกายนี้เป็นสิ่งปลูกสร้างของธรรมชาติ มันไม่ใช่ของเรา

2. ปกิณณกทุกข์ (ทุกข์จร/ทุกข์เพราะใจปรุงแต่ง): คือความทุกข์ที่แห่ตามมาเมื่อจิตไม่ได้ดั่งใจ เช่น ความโศกเศร้า ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ การประสบกับสิ่งที่ไม่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก หรือสรุปสั้นๆ คือ "ความทุกข์ที่เกิดจากการที่จิตไปสำคัญมั่นหมายยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 และนามรูป ว่าเป็นตัวเรา ของเรา" นั่นเอง

ทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร? ที่มาแห่งทุกข์ทางกายและทางใจ

ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่ทำงานเป็น "สายพานฟันเฟือง" (ปฏิจจสมุปบาท) ที่ส่งทอดต่อกันในเสี้ยววินาที:

- ที่มาของทุกข์ทางกาย:

เกิดจากฟันเฟืองของโลกภายนอกและชีวภาพ (อุตุและอาหาร) เช่น โรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุ หรือสภาพอากาศที่แปรปรวนเข้ามากระทบระบบประสาท (กายผัสสะ)

- ที่มาของทุกข์ทางใจ:

เกิดขึ้นเมื่อมีอารมณ์หรือเรื่องราวมากระทบใจ (มโนผัสสะ) แล้วจิต "ขาดสติ" ประตูใจเปิดอ้า อกุศลเจตสิก (ความหลง ฟุ้งซ่าน) เข้ายึดพื้นที่ 100% ปรุงแต่งให้เกิดความยินดียินร้าย เกิดนันทิราคะ และกลายพันธุ์เป็นตัณหา (ความอยาก) บีบคั้นให้จิตรับรู้แต่ทุกข์สถานเดียว

 ทุกข์ทางกาย กับ ทุกข์ทางใจ แตกต่างกันอย่างไร?

เพื่อให้ท่านแยกแยะสมมติออกตามความเป็นจริง เราต้องเข้าใจความต่างของมัน:

- ทุกข์ทางกาย คือ "ธรรมชาติของรูปทำกิจ":

เป็นเรื่องของระบบประสาทและธาตุ 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม)ที่ประกอบขึ้นมาเป็นร่างกายของเรา มันเจ็บ มันปวดตามเหตุปัจจัย แม้แต่พระอรหันต์ที่หมดกิเลสแล้ว กายของท่านก็ยังเจ็บปวดได้ตามปกติ

- ทุกข์ทางใจ คือ "จิตที่มีอวิชชาบิดเบือนธรรมชาติ":

เกิดจากการที่จิตไม่ยอมรับความจริงของกายหรืออารมณ์นั้น แล้วสร้าง "ตัวกู ผู้เจ็บปวด" ขึ้นมาครอบงำด้วยความหลงผิด(อวิชชา) จิตจึงถูกแผดเผาด้วยไฟแห่งความอยากและอุปาทาน จึงนำมาซึ่ง..ทุกข์

 ทุกข์ทางกาย แก้ไขอย่างไร?

ในเมื่อทุกข์ทางกายเป็นเรื่องของฟันเฟืองทางชีวภาพ การแก้ไขจึงต้องแก้ให้ตรงเหตุปัจจัยทางกายภาพ:

- ดูแลตามเหตุปัจจัย:

เจ็บไข้ได้ป่วยก็ไปหาหมอ ทานยา พักผ่อน หิวก็ทาน ง่วงก็นอน ดูแลธาตุ 4 นี้ไปตามหน้าที่

- ใช้ใจที่เป็นปกติรองรับ:

ในขณะที่กายเจ็บ หน้าที่ของจิตคือ "อย่ายื่นมือเข้าไปรองรับความเจ็บนั้นมาเป็นของตน" ปล่อยให้กายเจ็บไป แต่ใจไม่เจ็บด้วย (เจ็บแต่กาย ใจไม่ทุกข์)เพราะใจทำหน้าที่ รับรู้เท่านั้น ไม่มีหน้าที่เจ็บไปตามกายหรือเจ็บแทนกายได้ เพราะใจไม่ใช่เจ้าของกาย

 ทุกข์ทางใจมีอะไรบ้าง? จะแก้ไขได้อย่างไรสำหรับปุถุชน?

ทุกข์ทางใจของปุถุชนหรือคนทำงานยุคนี้ หลักๆ คือ ความเครียด ความกังวล ความฟุ้งซ่าน และความเศร้าหมอง ซึมเศร้า(กิเลส)

วิธีแก้ไขสำหรับคนธรรมดาที่ต้องทำมาหากิน ไม่ใช่การหนีไปบวชหรือนั่งหลับตาทั้งวัน แต่คือการใช้ "เทคนิคการย้ายสลับขั้วพลังงาน" ในชีวิตประจำวัน ดังนี้:

ทางแก้ของปุถุชน: เมื่อใดที่ความโกรธหรือความเครียด (มโนผัสสะ) วิ่งเข้ามาชนใจ "อย่าไปพยายามดับมัน และอย่าไปคิดหาเหตุผลสู้กับมัน" เพราะยิ่งสู้ในความคิด จิตยิ่งฟุ้งซ่าน (อุทธัจจะ) ให้ใช้ สติ ทำหน้าที่เป็นด่านหน้า หักพวงมาลัยจิต ย้ายจุดรับรู้ (ผัสสะ) ออกจากเรื่องราวในหัว ดิ่งลงมาเกาะที่ "ฐานกาย" (เช่น ลมหายใจ หรือความรู้สึกการเคลื่อนไหวของร่างกาย) ทันที! ให้ดึงสติมาอยู่กับกาย(จิตจะอยู่กับสติเสมอ)

  เมื่อท่านได้เรียนรู้เรื่องทุกข์แต่ประเภทแล้ว ต่อไปก็ถึงขั้นตอนการดับทุกข์ ท่านไม่ต้องไปไล่ดับทุกข์หรือกำจัดทุกข์ใดๆทั้งสิ้น มันเหนื่อยเปล่า และมีแต่จะทุกข์เพิ่มมากขึ้น ถ้าทำไม่ได้อย่างใจที่เราต้องการ ทั้งเครียด ทั้งฟุ้งซ่าน สารพัดปัญหาพุ่งเข้าหาท่าน

  ทุกข์เกิดขึ้นมาจากสิ่งใด?

ให้แก้ปัญหาด้วยการสร้างเหตุปัจจัยให้ทุกข์นั้นดับลง เช่น ทุกข์ เหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์ในอริยสัจ 4 ก็คือ ตัณหา ดังนั้น เมื่อท่านรู้แล้วว่า ตัณหา คือ ตัวการทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมา เราไม่ต้องไปไล่ดับหรือกำจัดตัณหาแบบตรงๆเพราะมันจะทำได้ยากมากๆจะเครียดและฟุ้งซ่านเปล่าๆ

ไปไล่ดูเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดตัณหาขึ้นมาคืออะไร?

อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง => นันทิราคะ => ตัณหา 

เราจะเห็นว่าคือ นันทิ( ความเพลิน ความหมกมุ่น การคลุกคลี ) และเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด นันทิ ก็คือ อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่งให้เกิด นันทิ คราวนี้เรารู้เหตุปัจจัยการเกิดแล้ว

แล้วจะจัดการเหตุปัจจัยตัวนี้อย่างไร?(อวิชชา)

เราพบว่าถ้า วิชชา(ปัญญา)เกิดขึ้น อวิชชาจะดับลง(ตามหลักอิทัปปัจยตา) ดังนั้น เราจึงมาสร้างเหตุปัจจัยขึ้นมา นั่นก็คือ วิชชา(ปัญญา) การสร้างวิชชา ให้สร้างจาก...การเจริญสติ สมาธิ ปัญญา...ซึ่งในที่นี้ขอเรียกว่า...แก่นมรรค...เพราะเป็นธรรมหลักๆที่มาจากอริยมรรคมีองค์ 8 เราจะใช้...สตินำหน้า สู่สมาธิและปัญญา...ตามลำดับ

 ปัญหาความเครียด ความกังวล ซึมเศร้า หงุดหงิดใจ เบื่อหน่ายเซ็งโลก

ปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมา ล้วนมาจากรากเหง้าของ...อวิชชา...ทั้งสิ้น เกิดจากการปรุงแต่งของอกุศลเจตสิกที่ชื่อ โมหเจตสิก(อวิชชา)เป็นองค์ประกอบเป็นหลักๆร่วมกับเจตสิกต่างๆ เช่น วิตกเจตสิก(การนึกคิด) วิจารเจตสิก(การอธิบายขยายความเรื่องราวที่คิด) อุจธัจจเจตสิก(ความฟุ้งซ่าน) โทสเจตสิก โลภเจตสิก เป็นต้น ทั้งโรคเครียด โรคกังวล โรคซึมเศร้า มาจากอกุศลเจตสิกเหล่านี้ ดังนั้น การจัดการกับอกุศลเจตสิกเหล่านี้ ก็ด้วยการสร้างเหตุปัจจัยมาตัดตอนอกุศลเจตสิกเหล่านี้ นั่นก็คือ แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ซึ่งก็คือ วิชชา นั่นเอง การฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา ต้องทำอย่างจริงจังและต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำแค่ครั้งสองครั้งจบ ความสำเร็จต้องผ่านการฝึกฝนและใช้เวลา ไม่สามารถเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนได้ ส่วนวิธีการฝึกฝนแก่นมรรคมีพร้อมให้ศึกษาในเว็บไซต์นี้แล้วหรืออ่านจากลิ้งค์ด้านล่าง

  ความลับที่หลายท่านไม่รู้มาก่อน

ท่านรู้หรือไม่ว่า...สติ คือ เครื่องมือที่ใช้ตัดวงจรทุกข์เป็นจุดแรก เมื่อท่านเจริญสติให้แก่กล้า จิตจะอยู่กับสติเสมอ ดังนั้น ถ้ามีการเจริญสติอย่างต่อเนื่องในทุกๆขณะจิต จะส่งผลทำให้จิตปลอดภัยจากทุกข์ทั้งปวง จะนิยมเจริญสติที่ฐานกายเป็นหลักๆ โดยเฉพาะการเจริญสติรู้ลมหายใจเข้า-ออก(อานาปานสติ) และ การระลึกรู้ในอิริยาบถการเคลื่อนไหวต่างๆ(กายคตาสติ) ถ้าท่านเจริญสติที่ฐานกาย สติจะมีสมาธิ(จิตมีสมาธิ) จิตเป็นธาตุที่รับรู้ทุกข์ สติจะเป็นธรรมที่ระลึกรู้และเป็นธรรมประกอบกับจิต สติจะเกิดและดับพร้อมกับจิตๆหนึ่ง ซึ่งจิตเกิดได้(รับรู้)ทีละดวงเท่านั้น ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ต่างๆได้พร้อมกันหลายๆอารมณ์ จะรับรู้อารมณ์ได้เพียงทีละดวงเท่านั้น เมื่อรับรู้แล้วมันก็ดับไป จิตดวงใหม่ก็เกิดขึ้นแทนที่ ดังนั้น ถ้าจิตมีสติกำกับและปรุงแต่งอยู่อย่างต่อเนื่อง อวิชชา(โมหเจตสิก)เกิดขึ้นไม่ได้ สติเป็นธรรมที่เป็นวิชชา(กุศลธรรม) อวิชชาเป็นอกุศลธรรม ทั้งสองธรรมเข้ากันไม่ได้อยู่กันคนละขั้ว ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลง ดังนั้น ถ้าเราคง สติอย่างต่อเนื่อง อวิชชาก็เข้าแทรกไม่ได้ ถ้าท่านเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา อย่างต่อเนื่อง โรคเครียด กังวล ซึมเศร้า ฟุ้งซ่าน หงุดหงิดใจ หาท่านไม่เจออย่างแน่นอน ที่เห็นผลมากที่สุดก็คือ ประสิทธิภาพการทำงานของท่านจะดีมาก..... 

วิชชาหรือปัญญาที่นำมาใช้ในการดับทุกข์เป็นอย่างไร?

วิชชา (ปัญญา) ในโมเดลนี้ ไม่ใช่ความรู้จากตำราหรือการคิดเก่ง แต่คือ "ความรู้แจ้งตามความเป็นจริงว่า ทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา"

มันคือดวงตาที่มองเห็นว่า อารมณ์ ความรู้สึก หรือความคิดทั้งหลาย เป็นเพียงธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตนเองตามธรรมชาติ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่มี "ตัวตน" ของใครซ่อนอยู่ในนั้นเลย เมื่อรู้แจ้งเช่นนี้ จิตจะคลายความสำคัญมั่นหมายในตนเองลงทันที

แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) กับ วิชชา ต่างกันอย่างไร?

- แก่นมรรค: เปรียบเสมือน "ชิ้นส่วนและเครื่องมือ" ที่เราต้องนำมาฝึกฝนรวบรวม (สติ คือตัวระลึกรู้เท่าทัน, สมาธิ คือจิตที่ตั้งมั่นเป็นปกติ, ปัญญา คือตัวจำแนกแยกแยะ)

- วิชชา: คือ "ผลลัพธ์ขั้นสุดยอด" ที่เกิดจากการกลั่นตัวและรวมพลังขององค์มรรคทั้งหมด(มรรคสมังคี) เมื่อเครื่องมือ (แก่นมรรค) ทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบ มันจะรวมศูนย์กลายเป็นแสงสว่างที่เรียกว่า "วิชชา" เข้าไปทุบทำลายล้าง "อวิชชา" (ความหลงผิด)ที่เป็นรากเหง้าแห่งกองทุกข์ทั้งปวงให้ราบคาบ

การดับทุกข์ด้วยวิชชา (แก่นมรรค) ทำอย่างไร? 

นี่คือ "พิมพ์เขียว" การสับสวิตช์จิตเพื่อสำรอกทุกข์(ดับทุกข์)บนฐานกายที่ผู้อ่านสามารถเดินตามได้ทันที เราจะใช้แก่นมรรคที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวในการดับทุกข์(มรรคสมังคี) : 

1. สติสตาร์ท (แก่นมรรคข้อที่ 1) :
เมื่อผัสสะเกิดปุ๊บ ตัดวงจรอวิชชา ที่มโนผัสสะทันที เมื่อความเครียด ความโกรธ หรือเรื่องราวแย่ๆ มากระทบใจ (มโนผัสสะ) สติจะทำหน้าที่เป็นเบรกฉุกเฉิน ตัดกระแสนันทิและอุทธัจจะทันที
 
2. ย้ายผัสสะสู่ฐานกาย (เปลี่ยนผัสสะใหม่) : 
เปลี่ยนสนามรบในมโนผัสสะมาที่บ้าน( ฐานกาย ) หักจิตออกจากความคิดปรุงแต่งต่างๆในหัว ดึงความรู้สึกทั้งหมดมาปักหลักที่ "ลมหายใจ" หรือ "อิริยาบถกาย" การย้ายหรือการเปลี่ยนผัสสะใหม่นี้จะทำให้เวทนาร้อนในใจเดิมในมโนผัสสะไม่มีที่เกาะ ส่งผลให้เวทนาเปลี่ยนทิศทางทันที
 
3. จิตมีสมาธินิ่งเป็นปกติ (แก่นมรรคข้อที่ 2 - สมาธิ) : 
เกิดเป็นเวทนาเย็น(เวทนารู้)ของพระอริยเจ้า เมื่อจิตเกาะฐานกายมั่นคง จิตจะเข้าสู่สภาวะ "ปรกติจิต" เกิดความตั้งมั่น เป็นกลาง และรับรู้เป็น "อุเบกขาเวทนา (เวทนาเย็นที่มีวิชชากำกับ)" ซึ่งเป็นฐานที่ปลอดภัยและสว่างไสว( จุดนี้คือจุดที่ทุกข์ดับในปุถุชน )
 
4. แยกธาตุแยกขันธ์ (วิภัชวาท):
ชำแหละสมมติออกจากใจ ให้จิตมีวิชชาในขันธ์ 5 บนแท่นของกายที่เย็นนี้ จิตจะเห็นชัดเจนว่า กายก็ส่วนหนึ่ง ความคิดก็ส่วนหนึ่ง อารมณ์ที่เพิ่งดับไปก็ส่วนหนึ่ง จิตแยกตัวเป็นผู้สังเกตการณ์ ไม่กระโดดเข้าไปเป็นผู้เล่น เพราะจิตมีที่ตั้งที่มั่นคงที่ฐานกายแล้ว(อยู่กับสติ)
 
5. วิชชาเกิด ทุกข์ดับ (แก่นมรรคข้อที่ 3 - ปัญญา):
สำรอกทุกข์ ดับอนัตตา จิตตื่นรู้และเห็นแจ้งว่า "ทุกธรรมทำกิจของตนเอง" ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา ความสำคัญมั่นหมายพังทลาย อวิชชาถูกทำลาย ทุกข์ถูกสำรอกออกไปสิ้นเชิงตรงฐานกาย( ทุกข์ดับลงตรงฐานกาย ) 

 ปัญหาความเครียด ความกังวล ความฟุ้งซ่าน ซึมเศร้า

สามารถใช้วิชชา(ปัญญา)ดับทุกข์เหล่านี้ได้หรือไม่?

ตอบคำถามอย่างหนักแน่นว่า.... "ดับได้แน่นอนครับ!"

ทุกข์มาจาก อวิชชา ดังนั้น ต้องใช้วิชชา(ปัญญา)ดับอวิชชา

เพราะอาการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความกังวล หรือความฟุ้งซ่าน ล้วนเป็นอาการที่จิตหลุดจากฐานกาย(ไม่มสติกำกับ) แล้วไหลไปปรุงแต่งอยู่บน "เวทนาร้อน" ในโลกของความคิด (อวิชชาครอบงำ)

เมื่อเราใช้วิชชาผ่านเทคนิค "ย้ายหรือเปลี่ยนผัสสะดิ่งลงฐานกาย" จิตจะถูกดึงกลับมาสู่อยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงปัจจุบันตรงหน้า อาการซึมเศร้าหรือความกังวลที่เคยก่อตัวเป็นก้อนมหึมาในหัว จะถูกชำแหละแยกส่วน (วิภัชวาท) จนกลายเป็นเพียงกระแสอารมณ์จางๆ ที่เกิดแล้วก็ดับไป จิตใจจะคืนกลับสู่ความโปร่ง เบา และเย็นสนิทด้วยอำนาจแห่งวิชชา

 สรุปหัวใจสำคัญเพื่อการสำรอกทุกข์ ( ดับทุกข์สำหรับผู้อ่าน)

"เราไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อห้ามไม่ให้อารมณ์เกิด เพราะนั่นคือการบิดเบือนธรรมชาติ... แต่เมื่ออารมณ์เกิดปุ๊บ เราแค่ 'ย้ายบ้าน' ให้จิตทันที จากเตาหลอมอันร้อนรุ่มในความคิด มาสู่ห้องแอร์อันเย็นสบายที่ฐานกาย เมื่อจิตได้เสวย 'เวทนาเย็น' ปัญญาจะทำหน้าที่ชำแหละสมมติ และสำรอกความทุกข์ออกไปเองอย่างสิ้นเชิงตลอด 24 ชั่วโมง" 

 ทำอย่างไรจึงจะหายเครียด หายกังวลใจ หายจากซึมเศร้าใจ หายจากทุกข์ใจได้ 

เพื่อตอบคำถามนี้ให้ "เจาะลึกไปถึงแก่น" และเกิดผลในภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง เราต้องไม่คุยกันด้วยวิธีแก้เครียดที่ปลายเหตุ (เช่น การไปเที่ยว การหาความสุขชั่วคราว) แต่เราจะ "ชำแหละกลไกของจิต" ลึกลงไปถึงจุดกำเนิด เพื่อให้เห็นชัดว่า อาการเครียด กังวล ซึมเศร้า และทุกข์ใจ แท้จริงแล้วมันถูกสร้างและปรุงแต่งขึ้นมาได้อย่างไร และจะดับมันอย่างไรให้สิ้นซาก 

1. ชำแหละโครงสร้าง: ความเครียด กังวล ซึมเศร้า เกิดจากอะไร? 

วิตกเจตสิก+วิจารเจตสิก+โมหเจตสิก คือ เหตุปัจจัยของ...ความเครียด ความกังวล ความซึมเศร้า  แต่ทั้งหมดนี้จะแพ้ทาง...สติ...ถ้ามีการเจริญสติในทุกๆขณะจิตอย่างต่อเนื่อง ความเครียด ความกังวล ความซึมเศร้า จะเกิดขึ้นไม่ได้  

 เจตสิกเกี่ยวข้องกับความเครียด ความกังวล ซึมเศร้า อย่างไร?  

ต้องบอกว่า..เกี่ยวข้องตรงๆเลย มาขุดดูความจริงกัน 

ความเครียด ความกังวล ซึมเศร้า เกิดมาจากความคิดฟุ้งซ่านซ้ำไปซ้ำมา กังวลในอดีตหรือกังวลในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เจตสิกที่ปรุงแต่งคือ...วิตกเจตสิก(การคิด) วิจารเจตสิก(อธิบายสิ่งที่คิด) อุจธัจจเจตสิก(ฟุ้งซ่าน) โมหเจตสิก(ความไม่รู้) นี่คือ ที่มาของ..ปัญหาหรือทุกข์ที่เกิดขึ้น อกุศลเจตสิกบางตัวเหล่านี้จะแพ้ทาง...สติ(สติเจตสิก)ซึ่งเป็นเจตสิกฝ่ายดีหรือฝ่ายที่เป็นกุศล นี่คือ เหตุผลที่ให้ท่านต้องเจริญสติอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิต เพราะถ้าท่านมีสติกล้าแกร่งมากพอ ปัญหาที่กล่าวมาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าสติอยู่กับฐานกาย จิตก็อยู่กับสติที่ฐานกายเช่นกัน จิตจะไม่มีเวลาไปรับรู้เรื่องอื่นๆ( จิตดวงหนึ่งจะรับรู้ทีละอารมณ์เท่านั้น ) นี่คือ จุดดับลงของทุกข์ที่มาจาก..ความเครียด ความกังวล ความซึมเศร้า ความฟุ้งซ่าน ฯลฯ  

ในทางจิตและธรรมชาติ (ธรรมะ) อาการทั้ง 4 นี้ มี "รากเหง้าเดียวกัน" แต่เกิดจากการที่จิตหันสปอตไลท์ไปปรุงแต่งสมมติในมิติเวลาที่ต่างกันเท่านั้น :  

ความกังวลใจ :

จิตปรุงแต่งสมมติฉายภาพไปใน "อนาคตที่ยังมาไม่ถึง" สร้างความกลัวในสิ่งที่ยังไม่มีจริง แล้วหลงเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น จึงเกิดความกังวลติดตามมา 

ความซึมเศร้าใจ :

จิตปรุงแต่งสมมติฉายภาพจมดิ่งอยู่กับ "อดีตที่ผ่านไปแล้ว" เกิดความเสียดาย เสียใจ รู้สึกผิด หรือโกรธแค้นในสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้ว จมและหมกมุ่นอยู่กับอดีตเพราะขาดสติ 

ความเครียดและทุกข์ใจ :

เป็นผลลัพธ์ใน "ปัจจุบัน" ที่เกิดจากการที่จิตพยายามจะไปแบก ไปฝืน หรือไปบังคับธรรมชาติให้ได้ดั่งใจตนเอง 

เจาะลึกถึงแก่น: กลไกที่ทำให้อาการเหล่านี้ "ฝังลึก"  

ทำไมผู้คนทั่วไปพยายามจะ "ห้าม" ไม่ให้เครียด ห้ามไม่ให้ซึมเศร้า แต่ก็ยังทำไม่ได้? นั่นเป็นเพราะไม่รู้ความลับ 3 ข้อนี้: 

 ความลับที่ 1: จิตทำกิจผิดธรรมชาติ (บิดเบือนธรรมชาติ) 

โดยธรรมชาติแล้ว "ความคิดและความรู้สึก" (เจตสิก) เป็นธรรมชาติต่างหากที่เกิดขึ้นชั่วคราวแล้วก็ต้องดับไป แต่เมื่อมี มโนผัสสะ (ใจกระทบเรื่องราว) เกิดขึ้น จิตที่มีอวิชชาครอบงำอยู่ จะเกิด "นันทิ" (ความเพลิน/ความยินดียินร้าย) เข้าไปตะครุบอารมณ์นั้นทันที พอไปตะครุบปุ๊บ กลไกธรรมชาติก็บิดเบือนไป จากเดิมที่มันควรจะเกิดแล้วดับ จิตกลับไปเติมเชื้อไฟ รีไซเคิลความคิดลบๆ นั้นซ้ำๆ จนมันกลายสภาพเป็นก้อนความเครียดหรือความซึมเศร้าขนาดยักษ์ขึ้นมา 

 ความลับที่ 2: การสร้างอุปาทานและการสำคัญมั่นหมายในตนเอง 

นี่คือตัว "ล็อก" ที่ทำให้ความทุกข์ไม่ยอมหายไป เมื่อมีความเศร้าหรือความเครียดเกิดขึ้น จิตจะเกิดการทึกทักทันทีว่า "ฉันเครียด" "ฉันเศร้า" "ฉันเป็นโรคซึมเศร้า" 

แก่นที่แท้จริงคือ : ความเศร้ามีอยู่จริง แต่ "ผู้เศร้า" ไม่มีอยู่จริง มันเป็นเพียงธรรมชาติตัวหนึ่ง (เวทนา/สังขาร) ที่ผ่านมาฉายหน้าจอจิต แต่เราดันกระโดดเข้าไปสวมรอยเป็นตัวละครตัวนั้นอย่างเหนียวแน่นเลยกลายเป็นผู้เศร้าไปโดยอัตโนมัติ  

วิธีการดับทุกข์/หายเครียด/หายซึมเศร้า อย่างถาวร (ถอนรากแก่น) 

ให้เจริญ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)อย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิต การมีสติในทุกๆขณะจิตจะสามารถตัดวงจรเครียด กังวล ซึมเศร้า ได้เป็นอย่างดีเยี่ยม 

เมื่อเข้าใจกลไกแล้ว วิธีการรักษาใจให้กลับคืนสู่ "ความเป็นปกติ (ปกติธรรมดา)" มีขั้นตอนที่ตรงเป้าและปฏิบัติได้จริงดังนี้: 

ขั้นที่ 1 : ใช้โยนิโสมนสิการ แยกแยะธรรม (ตัดวงจรความไม่รู้)  

เวลาที่ความเครียด ความกังวล หรือความเศร้าจู่โจม ให้ใช้สติหยุดพยายามที่จะ "ทำให้มันหาย" (เพราะความพยายามจะทำให้หาย คือวิภวตัณหาที่จะยิ่งเพิ่มความเครียด)  

ให้ทำกิจใหม่ :

ตั้งสติแล้วแยกแยะมองดูมันว่า "ตอนนี้ กายมีอาการแน่นหน้าอก (นี่คือกาย), ในใจมีความรู้สึกหม่นหมองผุดขึ้นมา (นี่คือเวทนา), และมีความคิดลบๆ ฉายอยู่ (นี่คือสังขาร)" 

เห็นชัดๆ ว่า ทุกอย่างทำหน้าที่ของใครของมัน และไม่มีตัวเราอยู่ในนั้นเลย มันเป็นเพียงสภาวะธรรมชาติที่ผ่านมาแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องผ่านไป แล้วที่สุดมันก็ดับไปเองตามธรรมชาติของมัน 

ขั้นที่ 2 : ใช้สติ ละนันทิในเวทนาและหยุดปรุงแต่งสมมติ  

เมื่อเห็นก้อนความเครียดหรือความกังวลแล้ว "อย่าไปให้ราคา" อย่าไปเพลินต่อความยาวสาวความยืดกับมัน ถ้าจิตมันจะคิดว่า "ชีวิตฉันแย่แน่ๆ" ให้รู้ทันว่า "อ๋อ สมมติเกิดขึ้นอีกแล้ว" อย่าไปปรุงมันต่อ ทำหน้าที่เป็นเพียง "ผู้สังเกตการณ์ (คนดูหนัง)" ไม่กระโดดลงไปเป็น "ผู้เสพ (ตัวละคร)" เมื่อเราไม่เติมพลังงาน (ละนันทิ) ไม่เอาใจไปโฟกัส ไปขยายความก้อนความเครียดนั้น ก้อนพลังงานลบเหล่านั้นจะขาดอาหาร และดับไปเองตามกฎของอนัตตา  

ขั้นที่ 3 : คืนจิตสู่ความปกติ (อยู่กับปัจจุบันขณะ)  

ฝึกใช้สติดึงจิตกลับมาอยู่กับผัสสะที่ฐานกายในปัจจุบัน เช่น ลมหายใจเข้าออก (อานาปานสติ) หรือสัมผัสของร่างกายอิริยาบทการเลื่อนไหวในปัจจุบัน เพราะในปัจจุบันขณะที่แท้จริงที่ไม่มีความคิดปรุงแต่งอดีต/อนาคต ความเครียด ความกังวล และความซึมเศร้า จะไม่มีพื้นที่และไม่มีอาหารให้อกุศลเจตสิกเหล่านั้นเติบโตได้เลย  

"เราไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าหรือความเครียดถาวรหรอก เราแค่เผลอไปกดปุ่ม 'รีเพลย์' ละครสมมติในหัวซ้ำๆ แค่ฝึกเป็นคนดูที่นั่งกอดอกมองดูมันเฉยๆ โดยไม่กระโดดลงไปเล่น ละครเรื่องนั้นก็ฉายต่อไม่ได้ แล้วใจจะกลับคืนสู่ความสงบเย็นทันที" 

   สติ คือ ธรรมที่มีความสามารถย้ายจิตได้

 มิติใหม่ในการดับทุกข์ประจำวัน:

"ไม่ต้องหนีโลก เพียงแต่ย้ายสลับขั้วพลังงาน" 

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การจะดับทุกข์ได้ต้องหนีออกจากสังคม ทิ้งหน้าที่การงาน หรือหลบไปอยู่ในที่เงียบเชียบ แต่นั่นไม่ใช่หนทางของคนทำมาหากินในโลกยุคปัจจุบัน

มิติใหม่ที่เรากำลังจะบอกคุณคือ: "ห้องปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุด ไม่ใช่วัด... แต่คือโต๊ะทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวันของคุณนั่นเอง" 

ในทุกๆ วัน จิตของคุณต้องปะทะกับ "มโนผัสสะ" หรือแรงกระทบทางอารมณ์ตลอดเวลา ทั้งคำพูดของคน สายตาที่ไม่เป็นมิตร หรือยอดขายที่ไม่เป็นไปตามเป้า มิติใหม่นี้จะไม่บอกให้คุณไปเปลี่ยนโลกภายนอก หรือไปห้ามไม่ให้เรื่องแย่ๆ เกิดขึ้น เพราะนั่นคือการบิดเบือนธรรมชาติ แต่เราจะสอนให้คุณ "เปลี่ยนชัยภูมิภายในเสี้ยววินาที" 

มันคือการปฏิวัติกลไกของจิต จากเดิมที่เคยปล่อยให้ใจเป็นเหมือน "ผ้าขี้ริ้ว" ที่คอยซับเอารสชาติความทุกข์อันร้อนรุ่ม พลิกโหมดมาเป็น "ผู้สังเกตการณ์" ที่มีสติคอยตัดวงจรอารมณ์ คืนพื้นที่ให้กุศลธรรมทำงานท่ามกลางเสียงวุ่นวายของโลก นี่คือการดับทุกข์ที่แท้จริงของคนเมืองที่ไม่ต้องทิ้งโลกไปไหน แต่ดับมันลงตรงที่ใจกำลังทำงานนั่นเอง 

วิธีการดับทุกข์ด้วยตนเองแบบง่ายๆ:

"สับสวิตช์จิต ดิ่งลงฐานกาย" 

ถ้าคุณกำลังตกอยู่ในอาการใจสั่น มือสั่น สมองตื้อเพราะความโกรธหรือความเครียด อย่าเพิ่งพยายามคิดหาเหตุผลว่า "ทำไมเขาทำกับฉันแบบนี้?" หรือ "ฉันจะแก้ปัญหาอย่างไร?" เพราะในนาทีนั้น จิตของคุณขาดสติและถูกอกุศลเจตสิกยึดพื้นที่ไป 100% แล้ว ยิ่งคิดยิ่งฟุ้งซ่าน ยิ่งคิดยิ่งทุกข์ 

วิธีดับทุกข์ด้วยตัวเองที่ง่ายและลัดสั้นที่สุด คือเทคนิค "การย้ายสลับที่อยู่ของผัสสะ"

โดยมีขั้นตอนง่ายๆ 3 เสี้ยววินาที ดังต่อไปนี้............ 

1. รู้ทันที (สติสตาร์ท): วินาทีที่ใจเริ่มร้อนรุ่ม ให้มีสติรู้ตัวว่า "ระเบิดอารมณ์ทำงานแล้ว"

2. หักพวงมาลัยจิต (ย้ายผัสสะ): ดึงกระแสความรู้สึกทั้งหมดออกจากความคิดในหัว ดิ่งลงมาเกาะที่ "ฐานกาย" ทันที โดยเลือกจุดที่ชัดที่สุด เช่น ลมหายใจเข้าออกที่กระทบปลายจมูก หรือความรู้สึกแน่นตึงของฝ่าเท้าที่เหยียบลงบนพื้น

3. หลบในห้องนิรภัย: เมื่อคุณย้ายหรือเปลี่ยนผัสสะมาที่กาย จิตจะสลัดหลุดจากเรื่องราวเดิมๆในหัวทันที ความทุกข์ใจจะถูกสกัดกั้นไม่ให้ก่อตัว คล้ายกับการที่คุณกระโดดหลบเข้าห้องนิรภัยอันเย็นสบาย ปล่อยให้แรงระเบิดของอารมณ์มันทำลายตัวเองอยู่ภายนอกบ้าน โดยที่ตัวจิตของคุณปลอดภัยและเย็นสนิทอยู่ที่ฐานกาย 

 การดับทุกข์ใครๆ ก็ทำได้ ถ้าผ่านการฝึกฝน:

"เพราะจิตคือกลไกธรรมชาติที่ฝึกได้" 

ความดับทุกข์ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ ไม่ใช่พรสวรรค์ และไม่ใช่เรื่องของคนมีบุญวาสนาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ "ทักษะทางใจ" ที่มนุษย์ทุกคนที่มีลมหายใจสามารถฝึกฝนได้ 

เปรียบเหมือนคนที่เพิ่งหัดขับรถ วันแรกๆ ย่อมเงอะงะ ลืมเหยียบเบรก ลืมเปิดไฟเลี้ยว จิตที่ขาดการฝึกฝนก็เช่นกัน เมื่ออารมณ์มากระทบ มันย่อมไหลไปตามความยินดียินร้าย เกิดความสำคัญมั่นหมายเป็นธรรมดา แต่เมื่อคุณฝึก "สติให้ระลึกรู้ที่ฐานกายบ่อยๆ" ขยับตัวก็รู้ หายใจเข้าก็รู้ ฝึกวันละนิดในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ชีวิตดีขึ้นอย่างแน่นอน 

สติของคุณจะเริ่มแข็งแกร่งและทำงานไวขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่เคยโกรธข้ามวัน จะลดลงเหลือข้ามชั่วโมง เหลือไม่กี่นาที และในที่สุด สติจะทำงานไวระดับเสี้ยววินาที—ตัดหน้าผัสสะได้เองโดยไม่ต้องตั้งใจ จิตใจของคุณจะกลายเป็นเครื่องจักรที่คัดกรองความทุกข์โดยอัตโนมัติ ขอเพียงแค่มีความเพียรและไม่ประมาทในแต่ละวัน ใครๆ ก็สำรอกทุกข์ออกจากใจได้เหมือนกันทั้งหมด คุณทำได้ ถ้าคุณตั้งใจทำอย่างจริงๆจังๆ 

  วิชชา (ปัญญา) ดับทุกข์

  อวิชชา ทำให้จิตเร่าร้อน( ทุกข์ )

  วิชชา(ปัญญา) ทำให้จิตเยือกเย็นเป็นกลาง  

"เมื่อจิตเย็น... ความสำคัญมั่นหมายจึงพังทลาย" 

นี่คือยอดแก่นมรรคที่เป็นจุดจบของความทุกข์ทั้งปวง เมื่อคุณฝึกย้ายผัสสะมาที่ฐานกายบ่อยเข้า จิตจะทรงตัวอยู่ในสภาพที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) นิยามไว้ว่า "เวทนาเย็น" คือมีความรู้สึกเย็น แต่เป็นความรู้สึกเย็นที่มี "วิชชากำกับ" ไม่ยินดี และไม่ยินร้าย 

เมื่อจิตแช่อยู่ในเวทนาเย็นที่ฐานกาย ปัญญาญาณขั้นสูง (วิชชา) จะทำหน้าที่ชำแหละสมมติออกเป็นชิ้นๆ (วิภัชวาท) จนจิตตื่นรู้และเห็นแจ้งว่า...ความโกรธ ความเครียด ความซึมเศร้า ที่เคยเกิดขึ้นนั้น... มันไม่ใช่เรา และไม่ใช่ของเรา

มันเป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตัวเองตามเหตุปัจจัย" สัญญาทำหน้าที่จำ สังขารทำหน้าที่ปรุงแต่ง จิตทำหน้าที่รับรู้ ทุกอย่างเกิดขึ้นและดับไปเองตามธรรมชาติ ไม่มีใครเข้าไปบิดเบือนได้ เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของมัน

เมื่อวิชชา(ปัญญา)ตีแผ่ความจริงจนแจ่มแจ้ง ความหลงผิดว่า "มีตัวกู ผู้เป็นทุกข์" หรือความสำคัญมั่นหมายในตนเองจะพังทลายลงอย่างราบคาบ เมื่อไม่มี "ตัวตน" มารองรับความทุกข์ ความทุกข์ก็กลายเป็นโมฆะ ก่อตัวไม่ได้อีกต่อไป จิตจะเข้าถึงความโปร่ง เบา และสงบเย็นอย่างสิ้นเชิงด้วยอำนาจแห่งวิชชา(ปัญญา) 

"กระชากหน้ากากอวิชชา: เลิกหลอกตัวเองว่าอยากหายทุกข์!" 

(เนื้อหาแบบถึงพริกถึงขิง เพื่อหยุดความคิดฟุ้งซ่านของจิต) 

ถ้าคุณเข้ามาอ่านเพจนี้เพื่อหาสูตรสำเร็จ หรือคาถาที่จะเสกให้ความทุกข์หายไปในพริบตา โดยที่คุณไม่ต้องฝึกฝนอะไรเลย... "บอกตรงนี้เลยว่า ไม่มีอย่างแน่นอนครับ!" และตราบใดที่คุณยังคิดแบบนั้น คุณกำลังโดน อวิชชา ต้มจนสุกคาหม้อแกง จงอย่าไปหลงกลอวิชชา 

รู้หรือไม่ว่า... ความจริงที่เจ็บปวดที่สุดคือ "คุณไม่ได้อยากหายทุกข์จริงๆ หรอก แต่จิตของคุณมันกำลังแอบเสพสมความทุกข์นั้นอย่างเมามัน!" 

เวลาที่มีคนมาทำให้คุณโกรธ ปากคุณบอกว่า “ไม่ชอบเลย เครียดมาก” แต่สภาวะธรรมจริงคือ จิตของคุณมันกำลังวิ่งไปตะครุบอารมณ์นั้น (มโนผัสสะ) แล้วเอามาเคี้ยวซ้ำๆ ปรุงแต่งให้ตัวเองดูเป็นพระเอกที่น่าสงสาร เป็นผู้ถูกกระทำ นี่คืออาการที่จิตเกิด "นันทิ" (ความเพลิน) ในทุกขเวทนา ยิ่งคิดยิ่งแค้น ยิ่งแค้นยิ่งสะใจ อวิชชามันหัวเราะชอบใจเพราะมันได้ยึดพื้นที่จิตของคุณร้อยเปอร์เซ็นต์! นันทิ ไม่ใช่การเพลิดเพลินเหมือนการฟังเพลง นันทิคือการเข้าไปเพลิน คลุกคลี หมกมุ่นในสิ่งนั้นๆอารมณ์นั้นๆ

 หยุดเถียงกับความคิด... แล้วยอมจำนนต่อ "ฐานกาย" ที่ซื่อสัตย์ของคุณ! 

จำไว้เลยว่า "ไม่มีใครดับความโกรธได้ด้วยการนั่งคิดหาเหตุผลว่าจะหายโกรธอย่างไร" เพราะการคิดสู้กับอารมณ์ ก็คือการเอาน้ำมันไปสาดใส่กองไฟดีๆนี่เอง ยิ่งคิด จิตยิ่งหลุดออกจากฐานปรกติ กลายเป็นอุทธัจจะ (ฟุ้งซ่าน) ลอยละล่องเป็นสัมภเวสีทางอารมณ์ เครียด กังวล ติดตามมา ถ้าอยากจะชนะกิเลสแบบเด็ดขาด คุณต้องเลิกทำตัวเป็น "นักปรัชญา"(นักคิด)แต่ต้องทำตัวเป็น "นักเลงปฏิบัติ" : 

1. หุบปากความคิดในหัวลงทันที:

เลิกหาเหตุผลว่าใครผิดใครถูกในเสี้ยววินาทีนั้น

2. ใช้สติกระชากจิตลงมากองไว้ที่ฐานกาย: 

ใช้สติลากกระแสรับรู้ทั้งหมดดิ่งลงมาที่ลมหายใจกระแทกปลายจมูก หรือความรู้สึกตึงที่ขยับกาย( อิริยาบทต่างๆ ) ดึงมันมาแช่ไว้ใน "เวทนาเย็น" ตรงนี้

3. ปล่อยให้กิเลสดับดิ้นตายไปเอง:

เมื่อคุณย้ายผัสสะมาที่กายสำเร็จ ความคิดในหัวจะถูกตัดท่อน้ำเลี้ยง (ขาดนันทิ) อารมณ์โกรธหรือความเศร้าที่เคยยิ่งใหญ่ มันจะเต้นเร่าๆ เพราะไม่มีใครไปสนใจมัน และมันจะฝ่อหายไปเองตามธรรมชาติ (อนัตตา) 

"วิชชาที่แท้จริง ไม่ได้ทำให้คุณกลายเป็นเทวดาเหนือโลก... แต่วิชชาทำให้คุณตาสว่าง จนเห็นว่า 'ตัวกู' ที่นั่งทุกข์อยู่นั้น มันไม่มีอยู่จริง! มันเป็นแค่ละครตบตาที่อวิชชาปรุงแต่งจิตขึ้นมาเองทั้งหมด"

ถ้าคุณยังไม่ยอมย้ายผัสสะลงฐานกาย แต่อยากหายทุกข์ คุณก็เป็นได้แค่คนที่นั่งกอดกองไฟแล้วตะโกนร้องว่าไฟมันร้อน... เลือกเอาเองว่าจะนั่งกอดความร้อนจากทุกข์ หรือจะก้าวเท้าดึงสติเข้ามาหลบในบ้านที่ปลอดภัย (ฐานกาย) แล้วเสวยเวทนาเย็น(เวทนารู้)ของพระอริยเจ้าตรงนี้ ทันที! 

แก่นมรรคคือทางเดียว (เอกายนมรรค) : การดับทุกข์ทางใจอย่างถอดถอนรากโคน มีเพียงทางเดียวเท่านั้น คือการสร้างเหตุปัจจัยแห่ง "วิชชา/แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)" เพื่อไปปอกและลอกคราบสมมติและทำลายอวิชชาลงอย่างสิ้นเชิง ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า "ทางนี้เป็นทางสายเอก สายเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย"  

"มนุษย์อาจค้นพบหมื่นวิธีในการย้ายความทุกข์หรือข่มความทุกข์ไว้ชั่วคราว... แต่มีเพียงวิธีเดียวในจักรวาลที่จะถอนรากถอนโคนความทุกข์ทางใจได้ นั่นคือการสร้าง 'สติ สมาธิ ปัญญา' (วิชชาในแก่นมรรค) เข้าไปดับ 'อวิชชา' ในปัจจุบันขณะเท่านั้น" 

เหมือนกรณีความสว่าง(วิชชา) ไล่ความมืด(อวิชชา)ให้หายไป 

สร้างเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นคือ วิชชา(ปัญญาหรือแก่นมรรค) อวิชชา(ความไม่รู้แจ้ง)มันก็ดับไปเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องไปไล่ดับอวิชชา ไล่ดับกิเลส ไล่ดับทุกข์ให้ยุ่งยากและเหนื่อยเปล่า เพียงสร้าง วิชชาขึ้นมาในจิต(เจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต)อวิชชามันก็ดับไปเอง 

เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ทุกข์ และ การดับทุกข์

1. สมการการเกิดทุกข์ (สมุทัยสายเกิด)

สมการการเกิดทุกข์ดำเนินไปตามกฎแห่งเหตุและผลอันเที่ยงตรง คือ อิทัปปัจจยตา ในวงจรหรือกระแส ปฏิจจสมุปบาท โดยมีโครงสร้างของสมการแบบย่อดังนี้.....

อวิชชา+อายตนะภายใน+ผัสสะ+เวทนา+นันทิราคะ+ตัณหา  = ทุกข์เกิด
 
ตัวแปรที่สำคัญในการเกิดทุกข์คือ อวิชชา ที่ทำกิจบนกระแสปฏิจจสมุปบาท
อวิชชา(โมหเจตสิก)ในอายตนะภายในทำการปรุงแต่ง นันทิราคะ เมื่อเกิด ผัสสะและเวทนา จึงทำให้เกิด ตัณหา(ทุกข์)

อธิบายรายละเอียดตัวแปรแต่ละตัวในสมการการเกิดทุกข์:

อวิชชา : ความไม่รู้จริง ความหลงผิด ความหลงยึดติดในสมมติ และความไม่รู้เท่าทันสภาวะธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ขับเคลื่อนความอยากและธรรมฝ่ายอกุศลทั้งหมด

อายตนะภายใน : จุดเปิดโลกแห่งการปรุงแต่ง เป็นจุดที่เชื่อมต่อกับอายตนะภายนอก 6 หรืออารมณ์ 6 (โลกภายนอก)โดยมี ผัสสะ เป็นสะพานเชื่อมต่อ

ผัสสะ: จุดกระทบระหว่างอารมณ์ภายนอกกับใจภายใน หรือช่องทางที่จิตรับรู้เรื่องราวต่างๆ

เวทนา: ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อมีผัสสะมากระทบ

นันทิราคะ : ความเพลิดเพลิน ความกำหนัด หรือความอยากที่แอบแฝงและไหลไปตามเวทนา (หากไม่มีสติคอยรู้เท่าทัน จะเกิดการปรุงแต่งไปเป็นตัณหาความอยาก)

ตัณหา : นันทิราคะเป็นเชื้อของ ตัณหา เป็นธรรมที่ปรุงแต่งจิตไปในทางฝ่ายต่ำ เกิดความยึดมั่นถือมั่น ตัวตน และความเร่าร้อน

ทุกข์ (ผลลัพธ์): ผลลัพธ์อันบีบคั้นทั้งทางกายและทางใจ ที่ปรากฏขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อเหตุปัจจัยฝั่งสมุทัยสมบูรณ์ตามสมการ ผลลัพธ์คือ การเกิดทุกข์ขึ้นในจิตใจ

2. สมการการดับทุกข์ (นิโรธสายดับ)

สมการการดับทุกข์คือการตัดวงจรเหตุปัจจัยเดิม(ในสายอนุโลม)และสร้างเหตุปัจจัยใหม่ในฝ่ายกุศล(ปฏิโลม)ด้วย แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)มีโครงสร้างสมการในปฏิจจสมุปบาทดังนี้....

วิชชา(แก่นมรรค)+อายตนะภายใน + ผัสสะ + เวทนา = ทุกข์ดับ

ตัวแปรที่สำคัญในการดับทุกข์คือ วิชชา ที่ทำกิจบนกระแสปฏิจจสมุปบาท
วิชชาเกิดขึ้นในอายตนะภายใน ส่งผลให้อวิชชาดับลงในขณะเกิด ผัสสะและเวทนา วิชชาเกิด อวิชชาจะดับลง สองธรรมนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นร่วมกันได้ เมื่ออวิชชา(โมหเจตสิก)ดับลงจึงไม่สามารถปรุงแต่งให้เกิด นันทิราคะอันเป็นเชื้อของตัณหาได้ ตัณหาไม่เกิด ทุกข์ไม่เกิด(ทุกข์ดับ)

อธิบายรายละเอียดตัวแปรแต่ละตัวในสมการการดับทุกข์:

วิชชา : ความรู้แจ้งตามความเป็นจริงในอริยสัจ 4 ด้วยการเจริญวิชชา(สติ สมาธิ ปัญญา)ที่ฐานกายในทุกขณะจิตอย่างต่อเนื่อง วิชชาเกิด อวิชชา(โมหเจตสิก)จะดับลง ส่งผลให้ นันทิราคะไม่เกิด ตัณหาไม่เกิด ทุกข์ไม่เกิด

อายตนะภายใน : จุดปิดโลกแห่งการปรุงแต่งของอกุศลเจตสิก(อกุศลธรรม) เมื่อวิชชา(ปัญญา)เกิดขึ้นในอายตนะภายใน จะส่งผลให้การปรุงแต่งของ อกุศลเจตสิก(อวิชชา)ดับลง นันทิราคะไม่เกิด ตัณหาไม่เกิด ทุกข์ไม่เกิด

ผัสสะ: จุดยุทธศาสตร์เดียวกันที่อารมณ์มากระทบใจ แต่เปลี่ยนท่าทีในการรับมือด้วยกำลังของสติ สมาธิ ปัญญา 

เวทนา : การใช้สติ สมาธิ ปัญญา ระงับยับยั้งไม่ให้อกุศลเกิด ด้วยการดึงจิตมาไว้ที่ฐานกายในปัจจุบันขณะ เวทนาที่เกิดขึ้นจึงเป็น เวทนารู้(เวทนาที่มีวิชชา)

ทุกข์ดับ (ผลลัพธ์): สภาวะที่ความปรุงแต่งของอวิชชา(โมหเจตสิก)ดับลง ความว่างจากกิเลสตัณหาและตัวตนปรากฏขึ้น นี่คือ จุดที่ทุกข์ดับลง 

เมื่อเราเจาะลึกเข้าไปที่หัวใจของสมการการดับทุกข์ตรงจุดรอยต่อสำคัญ นั่นคือ "วิชชาในผัสสะและเวทนา" จะเห็นกลไกการทำงานของจิตที่แยบคายและเฉียบคมมาก 

หากนำมาขยายความและวิเคราะห์ผ่านการปฏิบัติ จะมองเห็นภาพจำลองการทำงาน ดังนี้: 

1. ตำแหน่งของ "ผัสสะและเวทนา" คือจุดยุทธศาสตร์การเกิดทุกข์

ในกระแสจิตปรกติ เมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ กระทบอารมณ์ เกิดเป็น ผัสสะ และต่อเนื่องทันทีด้วย เวทนา (สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา)จุดนี้เปรียบเสมือน "ทางแยก" สำคัญ หากตรงจุดนี้ไร้สติ (อวิชชาครอบงำ) จิตจะไหลไปตามความคุ้นเคย ปรุงแต่งต่อเป็นนันทิราคะและตัณหาทันที แต่หากตรงจุดนี้มี วิชชา (สติ สมาธิ ปัญญาที่อบรมมาดีแล้ว) เข้ามาทำหน้าที่ ณ ปัจจุบันขณะที่ผัสสะและเวทนาปรากฏ ทางแยกจะถูกเปลี่ยนทิศทางทันที

2. การทำงานของ "วิชชาในผัสสะและเวทนา" 

วิชชาเข้าแทนที่โมหะ/อวิชชา: ทันทีที่เวทนาเกิดขึ้น วิชชา (การระลึกรู้และเห็นแจ้งตามความเป็นจริง) จะเข้ามาทำกิจรู้เท่าทันเวทนาที่กำลังเสวยอารมณ์อยู่ โดย "ไม่เข้าไปเป็น" หรือไม่ไหลตามเวทนา

ละนันทิในเวทนา:

เมื่อวิชชาทำกิจ สติปัญญาจะเห็นความจริงว่า เวทนาที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นเพียงอนัตตา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อเห็นความจริงเช่นนี้ ความเพลินใจหรือความอยากผลักไส (นันทิราคะ) จึงตั้งขึ้นไม่ได้

ตัดวงจรปฏิจจสมุปบาท:

เมื่อไม่มีนันทิราคะ ตัณหา อุปาทาน และภพชาติแห่งความทุกข์ก็ไม่สามารถต่อยอดขึ้นมาได้ ผลลัพธ์คือกระบวนการเกิดทุกข์ถูกตัดขาดตั้งแต่ต้นทาง 

ดังนั้น คำว่า "วิชชาในผัสสะและเวทนา" จึงหมายถึงการมีสติปัญญาเข้าไปรู้เท่าทันสภาวธรรม ณ ขณะที่รูปนามกระทบกัน(อายตนะภายในกระทบกับอายตนะภายนอกหรืออารมณ์ 6)และเกิดความรู้สึกขึ้นมาทันที เป็นการใช้งานจิตที่สั้น กระชับ และตรงจุดที่สุดในการดับทุกข์ในสนามจริงของชีวิตประจำวัน 

บทสรุปของทุกข์และการดับทุกข์

ทุกข์และการดับทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างลอยๆ หรือเกิดจากความบังเอิญ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัยทำให้เกิดขึ้น ล้วนดำเนินไปตาม กฎอิทัปปัจจยตา (ความเป็นเช่นนั้น อาศัยกันและกันเกิดขึ้น) อย่างเที่ยงตรงดุจกฎวิทยาศาสตร์

การปฏิบัติที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การวิ่งหนีปัญหาหรือใช้ตัณหาความอยากไปบังคับฝืนธรรมชาติ แต่เป็นการ "สร้างเหตุปัจจัยฝ่ายกุศลให้ถูกต้องตรงจุดในปัจจุบันชาติและปัจจุบันขณะ" โดยใช้แผนที่อันประเสริฐ (อริยสัจ 4, ปฏิจจสมุปบาท, สติปัฏฐาน) ควบคู่ไปกับเข็มทิศคือนำทางด้วยอริยมรรคมีองค์ 8 

หลักสำคัญมากที่สุดที่ขาดไม่ได้เลย คือ การสร้างวิชชา(สติ สมาธิ ปัญญา)ให้กับจิต 

1 ) การเจริญและฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อให้อินทรีย์แก่กล้า พร้อมการเจริญมรรคสมังคี ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยให้ อวิชชาดับ กิเลสดับ ตัณหาดับ ทุกข์ดับ 

2 ) การนำแก่นมรรคมาเจริญในอานาปานสติและกายคตาสติที่ฐานกายในปัจจุบันขณะจิตทุกๆวัน เพื่อตัดกระแสจิตไปรับรู้ในอารมณ์ 6 ( ตัดนันทิราคะอันเป็นเชื้อของตัณหา ) 

ที่นี่..ไม่ได้หวังให้ท่านบรรลุอะไรทั้งสิ้น สิ่งที่แนะนำมาทั้งหมด เพื่อให้ท่านนำไปใช้ในการแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันกับโลกที่วุ่นวายเท่านั้น แก้ปัญหาความเครียด ความกังวลใจ ฟุ้งซ่าน ซึมเศร้า ฯลฯ ธรรมะของพระพุทธเจ้าสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งหมด(กิเลส)ท่านทดลองชิมเกลือดู แล้วท่านจะรู้ดีว่ามันเค็มจริงๆ ต้องลงมือปฏิบัติจริงเท่านั้นจึงจะรู้รสชาติของเกลือ(ธรรมะ) 

จงระลึกไว้เสมอว่า จิตต้องอยู่กับ สติ สมาธิ ปัญญา จึงจะปลอดภัยจาก...อวิชชา กิเลส ตัณหา ทุกข์ มากที่สุด ดังนั้น จงมี สติ สมาธิ ปัญญา ในปัจจุบันทุกขณะจิต  

ท่านสามารถเพิ่มพูนความรู้ต่างๆจากลิ้งค์ด้านล่างนี้และเมนูย่อยด้านข้างซ้ายมือ ชนิดรู้แบบเชิงลึกที่ได้มาจากการเจริญสติปัฏฐาน 

  

 

 

(( ความรู้และความเข้าใจใน สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( ปฏิจจสมุปบาท ธรรมที่ควรรู้  ))
(( อาวุธที่ใช้ในการดับกิเลสดับทุกข์ )) 

(( วิธีดับทุกข์แบบง่ายๆของปุถุชน ))
(( ตีแผ่สังโยชน์ 10 ))
 

(( รู้  เห็น   วาง   คืออะไร??? )) 

(( อวิชชาครองโลก อวิชชาลวงโลก ))
(( หยุดเป็นเหยื่อและเป็นทาสของอารมณ์ 6 ))
(( เรียนรู้จุดเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์ ))
 

(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...)) 

(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))  

(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ )) 

(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ )) 

(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))  

(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? )) 

(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค กดดูที่นี่.. )) 

(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
 

(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ] 
 
 

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....)) 

(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))  

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
((  ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 กดดูที่นี่...))  
 

((  อารมณ์ 6 คืออะไร? ตีแผ่อารมณ์ 6 ))
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

  [ อนัตตาคืออะไร??? ]
  [  อัตตาคืออะไร??? ]
[ธรรมะเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก]

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))

((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
((ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ ))) 

(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..))  
(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...)) 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..)) 

((( ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ กดดูที่นี่...)))
(( ใช้แก่นมรรคแก้ปัญหาต่างๆ กดดูที่นี่....   ))

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left. 

翻译:请前往您左侧的子菜单。

 

Visitors: 30,639