มีสติ มีจิต สติคือธรรมที่คุ้มครองและอารักขาจิตไม่ให้กิเลสเข้าปรุงแต่งจิต

มีสติ มีจิต( จิตอยู่กับสติ )
สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือ การมีสติ
จงมีสติในทุกขณะจิตอย่างต่อเนื่อง
ความหมายคือ สติตั้งอยู่ที่ใด จิตจะตั้งอยู่กับสติเสมอ(จิตอยู่กับสติ)
สติ คือ เพื่อนแท้และเพื่อนที่ดีที่สุด เป็นธรรมที่ใช้ดับกิเลสเป็นด่านแรก
จิตที่อยู่กับสติในปัจจุบันขณะจะปลอดภัยจากกิเลส(ทุกข์)มากที่สุด
จิตที่มีสติอารักขาอยู่ตลอดเวลาจะปลอดภัยจากมารผจญ(กิเลส)
การดับทุกข์มี 2 รูปแบบ คือ ดับทุกข์ชั่วคราว(ตทังคนิโรธ)แบบปุถุชน
กับ การดับทุกข์แบบสิ้นเชิงและถาวร(สมุจเฉทนิโรธ)แบบพระอรหันต์
ความหมายของแต่ละธรรม
1. สติ ความหมายของ สติ ในที่นี้คือ การระลึกตัวทั่วพร้อมใน..อานาปานสติและกายคตาสติ จะไม่ใช่สติรู้ตัวแบบทั่วๆไป เป็นสติที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น สติสามารถดับกิเลส(ดับทุกข์)แบบชั่วคราวหรือชั่วขณะจิตได้(ตทังคนิโรธ) เมื่อมีการเจริญสติอย่างต่อเนื่อง สติจะทำกิจ(ทำหน้าที่)ตัดกระแสอวิชชา(โมหเจตสิก)ไม่ให้ปรุงแต่ง นันทิราคะ ซึ่งเป็นเชื้อของ ตัณหา ที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นในจิตใจของมนุษย์
สติ(ความระลึกรู้)เกิด => ความหลง(อวิชชาหรือโมหะ)ดับ
เป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา(หลักเหตุและผล) อกุศลมูล 3 คือ โลภะ โทสะ โมหะ คือ รากเหง้าของกิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง กิเลสตัณหาก็มีที่มาจากกิเลสอกุศลมูล 3 นี้ และรากเหง้าของอกุศลมูล 3 ก็คือ โมหะหรืออวิชชา(ความไม่รู้ในวิชชา) สิตเป็นเจตสิกที่อยู่ในฝ่ายวิชชาหรือฝ่ายปัญญา สติเกิด สมาธิเกิดตามมา ปัญญาเกิดตามมา สติจึงเปรียบเสมือนสารตั้งต้นของกุศลธรรมทั้งปวง ถ้าปราศจากสติ อริยมรรคมีองค์ 8 หรืออริยสัจ 4 ก็เกิดขึ้นไม่ได้(ธรรมที่เป็นกุศลทั้งปวงเกิดขึ้นไม่ได้) พระพุทธเจ้าให้ความสำคัญกับสติมากเป็นพิเศษ แม้ก่อนปรินิพพานก็ยั่งตรัสสอนสาวกเรื่องการไม่ประมาท(ให้มีสติในทุกขณะจิต) เพราะถ้าประมาทเมื่อใด(ไม่มีสติ) อวิชชา(โมหเจตสิก)เข้าปรุงแต่งจิตทันที กิเลส(ทุกข์)และปัญหาสารพัดมาเยือนจิตทันที นี้คือ ความสำคัญของการมีสติ ซึ่งทำให้ท่านแคล้วคลาดจากกิเลส(ทุกข์)ได้ กิเลสจะทำงานได้ดีถ้าไม่มีสติขัดขวาง มันจะปรุงแต่งจิตให้ทุกข์และเศร้าหมอง เช่น ความเครียด ความกังวล ความฟุ้งซ่าน โรคซึมเศร้า ปัญหาเหล่านี้ล้วนมาจากการไม่มีสติตั้งมั่นที่ฐานกายทั้งสิ้น เป็นปัญหาใกล้ๆตัวที่ทุกคนต่างมองข้ามไป
ความสำคัญของ...สติ
ถ้าที่ใดปราศจากสติหรือไม่มีสติ ความผิดพลาดหรือประมาทย่อมเกิดขึ้นเสมอ สติจึงเป็นสิ่งจำเป็นในทุกๆลมหายใจเข้าและออก ผู้ใดที่คงสติไว้ที่ฐานกายได้มากที่สุด อวิชชาจะหาตัวท่านไม่พบ กิเลสน้อยใหญ่แทรกแซงจิตได้ยาก
สติอยู่ที่ใด จิตจะอยู่กับสติ ณ ที่นั่น ถ้าท่านเจริญอานาปานสติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออกอยู่ จิตก็จะอยู่กับลมหายใจพร้อมกับสตินั่นแหละ เมื่อลมหายใจนิ่ง สติมีสมาธิ จิตก็มีสมาธิตามสติหรือที่เรียกกันว่า จิตมีสมาธิ นั่นเอง และเมื่อจิตมีสมาธิแล้ว การใช้โยนิโสมนสิการ(การพิจารณาข้อธรรมต่างๆโดยแยบคาย)ก็จะง่ายขึ้น มองเห็นธรรมต่างๆ(ไม่ใช่การคิดเอาเอง)แบบชัดเจนขึ้น
การมีสติที่ฐานกาย คือ เซฟเฮ้าส์ที่ดีที่สุดของจิต
สติเกิด => สมาธิเกิด => ปัญญาเกิด => อวิชชาดับ => ทุกข์ดับ
สติไม่เกิด =>สมาธิไม่เกิด =>ปัญญาไม่เกิด =>อวิชชาเกิด =>ทุกข์เกิด
เป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา(หลักเหตุและผล)ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้
ความหมายของการมีสติในที่นี้
การมีสติ หมายถึง การมีสติที่ฐานกาย(อานาปานสติและกายคตาสติ)ในปัจจุบันขณะจิตอย่างต่อเนื่อง วัตถุประสงค์ของการมีสติในทุกขณะจิต เพื่อใช้สติตัดกระแสอวิชชา(โมหเจตสิก)อันเป็นที่มาของ...นันทิราคะ ตัณหา(ทุกข์)
2. จิต ความหมายของ จิต คือ ธาตุรู้ธรรมต่างๆ ธรรมที่รับรู้อารมณ์ต่างๆ
ในขันธ์ 5 ของมนุษย์ทุกๆคนที่ประกอบไปด้วย...รูป(กาย) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ(จิต)...จิตจะเป็นธาตุรู้ใน รูป(กาย) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ(รู้จิตเองด้วย) จิตจะเป็นใหญ่และเป็นประธานในขันธ์ 5 จิตจะรับรู้ทุกๆเรื่องทุกๆอารมณ์ที่ผ่านเข้ามาในจิต รับรู้ความทุกข์ของกาย(กายไม่สามารถรับรู้กายเองได้) รับรู้ในเวทนา(สุข ทุกข์ เฉยๆ) รับรู้ในความจำได้หมายรู้ต่างๆ(สัญญา) รับรู้การปรุงแต่ง(สังขาร) รวมถึงรับรู้ในสิ่งที่จิตรู้(วิญญาณ)
จิตเป็นธรรมที่ทำหน้าที่(ทำกิจ)เพียง รับรู้ เท่านั้น รับรู้ทุกๆเรื่องที่เข้ามาปรุงแต่งจิต ไม่ว่าดีหรือไม่ดี จิตจะรับรู้ทั้งหมด จิตไม่สามารถปรุงแต่งจิตเองได้โดยตรง การปรุงแต่งจะมาจาก เจตสิก(ธรรมที่ปรุงแต่งจิต ธรรมที่ประกอบกับจิต) บรรดากิเลสตัณหาและทุกข์จึงมาจากการปรุงแต่งของ..เจตสิก(อกุศลเจตสิก)นั่นเอง จิตทำหน้าที่ไปรับรู้ในสิ่งที่เจตสิกปรุงแต่งขึ้นมาเท่านั้น
วัตถุประสงค์ของการนำจิตมาไว้ที่ฐานกาย
เพื่อตัดกระแสการรับรู้ของจิต(วิญญาณ)จากโลกภายนอก(อารมณ์ 6 )มาไว้ที่ฐานกายเป็นหลัก สติคือธรรมที่สามารถนำจิตมาสถิตย์ไว้ที่ฐานกายได้ดีที่สุด สติคือธรรมที่ตรงกันข้ามกับความหลงไม่รู้(อวิชชา) สติจะตัดกระแสความหลงไม่รู้(อวิชชา) เมื่อสติเกิด วิชชาหรือปัญญา(สัมปชัญญะ)จะเกิดติดตามมา ธรรมชาติของจิตจะอยู่กับธรรมที่ปรุงแต่ง(เจตสิก)ในปัจจุบันขณะนั้น ถ้ามีสติที่อยู่ที่ฐานกาย จิตก็จะอยู่กับสติที่ฐานกาย จิตจะรับรู้อยู่กับสติที่ฐานกายได้เพียงจุดเดียวเท่านั้น(จิตรับรู้ได้ทีละเรื่องหรือทีละอารมณ์เท่านั้น) สติอยู่กับลมหายใจหรืออิริยาบถต่างๆ จิตก็อยู่กับสติในอารมณ์นั้นๆตราบเท่าที่มีการเจริญสติอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิตในฐานกาย( สติยึดพื้นที่จิตคืนจากอวิชชา)
สติเกี่ยวข้องกับจิตอย่างไร?
ไม่มีจิต ไม่มีสติ และถ้าไม่มีสติ จิตก็จะถูกอวิชชาครอบงำอย่างต่อเนื่อง
สติ เป็นเจตสิก(ธรรมที่ปรุงแต่งจิต)ฝ่ายกุศล(ฝ่ายดีงาม)เมื่อสติปรุงแต่งจิตแล้ว จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กล่าวคือ สติและจิตจะเกิดและดับพร้อมกัน รับรู้อารมณ์เดียวกัน เกิดดับในที่เดียวกัน เช่น สติเกิดขึ้นที่ใด จิตก็เกิดขึ้นกับสติที่นั้น สติ(ความระลึกรู้)คือธรรมที่เป็นคู่กรณีกับความหลงไม่รู้(อวิชชา)เมื่อ สติเกิด ความหลง(อวิชชา)จะดับลง นั่นก็คือ ความระลึกรู้ตัว(สติ)จะอยู่ตรงกันข้ามกับความหลงไม่รู้(อวิชชา) สติหลุด(ไม่มีสติ)เมื่อใด อวิชชา(ความหลงไม่รู้)เข้าแทรกแซงครอบงำจิตทันที จิตจึงกลายไปเป็นจิตโง่(จิตหลงผิด)เป็นจิตที่ปราศจากสติสัมปชัญญะ(ปัญญา)ถูกกิเลสมารุมล้อม นำมาซึ่งทุกข์ให้กับจิตรับรู้แบบเต็มๆ แต่ถ้าจิตมีสติคอยอารักขาอยู่ตลอดเวลา(เจริญสติในทุกขณะจิต)ย่อมปลอดภัยจากกิเลส โดยเฉพาะกิเลสอวิชชา(โมหเจตสิก)ที่เป็นตัวปรุงแต่ง นันทิราคะ ซึ่งเป็นเชื้อของตัณหานำมาซึ่งทุกข์ให้กับจิต ดังนั้น สติตั้งอยู่ ณ ที่ใด จิตจะตั้งอยู่กับสติ ณ ที่นั้นในขณะนั้น แต่ถ้าสติหลุดเมื่อใดหรือขณะใดก็ตาม จิตก็ตกเป็นเหยื่อของอวิชชาครอบงำเมื่อนั้นทันที(ในเสี้ยววินาทีที่สติหลุด) สติ เป็นธรรมที่อยู่ในกลุ่มของ วิชชา(ปัญญา) เพราะสติเกิด สมาธิเกิด เมื่อสมาธิเกิด ปัญญาเกิดติดตามมา ดังนั้น สติ สมาธิ ปัญญา จึงเป็นธรรมกลุ่มเดียวกัน(วิชชา)และเป็นธรรมที่ตรงกันข้ามกับ อวิชชา(ความหลงไม่รู้ในวิชชา) ถ้าวิชชาเกิด อวิชชาจะดับลง และถ้าอวิชชาเกิด วิชชาจะดับลง ทั้งสองธรรมนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นร่วมกันหรือพร้อมกันได้ ดังนั้น เมื่อสติหลุด(วิชชาดับลง) อวิชชาจึงเกิดขึ้นและเข้าครอบงำจิตทันที การเจริญสติในทุกขณะจิตจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุดสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมที่ต้องการห่างจากกิเลส(ทุกข์)
การเจริญสติที่ฐานกาย(อานาปานสติและกายคตาสติ)
ความหมายของ...การเจริญสติที่ฐานกาย คือ ให้เจริญอานาปานสติ(กำหนดรู้ในลมหายใจเข้าออก)ควบคู่หรือสลับไปกับการเจริญกายคตาสติ(การเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆของกาย)บางเวลาสติอาจจะจดจ่อหรือจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าและออก และบางขณะสติอาจจะจับหรือจดจ่ออยู่กับอิริยาบถของการเคลื่อนไหวต่างๆ เช่น ขณะเดินก็รู้ตัวว่ากำลังเดิน ขณะดื่มน้ำก็รู้ตัวว่ากำลังดื่มน้ำ เป็นต้น สติอยู่ที่ใด จิตก็อยู่กับสติที่นั้น จิตรับรู้เรื่องราวต่างๆหรือรับรู้อารมณ์ได้ครั้งละหนึ่งเรื่องหรือหนึ่งอารมณ์เท่านั้น จิตจะไม่สามารถรับรู้ทีละหลายๆเรื่องได้ ดังนั้น จิตอยู่กับสติจึงรับรู้อยู่กับสติ ณ จุดที่สติตั้งอยู่ในปัจจุบันขณะเท่านั้น จิตจะไม่วิ่งไปรับรู้เรื่องอื่นๆเพราะจิตรับรู้ได้ครั้งละเรื่องหรือครั้งละอารมณ์เพียงเท่านั้น ส่งผลให้อวิชชา(โมหเจตสิก)เข้าแทรกแซงจิตไม่ได้ เมื่ออวิชชา(โมหเจตสิก)ไม่เกิด ส่งผลให้ นันทิราคะไม่เกิด ตัณหาไม่เกิด(ทุกข์ไม่เกิด)ติดตามมาทันที นันทิราคะคือเชื้อของการเกิดตัณหา(ทุกข์)และกิเลสน้อยใหญ่ทุกๆตัว ล้วนมี นันทิ เป็นเชื้อทั้งสิ้น นันทิ เป็นสารตั้งต้นของกิเลสทั้งปวง เกิดจากอวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง
ฐานกาย คือ เซฟเฮ้าส์ที่ปลอดภัยมากที่สุดของจิต
ฐานกายในที่นี้จะหมายถึง ลมหายใจเข้า-ออก(อานาปานสติ) และ อิริยาบถการเคลื่อนไหวของกายแต่ละอิริยาบถ(กายคตาสติ)ให้มีสติหรือเจริญสติใน 2 ส่วนนี้เป็นหลักในทุกขณะจิต จะสลับกันไปมาหรือควบคู่กันไปก็สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและความเหมาะสมเป็นหลัก สามารถทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา เหตุเพราะ ผัสสะและเวทนา เกิดขึ้นตลอดเวลา 24 ชั่วโมง การมีสติรู้ทันผัสสะและเวทนาคือ จุดป้องกันกิเลสที่ดีที่สุด การทำการป้องกันจะดีกว่าเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว(กิเลสเกิดแล้ว)ทำได้ง่ายกว่า ไม่เหนื่อยและไม่สิ้นเปลืองพลังงาน สามารถตัดกระแสของกิเลสตั้งแต่ยังไม่เกิดขึ้นได้ทันที(ให้จิตอยู่กับฐานกาย) สติจะตัดกระแสอวิชชา(โมหเจตสิก)ที่มโนผัสสะและมโนวิญญาณ
การเจริญสติที่ลมหายใจ(อานาปานสติ)
เมื่อเราเจริญอานาปานสติ คือ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออก(ตามวิธีการเจริญอานาปานสติ)จิตจะมาอยู่กับสติ ณ ปัจจุบันขณะที่สติตั้งอยู่ เรากำหนดสติรู้ที่ปลายจมูก จิตก็รับรู้(ตั้งอยู่)ที่ปลายจมูกกับสติ จิตจะไม่ซัดส่ายออกไปข้างนอก(ออกไปรับรู้อารมณ์ภายนอกหรืออารมณ์ 6)ผัสสะและเวทนาที่เกิดขึ้นจะเป็น ผัสสะภายในทวาร 6 (อายตนะภายใน 6)คือ กายผัสสะ(สัมผัสทางกายคือลมหายใจ)รับรู้ได้ด้วย มโนผัสสะ(ทางใจ)และเวทนาที่เกิดขึ้นก็จะเป็น อุเบกขาเวทนาหรือเวทนาเย็นหรือเวทนารู้(เวทนาที่มีวิชชา) กิเลสไม่เกิด ทุกข์ไม่เกิด เพราะอวิชชา นันทิราคะ ตัณหา ถูกสติ(วิชชา)ตัดกระแสไปแล้ว อวิชชา(โมหเจตสิก)หมดสิทธิ์ปรุงแต่ง นันทิราคะและตัณหา ทุกข์จึงไม่เกิดขึ้นในขณะที่เจริญสติที่ฐานกาย(อานาปานสติ)นี่คือ จุดดับกิเลส(ดับทุกข์)ชั่วคราว(ตทังคปหาน) ที่จุดเจริญอานาปานสติ(กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก)
เจริญกายคตาสติ(อิริยาบถการเคลื่อนไหวต่างๆ)
ในชีวิตประจำวันที่เราต้องเคลื่อนไหวไปมาอย่างต่อเนื่องจากกิจกรรมต่างๆ กายคตาสติจึงเกิดขึ้นมากที่สุด ผัสสะและเวทนาจะรุนแรงมากกว่าปกติทั่วไปก็คือ จุดกายคตาสตินี้เอง(สนามรบจริง) การฝึกให้สติแก่กล้าจึงมีความสำคัญมากๆในจุดกายคตาสติ เพราะถ้ารู้ไม่เท่าทัน(สติแก่กล้าไม่เพียงพอ)สติอาจหลุดได้ จิตจะถูกอวิชชา(โมหเจตสิก)ครอบงำและครอบครองปรุงแต่งจิตทันที นำไปสู่ โลภะ โทสะ โมหะ ได้ง่ายๆเพราะขาดสติที่แก่กล้า สติอย่าหลุดลอย จงอยู่กับอิริยาบถในปัจจุบันขณะนั้น เช่น ขณะกำลังส่งอีเมลอยู่ ก็มีสติรู้ตัวว่ากำลังส่งอีเมล จิตก็จะอยู่กับสติที่กำลังส่งอีเมลนั้น กิเลส(ความกังวล ความฟุ้งซ่าน)ไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงจิตได้ เพราะจิตรับรู้ได้ทีละเรื่องเท่านั้น จิตจึงโล่ง โปร่ง เบา ไม่ถูกรบกวนด้วยกิเลสที่จะเข้ามาปรุงแต่งจิต กิเลสเข้าแทรกไม่ได้เพราะเราเจริญกายคตาสติอยู่(จิตจดจ่ออยู่กับการส่งอีเมลเท่านั้น)เป็นจุดตัดกระแสกิเลสแบบชั่วคราวเช่นกัน(ตทังคปหาน)เหมือนกับอานาปานสติ ท่านที่สามารถเจริญกายคตาสติได้แบบยาวๆและต่อเนื่อง(สันตติ)นิโรธ(การดับไปแห่งทุกข์)ก็เกิดแบบยาวๆได้ทันที ตราบใดที่มีการเจริญกายคตาสติอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันขณะจิต นิโรธก็สามารถเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้(ตทังคนิโรธ)ให้ปฏิบัติซ้ำๆในแต่ละวันจนเป็นนิสัย สติของท่านจะกล้าแกร่งจนเป็น มหาสติ เอาชนะกิเลสได้แบบง่ายๆ(โลภ หงุดหงิดรำคาญใจ เพลินฟุ้งซ่านหลง)
ผลลัพธ์ของการเจริญอานาปานสติและกายคตาสติ
การเจริญอานาปานสติและกายคตาสติแบบครบวงจรอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิตแบบซ้ำๆและต่อเนื่องสม่ำเสมอสามารถนำไปสู่สมุจเฉทนิโรธได้อย่างตรงทางและสมบูรณ์ที่สุดในอนาคตได้(ถ้าทำได้)
การเจริญอานาปานสติและกายคตาสติแบบครบวงจรอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่การทำจิตให้สงบ แต่คือ "เสาหลัก" ของการเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ที่ครบถ้วนในทุกขณะจิต ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้:
กายเป็นฐานตั้งของมโนผัสสะ (สติปัฏฐาน): กายคตาสติและอานาปานสติทำให้จิตมี "ที่มั่น" (กสิณ/ฐานเดิม) ไม่แวะเวียนหลงไหลไปตามอารมณ์ภายนอกที่มากระทบ เมื่อจิตเกาะอยู่กับลมหายใจหรือร่างกาย จิตจะเห็นกระแสการเกิด-ดับของเวทนาและสังขารได้ทันท่วงทีตรงมโนผัสสะ
ตัดกระแส "นันทิ" ตั้งแต่ต้นทาง : เมื่อมีสติรู้เท่าทันกายและลมหายใจ จิตจะไม่ถูกดึงไปปรุงแต่งยินดียินร้าย (นันทิราคะ) ในอารมณ์ที่ปรากฏจากภายนอก การตั้งมั่นในกายจึงเป็นการหยุดวงจรอวิชชา-สังขาร(การปรุงแต่งของอกุศลเจตสิก) ไม่ให้สร้างอุปาทานขึ้นมาใหม่
รวมสมาธิและปัญญาเป็นหนึ่งเดียว (สมถะคู่กับวิปัสสนา): ในอานาปานสติ 16 ขั้น พระพุทธองค์ทรงวางรากฐานตั้งแต่การรู้กาย (กายานุปัสสนา) การรู้เวทนา (เวทนานุปัสสนา) การรู้จิต (จิตตานุปัสสนา) ไปจนถึงการพิจารณาความไม่เที่ยง ความคลายกำหนัด และความสลัดคืน (ธรรมานุปัสสนา) ซึ่งก็คือขั้นตอนการสลัดถอนสมมติและอุปาทานโดยตรง
แจ้งในความไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) : เมื่อสังเกตลมหายใจและร่างกายอย่างต่อเนื่อง จิตจะเห็นแจ้งตามความเป็นจริงว่า "กายและลม" เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติที่ทำกิจของมันเอง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เมื่อจิตยอมรับความจริงข้อนี้ ความสำคัญมั่นหมายในตนเอง (อัสสมิมานะ) ก็จะถูกถอนออกอย่างเด็ดขาด
ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “เมื่ออานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำสติปัฏฐาน 4 ให้สมบูรณ์... ทำโพชฌงค์ 7 ให้สมบูรณ์... ทำวิชชาและวิมุตติให้สมบูรณ์”
ดังนั้น การอยู่กับกายคตาสติและอานาปานสติในชีวิตประจำวัน จึงเป็นทางสายตรงที่บำเพ็ญองค์มรรคให้บริบูรณ์ จนเกิดปัญญาญาณหยั่งรู้ และบรรลุถึง สมุจเฉทนิโรธ ในที่สุด(อนาคต)
จงเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในทุกขณะจิตบนฐานกาย
ถ้าท่านเจริญแก่นมรรค(มาจากมรรคมีองค์ 8)อย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิตบนฐานกายติดต่อกัน(สันตติ)อวิชชา(โมหเจตสิก)และกิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง(บริวารของอวิชชา)จะไม่สามารถแทรกเข้ามาปรุงแต่งจิตได้เลย ยกเว้นสติหลุด(ไม่ได้เจริญแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิต)อย่าลืมว่า...ถ้าท่านสติหลุดลงเมื่อใด อวิชชาจะเข้าแทรกแซงและครอบงำจิตทันที(กิเลสเกิด ทุกข์เกิด) ดังนั้น การเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)บนฐานกาย(อานาปานสติและกายคตาสติ)ซึ่งเป็นเซฟเฮ้าส์ที่ปลอดภัยมากที่สุดของจิตจากเหล่ากิเลสทั้งปวงในทุกขณะจิตจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการห่างไกลจากกิเลสทั้งปวง(ทุกข์ทั้งปวง) ไม่ต้องรอให้กิเลสเกิดขึ้นแล้วค่อยหาทางแก้ไข ซึ่งแก้ได้ยากกว่า แต่เราจะสร้างเหตุปัจจัย(แก่นมรรค)ขึ้นมาเป็นป้อมปราการ(เซฟเฮ้าส์)ให้กับจิต เพื่อป้องกันกิเลสจากภายนอกเข้ามาแทรกแซงจิตให้เกิดทุกข์ ซึ่งเป็นวิธีที่ สั้น ลัด ง่าย สามารถปฏิบัติได้ทันทีในทุกๆที่และทุกๆเวลา ท่านสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นวิทยาศาสตร์(เหตุและผล)ซึ่งก็คือ หลักอิทัปปัจจยตา นั่นเอง พิสูจน์ได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา(อกาลิโก) รู้ได้ด้วยตนเอง(ปัจจัตตัง)จึงเรียกให้ท่านมาพิสูจน์เอาเอง(เอหิปัสสิโก)ทั้งหมดที่บรรยายมานี้ถอดมาจากแนวทางปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ในพระสูตรจากพระไตรปิฏก ผ่านการทดลองและทดสอบมาเรียบร้อยแล้วว่า คือ ความจริงทุกประการ จากการเจริญธรรมที่กล่าวมาทั้งหมด เห็นได้ด้วย วิชชา(ปัญญา)ใน วิปัสสนาภาวนา(ลงมือปฏิบัติ)เท่านั้น ท่านจะไม่สามารถเห็นความจริงจากการอ่านหรือการท่องการฟังเพียงอย่างเดียว ต้องลงมือปฏิบัติจริงเท่านั้น จึงจะเห็นความจริงนี้ได้ อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่ท่านอ่านมานี้ ท่านอยากรู้ว่าเกลือมันเค็มอย่างไร วิธีเดียวเท่านั้นคือ ลงมือชิมเกลือทันที.......
ท่านไม่มีสิ่งใดที่จะเสีย มีแต่ได้กับได้เข้าหาท่าน ลงมือทำเดี๋ยวนี้เลย...
ลิ้งค์ที่น่าศึกษา กดดูจากด้านล่างนี้
(( ความรู้และความเข้าใจใน สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( ที่ตั้งของจิตที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ ))
(( วิธีฝึกแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( ทุกข์เกิดและทุกข์ดับในกระแสปฏิจจสมุปบาท ))
(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))
(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))
(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ ))
(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ ))
(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))
(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))
(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
[ ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4 กดดูที่นี่....))
(( ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ]
[ ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
Translate: Please go to the sub-menu on your left.
翻译:请前往您左侧的子菜单。