Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

ผ่าโลกสมมติ(ตีแผ่โลกสมมติ)ด้วยแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญ)



ผ่าโลกสมมติ(ตีแผ่โลกสมมติ)ด้วย...แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )
ท่านรู้หรือไม่ว่า..โลกใบนี้อุดมไปด้วยสมมติทั้งสิ้น จงอย่าหลงในสมมติ

วัตถุประสงค์ของบทความนี้.-

- เพื่อให้ทุกท่านเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งสมมติ

- ลดการยึดมั่น ถือมั่น( อุปาทาน ) ลงได้มาก

- เห็นและรู้ความจริงต่างๆ ของ นาม และ รูป

- ลดทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิต

- เกิดความว่าง( จากการยึดในสิ่งสมมติมากจนเกินไป )

 เรามาตีแผ่และพิจารณาแง่มุมต่างๆไปด้วยกันครับ 

ในโลกและในจักรวาลนี้ มีสิ่งใดบ้างที่มนุษย์ไม่ได้สมมติหรืออุปโลกน์ขึ้นมา ขนาดธรรมชาติ( ดิน น้ำ ลม ไฟ )มนุษย์ยังสมมติบัญญัติชื่อเป็น...ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม....ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นไม่มีชื่อใดๆมาก่อนทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่มนุษย์อุปโลกน์ขึ้นเองว่า...อันนี้เป็นดิน อันนี้เป็นน้ำ อันนี้เป็นลม อันนี้เป็นไฟ  ถามว่า..ผิดไหม??? คำตอบคือ ไม่ได้ผิดอะไรทั้งสิ้น เพราะสมมติขึ้นมาเพื่อใช้ในการสื่อสารกันของมนุษย์ ถ้าจะผิดก็ตรงที่มนุษย์เข้าไปยึดธรรมชาตินี่แหละ เพราะ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นของธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับโลกใบนี้ การอยาก(โลภ)จะได้ดิน(ทองคำ) น้ำ(น้ำมัน)เขามาอยู่ในความครอบครองของตนเอง อันนี้ผิดตรงๆ เพราะเป็นการไปเบียดเบียนและทำลายธรรมชาติโดยตรง ผลสุดท้ายถูกธรรมชาติทำร้าย
  มีแต่มนุษย์ผู้มีปัญญามากกว่าสัตว์อื่นๆที่รู้วิธีการสมมติสิ่งต่างๆจนเกิด...การยึดมั่น ถือมั่น ยึดติด...ในสิ่งที่สมมติขึ้นมา แกร่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นกันแบบไม่รู้จบสิ้น นำมาซึ่ง...ความโลภ  ความโกรธ  ความหลง(อวิชชา) ซึ่งเป็นที่มาแห่งทุกข์ในจิตใจของมนุษย์นั่นเอง ต่อไปนี้จะเป็นการผ่าโลกแห่งการสมมติหรือการตีแผ่สมมติในโลกใบนี้ให้ท่านเห็นอย่างชัดเจน ท่านจะได้รู้ความจริงว่า สิ่งใดสมมติ สิ่งใดคือ ความจริง แยกแยะได้แบบชัดแจ้ง ไม่หลงอยู่ในสิ่งสมมติจนเกินขอบเขต และอยู่ในโลกสมมติได้แบบไม่แบกโลกสมมติไว้ในจิตใจให้เป็นทุกข์อีกต่อไป ในโลกหรือในจักรวาลนี้ ถ้าสรุปแบบง่ายๆจะมีเพียง 2 สิ่งต่อไปนี้เท่นั้นคือ....
1 ) รูปธรรม ประกอบไปด้วยมหาภูตรูป 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และ อุปทายรูป 24 รวมกันเป็น 28 รายการนี้เท่านั้นที่ปรากฎ อุปทายรูปเป็นส่วนของรูปที่มาจากมหาภูตรูปอีกต่อหนึ่ง รูปธรรมเป็นธรรมที่มาจากการปรุงแต่ง( สังขตธรรม )ทั้งหมด

2 ) นามธรรม เป็นธรรมที่จับต้องด้วยกายไม่ได้ มีมากมายหลายชนิด ทั้งชนิดปรุงแต่งและไม่ปรุงแต่ง ธรรมที่เป็นกุศล( กุศลา ธรรมา ) ธรรมที่เป็นอกุศล(อกุศลา ธรรมา)และธรรมที่เป็นกลางๆ(อัพยากตา ธรรมา) รวมไปถึงนามธรรมขั้นสูงสุดคือ นิพพาน(อสังขตธรรม/วิสังขาร)

ในโลกและในจักรวาลมีเพียง 2 ธรรมนี้เท่านั้นที่ปรากฎอยู่


  สมมติ หรือ สมมุติ คืออะไร???

ความหมายของ "สมมติ" คืออะไร?
คำว่า สมมติ (บาลี: สังมุติ / สํวุติ) แปลว่า การตกลงร่วมกัน, การแต่งตั้ง, การยอมรับร่วมกันของสังคม
ในทางธรรม หมายถึง สิ่งที่มนุษย์เรา "สมมติขึ้นมา" เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เรียกขานกัน และทำความเข้าใจร่วมกันในชีวิตประจำวัน โดยที่สิ่งเหล่านั้น ไม่ได้มีอยู่จริงโดยตัวของมันเองอย่างเที่ยงแท้ เป็นสิ่งที่สมติขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มันเกิดขึ้นจากการปรุงแต่งของจิตมนุษย์และการยอมรับของสังคมทั่วไป

ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุด:

เราเอาแผ่นไม้ ล้อ เพลา และตัวถังมารวมกัน สังคมตกลงกันเรียกสิ่งนี้ว่า "รถยนต์" ยี่ห้อ ก. ยี่ห้อ ข. เป็นต้น(สมมติ ซ้อน สมมติ) แต่ถ้าเราแยกชิ้นส่วนเหล่านั้นออกจากกัน ความเป็น "รถยนต์" ก็จะหายไปทันที เหลือเพียงชิ้นส่วนต่างๆ รถจึงเป็นเพียง "สมมติ" เพื่อให้เราเรียกขานได้ง่ายขึ้นเท่านั้น และที่เรียกกันว่า รถยนต์ นี้ล้วนมาจาก รูปธรรม( ดิน น้ำ ลม ไฟ ) ทั้งหมดทั้งสิ้น( ที่มาของรถยนต์เหมือนกันกับที่มาของรูปกายในมนุษย์ )

ลักษณะของสมมติ (สมมติบัญญัติ)
- นาม สมมติ (ชื่อเรียก) : เช่น นาย ก. นาย ข. ประเทศไทย ต้นไม้ ภูเขา เงิน ทอง ฯลฯ

- ฐานะ/หน้าที่ สมมติ : เช่น พ่อ แม่ ลูก พระมหากษัตริย์ พระสงฆ์ ตำรวจ ครู ฯลฯ

- คุณค่า สมมติ : เช่น ความสวย ความขี้เหร่ ความรวย ความจน สิ่งของมีค่า (เช่น ทองคำ หรือเพชร ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือธาตุธรรมชาติชนิดหนึ่งที่มาจาก ดิน น้ำ ลม ไฟ รวมตัวกันเท่านั้น แต่เราสมมติให้มันมีมูลค่าสูง)
 
ทำไมพระพุทธเจ้าจึงสอนเรื่อง "สมมติ"? (การตีแผ่สมมติ)
พระพุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธสมมติ และไม่ได้บอกให้เราเลิกใช้สมมติ แต่สอนให้เรา "รู้เท่าทันสมมติ"(ไม่ให้หลงในสมมติแบบโงหัวไม่ขึ้น)

ใช้สมมติเพื่อการดำเนินชีวิต : ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ เรายังต้องอาศัยสมมติในการสื่อสารและทำประโยชน์ เช่น การทำหน้าที่พ่อแม่ การใช้เงินซื้ออาหาร การเคารพกฎหมาย การทำงานทำธุรกิจหาเลี้ยงชีพ เป็นต้น เราอยู่กับสมมติได้ด้วยการมี...สติ สมาธิ ปัญญา...อย่าอยู่กับสมมติด้วยอวิชชา


แต่ต้องไม่หลงในสมมติ (ละนันทิในสมมติ/ละความยึดมั่นในสมมติ) : ความทุกข์ของมนุษย์เกิดจากการที่จิตเข้าไป "หลงเข้าใจผิดในสมมติ"(เพราะอวิชชา)คิดว่าสมมตินั้นเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน เช่น หลงคิดว่า "ตัวตนของเรา" มีอยู่จริงอย่างเที่ยงแท้ จนเกิดความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) เมื่อสิ่งสมมตินั้นเปลี่ยนแปลงไป (ตามหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) จิตจึงเกิดความทุกข์ขึ้นมา เราไปหลงยึดเอาสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนจริง(อนัตตา)มาเป็นของตน
 
สมมติสัจจะ กับ ปรมัตถสัจจะ (ความจริง 2 ระดับ)

ระดับความจริง ความหมาย ตัวอย่าง
1.สมมติสัจจะ (ความจริงโดยสมมติ) ความจริงที่ยอมรับกันในโลกเพื่อให้สังคมดำเนินไปได้ "คน" กำลังเดิน, "เงิน" ใช้ซื้อของได้
2.ปรมัตถสัจจะ (ความจริงแท้ขั้นสูงสุด) ความจริงที่เข้าถึงได้ด้วยปัญญาเห็นตามความเป็นจริงว่าไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มีแต่ธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตนเอง มีเพียงการทำงานของ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ขันธ์ 5) หรือธาตุตามธรรมชาติ

สรุปข้อคิดสำหรับชาวพุทธ 
 
การเข้าใจเรื่องสมมติ คือการ "อยู่กับโลกสมมติอย่างผู้รู้เท่าทันในสมมติ"(ด้วยปัญญา)ใช้สมมติในการทำหน้าที่และทำความดีอย่างเต็มที่ แต่มีจิตที่ปล่อยวาง ไม่หลงยึดมั่นถือมั่นในสมมติมากจนเกินไปจนเกิดทุกข์ขึ้น เหมือนคำกล่าวที่ว่า "ใช้สมมติเป็น แต่ไม่ติดในสมมติ เพื่อเข้าถึงปรมัตถ์"( ใช้สมมติเป็นด้วยปัญญา ไม่เข้าไปลุ่มหลงในสสมติ)  

สมมติ ต่างจาก อุปโลกน์ และ มายาคติอย่างไร???

1. สมมติ 

สมมติหรือสมมุติ ในโลกนี้มีเพียง 2 ประการเท่านั้นคือ สมมติในรูปธรรม และสมมติในนามธรรม ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง โลกใบนี้ทั้งใบจึงเต็มไปด้วยสมมติจากมนุษย์ มาเรียนรู้เท่าทันในสมมติ แล้วท่านจะไม่หลงและไม่ทุกข์จาก สมมติ ไม่ตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของ สมมติ อีกต่อไป
 

นิยาม : การตกลงร่วมกันของสังคม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารและใช้ชีวิตร่วมกัน
เจตนา : เพื่อความสะดวก สันติสุข และความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงใดๆ
ลักษณะสำคัญ : เป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมรับรู้ร่วมกันอย่างเปิดเผย เช่น สมมติว่าสิ่งนี้เรียกว่า "เงิน" สิ่งนี้เรียกว่า "พ่อ" สิ่งนี้เรียกว่า "ประเทศ"
ทางธรรม : พระพุทธศาสนาจัดว่า "สมมติ" เป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิต (สมมติสัจจะ) พระพุทธองค์ก็ทรงใช้สมมติในการเทศนาสอนสั่งสาวก เพียงแต่สอนให้เรา "รู้เท่าทันสมมติ" ไม่ไปหลงยึดมั่นถือมั่นและยึดติดในสมมติมากจนเกินไปจนเกิดทุกข์

2. อุปโลกน์

อุปโลกน์ในรูป และ นาม 
นิยาม : การทึกทัก ยกย่อง หรือตั้งแต่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ โดยที่สิ่งนั้นอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นจริง ๆ หรือไม่ได้มีคุณสมบัตินั้นอยู่จริง
เจตนา : เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะกิจ (อาจเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ ความต้องการส่วนตัว หรือกลไกบางอย่าง)
ลักษณะสำคัญ : มีลักษณะของการ "อุปมาอุปไมย" หรือ "แต่งตั้งขึ้นมาลอย ๆ" เช่น อุปโลกน์คนนี้ขึ้นมาเป็นหัวหน้า (ทั้งที่ยังไม่มีการเลือกตั้ง), อุปโลกน์เรื่องราวนี้ขึ้นมาเพื่อแก้ขัดหรือเพื่อผลประโยชน์
ทางธรรม : เดิมทีคำว่า "อุปโลกน์" (อ่านว่า อุบ-ปะ-โหลก) เป็นภาษาพระ หมายถึงการที่พระสงฆ์ประกาศขอความเห็นชอบร่วมกันในที่ประชุม (เช่น อุปโลกน์ผ้ากฐิน) แต่ในภาษาไทยปัจจุบัน มักใช้ในความหมายของการ "เมคเรื่องขึ้นมาเอง หรือ การสร้างเรื่องขึ้นมาเอง" หรือการทึกทักเอาเอง ซึ่งเป็นขั้นที่ห่างออกจากความจริงมากกว่าสมมติทั่วไปที่กล่าวมาข้างต้น

3. มายาคติ

มายาคติในรูป และ นาม เช่น ใน อารมณ์ 6 เป็นต้น 
นิยาม : ความเชื่อหรือความคิดที่ถูก "สร้างและปลูกฝัง" ในสังคม จนคนในสังคมหลงเชื่อว่าเป็น "ความจริงตามธรรมชาติ" ทั้งที่แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงอุดมการณ์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง ซึ่งมันไม่ใช่ความจริง
เจตนา : เพื่อครอบงำ ซ่อนเร้น หรือรักษาอำนาจ/ผลประโยชน์ ของคนบางกลุ่ม
ลักษณะสำคัญ : มันทำงานในระดับจิตใต้สำนึก ทำให้คนมองข้ามความจริงแท้ แล้วไปยอมรับ "สิ่งที่เขาอยากให้เชื่อ" โดยไม่ตั้งคำถาม เช่น มายาคติเรื่อง "คนรวยคือคนเก่ง คนจนคือคนขี้เกียจ", มายาคติเรื่อง "ความขาวเท่ากับความสวย"
ทางธรรม : มายาคติเทียบได้กับ "โมหะ" (ความหลง) และ "อวิชชา" ในระดับสังคม คือการบิดเบือนธรรมชาติ (ธรรม) ให้กลายเป็นความเข้าใจผิด ๆ ทำให้จิตเกิด "นันทิราคะ" (ความเพลินและความทะยานอยาก) ไปตามค่านิยมที่สังคมหล่อหลอม โดยไม่เห็นธรรมตามความเป็นจริง

ตารางเปรียบเทียบเพื่อความเข้าใจง่าย 

คำศัพท์ ความหมายโดยย่อ เจตนาหลัก ระดับความจริงทางธรรม
สมมติ สังคมตกลงร่วมกันเรียก เพื่อการสื่อสารและอยู่ร่วมกัน จำเป็นต้องใช้ แต่ต้องรู้เท่าทันไม่ให้ใจไปยึด
อุปโลกน์ ทึกทัก/แต่งตั้งขึ้นมาเอง เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะกิจ ปรุงแต่งเพิ่มขึ้นมา เป็นเรื่องราวเฉพาะคราว
มายาคติ ความเชื่อที่หล่อหลอมให้หลงผิด เพื่อครอบงำ/ผลประโยชน์ บิดเบือนธรรมชาติ เป็นตัวเร่งอุปทานและความหลง (โมหะ)

สมมติ คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราอยู่บนโลกได้,

อุปโลกน์ คือการสร้างเรื่องราวขึ้นมาใช้เป็นคราว ๆ,

มายาคติ คือกับดักทางความคิดที่บิดเบือนความจริง

การเจริญปัญญา (โยนิโสมนสิการ) คือการลอกเปลือกของ มายาคติ ออก มองทะลุสิ่งอุบัติอย่าง อุปโลกน์ และใช้งาน สมมติ อย่างผู้รู้เท่าทัน เพื่อให้จิตดิ่งเข้าสู่การเห็นธรรมตามความเป็นจริง (อนัตตา) โดยไม่มีสิ่งใดมาหลอกลวงจิตได้อีก
.............................................................................................................

เมื่อเราลอกเปลือกของ "สมมติ" (สิ่งที่มนุษย์ตกลงร่วมกันเรียก) ออกจนหมดสิ้น สิ่งที่เหลืออยู่คือ "สิ่งที่มีอยู่จริงโดยธรรมชาติ" ไม่ว่ามนุษย์จะเรียกมันว่าอะไร หรือต่อให้โลกนี้ไม่มีมนุษย์อยู่เลย สิ่งเหล่านี้ก็ยังคงทำหน้าที่ของมันตามธรรมชาติ(ดิน น้ำ ลม ไฟ)

ในทางพระพุทธศาสนา สิ่งที่ "ไม่มีการสมมติ" เรียกว่า ปรมัตถธรรม (ความจริงแท้ขั้นสูงสุด) ซึ่งมีอยู่ 4 ประการหลัก ๆ โดยแบ่งออกเป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม ดังนี้

1. ฝั่งรูปธรรม : "รูปธาตุ" หรือ สภาวะทางกายภาพ

สิ่งที่ไม่มีการสมมติในฝั่งรูปธรรม ไม่ใช่ "โต๊ะ เก้าอี้ รถยนต์ หรือคน" เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงการเอาองค์ประกอบมาสวมชื่อเรียก (สมมติ) แต่สิ่งที่ไม่ต้องสมมติคือ "สภาวะของรูปธาตุแท้ ๆ" ที่ปรากฏต่อการสัมผัสโดยตรง (ผ่านกายสัมผัส) เช่น:

- สภาวะธาตุดิน (ปฐวีธาตุ): อาการแข็ง หรือ นุ่ม (เช่น เมื่อเอามือกระทบโต๊ะ จิตไม่ได้สัมผัสคำว่า "โต๊ะ" แต่ผัสสะทางกายหรือสัมผัสทางกายรับรู้สภาวะ "ความแข็ง" ทันที ความแข็งนั้นเป็นของจริงที่มีอยู่โดยไม่ต้องมีใครไปตั้งชื่อให้มัน)

- สภาวะธาตุไฟ (เตโชธาตุ): อาการร้อน หรือ เย็น

- สภาวะธาตุลม (วาโยธาตุ): อาการตึง เคลื่อนไหว หรือไหวตัว

- สภาวะธาตุน้ำ (อาโปธาตุ): อาการเกาะกุม หรือเอิบอาบ

ข้อสังเกต : คำว่า "ความร้อน" หรือ "ความแข็ง" เป็นภาษา (สมมติ) ที่เราใช้เรียก แต่ "ตัวสภาวะที่กำลังร้อนหรือแข็งจริง ๆ" ที่ปรากฏต่อความรู้สึก นั่นคือของจริงที่ไม่ต้องสมมติ

2. ฝั่งนามธรรม : สภาวะของจิต และ เจตสิก (ธรรมที่ปรุงแต่งจิต)

ในฝั่งนามธรรม สิ่งที่ไม่มีการสมมติคือ "อาการการทำงานของระบบจิตใจ" ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ "นาย ก. กำลังโกรธ" แต่เป็นสภาวะธรรมที่กำลังทำกิจของมันอยู่ เช่น:

-  จิต (วิญญาณขันธ์): สภาวะที่เป็นใหญ่ในการรับรู้อารมณ์ เช่น การเห็น การได้ยิน การรู้แจ้งในอารมณ์ทางมโนทัศน์ (มโนผัสสะ) มันทำหน้าที่ "รู้" ของมันเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเรียกมันว่าอะไรก็ตาม

-  เจตสิก (อาการที่ประกอบกับจิต): สภาวะธรรมที่เกิดร่วมกับจิต ปรุงแต่งจิตให้เป็นไปต่าง ๆ เช่น:

ผัสสะ: การกระทบกันของอายตนะ

เวทนา: สภาวะความรู้สึกที่เป็น สุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ (เฉย ๆ) ที่เกิดขึ้นที่ใจจริง ๆ

สัญญา: การจำได้หมายรู้สภาวะ

โทสะ / โลภะ / โมหะ: สภาวะความโกรธ ความโลภ ความหลง ที่เนื้อแท้ของมันคือกระแสพลังงานบีบคั้นหรือดึงดูดในใจ ซึ่งเป็นสภาวะจริงที่เกิดขึ้นจริง ๆ

3. นามธรรมสูงสุดที่พ้นไปจากโลก : "นิพพาน"

นิพพานเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง แต่เป็น "อสังขตธรรม" คือธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ไม่มีความเกิด ไม่มีความดับ เป็นสภาวะที่สิ้นแล้วซึ่งกิเลสตัณหา สิ้นอุปาทาน สิ้นความทุกข์ทั้งปวง เป็นความจริงแท้ที่ไม่ต้องอาศัยการสมมติใด ๆ มารองรับ เป็นธรรมชาติที่ว่างจากการปรุงแต่ง

 "แท้จริงแล้ว 'ไม่มีคนทุกข์' และ ไม่มีใครทุกข์ทั้งสิ้น มีแต่ 'สภาวะทุกขเวทนา' กำลังทำกิจของมัน 'ไม่มีเรา เป็นผู้เห็น' มีแต่ 'จิตธาตุ' กำลังทำกิจรับรู้อารมณ์ทางตา ทุกอย่างคือ ธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตัวเองตามธรรมชาติ โดยไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ตัวตนเราเขานั้นเป็นเพียง 'ชื่อสมมติ' ที่จิตไปหลงตู่เอาว่าเป็นจริงเป็นจังเท่านั้นเอง"มีแต่กระแสธรรมที่ทำกิจในธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีตัวตนเราจริง

ตีแผ่สิ่ง สมมติ ด้วย แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)

การตีแผ่สิ่งสมมติด้วย "แก่นมรรค" (สติ สมาธิ ปัญญา) คือกระบวนการลอกเปลือกของความคิด บัญญัติ และความหลงผิด (อวิชชา) ออกจากจิตด้วยปัญญา เพื่อให้จิตเห็นสภาวะธรรมตรงตามความเป็นจริง (ปรมัตถธรรม) ว่า "มีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเอง"ตามธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ซ่อนอยู่ในนั้นเลย(เห็นความจริงด้วยสัมมาทิฏฐิ)

ต่อไปนี้เราจะตีแผ่สมมติต่างๆด้วยแก่นมรรค(วิชชาหรือปัญญา)กระบวนการทำงานร่วมกันของ สติ สมาธิ และปัญญา ในการตีแผ่สมมติ มีกลไกการทำกิจแยกตามลำดับและหนุนเสริมกันดังนี้:

1. "สติ" ทำกิจแยกแยะ (จับตัวสมมติออกจากสภาวะจริง)

สติ (โดยเฉพาะในสติปัฏฐาน) มีหน้าที่ระลึกรู้เท่าทัน "ผัสสะ" ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ โดยยังไม่ปล่อยให้จิตปรุงแต่งต่อไปเป็นเรื่องราว (ละนันทิในเวทนา)จาก อวิชชา(โมหเจตสิก)

วิธีตีแผ่สมมติ: เมื่อมีอารมณ์มากระทบ สติจะทำหน้าที่ดักจับที่มโนผัสสะหรืออายตนะนั้น ๆ ทันที แล้วแยก "คำสมมติ" ออกไป เหลือไว้เพียง "สภาวะล้วน ๆ"

ตัวอย่างการทำงาน: เมื่อหูได้ยินเสียงคนนินทา

โลกสมมติ: จิตจะปรุงแต่งทันทีว่า "คนนั้น (สมมติ) กำลังด่า ฉัน (สมมติ)" สมมติ เจอ สมมติ

สติทำกิจ: ดักรู้ทันอาการกระทบที่หู แยก "ความหมายของคำด่า" (ซึ่งเป็นสัญญา/สมมติ) ออกไป เหลือเพียงสภาวะ "สัททารมณ์" (คลื่นเสียง) + "โสตวิญญาณ" (การได้ยิน) + "ทุกขเวทนาทางใจ" ที่เกิดขึ้นแวบหนึ่งแล้วดับไป

2. "สมาธิ" ทำกิจตั้งมั่น
(สร้างพื้นที่ให้เห็นสภาวะตามจริง ไม่กระโดดเข้าใส่)

สมาธิในแก่นมรรค ไม่ใช่การนั่งข่มจิตให้ดิ่งนิ่งดวงเดียวจนไม่รับรู้อะไร แต่คือ "จิตที่ตั้งมั่น เป็นกลาง เป็นผู้สังเกตการณ์ " ที่มีกำลังและไม่หวั่นไหวหลงมัวเมาไปกับโลกสมมติ

วิธีตีแผ่สมมติ: สมาธิจะทำหน้าที่ "หยุด" การวิ่งตามภาพลวงตาของสมมติโลกๆ เมื่อสติแยกสภาวะออกมาแล้ว สมาธิจะตรึงจิตให้ตั้งมั่นอยู่กับสภาวะปรมัตถ์นั้น ๆ โดยไม่กระโดดลงไปคลุกวงใน ไม่ไปปรุงแต่งต่อ (ไม่เกิดสังขารปรุงแต่งไปเป็นนันทิราคะของโมหเจตสิก)

ตัวอย่างการทำงาน: เมื่อเกิดความโกรธ (โทสเจตสิก) ขึ้นในใจ

ถ้าขาดสมาธิ: จิตจะพุ่งไปหาเหตุการณ์สมมติทันทีว่า "โกรธเพราะไอ้นี่มันแกล้งฉัน"

สมาธิทำกิจ: จิตตั้งมั่นเด่นดวง เป็นระเบียบ มองเห็นสภาวะความบีบคั้นของโทสะเป็นเพียงก้อนพลังงานธรรมชาติก้อนหนึ่งที่กำลังแสดงตัวอยู่ห่าง ๆ โดยมีจิตเป็นผู้ดูอยู่เงียบ ๆ ไม่เข้าไปกระเพื่อมร่วม จิตที่มีปัญญารับรู้การเกิดขึ้นของ โทสเจตสิกกับโมหเจตสิก   จิต รู้ เห็น วาง ทันที

3. "ปัญญา" ทำกิจผ่าความจริง (เห็นแจ้งความเป็นอนัตตา)

เมื่อสติจับแยกสภาวะ และสมาธิตั้งมั่นจดจ่ออยู่ ปัญญา (โยนิโสมนสิการ) จะทำหน้าที่ทำลายความสำคัญมั่นหมาย (อุปาทาน) ด้วยการเห็นตามความเป็นจริงขั้นสูงสุด

วิธีตีแผ่สมมติ: ปัญญาจะแทงทะลุเข้าไปเห็น ไตรลักษณ์ โดยเฉพาะความเป็น "อนัตตา" ว่าสิ่งที่เราเคยสมมติว่าเป็น "ตัวเรา" หรือ "ของ ๆ เรา" แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงการประชุมกันของขันธ์ 5 หรือธาตุตามธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

ตัวอย่างการทำงาน: ปัญญาจะสรุปตอกย้ำลงไปที่จิตอย่างชัดแจ้งว่า:

"ไม่มีผู้ทุกข์ มีแต่ทุกขเวทนากำลังทำงาน" 

"ไม่มีผู้โกรธ มีแต่โทสเจตสิกกำลังทำกิจของมัน" 

"แม้แต่ตัว 'จิต' เอง ก็เป็นเพียงธาตุรู้ชนิดหนึ่งที่เกิด-ดับตามผัสสะ ไม่ใช่ตัวตนของเราชั่วกาลนาน"

เราสามารถสรุปกลไกการตีแผ่สมมติเป็น 3 ขั้นตอนสั้น ๆ เพื่อให้เข้าใจระบบการทำงานของจิตได้ทันที:
1.  สติ - "แยกแยะ": แกะป้ายชื่อ (สมมติ) ออกจากสภาวะที่กำลังปรากฏตรงหน้า
2.  สมาธิ - "ตั้งมั่น": หยุดนิ่งดูสภาวะนั้นด้วยความปรกติ (ปะกะติ) ไม่กระโดดเข้าไปปรุงแต่งต่อ
3.  ปัญญา - "ปล่อยวาง": เห็นแจ้งว่าทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา สลายความยึดมั่นถือมั่นในสมมติทั้งปวง

เมื่อแก่นมรรคทั้ง 3 ทำงานสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว จิตจะพลิกกลับมารู้เท่าทันโลกสมมติอย่างสิ้นเชิง สามารถอาศัยสมมติทำมาหากิน ดำเนินชีวิต หรือทำประโยชน์ให้โลกได้เต็มที่ โดยที่ใจไม่ติดลบ ไม่เกิดทุกข์ เพราะเห็นความจริงระดับปรมัตถ์รองรับอยู่ตลอดเวลา

การตีแผ่ สมมติ ที่เป็น รูปธรรม และ การตีแผ่ สมมติ ที่เป็น นามธรรม

1. การตีแผ่สมมติที่เป็น "รูปธรรม"
(ลอกป้ายชื่อออกจากวัตถุและร่างกาย)

สมมติฝั่งรูปธรรม คือสิ่งที่เรามองเห็นด้วยตา จับต้องได้ด้วยกาย เช่น บ้าน รถ เงินทอง ต้นไม้ รวมถึง "ร่างกาย" ของเราเอง จิตมักจะเข้าไปยึดว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่จริง ๆ เป็นก้อน ๆ เป็นชิ้น ๆ และเป็นของเรา

 กระบวนการตีแผ่ด้วยแก่นมรรค:

-  สติ (แยกแยะ): เมื่อตาเห็นหรือกายกระทบวัตถุ สติจะทำหน้าที่สกัด "คำสมมติ" ออกไปทันที เช่น เมื่อจับ "เงิน" สติไม่มองเป็น "แบงก์พันที่มีมูลค่า" แต่ระลึกรู้ลงไปที่ผิวสัมผัส

-  สมาธิ (ตั้งมั่น): จิตตั้งมั่นเป็นกลาง ไม่กระโดดไปปรุงแต่งต่อว่า "เงินนี้จะเอาไปซื้ออะไร" (ละนันทิ) แต่ตั้งมั่นอยู่กับความจริงตรงหน้า

-  ปัญญา (ผ่าความจริง): โยนิโสมนสิการแยกธาตุแยกขันธ์ มองทะลุสมมติลงไปสู่ ปรมัตถ์ (รูปธาตุ)

ตัวอย่างการตีแผ่รูปธรรม:

สมมติ: "นี่คือรถยนต์คันหรูของฉัน"


ตีแผ่ด้วยปัญญา: มองเห็นตามจริงว่า ถ้ารื้อนอต ถอดล้อ แยกเครื่องยนต์ออก ความเป็น "รถ" ก็หายไป แท้จริงมันคือการประชุมกันของเหล็ก พลาสติก ยาง (ปฐวีธาตุ-ความแข็ง)

สมมติ: "นี่คือร่างกายที่สวยงาม/หล่อเหลาของเรา"

ตีแผ่ด้วยปัญญา: ร่างกายนี้แท้จริงไม่มีคำว่า "เรา" ซ่อนอยู่เลย มันเป็นเพียงก้อนธาตุ 4 ที่มาประกอบกัน มีความร้อน ( ไฟ ) มีความแข็ง ( ดิน ) มีความตึงไหว ( ลม ) และมีความเอิบอาบ ( น้ำ ) มันไหลเข้าไหลออกผ่านการหายใจและกินอาหาร เป็นของยืมโลกมาใช้ชั่วคราว วันหนึ่งมันก็กลับคืนสู่ธรรมชาติตามสถานะเดิมของมัน

2. การตีแผ่สมมติที่เป็น "นามธรรม"
 (ลอกป้ายชื่อออกจากอารมณ์และจิตใจ)

สมมติฝั่งนามธรรม นั้นลึกซึ้งและหลอกลวงจิตได้แนบเนียนที่สุด เพราะมันคือ "ความคิด ความรู้สึก อารมณ์ และความจำ" ที่เกิดขึ้นในใจ จิตมักจะทึกทักอุปโลกน์สภาวะเหล่านี้ขึ้นมาเป็น "ตัวตน" เช่น ฉันโกรธ, ฉันเศร้า, จิตของฉัน

 กระบวนการตีแผ่ด้วยแก่นมรรค:

- สติ (แยกแยะ): ดักจับที่ "มโนผัสสะ" ทันทีเมื่อมีอารมณ์เกิดขึ้น แยก "เรื่องราวในความคิด" ออกไป เหลือไว้เพียง "สภาวะอารมณ์ล้วน ๆ"

- สมาธิ (ตั้งมั่น): ไม่กระโดดลงไปคลุกวงในกับอารมณ์นั้น ไม่ปล่อยให้สังขารปรุงแต่งอารมณ์นั้นไปเป็นนันทิราคะ (ความเพลิน/ความอิน) รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะปรกติ (ปะกะติ) เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์

- ปัญญา (ผ่าความจริง): เห็นแจ้งว่าอารมณ์และจิตใจทั้งหมดเป็น อนัตตา มีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตนเอง

ตัวอย่างเนื้อการตีแผ่นามธรรม :

สมมติ: "ฉันกำลังโกรธ (ตัวฉันโกรธคนอื่น)"


ตีแผ่ด้วยปัญญา: แยกแยะออกมาว่า "ฉัน" ไม่มีอยู่จริง มีเพียงสภาวะ 2 ตัวกำลังทำกิจของมัน คือ "โทสเจตสิก" (อาการบีบคั้นเร่าร้อน) เกิดขึ้นตั้งอยู่ระยิบระยับในใจ โดยมี "จิตธาตุ" ทำหน้าที่เข้าไปรับรู้สภาวะนั้น อาการโกรธไม่ใช่จิต และจิตก็ไม่ใช่ความโกรธ ทั้งคู่เกิด-ดับตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่เรา

สมมติ: "จิตนี้เป็นของฉัน เป็นตัวตนของฉันตลอดไป"

ตีแผ่ด้วยปัญญา: แทงทะลุลงไปเห็นว่า แม้แต่ "จิต" ก็เป็นอนัตตา จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นรับรู้ทางตาแล้วก็ดับไป จิตดวงใหม่เกิดขึ้นรับรู้ทางหูแล้วก็ดับไป จิตเกิด-ดับตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ไม่มีจิตดวงไหนเที่ยงแท้พอที่จะอุปโลกน์ว่าเป็น "ตัวตนของเรา" ได้เลย

ตารางสรุปเพื่อการเปรียบเทียบ

มิติการตีแผ่ โลกสมมติ
(คนทั่วไปมอง)
ปรมมัตถ์ที่ถูกตีแผ่
(เห็นด้วยแก่นมรรค)
ผลลัพธ์ทางจิต
ฝั่งรูปธรรม (โลก/กาย) รถของเรา, บ้านของเรา, ร่างกายที่สวยงามของฉัน เป็นเพียงกระแสของธาตุ4
(ดิน น้ำ ไฟ ลม)ที่มารวมกันชั่วคราว
คลายความยึดมั่นถือมั่น ในวัตถุสิ่งของและรูปร่างกาย
ฝั่งนามธรรม (ใจ/อารมณ์) ฉันโกรธ, ฉันเป็นทุกข์, ฉันกำลังคิด, จิตของฉัน มีแต่ ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเอง (จิตทำหน้าที่รู้, เจตสิกทำหน้าที่ปรุงแต่ง) ทุกธรรมเป็นอนัตตา ละนันทิในเวทนา จิตหลุดพ้นจากกับดักของอารมณ์ ไม่ทุกข์ไปกับความจำหรือความคิด

ข้อคิดสำหรับปิดท้าย
"การตีแผ่สมมติ ไม่ใช่การทำลายสิ่งของ หรือการห้ามไม่ให้คิด... แต่คือการใช้ สติ สมาธิ ปัญญา ลอกเปลือกนอกที่โลกสมมติขึ้นมาออกให้เห็นความจริง เพื่อให้ใจได้เห็น 'เนื้อแท้' ของธรรมชาติ (ปรมัตถ์) เมื่อใจเห็นความจริงว่าทุกสิ่งเกิด-ดับและเป็นอนัตตา จิตจะหมดความสำคัญมั่นหมายในตนเอง สลายความทุกข์ลงได้ในปัจจุบันขณะ"

ผลลัพธ์ของการยึด...สมมติ.....

ผลลัพธ์ของการยึดติดใน "สมมติ" โดยไม่รู้เท่าทัน (ขาดสติ สมาธิ ปัญญา) คือ ต้นตอเดียวที่ทำให้เกิด "ความทุกข์" ของมนุษย์ทุกคนในโลกนี้ เพราะหลง(ด้วยอวิชชา)เข้าไปยึดในสมมติแบบบ้าระห่ำ แยกแยะความจริงกับสิ่งที่สมมติออกจากกันไม่ได้ จิตเลยเป็นทุกข์

ในทางธรรม เมื่อใดที่จิตเข้าไปสำคัญมั่นหมายว่าสมมติเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน เมื่อนั้นจิตจะถูกกักขังไว้ในวงจรของความทุกข์ทันที โดยสามารถสรุปผลลัพธ์ออกมาเป็นประเด็นสำคัญ

1. ผลลัพธ์ในระดับจิตใจ (กลไกภายใน)
เกิด "อุปาทาน" และ "ตัณหา" ไม่จบสิ้น: เมื่อยึดว่าสมมติมีอยู่จริง จิตจะเกิดความอยากกอดรัดสิ่งนั้นไว้ (นันทิราคะ) อยากให้สิ่งที่เป็นสุขอยู่กับเราตลอดไป และอยากผลักไสสิ่งที่เป็นทุกข์ออกไป ซึ่งเป็นการบิดเบือนธรรมชาติที่ทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง)
จิตสูญเสียความสงบปกติ (ปะกะติ): ใจจะกระเพื่อมขึ้นลงตลอดเวลาตามแรงเหวี่ยงของโลกสมมติ วันไหนโลกสมมติชมว่า "ดี/ชนะ/รวย" ใจก็ฟู (โลภะ) วันไหนโลกสมมติตราหน้าว่า "แย่/แพ้/จน" ใจก็แฟบและเร่าร้อน (โทสเจตสิก)
ติดกับดัก "เงาของความจริง": จิตจะหลงทางไปกับความคิด ปรุงแต่งอดีตที่ผ่านไปแล้ว หรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง (ละนันทิในเวทนาไม่ได้) ทำให้จมอยู่กับความเครียด ความวิตกกังวล และความเศร้าหมอง ทั้งที่สภาวะจริงตรงหน้าไม่มีอะไรเลย

2. ผลลัพธ์ในระดับพฤติกรรมและการดำเนินชีวิต (โลกภายนอก)
การเล่นไปตามบทบาทจน "อิน" เกินไป: มนุษย์เรามีหน้าที่สมมติ เช่น เป็นเจ้านาย เป็นลูกน้อง เป็นพ่อ เป็นแม่ แต่เมื่อยึดมั่นมั่นหมายในตนเองสูงเกินไป จะเกิดการ "บ้าอำนาจ" หรือ "แบกรับความคาดหวัง" จนเกินพอดี กลายเป็นความเครียดและกดดันทั้งตนเองและคนรอบข้าง
เกิดความขัดแย้งและการแบ่งแยก: มายาคติและสมมติเรื่องชาติพันธุ์ ศาสนา การเมือง หรือแม้แต่ฐานะ รวย-จน ถูกนำมายึดถือจนเกิดการเปรียบเทียบ แข่งขัน และทำลายล้างกัน เพราะมองไม่เห็นว่าแท้จริงแล้วทุกคนคือเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่มีเพียงธาตุ 4 และขันธ์ 5 เหมือนกัน

ตารางสรุป: ยึดสมมติ กับ รู้เท่าทันสมมติ (เห็นผลลัพธ์ต่างกันสิ้นเชิง)

เมื่อจิต "ยึดติดสมมติ" เมื่อจิต "รู้เท่าทันสมมติ" (ตีแผ่ด้วยแก่นมรรค)
1.แบกโลก:รู้สึกว่ามี"ตัวเรา"เป็นผู้แบกรับความทุกข์ ความสำเร็จ และความล้มเหลว 1.วางโลก:เห็นว่ามีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของมัน ความทุกข์เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่ใช่ของเรา
2.หลงเงา: วิ่งตามกระแสโลก ค่านิยม มายาคติ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งสมมติ 2.ใช้ประโยชน์: อยู่กับโลกอย่างปรกติ ดำเนินชีวิต ทำมาหากินอย่างเต็มที่ แต่ใจไม่ทุกข์
3.ติดคุกทางอารมณ์:เจ็บปวดเมื่อสิ่งของ ร่างกาย หรือชื่อเสียงเงินทองเปลี่ยนแปลงไป 3.พ้นคุกทางอารมณ์:เข้าถึงอิสรภาพที่แท้จริง เพราะเห็นแจ้งในความเป็นอนัตตา

วาทะธรรมสำหรับส่งท้ายบทความ 
"สมมติ... ไม่ได้ทำให้ใครทุกข์ การใช้สมมติ... ก็ไม่ได้ทำให้ใครเกิดสลด แต่ 'การยึดสมมติว่าเป็นจริงเป็นจังต่างหาก' ที่เนรมิตความทุกข์ให้เกิดขึ้นในใจมนุษย์ 24 ชั่วโมง เมื่อใดที่จิตเลิกสำคัญมั่นหมายในตนเอง มองทะลุสมมติกลับคืนสู่เนื้อแท้ของธรรมชาติ (ปรมัตถ์) เมื่อนั้น จิตจะพบความสงบเย็นที่แท้จริง โดยไม่ต้องหนีไปไหนไกลจากโลกใบเดิมเลย"
...............................................................................................................................
ผลลัพธ์ของการยึดเอาสมมติที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์

ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์เมื่อจิตเข้าไปยึดเอาสมมติสามารถแบ่งออกเป็น4 มิติหลักๆ ดังต่อไปนี้...............

1. มิติการทำมาหากินและสถานะทางสังคม: "ดักจับจิตด้วยมายาคติ"

ในชีวิตประจำวัน มนุษย์ดำเนินชีวิตอยู่ใต้สมมติของค่านิยม คอนโดหรู รถราคาแพง ตำแหน่งหน้าที่การงาน และตัวเลขในบัญชี เมื่อจิตยึดเอาสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นตัวตน ผลกระทบคือ:

เป็นทาสของความเปรียบเทียบ: มนุษย์ไม่ได้ใช้ชีวิตตามความจำเป็นของกายภาพ (ธาตุ 4) แต่ใช้ชีวิตตามสมมติของสังคม เกิดการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นในโซเชียลมีเดียตลอด 24 ชั่วโมง นำไปสู่ความรู้สึก "พร่อง" และเป็นทุกข์ ทั้งที่ร่างกายมีอาหารอิ่ม มีที่อยู่อาศัยปลอดภัยแล้ว

เหน็ดเหนื่อยจนเกินพอดี (วิ่งไล่ตามเงา): เกิดความทะยานอยาก (ตัณหา) ที่จะสะสมสิ่งสมมติให้มากขึ้นเพื่อสร้าง "ตัวตน" ให้เด่นดังในโลกสมมติ จนยอมแลกด้วยสุขภาพ เวลาที่ควรจะสงบปรกติ หรือแม้กระทั่งยอมทำผิดศีลธรรมเพื่อแลกกับสิ่งสมมติเหล่านั้น

2. มิติความสัมพันธ์และครอบครัว: "ความคาดหวังจากบทบาทสมมติ"

มนุษย์อยู่ร่วมกันโดยมีสมมติของ "หน้าที่และฐานะ" มารองรับ เช่น พ่อ แม่ ลูก สามี ภรรยา เจ้านาย ลูกน้อง ผลกระทบเมื่อจิตเข้าไปยึดมั่นคือ:

การ "อิน" ในบทบาทจนบดบังความจริง: เมื่อยึดคำว่า "ฉันเป็นพ่อ/แม่" หรือ "ฉันเป็นเจ้านาย" อย่างเหนียวแน่น จิตจะเกิดความสำคัญมั่นหมายว่า ฉันต้องควบคุมได้ สิ่งนี้ต้องเป็นไปตามใจฉัน จนลืมมองเห็นว่า คนรัก ลูก หรือลูกน้อง แท้จริงเขาก็คือ "ธรรมแต่ละธรรม" ที่มีความคิด มีจิต มีเวทนา เป็นอนัตตาบังคับไม่ได้ ผลคือเกิดความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง และความกดดันในครอบครัวหรือที่ทำงาน นำมาซึ่งทุกข์แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความเจ็บปวดเมื่อบทบาทเปลี่ยนแปลง: วันหนึ่งเมื่อต้องเกษียณอายุจากตำแหน่ง (เจ้านาย) หรือลูกเติบโตแยกบ้านออกไป (หมดบทบาทคนดูแล) ผู้ที่ยึดสมมติอย่างรุนแรงจะเกิดภาวะซึมเศร้า เคว้งคว้าง รู้สึกหมดคุณค่า เพราะจิตไปผูกติดกับสมมติที่เพิ่งหมดอายุลง

3. มิติสุขภาพกายและสุขภาพจิต: "ความเครียดจากการแบกโลก"
โรคร้ายทางใจในยุคปัจจุบัน: ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า ส่วนใหญ่ในแง่ของกลไกจิตใจ เกิดจากการที่จิตดึงเอาสภาวะอดีตหรืออนาคต (ซึ่งเป็นนามสมมติ/ความคิดปรุงแต่ง) มาฉายซ้ำเรื่อย ๆ จนเกิดนันทิราคะในความทุกข์นั้น จิตแยกไม่ออกว่า "เรื่องราวที่คิด" เป็นเพียงสมมติ ส่วน "กายที่กำลังนั่งอยู่ตรงนี้" คือความจริงปกติ เพราะอวิชชาจึงเกิดการปรุงแต่งจิตให้เครียดขึ้นมา
กายพังเพราะใจยึด: เมื่อใจแบกโลกสมมติไว้ไม่วาง ระบบประสาทและฮอร์โมนในร่างกาย (รูปธรรม) จะแปรปรวน นอนไม่หลับ ร่างกายทรุดโทรมลงเพราะจิตไม่ยอมกลับมาพักผ่อนในอานาปานสติหรือความปกติแห่งปัจจุบันขณะ นำมาซึ่งโรคภัยต่างๆ

4. มิติมุมมองต่อสัจธรรมชีวิต: "ความตระหนกตกใจเมื่อเจอความจริง"
ปฏิเสธความจริงแท้ (ไตรลักษณ์): มนุษย์สมมติว่าร่างกายนี้จะอยู่ตลอดไป สมมติว่าความรักจะเที่ยงแท้ สมมติว่าทรัพย์สินจะอยู่กับเราชั่วฟ้าดินสลบ พอความจริงระดับปรมัตถ์ปรากฏขึ้น เช่น ความแก่ ความเจ็บป่วย ความพลัดพราก หรือความตาย (ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาของโลก) มนุษย์ที่ไม่เคยตีแผ่สมมติด้วยปัญญาจะรับไม่ได้ เกิดความโศกเศร้าฟูมฟายและทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเพราะใจไม่ได้เตรียมรับความจริงไว้เลย เพราะอวิชชาบดบังตาและบังใจไม่ให้เห็นความจริง

 "เราไม่จำเป็นต้องหนีไปบวชป่าเพื่อทิ้งสมมติ เรายังสามารถทำมาหากิน มีเงิน มีครอบครัว ขับรถได้ปรกติ แต่เราฝึก สติ สมาธิ ปัญญา เพื่อให้ใจมันฉลาด รู้ว่าสิ่งเหล่านี้คือสมมติที่ต้องหยิบมาใช้ทำกิจชั่วคราว เมื่อหมดกิจแล้วก็วางลง ไม่เอาใจไปแบก ไปยึด...ให้มันหนักให้มันเหนื่อย นี่คือวิถีของคนทำงานที่ไร้ทุกข์อย่างแท้จริง"
..................................................................................................................
 ความจริงที่โลกสมมติไม่เคยบอกคุณ:
ทุกสรรพสิ่งคือ "มหากาพย์ของ... ดิน น้ำ ลม ไฟ"
 

มนุษย์เราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้โลกสมมติที่แบ่งแยกอย่างซับซ้อน เราแบ่งว่านี่คือ "คน" นี่คือ "สัตว์" นี่คือ "ตึกรามบ้านช่อง" นี่คือ "เพชรพลอยมีราคา" หรือนี่คือ "โทรศัพท์มือถือราคาแพง"
แต่ถ้าเราลอกป้ายชื่อสมมติเหล่านั้นออกให้หมด แล้วใช้ดวงตาแห่งปัญญา (โยนิโสมนสิการ) มองทะลุลงไปในระดับโครงสร้างของจักรวาล...ความจริงอันน่าตะลึงก็คือ
"สรรพสิ่งที่เป็นรูปธรรมทั้งหมดทั้งมวล ไม่มีเว้นเลยแม้แต่อย่างเดียว ล้วนถูกขึ้นรูปมาจากวัตถุดิบชุดเดียวกันทั้งหมด นั่นคือ ธาตุ 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ)" รูปธรรมทุกๆอย่างมาจากมหาภูตรูปทั้งหมดทั้งสิ้น

 เหตุปัจจัยที่แตกต่าง จึงสร้าง "รูปร่าง" ที่ต่างกัน 

ทำไมวัตถุดิบชุดเดียวกัน ถึงกลายมาเป็นสิ่งของที่ต่างกันได้?
คำตอบคือ "แรงปรุงแต่งของเหตุปัจจัยและธรรมชาติ" ที่ผสมผสานสัดส่วนของธาตุทั้ง 4 แตกต่างกันออกไป:


สิ่งไม่มีชีวิต (ตึก, รถ, ทองคำ, สมาร์ทโฟน): คือกระแสของธาตุ 4 ที่มาประชุมรวมกันตามแรงปรุงแต่งของมนุษย์หรือธรรมชาติ มีธาตุดิน (ความแข็ง) และธาตุน้ำ (การเกาะกุม) เป็นแกนหลัก ถูกหล่อหลอมด้วยธาตุไฟ (ความร้อน) และเคลื่อนไหวด้วยธาตุลม

สิ่งมีชีวิต (พืช, สัตว์, มนุษย์): คือกระแสของธาตุ 4 ชุดที่พิเศษขึ้นมา เพราะเหตุปัจจัยมันปรุงแต่งให้มี "จิตธาตุ" (นามธรรม) เข้ามาครองร่วมอยู่ด้วย ร่างกายของมนุษย์เราจึงขับเคลื่อนไปด้วยธาตุ 4 ที่มีชีวิตชีวาและรับรู้เรื่องราวต่างๆได้นั่นเอง 

ลองคิดดูให้ดี: ร่างกายมนุษย์ที่ระบุว่าเป็น นาย ก. นาย ข. แท้จริงแล้วก้อนเนื้อ กระดูก ผม ขน เล็บ ก็คือ ธาตุดิน ที่เรายืมมาจากโลกใบนี้ผ่านการกินข้าว กินพืช กินสัตว์, เลือดและน้ำลายคือ ธาตุน้ำ, ลมหายใจคือ ธาตุลม, และความอบอุ่นในกายคือ ธาตุไฟ

เราไม่ได้เป็นเจ้าของธาตุเหล่านี้เลย เราแค่ "ยืม" ดิน น้ำ ลม ไฟ จากโลกมาประกอบกันเข้าเป็นรูปร่างชั่วคราวเท่านั้นเอง! วันหนึ่งมันก็กลับคืนสู่ธรรมชาติเดิมของมัน( ขันธ์ 5 ดับลง )ไม่มีใครตาย มีแต่กระแสการเปลี่ยนแปลงของธรรมเท่านั้น

 ฉากสุดท้ายของทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ : คืนสู่สามัญ

โลกใบนี้คือ โลกแห่งการสมมติ โลกของการปรุงแต่งทั้งหมดนะครับ ทุกๆอย่างรอบข้างและรอบตัวของเรา ล้วนเป็นสิ่งสมมติทั้งหมด กายเราก็สมมติว่าเป็น กาย ชื่อเราก็สมมติว่าเป็น นาย ก. นางข. จงอย่าไปยึดในสมมติให้มากจนเกินไป มันเป็นทุกข์ อยู่กับสิ่งสมมติโลกได้ โดยไม่หลงในสมมติ ทุกข์ก็จะไม่เกิด จงใช้ สติ สมาธิ ปัญญา ตีแผ่ความจริงในสมมติทั้งหมด แล้วท่านจะเข้าใจโลกสมมติได้อย่างงดงาม ใจปลอดโปร่ง ใจเบา ไม่ทุกข์ในสมมติต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต 

ไม่มีสิ่งใดที่เป็นรูปธรรมจะต้านทานกฎสัจธรรมนี้ได้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะยิ่งใหญ่ ร่ำรวย หรือสวยงามปานใด ท้ายที่สุดเมื่อหมดเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ทุกอย่างจะถูก "รื้อถอน" กลับไปสู่จุดเริ่มต้นเสมอ: 

[ธาตุ 4 ในธรรมชาติ] ──(เหตุปัจจัยปรุงแต่ง)──> [คน / สัตว์ / วัตถุสิ่งของ] ──(หมดปัจจัย/ดับลง)──> [กลับสู่ ดิน น้ำ ลม ไฟ]ตามธรรมชาติเหมือนเดิม ไม่มีใครตายหรือมรณะ มีแต่ ดิน น้ำ ลม ไฟ มันกลับสู่สถานะเดิมของมันตามธรรมชาติเท่านั้น เพราะมนุษย์ไปยึดมันมาเป็นของตนเองด้วยความไม่รู้(อวิชชา)จึงทำให้เกิดทุกข์ขึ้น

ความจริงของมนุษย์และสัตว์ : เมื่อจิตธาตุผละจากไป (ความตาย) ลมหายใจหยุด (ลม ดับ) กายเริ่มเย็นลง (ไฟ ดับ) ร่างกายที่เคยเต่งตึงก็เน่าเปื่อยเน่าคาวเป็นของเหลว ไหลซึมลงสู่พื้นดิน (น้ำ คืนสู่โลก) และสุดท้ายกระดูกก้อนเนื้อก็ย่อยสลายกลายเป็นผงฝุ่น (ดิน คืนสู่แผ่นดินโลก)

ตึกระฟ้า รถยนต์หรู โทรศัพท์มือถือ : วันหนึ่งก็ต้องเก่า ผุพัง สนิมกัดกิน สลายตัวกลายเป็นเศษแร่ เศษดิน คืนสู่สภาพธาตุเดิมในธรรมชาติ ไม่เหลือเค้าลางของความหรูหราอลังการในอดีตเลย นี่คือ ความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของ...ดิน น้ำ ลม ไฟ..ที่มนุษย์เข้าไปยึดมาเป็นของตน เพราะอวิชชา(ความไม่รู้)บังตาบังใจให้มืดบอดจนมองไม่เห็นความจริง 

จิตตื่นรู้จากสัจธรรม : เมื่อเห็นความจริงทั้งหมดถูกตีแผ่ จิตจึง "วาง" 

ประโยชน์สูงสุดของการรู้ความจริงของการตีแผ่ในโลกสมมติ ไม่ใช่แค่การรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือทฤษฎี แต่คือการนำมา "ตีแผ่สมมติเพื่อดับทุกข์" ในปัจจุบันขณะนี้ให้ท่านได้เห็นความจริงต่างๆด้วยปัญญาที่ถูกอวิชชาบังตาไว้มานาน:

1. สลายความสำคัญมั่นหมายในตนเอง : เมื่อรู้ว่ากายนี้คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ รวมตัวกัน ยืมโลกมา มันไม่ใช่ของเราตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว ความหลงคิดว่า "กายนี้เป็นเรา เป็นของ ๆ เรา" (อุปาทาน) จะถูกเขย่าให้พังทลายลง ความยึดมั่นถือมั่นในความสวย ความหล่อ ความแก่ ชรา จะลดน้อยลงทันที กายนี้เหมือนบ้านเช่าที่รอวันพังทลายลง(ขันธ์ 5 ดับลง)

2. ลดความโลภและความเปรียบเทียบ : สิ่งของนอกกาย ทรัพย์สมบัติ แก้วแหวนเงินทอง ที่มนุษย์แย่งชิงและเข่นฆ่ากันเพื่อให้ได้มา แท้จริงมันก็คือการเวียนว่ายตายเกิดของเศษ "ธาตุดิน" ชนิดหนึ่งที่โลกสมมติราคาให้มัน อุปโลกน์มันขึ้นมาให้มีค่ามีราคา เมื่อเข้าใจเช่นนี้ จิตจะทำมาหากินบนโลกสมมติอย่างเต็มที่ แต่จะไม่มีความโลภมาบังตาบังใจอีกต่อไป เพราะรู้ว่าเอาธาตุของโลก( ดิน น้ำ ลม ไฟ )ติดตัวไปไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียวเมื่อขันธ์ 5 ดับลง ดิน น้ำ ลม ไฟ กลับสู่สถานะเดิมของมัน

3. จิตเข้าสู่ความปกติ (ปะกะติ): เมื่อความจริงปรากฏตรงหน้าว่าทุกอย่างมันเป็นอนัตตาทั้งหมด เราบังคับควบคุมไม่ได้ มีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของมันไปตามธรรมชาติ จิตจะละนันทิราคะ เลิกเพลินหลงไปในรูปภาพลวงตา(สมมติต่างๆ)แล้วจิตจะกลับมาตั้งมั่น สงบ เย็นและทรงพลังอยู่ในปัจจุบันขณะ( หยุดการยึดมั่น ถือมั่น ยึดติดในสมมติต่างๆ ) 

"โลกและจักรวาลนี้คือโรงละครโรงใหญ่... ที่เอา ดิน น้ำ ลม ไฟ มาแต่งตัวอุปโลกน์ สมมติเป็นสิ่งต่าง ๆ ให้เราหลงรัก หลงโกรธ หลงระแวง หลงเข้าไปยึดจนจิตพัง"

การปฏิบัติธรรม คือการมองให้เห็นหน้ากากของสมมติต่างๆ แล้วยิ้มให้กับความจริงที่ว่า ไม่มีความเป็นเรา ไม่มีของ ๆ เรา มีเพียงกระแสของธรรมชาติที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปเท่านั้น... ใครเห็นความจริงข้อนี้ก่อน คนนั้นย่อมปล่อยวางได้ก่อน และพบกับความสุขที่ไร้ความทุกข์เจือปนอย่างแท้จริง"

 

(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))  

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร?.]

((  ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 กดดูที่นี่...))

((  อารมณ์ 6 คืออะไร? ตีแผ่อารมณ์ 6 ))
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

  [ อนัตตาคืออะไร??? ]
  [  อัตตาคืออะไร??? ]
[ธรรมะเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก]

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด ดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))

((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
((ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ ))) 

(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด ..)) 

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) ดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..)) 

((( ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ ดูที่นี่...)))
(( ใช้แก่นมรรคแก้ปัญหาต่างๆ กดดูที่นี่....   )) 

    

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。 

Visitors: 11,990