การดับทุกข์ในชีวิตประจำวันด้วยแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )

  

การดับทุกข์ประจำวันด้วยแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )
วัตถุประสงค์ของการดับทุกข์ประจำวัน ไม่ได้ให้ผู้ปฏิบัติบรรลุมรรคผลหรือนิพพานใดๆทั้งสิ้น เน้นการแก้ไขปัญหารายวันที่เกิดขึ้นจากการดำเนินชีวิตในแต่ละวันเท่านั้น ลดความเครียด ลดปัญหาต่างๆ ผู้ปฏิบัติสามารถทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลาตลอดเวลาทั้งวัน การทำงานทุกๆอย่างก็คือ การปฏิบัติธรรมนั่นเอง เพราะต้องใช้ทั้ง สติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งก็คือ แก่นมรรค ในอริยมรรคมีองค์ 8 นั่นเอง เรานำเอาแก่นมรรคมาใช้ในการดำเนินชีวิตลดความผิดพลาด

เน้นการแนะนำการดับทุกข์และปัญหาประจำวันเท่านั้น เพื่อแก้ปัญหาการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของมนุษย์ทั้งโลก แต่ละประเทศกำลังเจอกับปัญหาภาวะทางเศรษฐกิจสดุดลง ผู้คนต่างเครียดกับปัญหาทั้งเรื่องงาน ครอบครัว ฯลฯ ท่านลองมาวางสมมติทางหลายลง แล้วความว่างและความหนักจากภาระที่แบกโลกไว้จะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน วางความเครียด วางสมมติลงให้หมด แล้วจิตก็จะรับรู้ถึงความว่าง

การดับทุกข์ประจำวัน เน้นการนำแก่นมรรค( สิต สมาธิ ปัญญา )ที่พระพุทธเจ้าสอนมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันของทุกๆคนแบบง่ายๆโดยการใช้ภาษาแบบง่ายๆเข้าใจได้ง่าย ให้ท่านปฏิบัติไปแบบพื้นๆตามความเหมาะสม

1 ) การใช้สติแก้ปัญหาในทุกๆปัญหา ทุกๆปัญหาจะจบลงด้วย...การมีสติ เมื่อสติเกิด สมาธิจะติดตามมา และปัญญาก็จะติดตามมาติดๆ สติคือ การระลึกรู้เมื่อเกิดปัญหา โดยเริ่มต้นตั้งสติที่ฐานกาย ถ้าทำสมาธิ(นั่งสมาธิ)ก็ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ลมหายใจเข้า ก็รู้ว่าลมหายใจเข้า ลมหายใจออกก็รู้ว่าลมหายใจออก จนสตินิ่ง(จิตนิ่งหรือจิตมีสมาธิ) จิตจะอยู่กับสติ(เพราะสติเป็นธรรมที่ประกอบกับจิต) เมื่อจิตอยู่กับสตินานๆจะแก้ปัญหาฟุ้งซ่านได้เป็นอย่างดี นี่คือ สิ่งที่เรียกกันว่า จิตมีสมาธิ นั่นเอง และอีกกรณีหนึ่งก็คือ ในอิริยาบทการ...ยืน  เดิน  นั่ง  นอน และการทำกิจกรรมต่างๆ ให้มีสติอยู่กับสิ่งที่ทำ นั่งก็รู้ว่ากำลังนั้น เดินก็ระลึกรู้ว่ากำลังเดิน ทุกๆอิริยาบทให้กำหนดการระลึกอย่างต่อเนื่อง จะลดการฟุ้งซ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ


2 ) การมีสมาธิ มาจากการที่สติระลึกรู้ตั้งมั่นแน่วแน่อยู่ที่ฐานกาย( ลมหายใจ หรือ อิริยาบทต่างๆ )ผลลัพธ์คือเกิด เอกัคคตาเจตสิกทำกิจร่วมกับสติเจตสิก ทำให้เกิดสมาธิขึ้น จิตรับรู้ จึงเรียกว่า จิตมีสามาธิ( เพราะทั้งสติเจตสิกและเอกัคคตาเจตสิกเป็นธรรมที่ประกอบกับจิต ) เมื่อ สมาธิเกิดขึ้น จะส่งผลให้เกิด ปัญญาเจตสิกติดตามมา


3 ) มีปัญญาเกิดติดตามมาจากการมี...สติและสมาธิ...ส่งผลให้เกิดสัมปชัญญะคือ ความรู้ตัวก่อเป็นปัญญาในที่สุด การใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาต่างๆ โดยการเปลี่ยน ปัญหา ให้เป็น ปัญญา

ในการเกิด สติ สมาธิ ปัญญา จะมีอีกธรรมหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนธรรมทั้งสามนี้คือ...โยนิโสมนสิการ(การพิจารณาโดยแยบคาย)

ดับทุกข์ใน 24 ชั่วโมงสำหรับปุถุชน
เปลี่ยน "แก่นมรรค" ให้เป็นเครื่องมือใช้จริงในชีวิตประจำวัน
 
ในโลกที่หมุนไวและเต็มไปด้วยสิ่งเร้า หลายคนอาจมองว่าการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของวัดหรือการนั่งหลับตาเพียงอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้ว สติ สมาธิ และปัญญา คือ "นวัตกรรมทางจิตใจ" ที่สามารถหยิบมาใช้แก้ปัญหาความเครียด ความวุ่นวาย และความทุกข์ใจได้ในขณะที่กำลังทำงาน เดินทาง หรือสนทนากับผู้คน
 
1. สติ (Awareness): ระบบเตือนภัยอัจฉริยะ
 
สติไม่ใช่การระลึกชาติ แต่คือ "การระลึกได้ในปัจจุบันขณะ" ว่าตอนนี้จิตกำลังทำอะไรอยู่

ใช้ในชีวิตประจำวัน: เมื่อมีความโกรธเกิดขึ้นในที่ทำงาน หรือความหงุดหงิดขณะรถติด ให้ "รู้ตัว" ทันทีว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นแล้ว

เป้าหมาย: เพื่อหยุดการปรุงแต่ง (นันทิ) ไม่ให้ความโกรธลุกลามไปสู่การกระทำหรือคำพูดที่เลวร้าย
 
2. สมาธิ (Focus): พลังแห่งความตั้งมั่น
 
สมาธิไม่ใช่แค่การนั่งสมาธิ แต่คือ "ความตั้งใจมั่นในสิ่งที่ทำ" โดยไม่วอกแวก

ใช้ในชีวิตประจำวัน: ฝึกสมาธิผ่าน "กายคตาสติ" หรือการรู้ตัวในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะหยิบแก้วน้ำ พิมพ์งาน หรือเดิน การจดจ่ออยู่กับปัจจุบันจะช่วยให้จิตมีกำลัง ไม่ไหลไปสู่อดีตที่ขมขื่นหรืออนาคตที่กังวล

เป้าหมาย: ทำให้จิตนิ่งพอที่จะเห็นความจริง ไม่ถูกอารมณ์ชั่ววูบดึงไป
 
3. ปัญญา (Wisdom): การมองเห็นตามความเป็นจริง
 
ปัญญาคือการใช้ "โยนิโสมนสิการ" หรือการคิดอย่างถูกวิธี เพื่อถอดรหัสว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียง "สมมติ" และเป็นไปตามกฎธรรมชาติ

ใช้ในชีวิตประจำวัน: เมื่อเผชิญกับปัญหา ให้มองว่า "สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะมีเหตุ และมันจะดับไปเมื่อหมดเหตุ" เห็นชัดว่าทุกธรรม (รวมถึงจิต) เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเราที่เราจะบังคับให้เป็นไปตามใจได้ตลอดเวลา

เป้าหมาย: การคลายความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) เมื่อไม่ยึด ความทุกข์ก็ไม่มีที่ตั้ง
 

 
สูตรลัด: 3 ขั้นตอนดับทุกข์หน้างาน
 
หากเจอเรื่องกระทบจิตใจ ให้ใช้สูตรนี้ทันที:

1.หยุด (สติ): รู้ทันอารมณ์ที่พุ่งขึ้นมา

2.นิ่ง (สมาธิ): กลับมาอยู่กับลมหายใจหรือความรู้สึกตัวที่กายสักพัก

3.วาง (ปัญญา): พิจารณาว่า "นี่คือธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของเขาเอง" ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วปล่อยให้มันเกิด-ดับไปตามธรรมชาติ 

"การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น จนกว่ากายนี้จะดับลง... เริ่มต้นฝึกตั้งแต่วินาทีนี้ เพื่อความสุขที่แท้จริงในทุกย่างก้าวของชีวิต" 


 
 เจาะลึก: "สติ" ในฐานะผู้หยุดกงล้อแห่งความทุกข์

ในระดับการใช้งานทั่วไป "สติ" อาจหมายถึงการระวังไม่ให้ของตก หรือการขับรถอย่างระมัดระวัง แต่ในทาง "แก่นมรรค" สติมีหน้าที่ลึกซึ้งกว่านั้น คือการเป็น "ผู้เฝ้าประตูจิต" เพื่อแยกแยะ "ความจริง" ออกจาก "การปรุงแต่ง"

1. สติคือ "การหยุดนันทิ" (ความเพลิน)

โดยธรรมชาติ เมื่อตาเห็นรูป หรือใจนึกถึงเรื่องราว (มโนผัสสะ) จิตมักจะกระโจนเข้าไป "เพลิน" (นันทิ) ในอารมณ์นั้นทันที หากเป็นเรื่องดีก็เพลินแบบชอบ หากเป็นเรื่องร้ายก็เพลินแบบขัดเคือง

การทำงานลึกๆ: สติจะทำหน้าที่เป็น "ตัวตัดวงจร" ไม่ให้ความรู้สึก (เวทนา) ไหลต่อไปเป็นความพึงพอใจหรือความไม่พอใจ (นันทิราคะ)

ผลลัพธ์: เมื่อนันทิถูกละ ความทะยานอยาก (ตัณหา) ก็ไม่มีที่เกิด ทุกข์จึงถูกสกัดไว้ตั้งแต่ต้นทาง

2. สติคือ "การแยกแยะสมมติ" (ตีแผ่ความจริง)

สติที่ฝึกฝนมาดีจะช่วยให้เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตนเอง"

ตัวอย่าง: เมื่อเกิดความโกรธ สติจะไม่บอกว่า "ฉันโกรธ" แต่จะเห็นว่า "มีความโกรธเกิดขึ้น"


การตีแผ่สมมติ: สติจะช่วยให้จิตเห็นว่า "ความโกรธ" ก็อย่างหนึ่ง "จิตที่ไปรู้ความโกรธ" ก็อย่างหนึ่ง ทั้งสองสิ่งไม่ใช่เนื้อเดียวกัน และไม่มี "ตัวตน" ของเราอยู่ในนั้นเลย เป็นเพียงสภาวะที่เกิด-ดับตามเหตุปัจจัย

3. กายคตาสติ: ฐานที่มั่นที่ปลอดภัยที่สุด

การฝึกสติลึกๆ ไม่ใช่การคิดเอา แต่คือการ "กลับมาที่ฐานกาย" ทุกครั้งที่จิตเผลอไปปรุงแต่ง

กลไก: เมื่อเรามีสติรู้อยู่ในกาย (เช่น ลมหายใจ หรือความเคลื่อนไหว) จิตจะมีที่เกาะที่มั่นคง ไม่ไหลไปตาม "มโนผัสสะ" หรือภาพความคิดที่จิตสร้างขึ้นมาหลอกตัวเอง

ความสำคัญ: กายคตาสติเปรียบเหมือนเสาหลักที่ปักไว้กลางกระแสน้ำ อารมณ์ที่ซัดมาจะผ่านไปโดยไม่สามารถดึงเสานี้ให้ล้มได้


ตารางสรุป: สติทางโลก vs สติทางธรรม (แก่นมรรค)

ลักษณะ สติทั่วไป (Common Mindfulness) สติในแก่นมรรค (Deep Insight)
เป้าหมาย เพื่อทำงานไม่ให้พลาด, ความปลอดภัย เพื่อเห็นความจริง, การดับทุกข์
การทำงาน จดจ่อกับสิ่งที่ทำภายนอก ระลึกรู้การปรุงแต่งภายในจิต
ผลลัพธ์ งานสำเร็จ, มีสมาธิ เห็นอนัตตา, ละความยึดมั่นในตนเอง
หัวใจหลัก ความรอบคอบ การละนันทิในเวทนา

"สติไม่ใช่การห้ามคิด แต่คือการรู้ทันว่ากำลังคิด"

"สติลึกๆ ไม่ได้ทำงานโดยการไปสู้กับปัญหาภายนอก แต่ทำงานโดยการเข้าไป 'ดู' จิตที่กำลังปรุงแต่งปัญหาขึ้นมา เมื่อเห็นชัดว่าจิตปรุงแต่งไปเอง ความทุกข์ที่ดูเหมือนยิ่งใหญ่จะกลายเป็นเพียง 'สมมติ' ที่ว่างเปล่าในทันที"

เจาะลึก: "ปัญญา" การกะเทาะเปลือกสมมติ เพื่อจบทุกข์ที่ต้นเหตุ

หากสติคือ "ผู้ระลึกรู้" และสมาธิคือ "ความตั้งมั่น" ปัญญา ก็คือ "แสงสว่าง" ที่ทำหน้าที่ฉายให้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทั้งปวง ปัญญาในที่นี้ไม่ใช่ความฉลาดทางโลก แต่คือความเข้าใจในกฎของธรรมชาติอย่างถ่องแท้

1. ปัญญาคือการใช้ "โยนิโสมนสิการ" (การคิดถูกวิธี)

ปัญญาไม่ได้เกิดขึ้นจากการนั่งรอ แต่เกิดจากการฝึก "คิดให้แยบคาย" ต่อทุกผัสสะที่มากระทบ

การทำงาน: เมื่อเกิดปัญหาขึ้น แทนที่จะมองว่า "ใครทำเรา" หรือ "ทำไมเราซวยแบบนี้" ให้ใช้ปัญญาพลิกมุมมองว่า "เหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้สิ่งนี้ปรากฏขึ้น?"

การประยุกต์ใช้: มองเห็นว่าทุกอย่างมีที่มาที่ไป เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม สิ่งนั้นก็เกิด เมื่อเหตุปัจจัยดับ สิ่งนั้นก็ดับ การยอมรับความจริงในข้อนี้จะช่วยลดอาการ "ตีโพยตีพาย" ต่อโชคชะตาลงได้ทันที

2. การตีแผ่ "สมมติ" ให้เห็น "ปรมัตถ์" (ความจริงแท้)

โลกเราเต็มไปด้วยสมมติ ทั้งชื่อเสียง ตำแหน่ง ตัวตน หรือแม้แต่ความรู้สึกว่า "นี่คือของฉัน" ปัญญาจะเข้าไปทำหน้าที่ "แยกแยะสมมติ" ออกจากกัน

ตัวอย่าง: "ความโกรธ" เป็นเพียงสภาวะธรรมอย่างหนึ่ง (Cetasika) ที่เกิดขึ้นมาชั่วคราวตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่เนื้อแท้ของจิต

การทำงานลึกๆ: ปัญญาจะช่วยให้เห็นว่า "จิตก็เป็นธรรมอีกธรรมหนึ่ง" ที่ทำหน้าที่รู้ ไม่ใช่ตัวตนที่เราจะยึดถือได้ตลอดไป เมื่อปัญญาเห็นชัดว่าทุกอย่างเป็น "อนัตตา" (บังคับบัญชาไม่ได้จริง) จิตจะเริ่มคลายความยึดมั่น (อุปาทาน) ซึ่งเป็นตัวต้นเหตุของความหนักและความเหนื่อยใจ

3. ปัญญาที่ทำหน้าที่ "ดับนันทิ" (ละความเพลิน)

เมื่อสติทำหน้าที่ "หยุด" ความเพลินได้ชั่วคราว ปัญญาจะเข้ามาทำหน้าที่ "สำลอก" ความเพลินนั้นออกอย่างถาวร

การเห็นแจ้ง: ปัญญาจะชี้ให้จิตเห็นโทษ (อาทีนพ) ของการเข้าไปยึดติดในอารมณ์ ว่าการเพลินในเวทนา (นันทิในเวทนา) ก่อให้เกิดความเร่าร้อนและภาระทางใจอย่างไร

ผลลัพธ์: เมื่อจิตเห็น "โทษ" ของความยึดมั่นด้วยปัญญา จิตจะถอยออกมาเองโดยธรรมชาติ ไม่ใช่การบังคับให้วาง แต่เป็นการ "วางเพราะเห็นว่ามันร้อน"


ขั้นตอนการใช้ปัญญาดับทุกข์ในชีวิตประจำวัน

1.แยกแยะกิจ (Function Identification): เมื่อเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า "นี่คือธรรมแต่ละธรรมกำลังทำกิจของเขา" ปัญหาก็ทำกิจของปัญหา ใจที่รู้ก็ทำกิจของใจ

2.พิสูจน์ไตรลักษณ์ (Verification): มองให้เห็นความไม่เที่ยง (สิ่งนี้มาแล้วเดี๋ยวก็ไป) และความไม่ใช่ตัวตน (เราบังคับให้มันเป็นอย่างใจไม่ได้ 100%)

3.ถอนความสำคัญมั่นหมาย (De-identification): ลดความรู้สึกว่า "ฉันเป็นผู้ทุกข์" ให้เหลือเพียง "มีความทุกข์ปรากฏอยู่"

"ปัญญาไม่ใช่การมีคำตอบให้กับทุกเรื่อง แต่คือการเข้าใจว่าไม่มีเรื่องไหนเลยที่ควรยึดมั่นจนเป็นทุกข์"

จิต คือ อะไร ??? เกี่ยวข้องกับ...เจตสิก  ผัสสะ  เวทนา  อย่างไร???
จิต คือ กิริยารู้ การรู้แจ้ง การรับรู้ในธรรมต่างๆ รับรู้ในอารมณ์ นี่คือ ความหมายของจิต
ความจริงเกี่ยวกับจิต
    จิตเป็นธรรมอีกธรรมหนึ่งในบรรดาธรรมทั้งหลายทั้งปวง เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น ไม่มีตัวตนที่แน่นอนใดๆ(เป็นอนัตตา)เพราะจิตเป็นเพียงกิริยารู้เท่านั้น สำหรับเหตุปัจจัยให้จิตเกิดและดับคือ...อายตนะภายใน อายตนะภายนอก และ ผัสสะ เมื่อ 3 ธรรมนี้ประจวบกันหรือรวมตัวกัน จะเกิดการรับรู้( วิญญาณ ) เช่น การรับรู้ทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อไปกระทบ(ผัสสะหรือสัมผัส)กับอายตนะภายนอกหรืออารมณ์ 6 อันมี...รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมมารมณ์ อายตนะเหล่านี้จะจับกันเป็นคู่ๆ เช่น ตาคู่กับรูป หูคู่กับเสียง........ใจคู่กับธรรมมารมณ์(ความคิดต่างๆ สัญญาในอดีต)เป็นต้น จิตก็คือ ส่วนของ..วิญญาณขันธ์ในขันธ์ 5 เกิดและดับอยู่ตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว จึงไม่สามารถหาจิตที่แน่นอนได้ ไม่เที่ยงแท้และแน่นอน(อนิจจัง) แปรปรวนและเปลี่ยนแปลงเกิดดับไปเรื่อยๆเพราะถูกบีบคั้น(ทุกขัง) และไม่ใช่ตัวตน สัตว์บุคคล เรา เขา จิตไม่ใช่ของใครทั้งสิ้น บังคับควบคุมไม่ให้เกิดไม่ให้ดับไม่ได้(อนัตตา) จิตจึงไม่มีใครเป็นเจ้าของจิตจริง เป็นเพียงสภาวะการรับรู้ที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น
จิต เป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน หน้าที่ของจิตหรือกิจของจิต คือ การรับรู้ธรรมต่างๆที่มาปรุงแต่งจิตและผ่านเข้ามาในจิตเท่านั้น รับรู้ความเป็นไปของ...รูป(กาย)  เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ(ตัวจิตเอง)เพราะขันธ์ทั้ง 5 นี้ไม่สามารถรับรู้ได้ ต้องอาศัยจิต(วิญญาณ)รับรู้เท่านั้น แต่จิตก็ไม่ใช่เจ้าของ...รูปกาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จิตไม่มีสิทธิเข้าไปยึดและแทรกแซงในขันธ์ 5 (ผิดกิจของจิต)นอกจากการรับรู้ในขันธ์ 5 แล้ว จิตยังไปรับรู้ในอารมณ์ 6 (อายตนะภายนอก 6 )ถ้าขณะนั้นมีการเดินมรรค(จิตรับรู้การเดินมรรคในขณะจิตนั้นๆอยู่)เมื่อจิตรับรู้ในอารมณ์ 6 จะเกิดสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น...รู้  เห็น  วาง....จิตรู้สักแต่ว่ารู้(ในอารมณ์ 6 ) เห็นสักแต่ว่าเห็น แล้ววาง(อุเบกขา)ในอารมณ์ 6 เหมือนกรณีที่พระพุทธเจ้าท่านสอนพระพาหิยะในสมัยพุทธกาล จะเห็นได้ว่า การเดินมรรค(แก่นมรรค)คือ สติ สมาธิ ปัญญา มีความสำคัญมากๆต่อการรับรู้ของ จิต เพื่อไม่ให้จิตตกไปรับรู้..นันทิและราคะใน..อารมณ์ 6 อันเป็นที่มาของ ตัณหา(ทุกข์)ถ้าศึกษาไปลึกๆ(ไปดูในส่วนของ เจตสิก )จะเห็นว่า จิต ไม่ได้ทำอะไรเลย ทำหน้าที่แค่รับรู้เรื่องราว ทั้งดีและไม่ดี จิตจะรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด ส่วนจะรับรู้เรื่องราวใดเก็บไว้ ต้องไปดูที่เจตสิกต่อไป
หมายเหตุ : จิตรับรู้ผ่านทาง...ทวารทั้ง 6 ( ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ )เท่านั้น
 เจตสิก คือ ธรรมที่ประกอบกับจิต ธรรมที่มาปรุงแต่งจิตให้เป็นไปตามธรรมที่มาปรุงแต่ง(กุศล หรือ อกุศล) เจตสิกเป็นธรรมที่เกิดดับพร้อมๆกับจิต เกิดและดับในที่เดียววัตถุเดียวกัน อารมณ์เดียวกันกับจิต เพราะเหตุนี้ทุกความคิดเห็นจึงชี้ไปลงที่ จิต เป็นผู้กระทำการต่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่จิตกระทำ จิตเป็นเพียงแค่กิริยารับรู้เรื่องราวเท่านั้น ผู้กระทำหรือสิ่งที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นไปต่างๆนาๆก็คือ เจตสิกและธรรมประกอบ นี่เอง เช่น เวลาเรานึกหรือคิดเรื่องราวใดๆ ธรรมที่คิดคือ วิตกเจตสิก ถ้ามีการขยายความอธิบายเรื่องราวที่คิดนั้น ก็จะเป็น วิจารเจตสิกทำงาน จิตเป็นเพียงกิริยาที่รับรู้เรื่องราวต่างๆที่เจตสิกปรุงแต่งขึ้นเท่านั้น เช่นเดียวกันกับการเกิดทุกข์ขึ้น เช่น เกิดความโกรธ นี่คือ โทสะเจตสิกทำกิจหรือทำหน้าที่ ไม่ใช่จิตโกรธ จิตเป็นเพียงกิริยารับรู้การโกรธของโทสะเจตสิกเท่านั้น จะเห็นได้ว่า ทุกๆธรรมแยกกัน เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัย คำว่า ฉัน หรือ ของฉัน ตัวกู ของกู มันจึงไม่มีอยู่จริงๆ เป็น การปรุงแต่งอัตตาขึ้นมาของเจตสิก ซึ่งเกิดจากโมหะเจตสิกและทิฏฐิเจตสิกทำกิจหรือทำหน้าที่จึงออกมาเป็น...อัตตา..คือ ฉัน ของฉัน ตัวกู ของกู นั่นเอง ซึ่งทั้ง จิตและเจตสิก เป็น อนัจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งหมด อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์นี้
 

   การปรุงแต่งของ....เจตสิก..ออกมาใน 3 รูปแบบดังนี้คือ.-
1 ) ปรุงแต่งที่เป็นกุศล(ดี) จะมีกุศลเจตสิก 25 เจตสิก ทำหน้าที่ปรุงแต่งธรรมที่ดีๆให้จิตรับรู้ เช่น สติ สมาธิ(เอกัคคตาเจตสิก) ปัญญา...ฯลฯ แก่นมรรค ก็คือ กุศลเจตสิกนั่นเอง
 

2 ) ปรุงแต่งที่เป็นอกุศล(ไม่ดี) จะมีอกุศลเจตสิก 14 เจตสิกทำหน้าที่ปรุงแต่ง อกุศลธรรมทั้งหมด ซึ่งก็คือ บรรดา กิเลส อุปกิเลส อาสวะทั้งปวงนั่นเอง นี่คือ ที่มาของ...ทุกข์...ที่เกิดจากการปรุงแต่งของ..อกุศลเจตสิก...การปรุงแต่งของอกุศลเจตสิกจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ...อวิชชาทำกิจ...ในขณะที่จิตไม่มีการเดินมรรค อวิชชาจะเข้าแทรกทันที และอกุสลเจตสิกก็จะทำการปรุงแต่งร่วมกับ โมหะเจตสิก(อวิชชา)ทันที ตัณหา อุปาทาน จึงเกิดขึ้นมาได้ 

3 ) การปรุงแต่งที่เป็นกลางๆ(ไม่ดีและไม่เลว) จะมีเจตสิกกลุ่มที่ปรุงแต่งแบบกลางๆไม่ดีและก็ไม่เลว เข้ากับเจตสิกทั้ง 1 และ 2 ได้ตลอดเวลา เจตสิกกลุ่มนี้มี 13 เจตสิก เช่น ผัสสะเจตสิก เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก สังขารเจตสิก เจตนาเจตสิก....เป็นต้น

เจตสิกทั้ง 3 กลุ่มนี้ก็ทำงาน(ทำกิจ)ไปตามเหตุปัจจัยการเกิดดับ อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ทั้งหมด

ผัสสะ คืออะไร???
ผัสสะหรือสัมผัส คือ การกระทบหรือสัมผัสกันของสิ่ง 3 สิ่ง(ธรรม 3 ธรรม)คือ...อายตนะภายใน + อายตนะภายนอก(อารมณ์ 6 ) + วิญญาณ ทั้งสามธรรมนี้มาประจวบกระทบกันเข้า วิญญาณรับรู้ จึงเกิดผัสสะ(สัมผัส)ขึ้นมา ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือธรรมใดธรรมหนึ่งไป ผัสสะ ก็ไม่เกิดขึ้น ต้องครบทั้ง 3 ธรรมนี้จึงจะเรียกว่า ผัสสะ ที่สมบูรณ์ ผัสสะ เป็นเจตสิกแบบกลางๆเป็นธรรมที่เชื่อมธรรมทั้งปวงเข้าหากัน ถ้าปราศจากผัสสะ(ไม่มีผัสสะ) จิตก็ไม่เกิด เจตสิกก็ไม่เกิด เวทนาก็ไม่เกิด รวมทุกๆธรรม(ที่เป็นธรรมที่มาจากการปรุงแต่งทั้งหมด)เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มี ผัสสะ นี้คือ ความสำคัญของ ผัสสะ ที่ไม่มีพิษมีภัยใดๆต่อจิต
 

ผัสสะหรือสัมผัส เกิดขึ้นทางส่วนใดของขันธ์ 5 ในมนุษย์ ???
ผัสสะหรือสัมผัส จะเกิดขึ้นทาง...ทวาร 6 อันประกอบด้วย....ตา(จักขุผัสสะ) หู(โสตะผัสสะ) จมูก(ฆานะผัสสะ) ลิ้น(ชิวหาผัสสะ) กาย(กายผัสสะ) ใจ(มโนผัสสะ) เมื่อผัสสะเกิดขึ้นมา จิตจะรับรู้ผ่านทางมโนวิญญาณ(การรับรู้ทางใจ)ทุกๆผัสสะที่เกิดขึ้นในทวารทั้ง 6 ข้อมูลจะถูกนำมาประมวลผลที่...มโนผัสสะ(สัมผัสทางใจ)ทั้งหมด การปรุงแต่งของเจตสิก(กุศลเจตสิกหรืออกุศลเจตสิก)จะเกิดขึ้นในจุดนี้ เพราะผัสสะเกิด เวทนาเกิดตามมาทันที(รวดเร็วมาก) โลกของมนุษย์เกิดขึ้นเมื่อ ผัสสะเกิด ผ่านทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ...หรือทวาร 6 ไม่มีผัสสะ กิเลสเกิดขึ้นไม่ได้ อวิชชาเกิดขึ้นไม่ได้ นั่นคือ ทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้เช่นกัน(ตามหลักอิทัปปัจจยตา)ถ้าไม่มีผัสสะ การปรุงแต่งทุกๆชนิด(ทั้งกุศลและอกุศล)ก็ไม่เกิดขึ้น ห้ามไม่ให้มีผัสสะได้หรือไม่??? คำตอบคือ ไม่ได้ ยกเว้นเมื่อขันธ์ 5 ดับลงอย่างสิ้นเชิงทั้งหมด นี่คือเรื่องราวของผัสสะที่เกี่ยวข้องกับ...การเกิดทุกข์ และ ดับทุกข์  การปรุงแต่งกิเลสและอาสวะทั้งปวง ล้วนต้องผ่าน ผัสสะ ทั้งหมด และการปรุงแต่งธรรมที่เป็นกุศลรวมทั้งมรรคก็ต้องผ่าน ผัสสะ ทั้งหมดเช่นเดียวกัน
 

ผัสสะที่ทำให้เกิดทุกข์  และ ผัสสะที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์

1 ) ผัสสะที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมาในจิต อย่างที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ผัสสะเป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆไม่ได้ให้คุณหรือให้โทษใดๆกับจิต เป็นธรรมที่เชื่อมธรรมที่จะมาปรุงแต่งเท่านั้นไม่มีพิษภัยใดๆทั้งสิ้น เมื่อไม่มีการเดินมรรค(เจริญ สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกๆขณะจิต จะมีช่องว่างให้ อวิชชา(โมหะเจตสิก)เข้าแทรกได้ง่ายๆ ผัสสะที่เกิดขึ้น จึงมีอวิชชา(โมหะเจตสิก)เป็นองค์ประกอบร่วม พูดง่ายๆก็คือ อวิชชาครอบงำผัสสะนั่นเอง จึงเป็น อวิชชาผัสสะ(สัมผัสโง่ๆ)แบบฉบับของหลวงพ่อพุทธทาส โดยเฉพาะจุดประมวลผลกลางของผัสสะคือ มโนผัสสะ กลายไปเป็น อวิชชามโนผัสสะ หรือ สัมผัสทางใจแบบโง่ๆ(ไม่มีวิชชาในสิ่งที่ไปสัมผัส)สิ่งที่ติดตามมาก็คือ การปรุงแต่ง นันทิและราคะเกิดขึ้น(โลภเจตสิกทำกิจ)นำไปสู่การเกิดขึ้นของ...ตัณหาและทุกข์ติดตามมานั่นเอง นี่คือ...ที่มาแห่งทุกข์

อวิชชาผัสสะเกิด => อวิชชาเวทนาเกิด(เวทนาหลง) => ตัณหาเกิด => ทุกข์เกิด(อธิบายแบบง่ายๆ)

2 ) ผัสสะที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมา(ไม่เกิดตัณหา)คือ ผัสสะแบบใด??? ผัสสะ เกิดขึ้นตลอดเวลาในขันธ์ 5 เวทนาก็เกิดขึ้นพร้อมๆกันกับผัสสะและเกิดตลอดเวลาที่มีผัสสะ ตัวแปรที่การเกิดผัสสะและเวทนาจะไม่ก่อให้เกิดตัณหาก็คือ...วิชชา(ปัญญารู้แจ้ง)นี่คือ เหตุผลที่ว่า..ทำไมจึงต้องมีการเดินมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)อยู่ในทุกๆขณะจิต เมื่อมรรคเกิด อวิชชาย่อมดับลงทันที ไม่สามารถเกิดร่วมกันได้ ผัสสะที่มีวิชชาครอบงำ จึงเป็น วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด)ตามคำกล่าวของหลวงพ่อพุทธทาสเช่นเดิม เป็นผัสสะที่มีการเดินมรรคอย่างต่อเนื่อง ปัญญาเจตสิกปรากฎขึ้นในผัสสะ ส่งผลให้ไม่เกิดการปรุงแต่ง นันทิและราคะเกิดขึ้น(โลภเจตสิกและโมหเจตสิกดับลง)เมื่อไม่มี นันทิและราคะเป็นเชื้อ ตัณหาก็ดับลง นี่คือ จุดที่ทุกข์ดับลงนั่นเอง
จะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่ทำให้ ทุกข์เกิด คือ....อวิชชา....( อวิชชา => ตัณหา => อุปาทาน => ทุกข์ )
และปัจจัยที่ทำให้ ทุกข์ดับ คือ....วิชชา....( วิชชาเกิด => อวิชชาดับ => ตัณหาดับ => ทุกข์ดับ )
=========  นี่คือ.....กฎอิทัปปัจจยตา.........===========

เวทนา คืออะไร???
เวทนา คือ การเสวยอารมณ์ต่างๆ เช่น สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา(ไม่สุขและไม่ทุกข์)เวทนาเป็น เจตสิกในขันธ์ 5 ปรุงแต่งให้จิตรับรู้ใน...อารมณ์สุข ทุกข์ หรือ ไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนาเกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยของการเกิดเวทนา นั่นก็คือ ผัสสะ  เวทนาเจตสิกเป็นธรรมหรือเจตสิกที่เป็นกลางๆไม่ใช่ธรรมที่ทำให้เกิดทุกข์โดยตรง
ขอกล่าวถึงเวทนาใน 2 บทบาท
 

1 ) เวทนารู้ เป็นเวทนาที่ประกอบด้วยปัญญา(มีการเดินมรรคในทุกขณะจิต) เวทนาชนิดนี้จะไม่มีการปรุงแต่ง นันทิและราคะเกิดขึ้นในเวทนา ปัญญาเจตสิกแสดงผล ไม่ยินดี(นันทิ)ในสุขเวทนา ไม่ยินร้าย(นันทิ)ในทุกขเวทนา และไม่เผลอในอทุกขมสุขเวทนา นี่คือ ผลของการเดินมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )จะให้ผลลัพธ์เป็นเช่นนี้ ตัณหาจึงไม่เกิด และทุกข์ก็ไม่เกิด

2 ) เวทนาหลง เป็นเวทนาที่ประกอบด้วยอวิชชา(โมหเจตสิกทำกิจในเวทนาเจตสิก)จะเกิดการปรุงแต่งนันทิและราคะเมื่อเกิด สุขเวทนา(ไปเป็นกามตัณหา) ทุกขเวทนา(ไปเป็นวิภวตัณหา) และ อมทุกขมสุขเวทนา(ไปเป็น ภวตัณหา)
จะเห็นได้ว่า....เวทนา..ไม่ใช่ตัวปัญหาที่ทำให้เกิด ทุกข์ แต่ตัวปัญหาคือ...อวิชชา(โมหเจตสิก)....


เรียนรู้เรื่อง....จิต  เจตสิก  ผัสสะ  เวทนา ที่เกี่ยวข้องกับการดับทุกข์ 

จะเห็นได้ว่า....จิต เป็นกิริยารับรู้เรื่องทุกข์ 
เจตสิกคือธรรมที่ปรุงแต่งทุกข์(อกุศลธรรม)และดับทุกข์(กุศลธรรม)ให้กับจิต
ผัสสะ คือ ธรรมที่เชื่อมต่อทุกๆธรรมให้ทำกิจ(ปรุงแต่ง)
เวทนา คือ จุดปรุงแต่งของ เจตสิก ( กุศลเจตสิก หรือ อกุศลเจตสิก )สติเจตสิก ปัญญาเจตสิก หรือ โมหเจตสิก....
กิเลสเกิด(ทุกข์เกิด) หรือ กิเลสดับ(ทุกข์ดับ)จะเริ่มต้นที่จุด เวทนา นี่เอง
 

หมายเหตุ :   

กุศลธรรม(ธรรมที่ดีงาม เช่น สติ ปัญญา...)เกิดจากการปรุงแต่งของ..กุศลเจตสิก( เจตสิกยดี ) 


  อกุศลธรรม(กิเลสทั้งปวง)เกิดจากการปรุงแต่งของ..อกุศลเจตสิก( เจตสิกฝ่ายไม่ดี )

 สรุป

   ถ้ามรรคทำกิจ(เดินมรรคในทุกขณะจิต) =>> ตัณหาดับ =>> ทุกข์ดับ
   ถ้าอวิชชาทำกิจ(โมหเจตสิกทำกิจ) =>> ตัณหาเกิด =>> ทุกข์เกิด

ทั้งหมดที่กล่าวมาในเว็บเพจนี้ เกิดจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและมีระเบียบวินัยเท่านั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นมาแบบลอยๆเพียงชั่วข้ามคืนได้ ทุกๆอย่างมีเหตุปัจจัยเกิด ผลจึงออกมาเช่นนี้ ตามกฎอิทัปปัจจยตา การดับทุกข์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแต่อ่านเนื้อหา ต้องลงมือปฏิบัติจริง เห็นการเกิดดับด้วยปัญญาจริงๆไม่ใช่ความเข้าใจหรือนึกคิดเอาเอง ต้องรู้ ปฏิบัติ และเห็นได้ด้วยตัวเองเท่านั้น การดับทุกข์ในแต่ละวันจึงจะเกิดขึ้นได้จริงๆ ที่นี่แนะนำเรื่องการดับทุกข์ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของมนุษย์เท่านั้น ไม่ได้มีเป้าหมายที่ มรรคผลหรือนิพพานใดๆทั้งสิ้น แนะนำให้ทำปัจจุบันให้ดีก่อน ลดปัญหาได้ก็คือ ลดทุกข์และดับทุกข์รายวันได้นั่นเอง ไม่ต้องรอเข้าวัด ปฏิบัติได้ทุกๆที่และทุกๆเวลาได้ทันที ผลลัพธ์มันจะเกิดตามมาตามเหตุปัจจัยที่เราสร้างขึ้นเท่านั้น ขอให้ทุกๆท่านโชคดีไม่มีทุกข์ 

ธรรมที่ทำให้เกิด ทุกข์ ขึ้นใน จิต

มาดูหน้าตาของธรรมที่ทำให้เกิด....ทุกข์( กิเลส )...ขึ้นในจิตให้ชัดๆกัน

1 ) นิวรณ์ 5

2 ) กิเลส 10

3 ) อนุสัย 7 

4 ) สังโยชน์ 10

นี้คือ ธรรมหลักๆที่ทำให้เกิด ทุกข์ ขึ้นในจิต( จิตรับรู้จึงเป็นทุกข์ ) ถ้าสังเกตให้ดี ทุกๆธรรมทั้งหมด( 1-4 )ล้วนมี อวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น เช่น ในนิวรณ์ 5  กามฉันทะ(ความพอใจในกามคุณ)จะมี โลภเจตสิก+โมหเจตสิก+เจตนาเจตสิก จึงเกิดเป็น กามฉันทะ ขึ้นมา อกุศลเจตสิกจะเป็นธรรมที่ปรุงแต่งธรรมเหล่านี้( 1 - 4 )ขึ้นมาในขณะที่...ไม่มีการเดินมรรค( ไม่มี สติ สมาธิ ปัญญา )ในขณะจิตนั้นๆ อย่าลืมว่า...ผัสสะ...เกิดตลอดเวลา มันสามารถกระตุ้นการทำงานของ อวิชชา ได้ทันที ถ้าปราศจากการเดินมรรคในทุกๆขณะจิต

มรรคเกิด(เดินมรรคทุกขณะจิต) อวิชชาดับ ผลผลิตของอวิชชา( 1 - 4 ) ไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ ทุกข์จึงดับลง เพราะรากเหง้าของกิเลสทั้งปวง(ที่ทำให้เกิดทุกข์) ล้วนมาจาก...อวิชชา...ทั้งสิ้น

วิชชา(ปัญญาเจตสิก)เกิด   =>>   อวิชชาดับ(โมหเจตสิกดับ) 

วิชชา(ปัญญา) อยู่ใน...แก่นมรรค...เรียบร้อยแล้ว( แก่นมรรค =>> สติ สมาธิ ปัญญา )

วิชชา และ อวิชชา ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลงทันที

 

Visitors: 361