วิธีการย้ายผัสสะหรือเปลี่ยนผัสสะเพื่อเปลี่ยนเวทนา ลดนันทิราคะในเวทนา

  กลไกกรรมวิธีการย้ายผัสสะ เพื่อลดการเกิด...นันทิราคะ...

หลายๆท่านที่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมคงจะเอะในใจว่า ผัสสะย้ายได้หรือ? หรือผัสสะเปลี่ยนได้หรือ? คำตอบคือ..ได้ครับ ถ้าท่านศึกษาลึกๆในระดับวิปัสสนาขั้นสูง ท่านจะพบกับความจริงข้อนี้อย่างชัดแจ้ง กลไกการทำงานของจิตและธรรมอื่นๆทั้งปวงขึ้นอยู่กับการเกิดขึ้นของ ผัสสะ แม้แต่... วิชชาเกิด และ อวิชชาเกิด ก็ต้องอาศัย ผัสสะ ทั้งสิ้นครับ... 

 คู่มือถอดรหัสจิต ในการดับทุกข์ที่ ผัสสะ

(( สติตัดวงจรทุกข์ในผัสสะอย่างไร?กดดูที่นี่.. )) 

เรียนรู้เรื่อง "ผัสสะ" และ "การย้ายผัสสะ" เพื่อดับทุกข์ 

ผัสสะหรือสัมผัสเกิดขึ้นตลอดเวลาในมนุษย์ทุกๆคน ไม่ว่าจะขณะนอนหลับหรือตื่นนอน ผัสสะเกิดตลอดเวลาครับ เพียงแต่จะเป็น ผัสสะ ทางอายตนะใดเท่านั้น แต่ศูนย์กลางการประมวลผลของ ผัสสะ จะอยู่ที่...มโนผัสสะ..ทั้งหมดทั้งสิ้น อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า...วิชชา และ อวิชชา จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มี..ผัสสะ... รวมถึง...ทุกข์..จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าปราศจาก..ผัสสะ...ให้ท่านไปดูที่..ปฏิจจสมุปบาทสายเกิดทุกข์ และสายดับทุกข์ ซึ่งจะมี...วิชชา และ อวิชชา...เกี่ยวข้องกับ..การเกิดทุกข์...และ..การดับทุกข์...เมื่อเกิด..ผัสสะ..ขึ้นมา 

1 )  ปฏิจจสมุปบาทสายเกิดทุกข์ ในส่วนของ...ผัสสะ..จะเป็น..อวิชชาผัสสะ(สัมผัสโง่ๆ)ขอยืมคำสอนของหลวงพ่อพุทธทาสมาใช้ครับ อวิชชาผัสสะ เป็นเหตุปัจจัยให้ อกุศลเจตสิกทำกิจ(ทำหน้าที่หรือทำงาน) อันนำมาซึ่ง กิเลส ตัณหา อุปาทาน(ทุกข์) 

2 )  ปฏิจจสมุปบาทสายดับทุกข์ ในส่วนของ...ผัสสะ..จะเป็น..วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด)ขอยืมคำสอนของหลวงพ่อพุทธทาสมาใช้เหมือนเดิมครับ วิชชาผัสสะ เป็นเหตุปัจจัยให้ กุศลเจตสิกทำกิจ(ทำหน้าที่หรือทำงาน) อันนำมาซึ่ง การสิ้นไปของ...กิเลส ตัณหา อุปาทาน(ทุกข์) กุศลเจตสิกเกิด(วิชชาเกิด) อกุศลเจตสิกดับ(อวิชชาดับ)

 ภาคที่ 1: ทำความรู้จักธรรมชาติของ "ผัสสะ" 

ผัสสะคืออะไร? 

ผัสสะ คือ "การกระทบ" หรือความประจวบพร้อมกันขององค์ประกอบ 3 ประการในระบบการรับรู้ของจิต มันไม่ใช่สิ่งของ ไม่ใช่ตัวตน แต่เป็น "ปรากฏการณ์หรือกิจกรรมทางจิต (เจตสิก)" ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างโลกภายนอกกับโลกภายใน( การทำกิจของแต่ละธรรม ) 

การเกิดขึ้นของผัสสะ มาจากเหตุปัจจัยใด? 

ตามหลักอิทัปปัจจยตา ผัสสะไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ แต่มาจากเหตุปัจจัย 3 สิ่งมาประชุมพร้อมกัน คือ: 

1. อายตนะภายใน: ตัวรับสัญญาณ (ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ)

2. อายตนะภายนอก: ตัวส่งสัญญาณ (รูป, เสียง, กลิ่น, รส, โผฏฐัพพะ/สัมผัสกาย, ธรรมารมณ์/ความคิด)

3. วิญญาณ: ระบบรับรู้ทางอายตนะนั้นๆ (จักขุวิญญาณ... จนถึง มโนวิญญาณ) 

สมการธรรมชาติ : อายตนะภายใน + อายตนะภายนอก + วิญญาณ = ผัสสะ 

ผัสสะเกิดขึ้นในจุดใด? 

ผัสสะไม่ได้เกิดขึ้นที่วัตถุภายนอก และไม่ได้เกิดขึ้นที่อวัยวะเนื้อเยื่อ (เช่น ลูกตา หรือ ผิวหนัง) แต่ ผัสสะเกิดขึ้นที่ "ฐานจิตที่ถูกกระทบจากอารมณ์ 6 " ณ ปัจจุบันขณะที่ระบบวิญญาณทางอายตนะนั้นๆ เข้าไปทำกิจรับรู้การกระทบ(วิญญาณที่ไปรับรู้ทางอายตนะ) อายตนะภายใน กระทบ(ผัสสะหรือสัมผัส)กับ อายตนะภายนอก จิต(วิญญาณ)รับรู้ในอารมณ์นั้นๆ

ผัสสะมีกี่ชนิด? แต่ละชนิดมีความสำคัญอย่างไร? 

ผัสสะแบ่งตามช่องทางการรับรู้ทางอายตนะมี 6 ชนิด (ผัสสะหมวด 6) คือ: 

1. จักขุสัมผัส (กระทบทางตา): สำคัญในการรับรู้  รูปภาพ แสง สี ( รับรู้ใน รูป )

2. โสตสัมผัส (กระทบทางหู): สำคัญในการรับรู้เสียง ( รับรู้ใน เสียง )

3. ฆานสัมผัส (กระทบทางจมูก): สำคัญในการรับรู้กลิ่น ( รับรู้ใน กลิ่น )

4. ชิวหาสัมผัส (กระทบทางลิ้น): สำคัญในการรับรู้รสชาติ ( รับรู้ใน รส

5. กายสัมผัส (กระทบทางกาย): สำคัญในการรับรู้อุณหภูมิ (ร้อน/เย็น) และการสัมผัส (อ่อน/แข็ง) รับรู้ใน สัมผัส

6. มโนสัมผัส (กระทบทางใจ): สำคัญในการรับรู้ในความคิด อารมณ์ และความทรงจำ (ธรรมารมณ์) 

ผัสสะใดที่สำคัญมากที่สุด เพราะเหตุใด? 

"มโนสัมผัส (ผัสสะทางใจ)" สำคัญที่สุด เพราะผัสสะอีก 5 ทาง (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) เมื่อเกิดขึ้นแล้ว เป็นเพียงสัญญาณดิบทางกายภาพ (วิบาก) แต่จิต(วิญญาณ)แต่ละอายตนะจะส่งสัญญาณนั้นมาประมวลผลรวมและ "อธิบายต่อ" ที่มโนสัมผัสเสมอ หากไม่มีมโนสัมผัสมารองรับ ความทุกข์ใจจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย มโนสัมผัสจึงเป็นสนามรบหลักที่ชี้ชะตาว่าจะเกิดทุกข์หรือเกิดดับทุกข์ มโนผัสสะ จะนำไปสู่..เวทนา..ในลำดับถัดไป 

ในทางปฏิบัติ เหตุการณ์ที่ดูเหมือนเกิดขึ้นพร้อมกัน แท้จริงแล้วมี "รอยต่อ" ที่สติสามารถแทรกเข้าไปทำลายวงจรได้:

1. จังหวะที่ 1 (วิบากบริสุทธิ์): แสงกระทบตา เกิด จักขุผัสสะ  => จิตรับรู้รูป (ตรงนี้ยังไม่ทุกข์ เป็นแค่ธรรมชาติทำกิจ)

2. ช่องว่างมหาเสน่ห์ : ก่อนที่วิญญาณ(จิต)จะส่งต่อข้อมูลไปที่มโนผัสสะ ตรงนี้คือเสี้ยววินาทีที่ "อวิชชา" จะแอบใส่รหัสลับ (สัญญาเก่า/ความชอบ-ไม่ชอบ) เข้าไป ถ้าไม่มีการเจริญวิชชาหรือปัญญา( แก่นมรรค )

3. จังหวะที่ 2 (มโนผัสสะ): เจตสิกประมวลผลเสร็จที่มโนผัสสะ ไปสู่การเกิดขึ้นของ..เวทนา..เกิดการอธิบายต่อว่า "นั่นคือสิ่งที่เราเกลียด/ชอบ" เกิดนันทิราคะ ปรุงแต่งไปเป็น ตัณหา และเกิดทุกข์

 จุดเข้มข้น: การย้ายผัสสะ คือการ "ช่วงชิงพื้นที่ในช่องว่าง นั้น" ทันทีที่ตาเห็นรูปปัง! แทนที่จะปล่อยให้จิตกระโดดไปจังหวะที่ 2 (คิดปรุงแต่งต่อ) ถ้ามีการเจริญแก่นมรรคอยู่ในขณะนั้น สติที่แข็งแกร่งจะทำหน้าที่ย้ายเป้าหมาย (มนสิการ) สติดึงให้จิตหักเลี้ยวกลับลำมารับรู้ที่ "กายผัสสะ"(สติดึงจิตกลับมาที่ฐานกาย) ทันที ตัดโอกาสไม่ให้จังหวะที่ 2 ได้เกิดขึ้น!

นักปฏิบัติจำนวนมากมักเข้าใจผิด คิดว่าการย้ายผัสสะคือการ "กดข่ม" หรือ "หนี" อารมณ์ ซึ่งนั่นไม่ใช่กลไกของวิชชา แต่เป็นโทสมูลจิต (ความไม่ชอบใจ) วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ การใช้สติดึงจิตกลับมาที่ฐานกาย ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องกดข่มใดๆ 

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผัสสะที่รุนแรงในชีวิตประจำวัน (เช่น โดนด่า, งานพัง, ของหาย) ให้ใช้ "สูตร 3 จังหวะสะเทือนฐานจิต" นี้ทันที: 

1. "เบรก" (สติ): หายใจเข้าลึกๆ 1 ครั้งทันทีที่รู้ตัวว่าอารมณ์ถูกกระตุก (ดึงจิตออกจากมโนผัสสะสายปรุงแต่ง มาเกาะที่ลมหายใจหยาบๆที่ฐานกาย)

2. "ดู" (สัมปชัญญะ/ปัญญา): ดูเวทนาที่กำลังดิ้นรนอยู่ที่ใจหรือที่กาย สักแต่ว่าเห็นมันทำงาน เป็นเพียง "ธรรมะแต่ละธรรมทำกิจของมัน" ไม่ใช่เรา  เช่น สุขเวทนา หรือ ทุกขเวทนา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา แล้วย้ายจิตไปที่ฐานกายกับสติ

3. "เจริญ" (แก่นมรรค): ปล่อยให้สติ สมาธิ ปัญญา เดินแก่นมรรคอยู่บนฐานกายต่อเนื่องกันไป (จนเกิดสันตติ) จนจิตคืนสู่สภาวะ "ปะกะติ" ไม่ไหลไปตามการปรุงแต่งของอกุศลเจตสิก   

 ข้อแตกต่างที่ต้องระวังแยกแยะ:

การหนีอารมณ์ (มีตัวเราไปทำ): เกิดความโกรธขึ้นแล้ว พยายามบังคับจิตชักดิ้นชักงอหนีไปที่อื่นด้วยความอึดอัด (จิตยังมีนันทิราคะ/ดิ้นรนผลักไสอยู่ เป็นอัตตา)

การย้ายผัสสะ (ธรรมทำกิจ): สติรู้ทันว่าจิตกำลังจะไหลไปประมวลผลปรุงแต่ง จึงใช้ โยนิโสมนสิการ พลิกมุมมอง เบนความสนใจ( มนสิการ )มาตั้งมั่นที่ฐานกายอย่างโปร่งโล่ง สบายๆ เป็นปะกะติ ปล่อยให้อารมณ์เดิมดับไปเองเพราะขาดเหตุปัจจัย (เป็นอนัตตา) ผัสสะใหม่เกิดที่ฐานกาย( กายผัสสะ ) เวทนาจะเปลี่ยนทันที( เป็นอุเบกขาเวทนา ) 

ภาคที่ 2 :

วงจรความเชื่อมโยง "ผัสสะ => เวทนา => นันทิราคะ => ทุกข์" 

ผัสสะมีความสัมพันธ์กับเวทนาอย่างไร?

ทั้ง ผัสสะ และ เวทนา ถ้ามี อวิชชา เป็นองค์ประกอบ(ครอบงำ) ซึ่งเกิดจากการไม่มีการเจริญแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ในขณะจิตนั้นๆ ทุกข์มาเยี่ยมจิตทันที 

"เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา" เมื่อมีการกระทบเกิดขึ้น ระบบจิตจะผลิต เวทนา (ความรู้สึกเสวยอารมณ์) ออกมาทันที โดยแบ่งเป็น สุขเวทนา (สบาย/ชอบใจ), ทุกขเวทนา (ลำบาก/ไม่ชอบใจ), และอทุกขมสุขเวทนา (เฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์) ผัสสะคือชนวน(ปัจจัย) ส่วนเวทนาคือผลลัพธ์ที่ตามมาในเสี้ยววินาที 

ไม่มีผัสสะและไม่มีเวทนาได้หรือไม่? เพราะเหตุใด? 

คำตอบคือ "ไม่ได้" สำหรับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะตราบใดที่กายสังขารยังไม่ดับ อายตนะยังทำงานเป็นปกติ ตาต้องเห็นรูป หูต้องได้ยินเสียง ผัสสะและเวทนาจึงเป็น "กลไกธรรมชาติบริสุทธิ์" พระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้าก็ยังมีผัสสะและเวทนา (เช่น หนาว ร้อน เจ็บไข้) แต่ความต่างคือ จิตของพระองค์ไม่มีอวิชชาเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในเวทนานั้น 

ผัสสะและเวทนาเกี่ยวข้องกับการเกิดทุกข์อย่างไร? 

ผัสสะและเวทนาที่มีอวิชชาเป็นองค์ประกอบหรือถูกอวิชชาครอบงำ จะนำไปสู่...ทุกข์( ตัณหา อุปาทาน )

เมื่อผัสสะกระทบ => เกิดเวทนา (เช่น ทุกขเวทนา ไม่ชอบใจ) หากจิตมี อวิชชา (ความไม่รู้จริง) จิตจะกระโจนเข้าไปสำคัญมั่นหมายว่า "นี่คือเวทนาของเรา เรากำลังทุกข์ คนนั้นทำเรา" สังขาร(อปุญญาภิสังขาร)จะเริ่มปรุงแต่งขยายความขัดเคืองใจตรงนั้น ทันทีที่จิต(อกุศลเจตสิก)เข้าไปยึดและปรุงแต่ง "ความทุกข์ใจ " ก็เกิดขึ้นทันที 

ผัสสะและเวทนาเกี่ยวข้องกับการเกิด นันทิราคะอย่างไร?

ผัสสะและเวทนาที่มี..อวิชชา..จะนำมาซึ่ง...นันทิราคะ... 

เมื่อผัสสะเกิด => เกิดสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา จิตที่ขาดสติจะวิ่งตามสัญชาตญาณดิบ คือ ไหลไปเพลินติดใจในสุขเวทนา หรือดิ้นรนผลักไสในทุกขเวทนา กระบวนการดิ้นรนและแช่อิ่มในอารมณ์นี้แหละที่เป็นสะพานเชื่อมไปสู่การก่อตัวของ นันทิราคะ นี่คือ เหตุผลที่ให้ทุกๆท่านเจริญแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ในทุกขณะจิต 

นันทิคืออะไร? ราคะคืออะไร? นันทิราคะคืออะไร?

นันทิ คือ ความเพลิน (ความลุ่มหลง แช่อิ่ม ไหลไปตามอารมณ์)

ราคะ คือ ความกำหนัดยินดี (ความอยากได้ อยากยึดเหนี่ยวไว้)

นันทิราคะ คือ "ความเพลินอย่างยิ่งจนเกิดความกำหนัดยินดีขีดสุด" มันคือตัวตัณหาที่มีกำลังแรงกล้า เป็นสภาพจิตที่เกาะติดอารมณ์แน่นหนาจนแกะไม่ออก เป็นต้นตอหลักของความทุกข์ทั้งปวง 

 ภาคที่ 3: กลไกขั้นสูง "การย้าย (เปลี่ยน) ผัสสะ"

การย้ายหรือเปลี่ยน ผัสสะ มีผลต่อการเกิด เวทนา ทันที 

การย้ายผัสสะหรือการเปลี่ยนผัสสะหมายถึงอะไร? 

การย้ายผัสสะหรือการเปลี่ยนผัสสะ ไม่ใช่การหยิบผัสสะเดิมย้ายไปที่อื่น (เพราะผัสสะดับไปตามขณะจิตแล้ว) แต่หมายถึง "ฉลาดในการเบนจุดสนใจของจิต (มนสิการ) ออกจากผัสสะสายปรุงแต่ง ไปสู่ผัสสะใหม่ที่ปลอดภัยและเป็นกุศล (เช่น ฐานกาย หรือ ลมหายใจ) ทันที" 

    [ผัสสะเดิม: ตาเห็นรูปขัดใจ] 
             │   (ตัดวงจร ไม่ไปประมวลผลต่อที่มโนผัสสะ)
             ▼
    [ย้ายมนสิการทันที] ───> [ผัสสะใหม่: ลมหายใจกระทบผิว/ฐานกาย] 

การย้ายหรือการเปลี่ยนผัสสะมีผลลัพธ์อย่างไร? 

ทำให้ "กระแสการปรุงแต่งเดิมขาดตอนลงทันที" เพราะจิตสามารถรับรู้อารมณ์ได้ทีละอย่าง เมื่อมีการย้ายหรือมีการเปลี่ยนมาที่ผัสสะใหม่ ผัสสะเดิมที่กำลังจะก่อฟืนก่อไฟก็ขาดเชื้อและดับไปตามธรรมชาติทันที 

การย้ายผัสสะมีผลอย่างไรต่อเวทนา? 

1. ตัดเวทนาเก่า: เวทนาทางใจที่กำลังจะเดือดร้อนขัดเคืองจากผัสสะเดิม จะถูกตัดวงจรและดับลงเพราะไม่มีพลังอวิชชาไปหล่อเลี้ยง สุขเวทนาไม่เกิด ทุกขเวทนาไม่เกิด เพราะสติเปลี่ยนผัสสะไปที่ฐานกาย( กายผัสสะ) เวทนาที่ออกมาจึงเป็น..อุเบกขาเวทนารู้( อทุกขมสุขเวทนารู้ ) เป็น เวทนา ที่มีสติปัญญากำกับ

2. เกิดเวทนาใหม่: เกิดเวทนาที่ฐานกาย ซึ่งเป็น "เวทนารู้" (เวทนาที่มีวิชชา) คือ รู้สึกสักแต่ว่ารู้สึก เป็นกลาง ปลอดภัย ไม่มีความทุกข์ใจเจือปน( ปลอดจาก..สุขเวทนา และ ทุขเวทนา ) 

การย้ายผัสสะมีผลต่อ นันทิราคะอย่างไร? 

เป็นการ "สกัดกั้นและละนันทิราคะโดยตรง" เมื่อเราไม่แช่อิ่ม (ไม่เกิดนันทิ) ในเวทนาเดิม กระแสของราคะหรือตัณหาก็ไม่มีพื้นที่ให้ตั้งไข่ วงจรของนันทิราคะจึงพังทลายลงในพริบตา เพราะสุขเวทนา(ยินดี)ไม่เกิด  ทุกขเวทนา(ยินร้าย)ไม่เกิด 

การย้ายผัสสะมีผลต่อการเกิดทุกข์อย่างไร? 

ทุกข์ใจดับลงทันที หรือไม่มีโอกาสได้เกิดขึ้นเลย เพราะต้นกระแส (ผัสสะ) และกลางกระแส (เวทนา/นันทิราคะ) ถูกตัดและสลับสับเปลี่ยนไปแล้ว ไปเป็นเวทนาที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์คือ อุเบกขาเวทนารู้(อทุกขมสุขเวทนา) เหตุปัจจัยแห่งทุกข์ดับ ทุกข์ย่อมดับตามหลักอิทัปปัจจยตา( สุขเวทนา ทุกขเวทนา ไม่เกิด ) 

 ภาคที่ 4: "สติ" และ "แก่นมรรค" ผู้ดับเครื่องยนต์แห่งทุกข์ 

สติเกี่ยวข้องกับผัสสะอย่างไร? 

สติทำหน้าที่เป็น "ผู้เตือนและผู้กั้น" ทันทีที่มีผัสสะกระทบ สติที่ไวและแกร่งพอจะระลึกรู้ทันว่า "ตอนนี้มีการกระทบเกิดขึ้นแล้วนะ" สติจะกั้นไม่ให้จิตวิ่งพรวดจากผัสสะทางกายภาพไหลไปสู่มโนผัสสะสายปรุงแต่งอวิชชา สติที่ระลึกรู้เมื่อเกิดผัสสะขึ้นคือ ตัวตัดสินในการดับทุกข์ ถ้าปราศจากสติ อวิชชาจะทำการปรุงแต่งให้จิตรับทุกข์เต็มๆ(ปรุงแต่ง นันทิราคะ)

สติเกี่ยวข้องกับเวทนาอย่างไร? 

สติทำหน้าที่เป็น "ผู้เห็น แต่ไม่เป็นผู้เสวย" เมื่อเวทนาเกิดขึ้น สติรู้และจะเข้าไปตัดความสำคัญมั่นหมาย ทำให้จิตเห็นเวทนาเป็นเพียง สภาวะธรรมชาติอันหนึ่งที่เกิดขึ้นและดับไป (เป็นอนัตตา) ไม่หลงไปเกิดนันทิในเวทนานั้น(ไม่ยินดียินร้ายในเวทนา) เมื่อมีสติในเวทนา จะเป็นเวทนารู้( ไม่ใช่เวทนาหลงจากอวิชชา )

สติเกี่ยวข้องกับการเกิดทุกข์อย่างไร? 

สติคือตัว "เบรก" ตัดวงจรทุกข์ สติมา ปัญญาเกิด(สัมปชัญญะ)ทุกข์ดับ    สติขาด ทุกข์เกิด หากมีสติครอบครองฐานจิตอยู่บ่อยที่สุด ทุกข์ก็แทบไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากเข้าครอบครองจิตได้เลย( เดินแก่นมรรคในทุกขณะจิต ) 

การเจริญแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ในทุกผัสสะและทุกเวทนามีผลดีอย่างไร? 

เป็นการใช้กฎ อิทัปปัจจยตา มาแก้เกมธรรมชาติ โดยการ "ส่งกุศลเจตสิก (แก่นมรรค) ลงไปเจริญบนฐานจิตอย่างต่อเนื่อง (จนเกิดสันตติ)" กุศลเจตสิกปรุงแต่งจิต จิตเป็นกุศล ทุกข์ไม่เกิด เพราะอกุศลเจตสิกดับ

เมื่อ สติ สมาธิ ปัญญา(อก่นมรรค) กำลังทำงานอยู่บนฐานจิต อกุศลเจตสิก (นันทิราคะ/ความทุกข์) จะไม่มีพื้นที่ยืนและไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลย

จิตจะทรงสภาวะ "ปะกะติ" คือ เรียบง่าย ธรรมดา สงบเย็น และไร้ทุกข์ในชีวิตประจำวัน 24 ชั่วโมง 

การเจริญแก่นมรรค ทุกข์จะดับในจุดใด? 

ทุกข์จะดับลงตรง "จุดที่สติรู้ทันผัสสะและเวทนาในปัจจุบันขณะ" แล้วดึงจิตกลับมาที่ฐานกาย 

ถ้าสติกล้าแกร่ง => ทุกข์ดับตั้งแต่จุดผัสสะ (เกิดสภาวะ "สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่ารู้" แบบพระพาหิยะ ไม่ไปอธิบายต่อ) 

ถ้าสติยังก้าวไม่ทันผัสสะจนเกิดเวทนาขึ้นมาแล้ว => ทุกข์จะเกิดขึ้นตรงจุดเวทนานำไปสู่ตัณหา(ทุกข์)

จงใช้สติหายใจลึกๆ ย้ายผัสสะกลับมาที่ฐานกาย เปลี่ยนเวทนาหลงให้กลายเป็น "เวทนารู้" จะละนันทิราคะลงได้ทันท่วงที

 สรุปใจความสำคัญสำหรับโมเดลฝึกตน:

ทุกๆสรรพสิ่งไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ ทุกข์มาจากเหตุปัจจัย เราไม่ต้องวิ่งไล่ดับทุกข์ที่ปลายเหตุ แค่ทำหน้าที่เลือกให้ เหตุปัจจัย ทำงาน "แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) เจริญอยู่บนฐานจิต" ในทุกๆ ผัสสะ สั้นๆ ง่ายๆ แค่นี้... จิตก็จะเป็น "ปะกะติ" ไร้ทุกข์ได้อย่างแท้จริง ไม่ต้องรอดับอาสวะกิเลสแบบสิ้นเชิงเหมือนกรณีพระอรหันต์ ก็สามารถดับทุกข์ที่จิตได้ เพียงท่านสร้างเหตุปัจจัยอย่างหนึ่งขึ้นมา คือ แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา ) อวิชชา ซึ่งเป็นรากเหง้าแห่งกิเสและตัณหาทั้งปวงก็จะดับลง ความหมายก็คือ ทุกข์ดับลงนั่นเอง นี่คือ...จุดดับทุกข์...ที่ไม่ต้องรอบรรลุพระอรหันต์....

   ขอให้ท่านศึกษาเพิ่มเติมความรู้จากลิ้งค์ด้านล่างนี้นะครับ

 

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...)) 

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค )) 

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?)) 

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 
แปลภาษา / Translate Page

*ระบบจะเปิดหน้าต่างใหม่เพื่อแปลเนื้อหาโดย Google

Visitors: 7,025