สมมติ VS วิมุติ : สมมติลวงโลก กับ การหลุดพ้นจากสมมุติ

สมมติ VS วิมุติ ตีแผ่เรื่อง...สมมติ(สมมุติ) กับ วิมุติ( ความหลุดพ้น )
สมมติ คือ "สิ่งที่โลกตกลงร่วมกันแต่งตั้งขึ้นมา" เพื่อให้สามารถสื่อสารและดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันได้ มันไม่ใช่ความจริงแท้ในตัวเอง แต่เป็นสิ่งที่ถูก "สร้าง" ( ปรุงแต่ง ) และ "สมยอม" ( ยอมรับ) ขึ้นมาลอยๆร่วมกันของมนุษย์
กลไกการหลอกลวง : เมื่อ "รูป" กระทบ "ตา" ปรมัตถ์จริงแท้มีแค่ "แสงและสี" เท่านั้น แต่จิตจะวิ่งไปขุดเอาสัญญา (ความจำได้หมายรู้) ในอดีตมาสวมทับทันที แล้วสมมติขึ้นมาว่านี่คือ "เงิน" นี่คือ "รถ" นี่คือ "สามี-ภรรยา" นี่คือ "ความสำเร็จ" หรือแม้กระทั่งความรู้สึกว่ามี "ตัวเรา" อยู่ตรงนี้ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็เป็น สมมติบัญญัติ ที่มนุษย์ สมมติ กันขึ้นมา
ความลวงตาของมูลค่า: สมมติไม่มีราคาในตัวเอง สมมติต้องอาศัย "นันทิราคะ" (ความเพลินและความกำหนัด) ของจิตเข้าไปค้ำจุน ถ้ามนุษย์พร้อมใจกันเลิกสมมติว่ากระดาษแผ่นนี้คือ "ธนบัตรใบละ 1,000 บาท" กระดาษนั้นจะกลับคืนสู่สภาวะเดิมคือเป็นแค่เศษไม้บดแห้งทันที
ซากของอัตตา: ทุกข์ทั้งหมดของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากสิ่งของเหล่านั้น แต่เกิดจากการที่จิตแยกแยะไม่ออก(จิตมีอวิชชา) หลงเข้าใจผิดว่าสมมติคือความจริงแท้ แล้วเข้าไป "สำคัญมั่นหมาย" ให้ค่า ให้ราคา ผูกมัดตัวเองไว้กับสิ่งเหล่านั้นจนเกิดภพเกิดชาติ
โลกแห่งการปรุงแต่งและตาข่ายสมมติรอบตัวมนุษย์
มนุษย์ทุกคนตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาจนถึงหลับตาลงนอน ไม่เคยได้สัมผัส "ความจริงแท้" โดยตรงเลยสักวินาทีเดียว หากจิตไม่มีวิชชา เรากำลังใช้ชีวิตดิ่งลึกอยู่ใน "โลกแห่งการปรุงแต่ง" ที่ถูกถักทอขึ้นมาจากตาข่ายสมมติรอบด้าน ทั้งในระดับโครงสร้างสังคม และในระดับลึกสุดของจิตใจ
หากลองแยกแยะสิ่งที่รายล้อมรอบตัวมนุษย์ออกมา จะพบว่าเราถูกขังอยู่ในห้องกระจกแห่งสมมติ 4 มิติดังนี้:
สมมติทางกายภาพและวัตถุ
นี่คือสมมติชั้นนอกสุดที่เนียนจนเราคิดว่ามันคือความจริงแท้
คุณค่าที่อุปโลกน์ขึ้น : เราตื่นเช้ามาเพื่อหา "กระดาษ" ที่ถูกสมมติว่าเป็น "เงิน" เพื่อเอาไปแลกกับ "เหล็กและปูน" ที่ถูกสมมติว่าเป็น "รถและบ้าน" เพื่อยกระดับสภาวะที่โลกสมมติว่า "ความมั่นคง"
สัจจะความจริงแท้ : ในความเป็นจริง เงินคือเศษไม้บด ทองคำคือธาตุชนิดหนึ่งในตารางธาตุ เพชรคือโครงสร้างคาร์บอนที่จัดเรียงตัวหนาแน่น และร่างกายของเราก็คือเศษเสี้ยวของดิน น้ำ ลม ไฟ ที่รวตัวกัน ที่ยืมโลกมาใช้ชั่วคราว แต่จิตที่ขาดสติกลับกระโดดงับสมมติเหล่านี้ แล้วส่ง "นันทิ" (ความเพลิน) ไปเกาะเกี่ยว สรรเสริญเยินยอ ตีมูลค่าให้มันอย่างสุดโต่ง จนต้องหลั่งน้ำตาเมื่อสิ่งเหล่านี้สูญหายไป( ทุกข์ )
สมมติทางสังคมและบทบาท
เมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกัน ตาข่ายสมมติชั้นที่สองจะถูกกางออกเพื่อล็อกตัวตนของเราไว้
เกลียวกระแสแห่งละครโลก: เราถูกสวมหมวกและตราตั้งตลอดเวลาว่าเป็น "เจ้านาย" เป็น "ลูกน้อง" เป็น "พ่อแม่" เป็น "ลูก" เป็น "คนรวย" หรือ "คนจน" ฯลฯ
กลไกการหลอกลวง : สิ่งเหล่านี้เป็นเพียง "หน้าที่และการตกลงร่วมกันชั่วคราว" ของสังคม เพื่อให้ระบบโลกดำเนินไปได้ แต่จิตใต้สำนึกที่ไร้สมาธิตั้งมั่น มักจะอินกับบทละครนี้มากเกินไป เมื่อกลับบ้านมาแล้วยังถอดหัวโขน "เจ้านาย" ออกไม่ได้ หรือเมื่อเกษียณอายุแล้วเกิดภาวะซึมเศร้า เพราะจิตหลงเข้าใจผิดว่าบทบาทสมมตินั้นคือ "ตัวตนที่แท้จริง" ของมัน กูคือนายพล กูคือ นายพัน ยังไม่ถอดหัวโขน จึงทุกข์
สมมติทางวัฒนธรรมและความเชื่อ
ลึกลงมาอีกชั้น คือสมมติที่ไม่มีตัวตนทางกายภาพ แต่มีอิทธิพลควบคุมพฤติกรรมและจำกัดอิสรภาพของจิตใจ
กรงขังทางความคิด : กรอบความงาม (ต้องขาว ต้องหุ่นแบบนี้ถึงจะเรียกว่าสวย), มาตรฐานความสำเร็จของสังคม (ต้องมีเงินร้อยล้านตอนอายุเท่านี้ถึงจะเรียกว่าชนะ), ค่านิยม, ขนบธรรมเนียม หรือแม้กระทั่งชื่อเสียงเกียรติยศ
กลไกการหลอกลวง : สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนไปตามยุคสมัยและพิกัดภูมิศาสตร์ (สิ่งที่ประเทศหนึ่งบอกว่าถูก อีกประเทศอาจบอกว่าผิด) มันคือ ความว่างเปล่าที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมา สมมติขึ้นมา แต่รอบตัวมนุษย์กลับเต็มไปด้วยผู้คนที่ยอมทุกข์ลำบาก ยอมเครียด ยอมฆ่าตัวตาย เพียงเพื่อวิ่งไล่ตาม "เงา" ของสมมติทางความคิดเหล่านี้( บ้าในสมมติ )
สมมติในมโนผัสสะ : "ผู้รับผลความทุกข์"
นี่คือสมมติที่อันตรายที่สุด อยู่ใกล้ที่สุด และตีแผ่ยากที่สุด เพราะมันเกิดขึ้นภายในจิตใจของเราเองทุกๆ เสี้ยววินาที
ร่างแหของความนึกคิด : เมื่ออายตนะกระทบปุ๊บ (ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง) จิตเกิด "มโนผัสสะ" ปรุงแต่งฉายภาพซ้ำๆ รอบตัวเรา เช่น เดินผ่านคนสองคนกำลังซุบซิบ จิตปรุงแต่งสมมติขึ้นมาทันทีว่า "เขากำลังนินทาฉัน" ทั้งที่ในความจริงเขาอาจจะคุยเรื่องอาหารกลางวัน
การสถาปนา "ตัวฉัน" ขึ้นมารับกรรม : จากแค่เสียงกระทบหู จิตปรุงแต่งความหมาย (สมมติ) => เกิดความไม่พอใจ (เวทนา) => จิตส่งความเพลินไปเกาะ (นันทิราคะ) => เกิดการสำคัญมั่นหมายสร้าง "ผู้ทุกข์" ขึ้นมารับช่วงต่อทันที
สรุปภาพรวม: การติดอยู่ในคุกที่มองไม่เห็น
หากเรามองมองรอบตัว มนุษย์เรากำลังใช้ชีวิตเหมือนอยู่ใน "โดมกระจกแห่งการปรุงแต่ง" ที่มองไปทางไหนก็เจอแต่สิ่งสมมติสะท้อนเข้าตาตลอดเวลา จึงเป็นเสมือนอยู่ในกรงขังหรือคุก :
ตราบใดที่เรายังแยกแยกสภาวะเหล่านี้ไม่ออก จิตจะเหนื่อยล้ารุงรังเพราะต้องคอยแบก "สิ่งไม่มีจริง" อยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง
การที่พระพุทธองค์ทรงสอนวิชชาแก่นมรรค ก็เพื่อให้เรามี "ดวงตาที่รู้เท่าทันสิ่งสมมติทั้งหลาย" ว่าสิ่งรอบตัวทั้งหมดนี้มันทำงานตามเหตุปัจจัยของมันเอง เห็นเงินก็สักแต่ว่าเห็น รู้ว่าเป็นสมมติที่ต้องใช้ แต่ใจไม่กระโดดลงไปเป็นทาสขี้ข้าของมันให้เป็นทุกข์
"โลกยังคงปรุงแต่งของมันไปตามธรรมชาติ... แต่จิตเราหมดสิ้นความปรุงแต่งที่จะไปยึดมั่น" นี่คือการพังทลายคุกกระจกสมมติรอบตัวเพื่อก้าวเข้าสู่วิมุติ
วิมุติ คือ "ความหลุดพ้นอย่างสิ้นเชิง" หลุดพ้นจากอำนาจครอบงำของสมมติ หลุดพ้นจากตัณหา อุปาทาน และกระบวนการปรุงแต่งทั้งปวง เป็นสภาวะธรรมที่เป็นอิสระเหนือโลก (โลกุตตรธรรม)
กลไกของวิมุติ: เกิดขึ้นจากการทำงานของกระบวนการ "รู้ เห็น วาง" เมื่อจิตเข้าไปสกัดรื้อถอน "นันทิ" ในเวทนา และ "ลดผัสสะ" (มโนผัสสะสายปรุงแต่ง) ลงตามเหตุปัจจัย จิตจะรับรู้สรรพสิ่งน้อยลงจนเหลือเพียงเนื้อแท้ตามธรรมชาติ( ปรมัตถ์ )
การทำลายเชื้อภพชาติ: เมื่อผัสสะลดลงอย่างถูกวิธี ความเพลินไม่มี เชื้อไฟที่จะก่อตัวเป็นอุปาทานก็ขาดสะบั้น จิตสลัดคืน (ปฏินิสสัคคะ) จากความยึดมั่นถือมั่นยึดติดทั้งปวง( จิตหลุดพ้น )
สภาวะธรรมชาติที่บริสุทธิ์: วิมุติคือการเห็นแจ้งว่า "ทุกธรรมทำกิจของตนเอง จิตก็เป็นเพียงธรรมหนึ่งที่เป็นอนัตตา" ไม่มีผู้จัดการ ไม่มีผู้ครอบครอง ไม่มีใครเป้นเจ้าของจิต เมื่อความสำคัญมั่นหมายในตัวตนดับลง วิมุติอันเป็นความสงบเย็น (นิพพาน) ก็ปรากฏเด่นชัดขึ้นมาเอง
| คุณลักษณะ / กลไก | สมมติ | วิมุติ |
| สภาพความเป็นจริง | เป็นสิ่งถูกปรุงแต่งขึ้นมา (สังขตธรรม) | เป็นความจริงแท้ที่ไม่ถูกปรุงแต่ง (อสังขตธรรม) |
| กลไกขับเคลื่อน | ใช้ "นันทิ" (ความเพลิน) และการสำคัญมั่นหมายเป็นเชื้อไฟ | ใช้ "รู้ เห็น วาง" เพื่อตัดเชื้อและสลัดคืน |
| ระดับของผัสสะ | ผัสสะหนาแน่น มโนผัสสะแล่นขยายผลไปสร้างเรื่องราว | ผัสสะลดกำลังลง เหลือเพียงสภาวะ "สักแต่ว่า" |
| สถานะของ "ตัวตน" | สร้าง "อัตตา" และ "ภพชาติ" ขึ้นมารองรับความทุกข์ | คว่ำอัตตาจนไม่เหลือซาก เห็นทุกอย่างเป็น อนัตตา |
| ผลลัพธ์ต่อจิตใจ | หลง หนัก รุงรัง และติดลูปอยู่ในกองทุกข์ | โล่ง เบา อิสระ และถึงที่สุดแห่งทุกข์ |
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราวิ่งหนีหรือทำลายสมมติ เพราะตราบใดที่มีชีวิตเรายังต้องใช้สมมติในการทำมาหากินและบริหารงานอยู่ แต่ท่านสอนวิชชาให้เรา "รู้เท่าทันสมมติ เพื่อเข้าถึงวิมุติ" พูดง่ายๆ คือ "ใช้สมมติอย่างผู้อยู่เหนือสมมติ" ตาเห็นรูป...สักแต่ว่าเห็น จิตทำงานทำกิจของมันไป แต่ไม่มี "ตัวเรา" เข้าไปแบกให้ทุกข์ นั่นคือ....วิมุติ...กลางโลกสมมติ
ผัสสะลวงตา: เมื่อ "รูป" กระทบ "ตา" ในทางปรมัตถ์จริงแท้ มีเพียงแค่ "แสงและสี" เท่านั้นที่ปรากฏ แต่จิตจะวิ่งไปขุดเอาสัญญา (ความจำเก่าๆ) มาสวมทับทันที แล้วอุปโลกน์ขึ้นมาว่าเป็น "เงิน" เป็น "รถ" เป็น "คนสวย" เป็น "ความสำเร็จ" หรือเป็น "ความล้มเหลว"
1. นันทิราคะค้ำจุน: สมมติไม่มีค่าในตัวเอง แต่มีราคาขึ้นมาได้เพราะจิตส่ง "นันทิ" (ความเพลิน) เข้าไปยึดเหนี่ยวและให้ค่า หากมนุษย์พร้อมใจกันเลิกสมมติว่ากระดาษแผ่นนี้คือ "เงินใบละ 1,000 บาท" มันจะคืนสู่สภาพเดิมทันทีคือเศษไม้บดแห้ง
2. การก่อตัวของอัตตา: เมื่อจิตแยกแยกไม่ออก หลงเข้าใจผิดว่าสมมติคือความจริงแท้ มันจะเกิดความรู้สึกว่ามี "ตัวเรา" เข้าไปเป็นเจ้าของสมมตินั้น (เช่น เงินของฉัน, ความทุกข์ของฉัน) วงจรภพชาติและการก่อตัวของอัตตาจึงเกิดขึ้นตรงนี้เอง
[ ผัสสะ / อารมณ์กระทบ ]
│
▼
┌──────────┐ ┌───────────┐ ┌───────────┐
│ สติ │ ───► │ สมาธิ │ ───► │ ปัญญา │
└──────────┘ └───────────┘ └───────────┘
(ดักจับที่ (ตั้งมั่นเป็น (เห็นแจ้งเป็น
ต้นทางผัสสะ) กลาง ไม่กระโดดงับ) อนัตตา/สลัดคืน)
│ │
└─────────────────────────────────────┴───► [ รู้ เห็น วาง ──► วิมุติ ]
สติ : ดักจับตัวปรุงแต่ง
หน้าที่ยามปกติ: คนทั่วไปพอผัสสะกระทบปุ๊บ จิตจะกระโดดงับสมมติทันที เช่น เห็นคนนินทา จิตแล่นไปโกรธและคิดว่า "มันด่าฉัน"
การใช้สติถล่มสมมติ: สติจะทำหน้าที่ดักจับที่ "ต้นทางของผัสสะ" ทันทีเมื่อเกิดการรับรู้ สติจะร้องทักจิตว่า "เฮ้ย! นี่มันแค่เสียงกระทบหู" หรือ "นี่มันแค่มโนภาพที่จิตปรุงแต่งขึ้นมา" สติคือตัวหยุดวงจรความเพลิน (นันทิ) ไม่ให้ผัสสะแล่นลามปามไปสร้างเรื่องราวสมมติต่อไป
สมาธิ : ตั้งมั่นเป็นกลาง ไม่ไหลตามสมมติ
หน้าที่ยามปกติ: เมื่อจิตเจอกับอารมณ์ที่ชอบหรือชัง มันจะดิ้นรน กระสับกระส่าย และวิ่งพล่านไปตามแรงดึงดูดของสมมตินั้นๆ
การใช้สมาธิถล่มสมมติ: สมาธิในแก่นมรรคไม่ใช่การนั่งหลับตาตัวแข็ง แต่คือ "ความตั้งมั่นของจิตที่ทรงตัวเป็นกลาง" (Pakati) อยู่กับปัจจุบันขณะ เมื่อผัสสะกระทบปุ๊บ จิตที่มีสมาธิจะนิ่งสนิทเป็นดั่งหน้าผาที่ลมพัดผ่าน มันจะทำหน้าที่ดูสมมติที่เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไป โดยที่ตัวจิตไม่กระโดดลงไปคลุกฝุ่นหรือวิ่งตามกระแสสมมตินั้น
หน้าที่ยามปกติ: จิตที่ไร้ปัญญาจะมองเห็นทุกอย่างเป็นก้อน เป็นแท่ง เป็นตัวตนถาวร (ฆนสัญญา)
การใช้ปัญญาถล่มสมมติ: ปัญญาจะทำหน้าที่ "ชำแหละและตีแผ่สมมติ" ออกเป็นชิ้นๆ จนเห็นความจริงว่า ทุกสรรพสิ่งรวมถึงตัวจิตเอง ต่างทำกิจของตัวเองตามเหตุปัจจัย ปัญญาจะกู่ร้องบอกจิตว่า "ทุกธรรมเป็นอนัตตา!" ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา อยู่จริง เมื่อปัญญาเห็นแจ้งในความไม่มีตัวตน (รู้-เห็น) จิตย่อมเกิดการคลายความกำหนัด และ "วาง" ความสำคัญมั่นหมายในสมมติลงโดยอัตโนมัติ
การลดผัสสะและการรับรู้: เมื่อจิตใช้แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) จนชำนาญ จิตจะทำงานแบบ "สักแต่ว่า" (เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน)
กระบวนการนี้จะ ลดมโนผัสสะสายปรุงแต่งลงอย่างมหาศาล ปริมาณการรับรู้อารมณ์ ๖ ที่รุงรังจะลดลงตามเหตุปัจจัย
เมื่อไม่มีความเพลิน (ละนันทิ) เชื้อไฟที่จะก่อภพชาติก็หมดไป จิตสลัดคืนสู่ความว่าง สงบ และเป็นอิสระกลางโลกสมมติ
| มิติการทำงาน | สมมติ (The Illusion) | วิมุติ (The Liberation) |
| สถานะสภาวะ | ถูกปรุงแต่งขึ้นมาลอยๆ (สังขตธรรม) | ความจริงแท้ที่ไม่ถูกปรุงแต่ง (อสังขตธรรม) |
| ตัวขับเคลื่อนระบบ | ขับเคลื่อนด้วย "นันทิ" และตัณหาอุปาทาน | ขับเคลื่อนด้วย "แก่นมรรค" (สติ สมาธิ ปัญญา) |
| สภาพของผัสสะ | ผัสสะหนาแน่น มโนผัสสะแล่นขยายผลรุงรัง | ผัสสะลดกำลังลง เหลือเพียงสภาวะ "สักแต่ว่า" |
| สถานะตัวตน | สร้าง "อัตตา" และ "ภพชาติ" มารองรับความทุกข์ | คว่ำอัตตาจนไม่เหลือซาก เห็นเป็น อนัตตา |
| ผลลัพธ์ต่อจิตใจ | หลง แบก หนัก ติดลูปอยู่ในวงจรกรรม | โล่ง เบา อิสระ สิ้นสุดกระบวนการสร้างทุกข์ |
บทสรุปสูตรดับทุกข์
"ใช้สมมติอย่างผู้เหนือสมมติ" ตาเห็นรูป...สักแต่ว่าเห็น จิตทำงานทำหน้าที่ของมันไปตามเหตุปัจจัย แต่ไม่มี "ตัวเรา" เข้าไปแบกให้ทุกข์ นั่นแหละคือวิมุติกลางโลกสมมติอย่างแท้จริง
การหักโซ่ตรวน: หลุดพ้นจากโลกสมมติด้วยวิมุติจริงแท้
หลังจากที่เราได้เห็นแล้วว่า มนุษย์เราถูกกรงขังของ "สมมติและการปรุงแต่ง" ล้อมรอบตัวอยู่ 24 ชั่วโมง
คำถามสำคัญคือ เราจะแหกกรงขังนี้ออกไปได้อย่างไร?
คำตอบเดียวในสากลโลกคือการเข้าถึง "วิมุติ" (ความหลุดพ้นสิ้นเชิง) ซึ่งไม่ใช่การหนีโลกไปไหน แต่คือการเปลี่ยนระบบการรับรู้ของจิตใจใหม่ ณ ปัจจุบันขณะ ด้วยกลไกและสภาวะดังต่อไปนี้:
ดับที่ต้นตอ : สลาย "นันทิ" และ "ลดผัสสะ"
การหลุดพ้นด้วยวิมุติ ไม่ใช่การทำลายล้างวัตถุสิ่งของหรือสมมติภายนอก (ไม่ได้ไปเผาเงิน หรือเลิกคบผู้คน) แต่เป็นการ "ทำลายสะพานเชื่อม" ที่จิตเชื่อมต่อกับสมมติ คือ ตัวผัสสะ(สัมผัส)
วงจรเดิม (ติดคุกสมมติ): ผัสสะ กระทบ => จิตส่ง นันทิ (ความเพลิน) ไปเกาะ => เกิดนันทิราคะ => จิตสถาปนา "ตัวเรา" ขึ้นมารับเอฟเฟกต์ความทุกข์
วงจรใหม่ (วิมุติถอนราก) : เมื่อแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ทำงานร่วมกัน จิตจะเกิดกลไก "รู้ เห็น วาง"
จิตจะสกัดความเพลิน (ละนันทิในเวทนา) ลงทันทีก่อนที่มันจะก่อเชื้อ ทำให้ "มโนผัสสะสายปรุงแต่งถูกลดทอนลงจนเหลือน้อยที่สุด" เมื่อผัสสะลดลง การรับรู้อารมณ์ 6 ที่รุงรังก็ลดลงตามเหตุปัจจัย จิตจึงไม่สร้างเชื้อของ "ภพและชาติ" ขึ้นมาอีก
สภาวะ "สักแต่ว่า" : ประตูเปิดสู่วิมุติกลางโลกสมมติ
เมื่อจิตหลุดพ้นด้วยวิมุติ การมองเห็นโลกจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงตามรอยเท้าของพระพาหิยะ นั่นคือสภาวะ "สักแต่ว่า..."
ตาเห็นรูป (เงิน ชื่อเสียง คำด่า): สักแต่ว่าเห็น... จิตรับรู้แค่แสงและสีตามความเป็นจริง (ปรมัตถ์) ส่วนชื่อเรียกว่า "เงิน" หรือ "คำด่า" จิตรู้เท่าทันว่าเป็นสมมติโลก แต่ใจไม่กระโดดงับ ไม่เกิดผู้สุขผู้ทุกข์ใจ
หูได้ยินเสียง (คำชม นินทา): สักแต่ว่าได้ยิน... มีเพียงคลื่นเสียงกระทบโสตประสาทแล้วดับไป ไม่มี "เรา" เป็นผู้รับคำด่า ไม่มี "เรา" เป็นผู้พองโตกับคำชม
สภาวะวิมุติคือ: โลกสมมติรอบตัวยังคงทำหน้าที่ของมันไปตามปกติ (ตลาดยังคงใช้เงิน สังคมยังคงมีหัวโขน) แต่จิตใจของเราลอยตัวอยู่เหนือระบบสมมติเหล่านั้น เหมือนหยดน้ำลงบนใบบัวที่อยู่ร่วมกันแต่ไม่มีการซึมซับเข้าหากัน
การคว่ำอัตตาชิ้นสุดท้าย: เห็นทุกธรรมเป็น "อนัตตา"
จุดที่ทำให้วิมุติทำงานได้อย่างเด็ดขาด คือการที่ปัญญาแทงทะลุจนเห็นว่า "ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย"(มีแต่ธรรมที่ทำกิจ)
จิตเห็นแจ้งว่า สรรพสิ่งเป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมกำลังทำกิจของตัวเอง" ไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น
ตาทำหน้าที่เห็น หูทำหน้าที่ได้ยิน และแม้กระทั่ง "จิตก็เป็นเพียงธรรมหนึ่งที่ทำหน้าที่รับรู้" เท่านั้น ไม่มีตัวตนจริงๆ
เมื่อปัญญาตีแผ่อัตตาจนไม่เหลือซาก ความสำคัญมั่นหมายในตนเองว่า "ฉันเป็นผู้ปฏิบัติ" "ฉันเป็นผู้หลุดพ้น" หรือ "ฉันกำลังวาง" จะถูกคว่ำทิ้งลงทันที
เมื่อไม่มี "ตัวเรา" อยู่ในสมการ จิตย่อมคลายความถือมั่น (วิราคะ) และสลัดคืน (ปฏินิสสัคคะ) ทุกสมมติกลับคืนให้โลกไป ผลลัพธ์คือ วิมุติอันเป็นความโปร่ง โล่ง เบา บรมสุข ก็ปรากฏขึ้นเด่นชัดทันที
สรุปสมการการหลุดพ้นด้วยวิมุติ
เพื่อเป็นโมเดลที่ชัดเจน สามารถสรุปกระบวนการพลิกจาก.....สมมติ...สู่....วิมุติ.....ได้ดังนี้:
"เมื่อสลัดสมมติทิ้งด้วยความรู้แจ้ง... จิตจะเข้าสู่เสรีภาพที่แท้จริงของวิมุติ"
เราจะกลายเป็นผู้เล่นละครโลกได้อย่างแนบเนียน ทำงานสร้างเงิน บริหารธุรกิจ ดูแลครอบครัวได้อย่างยอดเยี่ยม โดยที่ใจไม่เคยทุกข์กับบทละครนั้นเลยแม้แต่ปลายนิ้วก้อย เพราะเรารู้แจ้งแล้วว่ามันคือละครสมมติเท่านั้น!
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))