ปฏิจจสมุปบาท : ธรรมที่ควรรู้สำหรับผู้ที่ต้องการดับกิเลส(ดับทุกข์)

ในการดับกิเลสหรือดับทุกข์ ท่านจำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจในปฏิจจสมุปบาทอย่างแจ่มแจ้ง โดยเฉพาะในจุดที่ทุกข์เกิด(กิเลสเกิด)และจุดที่ทุกข์ดับ(กิเลสดับ)
การถ่ายทอดเรื่อง "ปฏิจจสมุปบาท" (กระบวนการเกิดขึ้นแห่งทุกข์และการดับทุกข์) ให้เข้าใจง่ายสำหรับผู้เริ่มต้น ถือเป็นทานอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยให้ผู้คนมองเห็นกลไกของจิตใจและชีวิตตามความเป็นจริง
ปฏิจจสมุปบาท คืออะไร?
ปฏิจจสมุปบาท คือ "กฎแห่งเหตุและผลของธรรมชาติ" ที่อธิบายว่า ชีวิต จิตใจ และความทุกข์ของเราไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ และไม่ได้ถูกสร้างโดยบังเอิญ แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นและดำเนินไปตามสายโซ่ของเหตุและปัจจัย เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ
12 ขั้นตอนแห่งเหตุและปัจจัย (จากอวิชชาสู่ชรามรณะ)
1. อวิชชา (ความไม่รู้จริง)
ความหมาย: ความหลง ความไม่รู้แจ้งในความจริงของธรรมชาติ (อริยสัจ 4) ไม่รู้ว่าอะไรควรละ อะไรควรเจริญ
ความสัมพันธ์: เพราะมีความไม่รู้เป็นรากฐาน จึงทำให้จิตใจมองโลกและสิ่งต่างๆ ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง
2. สังขาร (การปรุงแต่งของจิต)
ความหมาย: เมื่อมีความไม่รู้ (อวิชชา) เป็นทุนเดิม จิตจึงเกิดการคิดนึกปรุงแต่ง ปรุงแต่งทั้งทางดี ทางชั่ว หรือทางเฉยๆ
ความสัมพันธ์: ความไม่รู้ทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนให้จิตปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาในใจ
3. วิญญาณ (ความรู้อารมณ์หรือการรับรู้)
ความหมาย: ผลจากการปรุงแต่ง ทำให้เกิด "วิญญาณ" หรือระบบการรับรู้ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (เช่น เมื่อเห็นรูป ฟังเสียง แล้วเกิดการรับรู้ขึ้น)
ความสัมพันธ์: จิตที่ถูกปรุงแต่งแล้ว จะเข้ามาทำหน้าที่รับรู้เรื่องราวและอารมณ์ที่มากระทบ
4. นามรูป (กายและใจ)
ความหมาย: การที่กาย (รูป) และใจ (นาม คือ ความรู้สึกคิด จำ สังเกต) ผสานการทำงานร่วมกัน เพื่อรองรับการรับรู้ความสัมพันธ์: เมื่อมีวิญญาณมารับรู้ กายและใจก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า
5. สฬายตนะ (อายตนะภายใน 6)
ความหมาย: ประตูรับรู้ทั้ง 6 ของร่างกายและจิตใจ ได้แก่ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย และใจ
ความสัมพันธ์: นามรูปที่สมบูรณ์ จะเปิดประตูทั้ง 6 นี้ไว้สำหรับติดต่อกับโลกภายนอก (รูป, เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัส, เรื่องราวในใจ)
6. ผัสสะ (การกระทบ)
ความหมาย: การที่ประตูรับรู้ (อายตนะ) ไปกระทบเข้ากับสิ่งเร้า เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ใจคิดเรื่องราว
ความสัมพันธ์: เมื่อประตูเปิดและสิ่งเร้ามาถึง การกระทบกันย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
7. เวทนา (ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ)
ความหมาย: ทันทีที่เกิดการกระทบ (ผัสสะ) ความรู้สึกจะเกิดขึ้นตามมาทันทีว่าเป็นสุข (ชอบใจ) เป็นทุกข์ (ไม่ชอบใจ) หรือเฉยๆ (ไม่สุขไม่ทุกข์)
ความสัมพันธ์: จุดนี้สำคัญมาก เพราะธรรมชาติของมนุษย์มักจะเผลอไหลตามเวทนาเหล่านี้
8. ตัณหา (ความอยาก)
ความหมาย: ความทะยานอยาก เมื่อรู้สึกเป็นสุขก็อยากได้ อยากเสพติด อยากให้มันคงอยู่; เมื่อรู้สึกเป็นทุกข์ก็อยากผลักไส อยากให้มันหายไป
ความสัมพันธ์: เวทนา (ความรู้สึก) คือเชื้อเพลิงชั้นดีที่คอยผลิต "ตัณหา" (ความอยาก) ให้ลุกโชนขึ้นในใจ
9. อุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น)
ความหมาย: ความยึดติดถือมั่น ปักใจว่า "นี่คือตัวเรา ของเรา" หรือยึดมั่นในความอยากนั้นอย่างเหนียวแน่น
ความสัมพันธ์: ความอยากที่สะสมและรุนแรงขึ้น จะยกระดับเป็นการยึดมั่นถือมั่นแบกรับเอาไว้
10. ภพ (ภาวะการมีชีวิต/ความพร้อมที่จะเกิด)
ความหมาย: ภาวะจิตใจที่ถูกปรุงแต่งจนสร้าง "บ้านของจิต" (ภพ) ขึ้นมา เช่น ภพของความโกรธ ภพของความโลภ หรือความรู้สึกว่าเป็นตัวกูของกูที่มั่นคง
ความสัมพันธ์: เมื่อยึดมั่น (อุปาทาน) แล้ว จิตก็เข้าไปอยู่ในภาวะนั้นๆ พร้อมที่จะแสดงออกและรับผล
11. ชาติ (ความเกิด)
ความหมาย: การเกิดขึ้นของ "ความเป็นตัวตน" (อัตตา) ในจิตใจ หรือการเกิดทางกายและใจรอบใหม่ในวัฏสงสาร
ความสัมพันธ์: เมื่อมีภพ (ภาวะจิต) ย่อมต้องมีการ "เกิด" ของความรู้สึกว่าเป็นตัวเราผู้ได้รับผลกระทบ
12. ชรามรณะ (ความแก่ ความตาย และความทุกข์ทั้งปวง)
ความหมาย: เมื่อมีความ "เกิด" ขึ้นแล้ว สิ่งที่ตามมาแบบแพ็กเกจคู่คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศกเศร้า ความคร่ำครวญ และความคับแค้นใจทั้งปวง (กองเพลิงแห่งทุกข์)
ความสัมพันธ์: นี่คือปลายทางของวงจร หากยังมีอวิชชา วงจรนี้ก็จะหมุนวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่จบสิ้น
หัวใจสำคัญสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้
ปฏิจจสมุปบาทไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องปรัชญาหรือเรื่องหลังความตาย แต่เป็น "กลไกที่เกิดขึ้นในจิตใจเราทุกๆ วินาที" ที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง
การตัดวงจรนี้ทำได้โดยการฝึกฝน "สติ" และ "ปัญญา" รู้เท่าทัน ณ จุดเปลี่ยนสำคัญ เช่น เมื่อเกิด เวทนา (ความรู้สึกสุข/ทุกข์) ให้รู้ทัน แล้วหยุดใจไม่ให้ไหลไปเป็น ตัณหา (ความอยาก) หรือการฝึกใช้โยนิโสมนสิการ มองเห็นความจริงว่าทุกสิ่งที่มากกระทบและจิตใจที่เป็นอยู่นั้นล้วนเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ก็จะช่วยถอดถอนอวิชชาและดับทุกข์ลงได้
อริยสัจ 4 ในปฏิจจสมุปบาท:
ความเชื่อมโยงลึกซึ้งและการถอดรหัสชีวิต
เมื่อเราศึกษา ปฏิจจสมุปบาท (กระบวนการเกิดขึ้นแห่งทุกข์) ควบคู่ไปกับ อริยสัจ 4 (ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ) เราจะพบว่าทั้งสองหลักธรรมนี้ไม่ใช่เรื่องที่แยกขาดจากกัน แต่เป็น "เหรียญด้านเดียวกัน" โดยปฏิจจสมุปบาทคือแผนผังที่อธิบายรายละเอียดของอริยสัจ 4 ว่าทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร และจะดับลงได้อย่างไร
การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของสองธรรมนี้อย่างละเอียด จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของการปฏิบัติธรรมได้อย่างชัดเจน ดังนี้
ถอดรหัสอริยสัจ 4 ผ่านสายโซ่ปฏิจจสมุปบาท
หากเราแบ่งสายโซ่ปฏิจจสมุปบาท 12 ขั้นตอน ออกตามหลักอริยสัจ 4 จะสามารถจัดหมวดหมู่และอธิบายความสัมพันธ์ได้ดังนี้:
1. ทุกข์ (สภาวะที่ทนได้ยากและเป็นไปตามเหตุปัจจัย)
ตัวแทนในปฏิจจสมุปบาท: นับตั้งแต่ ชาติ จนถึง ชรามรณะ (ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศกเศร้า และความคับแค้นใจทั้งปวง) รวมถึงตัว นามรูป และ วิญญาณ ในแง่ที่เป็นผลลัพธ์ของชีวิต
ความหมายและความสัมพันธ์: สิ่งเหล่านี้คือผลผลิตปลายทาง เป็นภาพสะท้อนของความจริงที่ว่า เมื่อมีชีวิตและขันธ์ 5 เกิดขึ้น ความทุกข์ทั้งปวงจึงเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันเป็นสภาวะที่ต้องดำเนินไปตามกฎของธรรมชาติ
2. สมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์)
ตัวแทนในปฏิจจสมุปบาท: ครึ่งแรกและจุดเชื่อมต่อสำคัญ ได้แก่ อวิชชา, สังขาร, ตัณหา และอุปาทาน (รวมถึง ผัสสะ และ เวทนา ที่เป็นจุดต่อชนวน)
ความหมายและความสัมพันธ์: นี่คือ "เครื่องยนต์" ที่คอยขับเคลื่อนวัฏสงสาร อวิชชา (ความไม่รู้) ทำให้เกิดการปรุงแต่ง (สังขาร) เมื่อกระทบอารมณ์แล้วเกิดความรู้สึก (เวทนา) จิตก็ผลิตความอยาก (ตัณหา) และยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) กลายเป็นเชื้อเพลิงผลักดันให้เกิดภพและชาติต่อไป
3. นิโรธ (ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์)
ตัวแทนในปฏิจจสมุปบาท: การหยุดชะงักและดับลงของสายโซ่แห่งเหตุและปัจจัย เมื่อต้นเหตุถูกทำลาย
ความหมายและความสัมพันธ์: เมื่อปัญญาญาณเกิดขึ้น ทำลายความไม่รู้ (อวิชชา) ลงได้ สังขาร ตัณหา และอุปาทานย่อมดับตาม เมื่อเหตุ (สมุทัย) ดับ ผล (ทุกข์ คือ ชาติ ชรามรณะ) ก็ย่อมดับสนิทอย่างไร้เงื่อนไข
4. มรรค (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์)
ตัวแทนในปฏิจจสมุปบาท: เครื่องมือหรือกระบวนการ "สวนกระแส" ปฏิจจสมุปบาท เช่น การฝึกสติ, การใช้ โยนิโสมนสิการ ในมโนผัสสะ, และการรู้เท่าทันเพื่อ "ละนันทิในเวทนา" (ไม่ให้ความรู้สึกสุข-ทุกข์ไหลลื่นไปเป็นความเพลิดเพลินติดใจ/ตัณหา)
ความหมายและความสัมพันธ์: มรรคคือวิถีทางที่จะเข้าไปตัดวงจรปฏิจจสมุปบาท ณ จุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ เวทนา (เมื่อกระทบแล้วรู้สึก ให้มีสติรู้ทัน ไม่ให้ไหลไปสู่ตัณหา) หรือการมองเห็นความจริงว่าธรรมทั้งปวงรวมถึงจิตเป็นอนัตตา เพื่อถอดถอนอวิชชาออกไป
สรุปความสัมพันธ์: วัฏสงสาร VS นิพพาน
สายเกิดทุกข์ (สมุทัย -> ทุกข์): อวิชชาเป็นเหตุให้เกิดตัณหาและอุปาทาน ผลักดันให้จิตวนเวียนอยู่ในภพชาติและพบกับความทุกข์ระทมไม่รู้จบ
สายดับทุกข์ (มรรค -> นิโรธ): การเจริญมรรค (สติ ปัญญา โยนิโสมนสิการ) เข้าไปรู้เท่าทันและแยกแยะสมมติออกให้เห็นตามความเป็นจริง ตัดตอนที่จุดเชื่อมต่อ (เช่น ดับตัณหาเพราะดับเวทนาด้วยสติ) ทำให้อวิชชาหมดฤทธิ์ และนำพาไปสู่ความหลุดพ้นในที่สุด
จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ:
การเจริญปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ 4 ในชีวิตประจำวัน
การศึกษาปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ 4 จะมีประโยชน์สูงสุดก็ต่อเมื่อเรานำมา "ปฏิบัติจริง" ในชีวิตประจำวัน ทุกครั้งที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง หรือใจคิดนึก
นี่คือแนวทางปฏิบัติที่เรียบง่าย ไม่ยุ่งยาก และสามารถทำได้ทันทีทุกลมหายใจ:
1. ตั้งฐานใจด้วย "โยนิโสมนสิการ" ในมโนผัสสะ
ภาคปฏิบัติ: ในชีวิตประจำวัน เมื่อมีเรื่องราวกระทบเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ (ผัสสะ) ให้ฝึกใจให้แยบคาย มองเห็นความจริงว่า "ทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา" (ไม่ใช่ตัวตนบังคับบัญชาไม่ได้)
วิธีทำ: ฝึกแยกแยะสมมติออกให้เห็นตามความเป็นจริง เช่น เมื่อเกิดความรู้สึกชอบใจหรือขัดเคืองใจขึ้น ให้ระลึกรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสภาวะธรรมที่มากระทบแล้วก็ดับไป ไม่ใช่ "ตัวเรา" ที่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เพื่อป้องกันไม่ให้จิตหลงเข้าใจผิดไปยึดมั่นถือมั่น
2. ตัดวงจรที่จุดเปลี่ยนสำคัญ: "ละนันทิในเวทนา"
ภาคปฏิบัติ: ปฏิจจสมุปบาทจะดำเนินจาก เวทนา (ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ) ไปสู่ ตัณหา (ความอยาก) จุดที่ง่ายที่สุดในการตัดวงจรคือ "ตรงกลางระหว่างเวทนาและตัณหา"
วิธีทำ: เมื่อเกิดความรู้สึกสุขหรือทุกข์ขึ้นมา (เช่น เจ็บป่วยแล้วใจหงุดหงิด หรือได้ยินคำชมแล้วใจฟู) ให้มีสติรู้ทันความรู้สึกนั้นทันที และ "ละนันทิในเวทนา" (ไม่ปล่อยให้ใจไหลไปเพลิดเพลินติดใจ หรือปรุงแต่งต่อเป็นความอยากและความยึดมั่น) แค่รู้เฉยๆ ว่าความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป วงจรทุกข์ก็ถูกตัดขาดตรงนั้นทันที
3. ตรวจสอบอริยสัจ 4 ในใจตนเอง (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค)
ภาคปฏิบัติ: เมื่อความทุกข์ใจเกิดขึ้นในชีวิต (เช่น ความเครียด ความโกรธ ความกลัว) อย่าเพิ่งรีบวิ่งหนี ให้ใช้หลักอริยสัจ 4 มาตรวจสอบแบบง่ายๆ ดังนี้:
กำหนดรู้ทุกข์: ยอมรับความจริงว่า "ตอนนี้มีความทุกข์เกิดขึ้นในใจ" มองดูความทุกข์นั้นเหมือนมองสิ่งของชิ้นหนึ่ง ไม่ใช่พยายามผลักไส
ละสมุทัย (เหตุ): สำรวจดูว่าทุกข์นี้เกิดจากความอยาก (ตัณหา) หรือความยึดมั่นอะไร เช่น อยากให้คนอื่นเป็นดั่งใจ หรือยึดว่านี่คือเรื่องของเรา เมื่อเห็นเหตุแล้ว ให้คลายความอยากนั้นลง
เจริญมรรค (ทางปฏิบัติ): ใช้สติตั้งมั่น ใช้ปัญญาทำความเข้าใจ และใช้โยนิโสมนสิการมองตามความเป็นจริง
สัมผัสนิโรธ (ความดับ): เมื่อละเหตุได้ ความทุกข์ในใจจะค่อยๆ สงบลงและดับไปเอง สัมผัสความโล่งโปร่งสบายที่ไม่มีภาระทางใจ
บทสรุปเพื่อการปฏิบัติ
การปฏิบัติธรรมในแนวทางนี้ ไม่ต้องรอให้ถึงเวลาไปปฏิบัติที่วัด แต่สามารถทำได้ทุกลมหายใจ ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ให้รู้เท่าทันเวทนา ไม่หลงไปกับสมมติ และเตือนใจตนเองอยู่เสมอว่า "ความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง" คือแนวทางหลักในการดำเนินชีวิต การเรียนรู้เช่นนี้จะดำเนินไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น จนกว่ากายนี้จะดับลง
การเรียนรู้และเข้าใจ ปฏิจจสมุปบาท ให้เป็นเรื่องง่ายและไม่ยุ่งยาก สามารถสรุปเป็นเทคนิคสั้นๆ และนำมาปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน ดังนี้:
เทคนิคและวิธีการเรียนรู้แบบเข้าใจง่าย
1. มองเป็น "กลไกธรรมชาติ" ไม่ใช่เรื่องลี้ลับ
2. ให้มองปฏิจจสมุปบาทเป็นสคริปต์หรือโปรแกรมอัตโนมัติของจิตใจ ว่าเมื่อมีสิ่งนี้มากระทบ จะเกิดสิ่งนี้ตามมาเป็นทอดๆ เหมือนโดมิโนล้มต่อกัน ไม่ใช่เรื่องปรัชญาชั้นสูงที่ไกลตัว
3. จับคู่จุดเชื่อมต่อที่สำคัญที่สุด (เวทนา => ตัณหา)
4. แทนที่จะท่องจำทั้ง 12 ขั้นตอนให้ปวดหัว ให้โฟกัสที่จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในชีวิตประจำวัน คือ "เมื่อเกิดความรู้สึก (เวทนา) แล้ว อย่าปล่อยให้ไหลไปเป็นความอยาก (ตัณหา)" นี่คือหัวใจของการตัดวงจรทุกข์
5. ใช้ "โยนิโสมนสิการ" เป็นแว่นขยายใจ
6. ฝึกมองทุกสิ่งที่มากระทบด้วยการแยบคาย ตีแผ่สมมติออกให้เห็นตามความเป็นจริง เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าใจผิดไปยึดมั่นในสมมติเหล่านั้น และมองเห็นว่าธรรมแต่ละธรรมทำหน้าที่ของตนเอง
7. ฝึก "ละนันทิในเวทนา" ในทุกปัจจุบันขณะ
8. นันทิคือความเพลิดเพลินติดใจ เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง แล้วเกิดความรู้สึกสุขหรือทุกข์ ให้มีสติรู้ทันและ ละนันทิในเวทนา ไม่ให้สังขารปรุงแต่งต่อ วงจรปฏิจจสมุปบาทก็จะหยุดทำงานทันที
9. ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องด้วยท่าทีที่ถูกต้อง
10. ตั้งมั่นในแนวทาง ความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง และเข้าใจว่าการเรียนรู้เรื่องจิตใจนี้ไม่มีวันจบสิ้น จนกว่ากายนี้จะดับลง
ท่ามกลางเรื่องราวที่มากกระทบในแต่ละวัน คุณมีวิธีสังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะอย่างไรบ้าง?
การดับกิเลสและดับทุกข์ในกระแสปฏิจจสมุปบาท สามารถทำได้อย่างเป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวัน โดยอาศัยการรู้เท่าทันกลไกของจิตตามแนวทางต่อไปนี้:
วิธีการดับทุกข์ในกระแสปฏิจจสมุปบาท
1. ตัดวงจรที่จุดเชื่อมสำคัญ (เวทนา => ตัณหา)
2. กระบวนการทุกข์มักไหลลื่นจาก ผัสสะ (การกระทบ) => เวทนา (ความรู้สึกสุข ทุกข์ เฉยๆ) => ตัณหา (ความอยาก)
3. วิธีดับคือการฝึก "ละนันทิในเวทนา" (ไม่ให้สังขารปรุงแต่งไปเป็นนันทิราคะหรือความเพลิดเพลินติดใจ) เมื่อมีความรู้สึกสุขหรือทุกข์เกิดขึ้น ให้มีสติรู้ทันและหยุดใจไว้แค่นั้น ไม่ปล่อยให้ไหลไปเป็นความอยากหรือความยึดติด วงจรทุกข์ย่อมขาดลง ณ ปัจจุบันขณะ
4. ตีแผ่สมมติด้วยวิชชา (ถอนอวิชชา)
พระพุทธเจ้าทรงสอน วิชชา เพื่อให้แยกแยะสมมติออกให้เห็นตามความเป็นจริง หรือการตีแผ่สมมติ เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าใจแบบผิดๆ ในทุกสมมติ เช่น แยกแยะให้เห็นว่าเรื่องราว บุคคล หรือสิ่งสมมติภายนอกนั้นเป็นเพียงสิ่งสมมติ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง
ใช้โยนิโสมนสิการและเห็นแจ้งความจริง
เปลี่ยนมาใช้ โยนิโสมนสิการ ในมโนผัสสะ และเห็นแจ้งว่าทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา ทำความเข้าใจว่ามีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเอง ธรรมใดทำกิจผิดคือบิดเบือนธรรมชาติ และจิตก็เป็นธรรมอีกธรรมหนึ่ง การเห็นความจริงเช่นนี้ช่วยให้จิตคลายจากการยึดมั่นถือมั่น
ตั้งแนวปฏิบัติด้วยความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง
วาง "ความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง" ไว้เป็นแนวทางการปฏิบัติหลัก เมื่อไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวกูของกู อุปาทาน (ความยึดมั่น) ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้
การเรียนรู้และปฏิบัติเช่นนี้ไม่มีวันจบสิ้น จนกว่ากายนี้จะดับลง จึงจะหมดการเรียนรู้
เมื่อเกิดการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในชีวิตประจำวัน คุณมักจะสังเกตเห็นจุดเชื่อมต่อไหนของใจได้ชัดเจนที่สุดระหว่างวัน?
ปุถุชนทั่วไปสามารถนำ ปฏิจจสมุปบาท มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างง่ายดายและเป็นรูปธรรม โดยไม่ต้องรอให้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางธรรมะ เนื่องจากกระบวนการนี้เป็นเรื่องของจิตใจที่เกิดขึ้นกับทุกคนในทุกๆ วันอยู่แล้ว นี่คือแนวทางปฏิบัติที่ทำได้จริง:
แนวทางการนำปฏิจจสมุปบาทไปใช้ในชีวิตประจำวัน
1. ทันทีที่เกิดอารมณ์ ให้หยุดที่ "เวทนา" (ความรู้สึก)
ในชีวิตประจำวัน เมื่อเราเจอเรื่องมากระทบ (เช่น รถติด คนพูดไม่ถูกใจ หรือได้ของถูกใจ) จะเกิดความรู้สึกสุขหรือทุกข์ขึ้นทันที (เวทนา)
วิธีใช้: ฝึก "ละนันทิในเวทนา" คือมีสติรู้ทันความรู้สึกนั้นทันที ไม่ปล่อยให้ใจไหลไปปรุงแต่งต่อเป็นความเพลิดเพลินติดใจ หรือความอยากผลักไส (ตัณหา) แค่รู้ว่า "อ๋อ... ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นแล้ว" วงจรทุกข์ก็จะถูกตัดขาดตั้งแต่ตรงนั้น ไม่ลุกลามไปเป็นความหงุดหงิดหรือความเครียดใหญ่โต
2. แยกแยะ "สมมติ" ออกจากความเป็นจริง
พระพุทธเจ้าทรงสอนวิชชาเพื่อให้แยกแยะสมมติออกให้เห็นตามความเป็นจริง
วิธีใช้: เมื่อเจอเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต เช่น คำชม คำนินทา หรือปัญหาการทำงาน ให้เตือนสติตัวเองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียง "สมมติ" ของโลก (เช่น สมมติว่าเป็นตำแหน่งหน้าที่ สมมติว่าเป็นเรื่องน่าพอใจ/ไม่พอใจ) ฝึกตีแผ่สมมติเหล่านี้เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าใจผิดและเข้าไปแบกรับทุกข์
3. ใช้ "โยนิโสมนสิการ" มองตามความเป็นจริง
วิธีใช้: เปลี่ยนจากการคิดแบบไหลตามอารมณ์ มาเป็นการใช้โยนิโสมนสิการในมโนผัสสะ (เมื่อเรื่องมากระทบใจ) และเห็นแจ้งว่า ทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา มีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเอง ธรรมใดทำกิจผิดคือบิดเบือนธรรมชาติ และจิตก็เป็นธรรมอีกธรรมหนึ่ง การมองแบบนี้จะช่วยให้จิตคลายความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็น "ตัวเรา" ที่กำลังเดือดร้อน
4. ถือหลัก "ความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง"
วิธีใช้: นำแนวทาง "ความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง" มาเป็นแนวปฏิบัติหลักในชีวิตประจำวัน ลดการเอาตัวตนไปผูกติดกับคำชม คำติ หรือเหตุการณ์ต่างๆ เมื่อไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวกูของกู ความทุกข์ใจย่อมเกิดขึ้นได้ยาก และตระหนักว่าการเรียนรู้เช่นนี้ไม่มีวันจบสิ้น จนกว่ากายนี้จะดับลง
การนำปฏิจจสมุปบาทมาใช้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นการฝึกรู้เท่าทัน "ทางไหลของใจ" ในทุกๆ วินาทีที่ตาเห็นรูปและหูได้ยินเสียงนั่นเอง
ผู้ที่เจริญปฏิจจสมุปบาทและฝึกฝนการรู้เท่าทันกระบวนการแห่งเหตุและปัจจัยตามหลักธรรม จะได้รับผลลัพธ์ที่สำคัญและเป็นรูปธรรมต่อจิตใจ ดังนี้:
ผลลัพธ์ที่ผู้เจริญปฏิจจสมุปบาทจะได้รับ
1. ตัดวงจรแห่งความทุกข์ได้ตั้งแต่ต้นทาง
เมื่อฝึกฝนการมีสติรู้เท่าทัน ณ จุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเฉพาะการ "ละนันทิในเวทนา" (ไม่ให้สังขารปรุงแต่งไปเป็นนันทิราคะหรือความเพลิดเพลินติดใจ) และฝึกใช้โยนิโสมนสิการ จะทำให้สามารถตัดวงจรปฏิจจสมุปบาทไม่ให้ไหลไปสู่ตัณหาและอุปาทาน ความทุกข์ใจ ความโกรธ หรือความโลภจึงไม่ถูกผลิตซ้ำและดับลงตั้งแต่ตรงนั้น
2. เกิด "วิชชา" แยกแยะสมมติออกตามความเป็นจริง
ได้รับผลลัพธ์ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน คือการมีวิชชาเพื่อแยกแยะสมมติออกให้เห็นตามความเป็นจริง หรือการตีแผ่สมมติ ช่วยให้จิตไม่หลงเข้าใจผิดหรือเข้าไปยึดติดกับเรื่องราว บุคคล หรือสิ่งสมมติภายนอกที่มากระทบในชีวิตประจำวัน
3. เห็นแจ้งความจริงว่าจิตและธรรมทั้งปวงเป็น "อนัตตา"
เข้าใจความจริงว่ามีแต่ธรรมแต่ละธรรมที่ทำหน้าที่ของตัวเอง และจิตก็เป็นธรรมอีกธรรมหนึ่ง ไม่ใช่ตัวตนบังคับบัญชาไม่ได้ การเห็นแจ้งเช่นนี้ช่วยถอนความเห็นผิดและคลายความยึดมั่นถือมั่นลงได้
4. มีความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเองเป็นฐานใจ
เกิดแนวปฏิบัติหลักในการดำเนินชีวิตด้วย "ความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง" ลดการเอาตัวตนไปแบกรับปัญหาหรือคำตัดสินของโลก ทำให้จิตใจมีความเบาสบาย ปลอดโปร่ง และเป็นอิสระจากความทุกข์ระทม
เข้าสู่การเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบสิ้นอย่างตื่นรู้
ได้แนวทางในการปฏิบัติที่ต่อเนื่องและยาวนาน ตระหนักว่าการเรียนรู้และขัดเกลาจิตใจนี้ไม่มีวันจบสิ้น จนกว่ากายนี้จะดับลง จึงจะหมดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นการเดินทางชีวิตด้วยความเข้าใจธรรมชาติอย่างแท้จริง
ในพระไตรปิฎก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่องและให้ความสำคัญกับเรื่อง "ปฏิจจสมุปบาท" (และสภาวธรรมที่เนื่องกันคือ ปฏิจจสมุปปันนธรรม) เป็นอย่างมาก โดยทรงตรัสไว้ในพระสูตรต่างๆ เช่น มหาหัตถิปโทปมสูตร ว่า:
"ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท"
พุทธพจน์และหลักการสำคัญที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ สรุปได้ดังนี้:
1. นิยามและความเป็นจริงอันเที่ยงแท้
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ปฏิจจสมุปบาทไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น หรือมีใครดลบันดาลขึ้น แต่เป็น "ธาตุอันเป็นกฎธรรมดา" ที่ทรงอยู่เช่นนั้นเอง ไม่ว่าจะมียุคที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม ความจริงข้อนี้ก็ยังคงตั้งอยู่
ปฏิจจสมุปบาท: คือสภาวะของการมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย จึงทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่
ปฏิจจสมุปปันนธรรม: คือตัวสภาวะธรรมทั้งหลายที่ตกเป็นผล ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา ซึ่งล้วนแต่ "ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมีความดับไปเป็นธรรมดา"
2. พุทธพจน์แสดง 2 สาย (สายเกิดทุกข์ และ สายดับทุกข์)
พระองค์ทรงจำแนกการทำงานของจิตและชีวิตออกเป็น 2 ด้านอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเห็นทั้งทางมาแห่งทุกข์และทางไปสู่ความพ้นทุกข์:
สมุทยวาร (สายเกิด): แสดงความเชื่อมโยงว่า เพราะมีความไม่รู้ (อวิชชา) เป็นเหตุ จึงเกิดการปรุงแต่ง (สังขาร) ไล่เรียงเรื่อยมาจนถึงความรู้สึก (เวทนา) ความอยาก (ตัณหา) ความยึดมั่น (อุปาทาน) และกลายเป็นกองทุกข์ทั้งปวง (ชาติ ชรามรณะ โศก ริ้น ไร ร่ำไร)
นิโรธวาร (สายดับ): ทรงแสดงในทางตรงกันข้ามว่า หากต้นตอหรือปัจจัยแต่ละตัวถูกทำลายลง (เช่น เพราะความสำรอกดับไม่เหลือแห่งอวิชชา สังขารจึงดับ... ไล่เรียงจนถึงชาติดับ) กองทุกข์ทั้งมวลก็ย่อมดับสิ้นลงอย่างไม่มีเหลือ
3. แก่นแท้ของการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น
ในพระพุทธพจน์หลายตอน พระองค์ทรงชี้ชวนให้สาวกไม่ได้เรียนปฏิจจสมุปบาทเพื่อเป็นแค่ความรู้ปริยัติ แต่เพื่อนำมาพิจารณาทำความเข้าใจด้วยปัญญาอันชอบ ณ ปัจจุบันขณะที่ผัสสะมากกระทบ (เช่น การเห็นความจริงของเวทนาและตัณหา) เพื่อให้จิตเกิดความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัด และหลุดพ้นจากอาสวกิเลสในที่สุด
ถอดรหัสชีวิตด้วยปฏิจจสมุปบาท:
กลไกแห่งทุกข์และการดับทุกข์ตามพระไตรปิฎก
หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า "ปฏิจจสมุปบาท" แต่อาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก ลึกซึ้ง หรือไกลตัว แท้จริงแล้ว ปฏิจจสมุปบาทคือ "กฎแห่งเหตุและผลของธรรมชาติ" ที่อธิบายว่า ชีวิต จิตใจ และความทุกข์ของเราไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีกลไกการขับเคลื่อนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญที่สุดคือ มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ตอนตายแล้วเกิดใหม่ แต่เกิดขึ้น "กลางใจเราทุกๆ วินาที" ที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจปฏิจจสมุปบาทแบบละเอียด เข้าใจง่าย และนำไปปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ได้จริงในชีวิตประจำวัน
1. ปฏิจจสมุปบาท 12 ขั้นตอน: สายโซ่แห่งการเกิดทุกข์ (อนุโลม)
ตามพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ทรงจำแนกวงจรการเกิดทุกข์ออกเป็น 12 ขั้นตอน (สมุทยวาร) ที่ไหลต่อกันเหมือนโดมิโน ดังนี้:
1. อวิชชา (ความไม่รู้จริง): ความหลง ไม่รู้แจ้งในความจริงของธรรมชาติ (อริยสัจ 4) ทำให้จิตมองโลกผิดเพี้ยนไป
2. สังขาร (การปรุงแต่ง): เมื่อมีความไม่รู้เป็นทุนเดิม จิตจึงเกิดการคิดนึกปรุงแต่ง ปรุงแต่งทั้งทางดี ชั่ว หรือเฉยๆ
3. วิญญาณ (การรับรู้): ผลจากการปรุงแต่ง ทำให้เกิดระบบการรับรู้ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
4. นามรูป (กายและใจ): การผสานการทำงานร่วมกันของกายและใจ เพื่อรองรับการรับรู้สิ่งเร้า
5. สฬายตนะ (อายตนะภายใน 6): ประตูรับรู้ทั้ง 6 (ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ) ที่เปิดไว้ติดต่อกับโลกภายนอก
6. ผัสสะ (การกระทบ): การที่ประตูรับรู้ไปกระทบกับสิ่งเร้า เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง
7. เวทนา (ความรู้สึก): ทันทีที่กระทบ ความรู้สึกจะเกิดขึ้นทันทีว่าเป็น สุข (ชอบใจ), ทุกข์ (ไม่ชอบใจ) หรือ เฉยๆ
8. ตัณหา (ความอยาก): เมื่อเกิดความรู้สึก (เวทนา) จิตมักไหลไปสู่ความอยาก อยากได้-อยากเสพ (เมื่อสุข) หรืออยากผลักไส-อยากหนี (เมื่อทุกข์)
9. อุปาทาน (ความยึดมั่น): ความยึดติดถือมั่น ปักใจว่า "นี่คือตัวเรา ของเรา" อย่างเหนียวแน่น
10. ภพ (ภาวะจิต/บ้านของจิต): ภาวะจิตใจที่ถูกปรุงแต่งจนพร้อมจะแสดงออกและรับผล (เช่น ภพของความโกรธ ภพของความโลภ)
11. ชาติ (ความเกิด): การเกิดขึ้นของความเป็นตัวตน (อัตตา) ในจิตใจ
12. ชรามรณะ (ความแก่ ความตาย และความทุกข์ทั้งปวง): ปลายทางของวงจร เมื่อมีความเกิด ความแก่ เจ็บ ตาย ความโศกเศร้า และความคับแค้นใจทั้งปวงจึงติดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2. มิติของเวลา: ปฏิจจสมุปบาทใน "ปัจจุบันขณะ"
แม้ในทางทฤษฎี ปฏิจจสมุปบาทจะอธิบายการเชื่อมโยงข้ามภพชาติ แต่ในแง่ของการปฏิบัติ พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า วงจรนี้เกิดขึ้นและจบลงภายในเสี้ยววินาทีในปัจจุบันขณะ เช่น:
เมื่อหูได้ยินคำตำหนิ (ผัสสะ) => เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ (เวทนา) => จิตปรุงแต่งอยากเถียงกลับ (ตัณหา) => เกิดความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเองต้องไม่ยอมแพ้ (อุปาทาน) => กลายเป็นความทุกข์ร้อนใจ (ชาติ ชรามรณะ) ทันทีในตอนนี้
3. ความเชื่อมโยงกับ "อริยสัจ 4"
ปฏิจจสมุปบาทคือแผนผังขยายความของอริยสัจ 4 ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น:
ทุกข์: แทนด้วย ชาติ ชรามรณะ นามรูป และวิญญาณ (ผลลัพธ์ของความทุกข์)
สมุทัย (เหตุเกิดทุกข์): แทนด้วย อวิชชา สังขาร ตัณหา และอุปาทาน (เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนวัฏสงสาร)
นิโรธ (ความดับทุกข์): การที่เหตุปัจจัยถูกทำลายลง ทำให้วงจรทุกข์ดับสนิท
มรรค (ทางปฏิบัติ): เครื่องมือในการ "สวนกระแส" ตัดวงจรปฏิจจสมุปบาท
วิธีการปฏิบัติ: จากทฤษฎีสู่ภาคปฏิบัติจริง
เราสามารถนำปฏิจจสมุปบาทมาปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ในชีวิตประจำวันได้ง่ายๆ ผ่าน 4 ขั้นตอนนี้:
1. ดักรอที่จุดเปลี่ยน "เวทนา => ตัณหา":
จุดที่ตัดวงจรได้ง่ายที่สุดคือ เวทนา (ความรู้สึกสุขหรือทุกข์) เมื่อเกิดความรู้สึกขึ้น ให้ฝึก "ละนันทิในเวทนา" (ไม่ปล่อยให้ใจไหลไปเพลิดเพลินติดใจ หรือปรุงแต่งต่อเป็นความอยาก) แค่มีสติรู้ทันและหยุดใจไว้ตรงความรู้สึกเฉยๆ วงจรทุกข์จะถูกตัดขาดทันที
2. ตีแผ่สมมติด้วย "วิชชา":
พระพุทธเจ้าสอนวิชชาเพื่อให้แยกแยะสมมติออกให้เห็นตามความเป็นจริง เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าใจผิดในทุกสมมติ เช่น เมื่อเจอคำชมหรือคำติ ให้รู้ว่าเป็นเพียงเรื่องสมมติ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง
3. ใช้ "โยนิโสมนสิการ" ในมโนผัสสะ:
เมื่อมีเรื่องราวกระทบใจ ให้ฝึกมองด้วยความแยบคาย เห็นแจ้งว่าทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา มีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเอง ธรรมใดทำกิจผิดคือบิดเบือนธรรมชาติ และจิตก็เป็นธรรมอีกธรรมหนึ่ง
4. ตั้งฐานใจด้วย "ความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง":
วางใจไว้ในฐานะแนวทางการปฏิบัติหลัก ลดการเอาตัวตนไปแบกรับเรื่องราวต่างๆ และตระหนักว่าการเรียนรู้เช่นนี้ไม่มีวันจบสิ้น จนกว่ากายนี้จะดับลง จึงจะหมดการเรียนรู้
บทสรุป
การเรียนรู้ปฏิจจสมุปบาทจึงไม่ใช่เรื่องของการท่องจำตำรา แต่คือการมี "สติและปัญญา" มาคอยเฝ้าสังเกตความจริงของจิตใจในทุกครั้งที่ตาเห็นรูปและหูได้ยินเสียง เมื่อเข้าใจกลไกเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง เราย่อมสามารถถอดถอนความทุกข์ออกจากใจ และดำเนินชีวิตด้วยความตื่นรู้ในปัจจุบันขณะได้อย่างแท้จริง
(( อาวุธที่ใช้ในการดับกิเลสดับทุกข์ ))
(( การดับทุกข์ด้วยแก่นมรรค ))
(( ที่ตั้งของจิตที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ ))
(( วิธีฝึกแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( ทุกข์เกิดและทุกข์ดับในกระแสปฏิจจสมุปบาท ))
(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))
(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))
(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ ))
(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ ))
(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))
(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))
(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ]
[ ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4 กดดูที่นี่....))
(( ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ]
[ ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
Translate: Please go to the sub-menu on your left.
翻译:请前往您左侧的子菜单。