Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 ด้วยแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)

ตีแผ่และเข้าใจความจริงในขันธ์ 5 แหล่งเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์

ขันธ์ 5 เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว(สังขตธรรม)

มาจากการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัย เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในที่สุด

ปฏินิสสัคคะ(การสลัดคืนในขันธ์ 5)

จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากจิตยังไม่เกิดปัญญา(วิชชา)รวบยอดที่ว่า....

"เนตัง มะมะ, เนโสหะมัสมิ, น เมโส อัตตา"

นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา(ขันธ์ 5)

ถ้าท่านอยู่กับ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในทุกขณะจิต กิเลส(ทุกข์)จะหาท่านไม่พบ ตราบใดที่ยังสามารถครองแก่นมรรคได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จงใช้แก่นมรรคเป็นที่อยู่ของจิต(วิหารธรรม)ปลอดภัย ปลอดกิเลส ปลอดทุกข์ในทุกขณะจิต

ตีแผ่ขันธ์ 5 ด้วยแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)
ขันธ์ 5 คือ โรงงานผลิตทุกข์ดีๆนี่เอง(ทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ)
ย่อขันธ์ 5 เหลือ รูป(กาย) กับ นาม( เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ )
ย่อลงอีกเหลือเพียง....กาย + จิต ....เท่านั้น ไม่มีตัวเราในจุดใดเลย


   ที่มาของทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงใน..มนุษย์..มาจาก 2 ทางคือ..

1 ) ทุกข์ที่มาจาก...รูปธรรม(รูปกาย) เช่น เจ็บป่วย  แก่ชรา  ตาย  
2 ) ทุกข์ที่มาจาก...นามธรรม(จิตใจ) เช่น จากการปรุงแต่งของ...อกุศลเจตสิก 
อกุศลเจตสิก 14 ดวง คือ ตัวการปรุงแต่ง...กิเลส ตัณหา อุปาทาน(ทุกข์ทางใจ) นี่คือ เหตุผลที่ต้อง..เจริญแก่นมรรค...ในทุกขณะจิต
ตัวการใหญ่ของกิเลสคือ อวิชชา(โมหเจตสิก) อกุศลเจตสิกทุกๆดวงมีโมหเจตสิก(อวิชชา)เป็นองค์ประกอบร่วมทั้งหมด อวิชชานอนเนื่องมากับจิตตั้งแต่แรกเกิดแล้ว ดังนั้น จึงเกิดง่าย ผัสสะเกิด เวทนาเกิด นันทิราคะ ซึ่งเป็นเชื้อของ ตัณหา เกิดติดตามมาทันที
จิต
คือ ธรรมที่รับรู้ทุกข์ที่มาจาก...ทั้งทางกายและทางใจ...ล้วนมาลงที่..จิตใจ..ทั้งหมด เป็นจุดที่รองรับทุกข์จากทุกทิศทุกทาง

ขันธ์ 5 คืออะไร??? 

มาทำความเข้าใจเรื่องขันธ์ 5  

มาทำความเข้าใจ “กลไกของชีวิต” เพื่อรู้เท่าทันความทุกข์
เคยสงสัยไหมครับว่า ตัวเราที่กำลังนั่งอยู่ตรงนี้ กำลังคิด กำลังรู้สึก หรือกำลังอ่านข้อความนี้อยู่... แท้จริงแล้วประกอบขึ้นมาจากอะไร?
ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงจำแนก "สิ่งที่เราทึกทักเอาว่าเป็นตัวเรา" ออกเป็น 5 ส่วน เรียกว่า "ขันธ์ 5" (กองหรือกลุ่มแห่งส่วนประกอบของชีวิต) เพื่อให้เราเห็นตามความเป็นจริงว่า ชีวิตนี้ไม่ใช่ก้อนที่มั่นคงถาวร แต่เป็นเพียงกลไกธรรมชาติ 5 ตัวที่ทำงานประสานกันอยู่ตลอดเวลา

ขันธ์ 5 เป็น สังขตธรรม(ธรรมที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่ง)
1 ) รูปธรรม(กาย) มาจากการปรุงแต่ง(รวมตัวกัน)ของ ดิน น้ำ ลม ไฟ(มหาภูตรูป) ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์( อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ) เกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วขณะ และดับสลายไปในที่สุด(เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาตั้งแต่เริ่มต้น)
รูป(กาย) => ดิน + น้ำ + ลม + ไฟ  รวมตัวกัน(ปรุงแต่ง)ออกมาเป็นกาย
มหาภูตรูป(ดิน น้ำ ลม ไฟ)คือต้นกำเนิดของ...อุปาทายรูปทั้งหมด.....
 
2 ) นามธรรม ประกอบไปด้วย...เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ...ทั้งหมดนี้ก็มาจากการปรุงแต่งเช่นกัน(สังขาร)เป็นสังขตธรรม อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ทั้งหมดเช่นกัน เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว
จิต(วิญญาณ)เป็นต้นดำเนิดของเจตสิกเวทนา สัญญา สังขาร(52)
อวิชชา(ปรุง)=> สังขาร(ปรุง) => วิญญาณ(จิต) => นามรูป
ปฐมเหตุหรือต้นเรื่องของนามรูป(ในมนุษย์)จึงมาจากอวิชชา(โมหเจตสิก)

จะเห็นได้ว่าขันธ์ 5 (รูปธรรมและนามธรรม)เป็น สังขตธรรมทั้งหมด(มาจากการปรุงแต่ง)เป็น อนิจจัง(ไม่เที่ยงแท้แน่นอน) ทุกขัง(ไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมได้) อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา บังคับควบคุมไม่ได้)มาตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว ดังนั้นรูปและนามที่เป็นสังขตธรรมจึงอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์มาตั้งแต่เริ่มต้นที่เป็นขันธ์ 5 แล้ว การดับลงของขันธ์ก็คือการเปลี่ยนสภาวะของธาตุทั้ง 5 ใช้สมมติบัญญัติว่า มรณะ(ตาย)เท่านั้น ในความเป็นจริงคำว่า ตายหรือมรณะไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงสภาวะที่สมมติขึ้นมาให้เห็นเป็นรูปธรรมเพื่ออธิบายกลไกการเปลี่ยนสภาวะเท่านั้น ถ้าเราแยกแยะ "สมมติ" เหล่านี้ออกจากกันได้ เราจะไม่หลงไปยึดมั่นถือมั่นและยึดติดในขันธ์ 5 จนกลายเป็นความทุกข์ การยึดมั่นถือมั่นเกิดจากความไม่รู้(อวิชชา) อกุศลเจตสิกที่ชื่อโมหเจตสิก(อวิชชา)ไปปรุงแต่งจิตให้เข้าไปยึดในขันธ์ 5 จิตจึงรับรู้การยึดแบบเต็มๆ ทุกข์จึงมาเยือนจิตเต็มๆตามการยึดที่เกิดขึ้น(ยึดว่า กาย(รูป) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นของจิตด้วยความหลงผิดจากอวิชชา)
 
อวิชชา(ความหลง ความไม่รู้วิชชา)
โครงสร้างปฏิจจสมุปบาท
อวิชชา=>สังขาร=>วิญญาณ=>นามรูป(ขันธ์ 5)=>ฉฬายตนะ=>ผัสสะ......
 
ในโครงสร้างของปฏิจจสมุปบาทด้านบนจะเห็นชัดเจนว่า ปฐมเหตุหรือต้นเรื่องความเป็นมาและการเกิดขึ้นของมนุษย์จะเริ่มต้นที่ อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่งและเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารและสังขารเป็นปัจจัยและปรุงแต่งวิญญาณ(จิต) วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป(ขันธ์ 5)ขึ้นมา ดังนั้น อวิชชาจึงฝังตัวอยู่ในวิญญาณ(จิต)มาตั้งแต่เริ่มต้นแล้วหมุนวนเป็นวัฏฏะไปเรื่อยๆจนกว่าจะดับอวิชชาได้แบบสิ้นเชิงวัฏฏะนี้จึงจะหยุดลง(หยุดหมุน) มนุษย์จึงประกอบด้วยอวิชชาเป็นแกนหลักๆ เมื่ออวิชชาเกิด ตัณหาจึงเกิด อุปาทานจึงเกิด ทุกข์จึงเกิด(ตามหลักอิทัปปัจจยตาหรือหลักเหตุและผล)นี่คือเหตุผลที่พระพุทธเจ้าสอนวิชชา(ปัญญา)ให้กับมนุษย์ เมื่อวิชชาเกิด อวิชชาย่อมดับลง สองธรรมนี้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้เหมือนกรณีความมืด(อวิชชา)กับความสว่าง(วิชชา)ที่ไม่สามารถเกิดพร้อมกันหรือเกิดร่วมกันได้ ฉันใดก็ฉันนั้น
 
เจาะลึกโครงสร้าง ขันธ์ 5: มีอะไรบ้าง?
พระพุทธเจ้าสอนวิชชา(ปัญญารู้แจ้งเห็นจริง)ในขันธ์ 5 (ทุกๆขันธ์)ให้กับมนุษย์ เพื่อตีแผ่ความจริงในแต่ละขันธ์ว่าคืออะไร ทุกๆขันธ์ในขันธ์ 5 ล้วนมาจากการปรุงแต่งทั้งสิ้น เป็นอสังขตธรรมทั้งหมด อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์คือ อนิจจัง(ไม่เที่ยง) ทุกขัง(เป็นทุกข์) อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน)

ขันธ์ 5 ประกอบไปด้วย...รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ย่อลงมาเหลือ....
จิต   กับ   กาย
จิต(วิญญาณ)  เจตสิก(เวทนา สัญญา สังขาร) รูป..(ปรมัตถ์) 
ย่อลงมาอีกเหลือเพียง....
รูป  กับ  นาม  เท่านั้น 
รูป(กาย) มาจาก...การรวมตัวหรือการปรุงแต่งของ..ดิน น้ำ ลม ไฟ...
นาม(เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)มาจาก...การปรุงแต่งจากธรรมชาติ ไม่มีส่วนใดที่เป็น...ตัวเรา หรือ ของเรา สักนิดเดียว


กายหรือรูปกายที่เป็นรูปธรรม สัมผัสได้ด้วย..ตา หู จมูก ลิ้น กาย...รูปกายทั้งหมดมาจากการรวมตัวหรือการปรุงแต่งของ...ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ...กายมีเพียงเท่านี้ ดูความจริงได้จากเมื่อร่างกายถูกเผาเป็นเถ้าถ่านเหลืออะไรบ้าง??? ก็มีแค่...ดิน  น้ำ ลม  ไฟ...เป็นองค์ประกอบเพียงเท่านั้น ความเหมือนในความต่าง บรรดารูปธรรมทุกๆอย่างในโลกนี้ ทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ล้วนมาจากที่เดียวกันคือ....ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ...ทั้งสิ้น แก้วน้ำ เสื้อผ้า รถยนต์ ล้วนมามีที่มาจากแหล่งเดียวกันคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ..นี่คือ ความจริง...ซึ่งเท่ากับมนุษย์ก็วนเวียนอยู่กับ...ดิน น้ำ ลม ไฟ..นี่เอง อาหาร ก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น นี้คือ ส่วนที่เป็น รูปธรรม


แล้วทุกข์ในขันธ์ 5 เกิดขึ้นได้อย่างไร???
- ทุกข์ทางกาย(ทุกข์ธรรมชาติเดิมของกาย)คือเจ็บป่วย แต่กายไม่รับรู้ทุกข์ เพราะกายเป็นเพียงวัตถุที่ไม่มีความรู้สึกนึกคิดอะไรที่มาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ... ตัวที่ทำหน้าที่รับรู้ก็คือ จิต กายเจ็บป่วย แต่ จิต เป็นตัวรับรู้ความเจ็บป่วยของกาย ทุกข์ทางกายเกิดจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ..ไม่สมดุลและไม่สามัคคีกัน จึงทำให้เกิดการเจ็บป่วย เป็นโรคต่างๆติดตามมาดังกล่าว

- ทุกข์ทางจิตใจ(จากการปรุงแต่ง)เป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นมาทางจิตใจ(ที่ไม่เกี่ยวกับกาย)จะมาจากสิ่งต่อไปนี้.....ในขันธ์ 5 จะมี สังขารขันธ์ และสังขารขันธ์ตัวนี้เป็นแหล่งรวมเจตสิกปรุงแต่ง(คือตัวปรุงแต่งจิตให้เป็นไปต่างๆนาๆดีหรือเลว) ใน สังขารขันธ์ จะมีเจตสิกรวมกันอยู่ 52 เจตสิก(ไม่นับเวทนา สัญญา)ใน 52 เจตสิกนี้จะมี อกุศลเจตสิกอยู่ 14 ดวง ที่ปรุงแต่งธรรมที่เป็นอกุศลหรือธรรมที่ไม่ดีหรือ บรรดากิเลสและอาสวะทั้งปวงที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมานั่นเอง อกุศลเจตสิกตัวนี้แหละคือตัวดีในการสร้างทุกข์(กิเลสและอาสวะทั้งปวง) ท่านอาจจะมีคำถามต่อว่า แล้วจะจัดการธรรมที่เป็นอกุศลเหล่านี้ได้อย่างไร??? คำตอบก็คือ ก็เจริญธรรมที่เป็นกุศล แล้วธรรมที่เป็นอกุศลก็จะดับลง สังขารเจตสิกไม่ได้เลวทั้งหมด ยังมีส่วนที่ดีมากถึง 25 ดวง(กุศลเจตสิก) สติ สมาธิ ปัญญา คือธรรมที่ดี(เป็นกุศลเจตสิก)ถือว่าเป็น...วิชชา(ปัญญา) ส่วนธรรมที่เป็นอกุศลถือว่าเป็น..อวิชชา(ความไม่รู้) วิชชาเกิด อวิชชาจะดับลง ธรรมสองธรรมนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลง นี่คือ เหตุผลที่พระพุทธเจ้าให้เจริญมรรคหรือเดินมรรคในทุกๆขณะจิต เพื่อสร้าง วิชชา(ปัญญา)ให้เกิดนั่นเอง วิชชาเกิด อวิชชาดับ ตัณหาดับ อุปาทานดับ ทุกข์ดับ ตามหลักอิทัปปัจจยตา


ขันธ์ 5 แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ รูป (กายภาพ) และ นาม (จิตภาพ) ดังนี้
                 [ ขันธ์ 5: โครงสร้างของชีวิต ]
                               │
       ┌───────────────────────┴───────────────────────┐
   [ รูปขันธ์ ]                                    [ นามขันธ์ ]
   (ส่วนที่เป็นกาย)                                 (ส่วนที่เป็นจิตและเจตสิก)
                                                       │
                               ┌───────────────────────┼───────────────────────┐
                          [ เวทนาขันธ์ ]          [ สัญญาขันธ์ ]          [ สังขารขันธ์ ]       [ วิญญาณขันธ์ ]
                          (ความรู้สึกสุข/ทุกข์)       (ความจำได้หมายรู้)       (ความปรุงแต่งจิต)   (ความรู้แจ้งอารมณ์)

1. รูปขันธ์ (กองรูป)

       
ความต่างของการมองรูปกายด้วย วิชชา และ อวิชชา

1 ) ถ้ามองรูปกายนี้ด้วย...วิชชา(ปัญญา)..จะเห็นกายนี้ตามความเป็นจริงตั้งแต่ผิวหนังภายนอกหุ้มเนื้อ ถ้าถลกหนังภายนอกออกทั้งหมด จะเหลือเพียงความน่าเกลียดน่ากลัวและความสยดสยองของกายนี้เท่านั้น ความงามและความหล่อหายไปหมด นี้คือ ความไม่สวยงามของกายนี้( ความไม่สวยงามของ..ดิน น้ำ ลม ไฟ )และถ้ามองทะลุเข้าไปด้านในด้วย วิชชา(ปัญญา)จะยิ่งเห็นสิ่งที่ไม่สวยงามเต็มไปหมด น้ำเลือด น้ำเหลือง อุจจาระ ปัสสาวะ ฯลฯ นี่คือความสกปรกไม่สวยงามของรูปกายนี้(แล้วจะอยากเพลิดเพลินพิสวาทรูปกายอยู่หรือ?)การดับสลายไปของรูปกายนี้ก็คือ การเปลี่ยนสภาวะจากรูปกายกลับไปเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ ธรรมชาติเดิมของมัน ไม่มีใครตาย(มรณะ)มีแต่การเปลี่ยนแปลงสถานะของมหาภูตรูป(ดิน น้ำ ลม ไฟ)ทางธรรมชาติเท่านั้น 
 
2 ) ถ้ามองรูปกายนี้ด้วย...อวิชชา...จะมองไม่เห็นความจริงของกายนี้ได้เลย จะมองเห็นเพียงแค่เปลือกนอกของกาย สวยหรือไม่สวย หล่อหรือไม่หล่อเท่านั้น( เห็นกงจักร เป็น ดอกบัว ) คือ ไม่เห็นความจริงของธรรมชาติของกายนี้ ทำให้จิตหลงผิดว่ากายนี้เป็นตัวตน(ตัวกู ของกู)

รูปขันธ์หรือรูปกายของทุกๆคนนี้ มาจากการรวมตัวหรือการปรุงแต่งของ....ดิน น้ำ ลม ไฟ....ทั้งหมด มีส่วนใดที่เป็นของเราบ้างไหม? จะเห็นว่ามีแต่...ดิน น้ำ ลม ไฟ..ซึ่งเป็นส่วนประกอบของโลกใบนี้ แล้วควรยึดว่ากายนี้เป็นของเราหรือไม่? ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่อยู่ในกายของทุกๆคน ไม่สามารถบังคับและควบคุมได้ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็มาจากการปรุงแต่งของ...ดิน น้ำ ลม ไฟ..ที่ไม่สมดุลและไม่สามัคคีกัน มันไม่ใช่ของเรา เราจึงบังคับควบคุมมันไม่ได้ดังกล่าว ภายในข้างในกายของทุกๆคนก็ประกอบไปด้วย...ดิน(ตับ ไต ไส้ พุงฯลฯ) น้ำ( น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำปัสสาวะ ฯลฯ) ลม(อากาศในร่างกาย ก๊าซต่างๆที่เกิดจากการย่อยอาหาร ฯลฯ) ไฟ ( ความร้อน ความเย็นต่างๆ ) ถ้าดูด้วย วิชชา(ปัญญา)ท่านจะมองเห็นสิ่งสกปรกภายในกายนี้( อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำเลือด น้ำเหลือง แหล่งรวมเชื้อโรค ) ส่วนกายภายนอกมีแต่ความเสื่อมลงเรื่อยๆในทุกๆวัน ผม ขน เล็บ ฟัน ร่วงโรยไปตามวันเวลา ถ้าลองถลกผิวหนังชั้นนอกออกทั้งหมด จะเห็นเพียงความน่าเกลียดและน่ากลัว น่าขยะแขยงของกายนี้..นี่คือ ความจริงของสิ่งที่ชื่อว่า..รูปกาย..


รูปขันธ์คืออะไร : ส่วนที่เป็นร่างกาย พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อมที่จับต้องได้ รวมไปถึงประสาทสัมผัสทั้ง 5 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย)


หน้าที่ : เป็นฐานรองรับให้จิตและเจตสิกเข้ามาทำงาน(ปรุงแต่ง)เปรียบเหมือน "ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์" 

2. เวทนาขันธ์ (กองความรู้สึก)
เป็นจุดที่ปรุงแต่ง นันทิ ซึ่งเป็นเชื้อของ..ตัณหา


เวทนาคืออะไร : จุดที่มีการเสวยอารมณ์ หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อมีการกระทบ (ผัสสะ) แบ่งเป็น 3 รูปแบบหลักๆ คือ สุข (ชอบ) ทุกข์ (ไม่ชอบ) หรือไม่สุขไม่ทุกข์ (เฉยๆ) เวทนาก็ตั้งอยู่บนฐานกายเหมือนกับจิต เวทนาเป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆไม่ดีไม่เลว เวทนาไม่ใช่ตัวสร้างปัญหา เพียงมีสติไม่หลง(ด้วยอวิชชา)ในสุข ในทุกข์หรือเฉยๆ(เวทนาหลง) นันทิราคะก็ไม่เกิด

หน้าที่ : รายงานความรู้สึกในมโนผัสสะและกายผัสสะ ณ ปัจจุบันขณะให้จิตได้รับรู้
*(ข้อคิดสำคัญ: หากเราละนันทิหรือความเพลินในเวทนาได้ สังขารจะไม่ปรุงแต่งต่อเป็นความโลภหรือความโกรธ)

3. สัญญาขันธ์ (กองความจำได้หมายรู้)

สัญญาคืออะไร : เป็นคลังข้อมูล การหมายรู้และจำแนกแยกแยะได้ เช่น จำได้ว่านี่คือสีแดง นี่คือเสียงนก นี่คือคำชม หรือนี่คือความทรงจำในอดีต เป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆเช่นเดียวกับเวทนา

หน้าที่ : ตีตราและติดป้ายบอกว่าสิ่งชิ้นนี้ สิ่งเร้าทำงานนี้คืออะไร เปรียบเหมือน "ฐานข้อมูล" ในจิตที่ไปรับรู้ สัญญาเจตสิกปรุงแต่งจิตให้รับรู้ความจำได้หมายรู้ต่างๆทั้งหมด(จิตปรุงแต่งตัวเองไม่ได้)

4. สังขารขันธ์ (กองความปรุงแต่ง)
ทุกข์ทุกๆชนิด ล้วนมาจากการปรุงแต่งทั้งสิ้น
การปรุงแต่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนต่อไปนี้คือ....
1 ) การปรุงแต่งทาง...รูปธรรม....
2 ) การปรุงแต่งทาง....นามธรรม...


สังขารคืออะไร : ธรรมที่มีคุณสมบัติหรือสภาพที่ปรุงแต่งจิต(เจตสิก)ให้เป็นไปต่างๆ เช่น ความคิด สติ ปัญญา หรือฝั่งกิเลสอย่าง ความโลภ ความโกรธ ความหลง กุศลเจตสิก ปรุงแต่ง...ปุญญาภิสังขาร( สิ่งที่ดีงาม )  อกุศลเจตสิก ปรุงแต่ง..อปุญญาภิสังขาร( สิ่งไม่ดี กิเลส ตัณหาฯลฯ )นี้ก็คือเครื่องปรุงแต่งจิตหรือธรรมที่ปรุงแต่งจิต เพราะจิตไม่สามารถปรุงแต่งตัวเองได้ ต้องอาศัยเจตสิก(สังขารเจตสิก)เท่านั้นในการปรุงแต่งจิต

หน้าที่: ขับเคลื่อนจิตให้เกิดการรับรู้ในพฤติกรรม เจตนา และการกระทำ (กรรม) ต่ออารมณ์นั้นๆ เปรียบเหมือน "ซอฟต์แวร์ที่กำลังประมวลผล" ในฮาร์ดแวร์(จิต)

5. วิญญาณขันธ์ (กองความรู้แจ้งอารมณ์)
เป็นหน่วยหรือธาตุที่ทำหน้าที่...รับรู้สิ่งต่างๆ...ในขันธ์ 5 และอารมณ์ 6 (รูปและนาม)

วิญญาณคืออะไร : ธาตุหรือระบบรับรู้ในรูปและนามทั้งปวงผ่านอายตนะทั้ง 6 (ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นรับรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง และใจรับรู้อารมณ์)

หน้าที่ : ทำกิจรับรู้เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น จิตหรือวิญญาณนี้ก็เป็นเพียงธรรมชาติหนึ่งที่เกิดขึ้น ดับไปตามเหตุปัจจัยอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา แต่อย่างใด เหตุปัจจัยที่ทำหน้าเกิด..วิญญาณ..ขึ้นมาคือการประชุมกันของ...อายตนะภายใน อายตนะภายนอก เกิด ผัสสะ ขึ้นมา จึงเกิด..วิญญาณ(การรับรู้ทางอายตนะ)ขึ้นมา...
 
ทำความเข้าใจขันธ์ 5 ไปเพื่ออะไร? (หัวใจสำคัญของการดับทุกข์)

การศึกษาขันธ์ 5 ไม่ใช่การท่องจำทฤษฎี แต่เป็นการ "ตีแผ่สมมติ" เพื่อแก้ความเข้าใจผิด(จากอวิชชา)ของจิต (วิปลาส) ที่ชอบไปทึกทักว่า ขันธ์ 5 คือ "ตัวเรา ของเรา"( มิจฉาทิฏฐิ )

"มีแต่ธรรมแต่ละธรรม(ในขันธ์ 5) ทำกิจของตัวเอง"

ขันธ์แต่ละขันธ์ต่างทำหน้าที่ของมันตามธรรมชาติ รูปทำหน้าที่ของรูป เวทนาทำหน้าที่ของเวทนา ไม่มีใครไปสั่งให้มันเป็นสุขหรือทุกข์ได้ตลอดเวลา ทุกธรรมรวมถึงจิตล้วนเป็น อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาควบคุมไม่ได้)

เมื่อใดก็ตามที่มีการกระทบ(ผัสสะ)ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วเราใช้ โยนิโสมนสิการ(ปัญญา)มองเห็นกลไกการทำงานของขันธ์ 5 ทำงานแยกกันอย่างชัดเจน จิตจะไม่หลงเข้าไปสำคัญมั่นหมายในตนเอง ความยึดมั่นถือมั่นจะคลายออก และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการหยุดวงจรความทุกข์ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง(เพราะมองเห็นความจริงทั้งหมดในขันธ์ 5 ด้วยวิชชา)
 
สรุปสั้นๆ ให้จำง่าย:
 
ชีวิตนี้ไม่มี "เรา" อยู่จริง มีเพียง รูป (ร่างกาย) ที่ถูกรับรู้โดย วิญญาณ (จิต) ผ่านความจำ (สัญญา) เกิดความรู้สึก (เวทนา) และปรุงแต่งต่อ (สังขาร) สลับหมุนเวียนไปตามเหตุปัจจัย... เมื่อปัญญาเห็นความจริงเช่นนี้ จิตย่อมเบื่อหน่าย(นิพพิทา)และปล่อยวางจากความทุกข์ทั้งปวง การเข้าไปยึดในขันธ์ 5 มันจะนำทุกข์มาให้เต็มๆ ถ้ามี..ตัวกู(อัตตา) ของกู(อัตตนิยะ)

ขันธ์ 5 มีความสำคัญกับมนุษย์อย่างไร???
ขันธ์ 5 เป็นความจริงหรือเป็นสิ่งสมมติกันขึ้นมาเท่านั้น???

1. ขันธ์ 5 มีความสำคัญกับมนุษย์อย่างไร?

หากปราศจากขันธ์ 5 "ความเป็นมนุษย์" ในโลกสมมตินี้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้เลย ขันธ์ 5 มีความสำคัญต่อมนุษย์ใน 2 มิติหลักๆ คือ มิติการดำเนินชีวิต และ มิติต้นตอแห่งทุกข์และการดับทุกข์ 

 มิติที่ 1: เป็นกลไกขับเคลื่อนของการทำงานของชีวิต 
ขันธ์ 5 คือระบบปฏิบัติการที่ทำให้มนุษย์สามารถปฏิสัมพันธ์กับโลกได้ หากขาดขันธ์ใดขันธ์หนึ่งไป ระบบของชีวิตมนุษย์จะทำงานไม่ได้ทันที(ไม่สมบูรณ์)

รูปขันธ์ เป็นข้อต่อทางกายภาพ ทำให้เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไว้รับผัสสะ( การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของ รูปเป็น ทุกข์ )

วิญญาณขันธ์ ทำหน้าที่เปิดสวิตช์รับรู้ (เช่น ตาจับภาพได้) การรับรู้สิ่งต่างๆของวิญญาณเป็น...ทุกข์...

สัญญาขันธ์ ทำหน้าที่แปลผลข้อมูลเดิม (เช่น จำได้ว่าภาพนี้คือเงิน หรือคือศัตรู) ความจำที่ไม่ชอบใจเป็น...ทุกข์...

เวทนาขันธ์ รายงานผลลัพธ์ว่าสิ่งที่เจอนั้นน่าพอใจหรือไม่ (สุข/ทุกข์/เฉย) จุดที่ปรุงแต่งให้เกิด...ทุกข์.....

สังขารขันธ์ ปรุงแต่งเจตนาเพื่อโต้ตอบออกมาเป็นคำพูดและการกระทำ  สังขารตัวปรุงแต่ง.....ทุกข์....

 มิติที่ 2: เป็นสนามรบของการเวียนว่ายตายเกิด และที่ตั้งแห่งความทุกข์
ความสำคัญสูงสุดในทางธรรมคือ "ขันธ์ 5 คือก้อนทุกข์" พระพุทธเจ้าทรงตรัสสรุปไว้ในอริยสัจข้อที่ 1 ว่า
           “โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 เป็นตัวทุกข์”

โครงสร้างการเกิดขึ้นของมนุษย์(ในกระแสปฏิจจสมุปบาท)
 
อวิชชา=>สังขาร=>วิญญาณ=>นามรูป(ขันธ์ 5)...........
ปฐมเหตุหรือต้นเรื่องของมนุษย์ทุกๆคนก็คือ อวิชชา นั่นเอง
 
มนุษย์ทั่วไปที่ไม่เคยฝึกจิตให้มีวิชชา จะใช้ชีวิตโดยที่มีอวิชชาเป็นตัวนำร่องสร้าง "อุปาทาน" (ความยึดมั่นถือมั่น) เข้าไปครอบครองขันธ์ 5 ตลอดเวลา เช่น เมื่อเวทนาเกิด ก็ทึกทักว่าเป็น "ทุกข์ของเรา" "สุขของเรา" แล้วเกิด นันทิ (ความเพลิน) ปรุงแต่งกลายเป็นความโลภ ความโกรธ กิเลสน้อยใหญ่ติดตามมา ฐานเดิมของจิตจะถูกห่อหุ้มมาด้วยอวิชชาทุกๆคน

ประโยชน์ที่แท้จริงของการเข้าใจขันธ์ 5 ด้วยวิชชา(ปัญญา) : ทำให้มนุษย์มีโอกาสเรียนรู้ วิชชาที่จะแยกแยะและเฝ้าสังเกต เพื่อตัดวงจรอวิชชา(โมหเจตสิก)ที่จะไปปรุงแต่งนันทิในเวทนา สลัดคืนขันธ์ 5 ให้เป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่เข้าไปแบกรับ ไม่เข้าไปยึดในขันธ์ 5 จนจิตเข้าถึงความสงบเย็นและดับทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง(จิตไม่หลงยึดขันธ์ 5 ด้วยอวิชชา)
 
2. ขันธ์ 5 เป็นความจริงหรือเป็นสิ่งสมมติกันขึ้นมาเท่านั้น?

คำตอบในเรื่องนี้ต้องมองผ่านแว่นตา 2 ระดับ คือ ระดับสมมติสัจจะ และ ระดับปรมัตถสัจจะ เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าใจแบบผิดๆ
          [ สัจจะ: ความจริง 2 ระดับของขันธ์ 5 ]
                                │
       ┌────────────────────────┴────────────────────────┐
[ สมมติสัจจะ (ความจริงโดยสมมติ) ]                [ ปรมัตถสัจจะ (ความจริงแท้) ]
  - มีอยู่จริงในฐานะ "กลไกธรรมชาติ"             - ขันธ์ 5 มีความเกิด-ดับ เป็นอนิจจัง
  - เป็นชื่อเรียกกองรูปนามเพื่อให้สื่อสารได้          - ตัวตนที่มั่นคงถาวรนั้น "ไม่มีอยู่จริง"
  - จิตมักหลงยึดว่ากลไกนี้คือ "ตัวเรา"            - ทุกธรรมรวมถึงจิตล้วนเป็น "อนัตตา"
1 ) ในแง่ของ "ระบบกลไก" -> ขันธ์ 5 เป็น "ความจริงสภาวะ" ( ปรมัตถ์ )
 
สภาวะของขันธ์ 5 มีอยู่จริงตามธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งเรื่อยเปื่อยที่ใครคิดจินตนาการขึ้นมาลอยๆ

รูป (ความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง) มีอยู่จริง

เวทนา (ความรู้สึกสุข ทุกข์) เวลาปวดท้อง ความปวดนั้นมีอยู่จริง จิตสัมผัสได้จริง

สัญญา, สังขาร, วิญญาณ ต่างก็ทำงานและแสดงผลออกมาให้เห็นจริงในมโนผัสสะ

พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรง "แต่ง" ขันธ์ 5 ขึ้นมา แต่ทรงไปค้นพบว่าธรรมชาติมันทำงานแยกกันเป็น 5 กองแบบนี้ แล้วทรงนำมา "ตีแผ่" ให้เราเห็น
 
2 ) ในแง่ของ "ความเป็นตัวตน" -> ขันธ์ 5 เป็น "สิ่งสมมติ"
 
แม้สภาวะแต่ละตัวจะเกิด-ดับอยู่จริง แต่ "ความเป็นก้อน เป็นแท่ง เป็นนาย ก. นาย ข. หรือเป็นตัวเรา ของเรา" นั้น เป็นเพียงสิ่งสมมติร้อยเปอร์เซ็นต์

คำว่า "ขันธ์" แปลว่า กอง หรือ กลุ่ม แปลว่ามันประกอบด้วยส่วนย่อยๆ ที่แปรปรวนตลอดเวลา

เปรียบเหมือน "รถยนต์" ตัวรถยนต์จริงๆ ไม่มี มีอยู่จริงแค่ ล้อ เครื่องยนต์ พวงมาลัย ประตู เมื่อนำมารวมกันเราจึง "สมมติ" เรียกมันว่ารถยนต์นั่นเอง ขันธ์ 5 ก็เช่นกัน มีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเอง ร่างกายทำกิจ จิตทำกิจ ความจำทำกิจ แต่จิตที่ยังมีอวิชชาจะไปทำการ "รวบยอดสมมติ"เหล่านั้น แล้วทึกทักเอาเองว่า "นี่คือตัวฉัน"เพราะความหลงผิดในอวิชชา
 
 สรุปเพื่อการโยนิโสมนสิการ(พิจารณาโดยแยบคายละเอียดรอบคอบรอบด้าน)

ขันธ์ 5 มีอยู่จริงในฐานะ "กระบวนการของธรรมชาติ" แต่ "ตัวเราที่อยู่ในขันธ์ 5" ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงสิ่งสมมติขึ้นมาเท่านั้น ขันธ์ 5 จึงไม่มีตัวตนที่เป็นอมตะ

วิชชาที่พระพุทธเจ้าทรงสอน คือการเรียนรู้เพื่อ แยกแยะสมมติออกให้เห็นตามความเป็นจริง เมื่อใดที่เราใช้โยนิโสมนสิการมองเห็นว่า จิตก็เป็นธรรมอีกธรรมหนึ่งที่ทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์ ไม่ใช่ตัวเรา และเวทนา สัญญา สังขาร ก็ทำหน้าที่ของมันเองตามธรรมชาติ จิตจะคลายความสำคัญมั่นหมายในตนเอง ไม่หลงด้วยอวิชชาปรุงแต่งไปเป็นนันทิราคะ และเห็นแจ้งว่า "ทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา" อย่างแท้จริง(ทุกๆธรรมในขันธ์ 5 อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ทั้งหมด)

ผลลัพธ์ของการที่จิตเข้าไปยึดในขันธ์ 5
เมื่อจิตที่ยังหนาแน่นด้วยอวิชชา(ความไม่รู้)เข้าไป “ยึดมั่นถือมั่น” (มีอุปาทาน) ในขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวเรา ของเรา หรืออยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเรา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่มีสิ่งอื่นใดเลย นอกจาก "ความทุกข์แบบเบ็ดเสร็จ" ซึ่งหากเราใช้โยนิโสมนสิการตีแผ่กลไกนี้ออกมา จะเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับจิตเป็นสายพานตามธรรมชาติ ดังนี้
จิตที่มีอวิชชา(โมหเจตสิกปรุงแต่ง)จะเกิด......

1. เกิด "นันทิราคะ" (ความเพลินและทะยานอยาก) ในเวทนา
เมื่อจิตยึดว่าขันธ์ 5 เป็นเรา เวลาเกิดผัสสะกระทบ จิตจะรับเอา เวทนาขันธ์ (ความรู้สึกสุข/ทุกข์/เฉยๆ) เข้ามาเป็นของตนโดยตรง เมื่อเป็น สุขเวทนา จิตจะเกิด นันทิ (ความเพลิน) และปรุงแต่งต่อไปเป็น ราคะ (ความกำหนัดยินดี อยากให้อยู่ตลอดไป) เมื่อเป็น ทุกขเวทนา จิตจะเกิด ปฏิฆะ (ความขัดเคือง ดิ้นรน ผลักไส อยากให้หายไปเร็วๆ) ผลลัพธ์คือ จิตต้องตกเป็นทาสของการวิ่งไล่ล่าความสุขและวิ่งหนีความทุกข์อย่างไม่มีวันจบสิ้น จากการหลงผิดไปตามอวิชชา

2. จิตถูกตรึงไว้กับ "ความแปรปรวน" (อนิจจัง) และความบีบคั้นจากทุกข์(ทุกขัง)
ธรรมชาติของขันธ์ 5 ทุกตัวคือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วต้องดับไปตามเหตุปัจจัย (เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) เมื่อจิตเข้าไปยึดสิ่งที่ไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ ผลลัพธ์ที่จิตจะได้รับชัวร์ๆ คือ:

ความโศกเศร้า (โสกะ) ความร่ำไรรำพัน (ปริเทวะ) และความทุกข์กายทุกข์ใจ

ตัวอย่างเช่น ยึดใน รูปขันธ์ ว่าต้องหนุ่มสาวต้องแข็งแรง พอร่างกายทรุดโทรมหรือเจ็บป่วย จิตก็เป็นทุกข์ทรมานใจตามไปด้วย เพราะไปฝืนความจริงของธรรมชาติ( ไปยึดเอาธรรมชาติรูปกายมาเป็นของตนเอง หรือ การบิดเบือนธรรมชาติของรูปกาย )ธรรมชาติของรูปกายต้องเจ็บป่วยเป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติของมัน(ตถตา : มันเป็นเช่นนั้นของมัน)


3. เกิด "ความสำคัญมั่นหมายในตนเอง" (อัสมิมานะ)
การยึดขันธ์ 5 จะสร้างภาพลวงตาขึ้นมาในใจว่า "มีตัวฉันอยู่จริงๆ" เกิดมิจฉาทิฏฐิ(ความหลงผิด)
เมื่อมี ตัวฉัน (ผู้ยึด) ก็ย่อมมี ของฉัน และ พวกของฉันติดตามมา ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบ (เราดีกว่าเขา เราแย่กว่าเขา เราเสมอเขา : มานะ) นำไปสู่ความเห็นแก่ตัว ความขัดแย้ง แย่งชิง และการกระทบกระทั่งกันในสังคมโลกสมมติอย่างรุนแรง

4. เจตสิกปรุงแต่งจิตทำงานบิดเบือน (สร้างกรรมและวิบาก)
อกุศลเจตสิก(ปรุงจิต) => กิเลส => กรรม => วิบาก
 
เมื่อจิต(ที่มีอวิชชา)ยึดขันธ์ 5 สังขารขันธ์ จะปรุงแต่งจิตให้เกิด "เจตนา" ที่จะตอบสนองต่อกิเลส
เกิดการกระทำทางกาย วาจา ใจ (ทำกรรม) เพื่อตอบสนองความอยากของตัวตนสมมติ
ส่งผลให้จิตต้องแบกรับผลของกรรม (วิบาก) และติดอยู่ในวงจรของปฏิจจสมุปบาท(อนุโลม)เกิดการเวียนว่ายตายเกิดในทะเลทุกข์ (สังสารวัฏ)แบบไม่มีที่สิ้นสุด
 

 ตารางเปรียบเทียบ: การยึดขันธ์ 5  กับ การรู้เท่าทันขันธ์ 5

เมื่อจิตเข้าไปยึดมั่นในขันธ์ 5 เมื่อจิตใช้โยนิโสมนสิการเห็นแจ้งขันธ์ 5
มองเห็นเป็น: ก้อนตัวตนของเรา (สมมติรวบยอด) มองเห็นเป็น: ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเอง
อาการของจิต: เพลินในเวทนา (เกิดนันทิ) -> ดิ้นรน แบกรับ อาการของจิต: ละนันทิในเวทนา -> ปล่อยวาง สงบเย็น
ผลลัพธ์สุดท้าย: เป็นทุกข์ เพราะฝืนธรรมชาติที่เป็นอนัตตา ผลลัพธ์สุดท้าย: พ้นทุกข์ เพราะเห็นแจ้งว่าทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา

ผลลัพธ์ของการที่จิตเข้าไปยึดขันธ์ 5 ด้วยอวิชชาก็เหมือนกับการที่เรา "ไปกระโดดกอดกองไฟ แล้วร้องไห้ว่าทำไมมันร้อน" ไฟมันร้อนของมันตามธรรมชาติ (ขันธ์ 5 มีความแปรปรวนตามธรรมชาติ) หน้าที่ของวิชชาที่พระพุทธเจ้าสอน ไม่ใช่การไปดับขันธ์ 5 หรือทำลายร่างกายนี้ทิ้ง แต่คือการ "ถอนความยึดมั่นถือมั่น" ออกมาจากขันธ์ 5 เพราะมันไม่ใช่ตัวเราและของของเรา
เมื่อจิตเลิกทึกทัก เลิกสำคัญมั่นหมายในตนเอง..ขันธ์ 5 ก็จะทำหน้าที่ของมันไปจนกว่ากายนี้จะดับลง โดยที่จิตไม่ต้องพลอยทุกข์ไปด้วยอีกต่อไป
............................................................................................................

การใช้แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ตีแผ่ในขันธ์ 5 ทำอย่างไร???
การใช้ แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) เข้าไปตีแผ่ขันธ์ 5 คือกระบวนการถอดรหัสกลไกของธรรมชาติ เพื่อให้จิตเห็นความจริง(จิตมีวิชชา)และยอมจำนนว่าไม่มีตัวเราอยู่ในขันธ์ 5 นั้น โดยไม่ใช่การคิดเอา หรือท่องจำ จำตามตำรา แต่เป็นการเข้าไป “ดู” และ “เห็น” สภาวะจริงที่กำลังเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ เราสามารถนำแก่นมรรคมาทำงานร่วมกันเพื่อตีแผ่ขันธ์ 5 ตามขั้นตอนปฏิบัติจริงได้ดังต่อไปนี้............
 
1. ใช้ "สติ" แยกแยะ (แยกกองขันธ์ 5)
หน้าที่ของสติในขันธ์ 5 คือ "การแยกอู่" หรือการแยกแยะสมมติรวบยอดที่เคยเห็นว่าเป็น "ก้อนตัวเรา" ให้แตกออกเป็นแต่ละกอง โดยมีฐานหลักคือ กายและจิต ด้วยการตามเห็นกายและจิตตามความเป็นจริง (ในสติปัฏฐาน 4)

วิธีปฏิบัติ: เมื่อมีผัสสะกระทบ เช่น นั่งสมาธิแล้วเกิดอาการปวดขา (มีทุกขเวทนา)

จิตที่ไม่มีสติ: จะรวบยอดทันทีว่า "ฉันปวดขา" "ฉันทรมาน"

จิตที่มีสติทำงาน: จะเข้าไปแยกแยะทันทีว่า รูปขันธ์ (ขา/ร่างกาย) เป็นสิ่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ แต่ เวทนาขันธ์ (ความรู้สึกปวด) เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พึ่งเกิดขึ้นมาแทรก สติจะจำหลักแยกออกจากกัน ไม่เอามาปนกันเป็นก้อนเดียว กายส่วนกาย เวทนาส่วนเวทนา จิตรับรู้แบบแยกส่วน ไม่ยึดกายและไม่ยึดในเวทนา เพราะกายและเวทนาจิตไม่ใช่เจ้าของธรรมสองธรรมนี้

2. ใช้ "สมาธิ" ตั้งมั่นเป็นผู้สังเกตการณ์ (ไม่กระโดดเข้าไปร่วมวง)
หน้าที่ของสมาธิที่แท้จริงไม่ใช่การทำจิตให้ดิ่งนิ่งดิ่งดับจนไม่รับรู้อะไร แต่คือ "ความตั้งมั่นของจิตที่ทรงสมาธิ (จิตผู้รู้)" เป็นการทำกิจแยกจิตออกมาเป็น "ผู้ดู"  และปล่อยให้ขันธ์ 5 แสดงพฤติกรรมของมันไปตามธรรมชาติของแต่ละธรรม(ธรรมทำกิจ)

วิธีปฏิบัติ: เมื่อเวทนาขันธ์หรือสังขารขันธ์ (ความคิด) เกิดขึ้น
สมาธิจะรักษาฐานของจิตให้ตั้งมั่น ไม่กระโดดลงไปคลุกไปเกลือกกลั้ว ไม่วิ่งตามความยินดียินร้าย

ทำกิจละนันทิ: เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นกลาง สมาธิจะช่วยสกัดไม่ให้จิตไหลไปเพลิน (นันทิ) ในเวทนา ทำให้กระบวนการปรุงแต่งของสังขารขันธ์หยุดชะงักลง ณ ปัจจุบันขณะ จิตจะเห็นขันธ์ 5 ทำงานเหมือนเรานั่งดูละครเวทีที่ตัวละครกำลังแสดงบทบาทของมันอยู่ห่างๆโดยไม่มีเราไปร่วมวงแสดง

3. ใช้ "ปัญญา" โยนิโสมนสิการ แทงตลอดในสามัญลักษณะ (การตีแผ่ความจริงของขันธ์ต่างๆ)
เมื่อสติแยกกองขันธ์แล้ว และสมาธิทำหน้าที่ตั้งมั่นดูอยู่ ปัญญาจะทำหน้าที่สำคัญที่สุดคือ "โยนิโสมนสิการ" หรือการไตร่ตรองมองลึกลงไปถึงรากเหง้าของสภาวะที่กำลังปรากฏ เพื่อทำลายอวิชชา(ความหลงผิดในขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวเรา ของของเรา)

วิธีปฏิบัติ: ปัญญาจะเข้าไปเห็นแจ้งชัดใน 3 มิติ (ไตรลักษณ์) ของขันธ์ 5

เห็นความไม่เที่ยง (อนิจจัง): เห็นว่าความปวด (เวทนา) หรือความคิด (สังขาร) พึ่งเกิดขึ้นตะกี้ไม่มี ตอนนี้มี แล้วก็กำลังจางคลายดับไป บังคับให้อยู่ตลอดไปไม่ได้

เห็นความเป็นทุกข์ (ทุกขัง): เห็นว่าสภาวะของขันธ์ 5 มันถูกบีบคั้นตามธรรมชาติของมัน ตัวรูปก็ต้องแก่ต้องเจ็บ ตัวนามก็ต้องดับไป ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ต้องดับสลายไปในที่สุด

เห็นความเป็นอนัตตา (อนัตตา): นี่คือจุดสูงสุดของการตีแผ่ ปัญญาจะสว่างขึ้นมาเห็นว่า "มีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเอง" ร่างกายก็ทำหน้าที่ของรูป ความรู้สึกก็ทำหน้าที่ของเวทนา จิต (วิญญาณขันธ์) ก็ทำหน้าที่รับรู้ ไม่มี "ใคร" เป็นเจ้าของ และ "แม้กระทั่งตัวจิตเองก็เป็นธรรมอีกธรรมหนึ่งที่เป็นอนัตตา" ไม่ใช่ตัวเรา เกิดและดับอยู่ตลอดเวลาตามเหตุปัจจัย
 
 แผนผังกลไกการทำงานของแก่นมรรคในขันธ์ 5

เมื่อแก่นมรรคทั้ง 3 ทำงานสอดประสานกัน จะเกิดกระบวนการตัดวงจรทุกข์ดังนี้:
[ ผัสสะกระทบ ] ──> เกิดเวทนา 
                      │
            ┌─────────┴─────────┐
     (ขาดแก่นมรรค)         (ใช้แก่นมรรคตีแผ่)
            │                   │
     หลงเพลิน (นันทิ)     [สติ]  -> แยกแยะเวทนาออกจากกาย
            │          [สมาธิ] -> ตั้งมั่น ดูอยู่เฉยๆ (ละนันทิ)
     สังขารปรุงแต่งตัวเรา   [ปัญญา] -> โยนิโสมนสิการ เห็นไตรลักษณ์
            │                   │
      "จิตเป็นทุกข์"      "เห็นแจ้งว่าจิตและทุกธรรมเป็นอนัตตา"
                       (จิตคลายความยึดมั่น -> พ้นทุกข์)

สรุปผลลัพธ์ของการตีแผ่ขันธ์ 5 ด้วยแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา ):

การใช้สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค) ตีแผ่ในขันธ์ 5 จะจบลงตรงที่จิตเกิด 
"ยถาภูตญาณทัสสนะ" คือการเห็นตามความเป็นจริงด้วยวิชชา(ปัญญา) เมื่อเห็นความจริงซ้ำๆ จิตจะเกิดความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัด (ถอนนันทิราคะ) และ ถอนความสำคัญมั่นหมายในตนเอง ออกได้อย่างสิ้นเชิง
มันจะเหลือเพียงความจริงที่ว่า ขันธ์ 5 ก็ทำงานของมันไปตามเหตุปัจจัย กายก็หายใจทำกิจของกายไป จิตก็รับรู้ไปทำกิจของจิตไป ความคิดก็เกิดดับไปตามเหตุปัจจัย แต่ไม่มี "ผู้ทุกข์" อยู่ในระบบนั้นอีกต่อไป นี้คือ อานุภาพของ แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ที่ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 ออกมาแบบหมดเปลือก



(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))

(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...)) 

      [  อนัตตาคืออะไร???  ] 
      [  อัตตาคืออะไร??? ] 

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย )) 

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....)) 

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))  

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))  

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..)) 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...)) 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 

 

Visitors: 19,104