Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

วิชชา(แก่นมรรค)สามารถดับกิเลสในปัจจุบันขณะได้ทันที

วิชชา(แก่นมรรค)สามารถดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะได้

ท่านทราบหรือไม่ว่า...วิชชา...สมารถดับกิเลสได้ในปัจจุบันขณะจิต

นี่คือ เรื่องที่ผู้คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่รู้ โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่เคยอ่านและเข้าถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนใดๆ แต่เป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้ทันทีในทุกๆที่และทุกๆเวลา สิ่งที่นำมาเปิดเผยให้ผู้คนทั่วไปได้รู้จักในที่นี้ ล้วนมาจากผลการการทำวิปัสสนาทั้งสิ้น ไม่ใช่การนั่งนึกคิดวิเคราะห์เอาเอง แต่เกิดจากการเห็นจริงด้วย ปัญญา(วิชชา)คือ การเจริญสติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องอยู่เป็นประจำ  จึงสามารถเข้าถึงความจริงนี้ได้ มันมีเหตุปัจจัยของที่มาในการเห็นความจริงของ วิชชา(แก่นมรรค)สามารถดับกิเลสในปัจจุบันขณะจิตเดียวได้อย่างชัดเจน

  นิยามของ วิชชา

วิชชา จะหมายถึงธรรมต่อไปนี้มารวมในที่เดียวกัน(มรรคสามัคคีธรรม) สติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นธรรมที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ถ้าไม่มีสติ สมาธิก็เกิดขึ้นไม่ได้ ปัญญาก็เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีสมาธิ ปัญญาก็ไม่เกิด ถ้าไม่มีปัญญา สติ สมาธิก็เกิดยาก ทั้งสามธรรมจึงเป็นธรรมที่เกื้อกูลซึ่งกันและกันดังกล่าว ซึ่งต่อไปนี้จะนำไปใช้ในการดับกิเลส(อวิชชา)ในปัจจุบันขณะจิตหนึ่ง(เจริญ สติ สมาธิ ปัญญาให้เกิดขึ้นในหนึ่งขณะจิต)การเจริญวิชชาหรือแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในปัจจุบันขณะหนึ่งจิต จะส่งผลทำให้อวิชชา(ประธานกิเลส)ดับลงทันทีที่วิชชา(แก่นมรรค)เกิดขึ้นเจริญขึ้นในขณะจิตปัจจุบันนั้นๆทันที

แก่นมรรค

แก่นมรรค หมายถึง สติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งมาจาก อริยมรรคมีองค์ 8 สติ มาจากสัมมาสติ สมาธิ มาจากสัมมาสมาธิ ปัญญา มาจากสัมมาทิฏฐิ

 กิเลส ในที่นี้จะหมายถึง กิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง อันมีรากเหง้าไปจาก อวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นหลัก กิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง ล้วนมี อวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นองค์ประกอบหลัก ถ้าปราศจาก อวิชชา กิเลสทั้งปวงก็แสดงผลปรุงแต่งจิตไม่ได้

 อวิชชา(ความไม่รู้แจ้งในวิชชา)เป็นประธานหรือหัวหน้ากิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง กิเลสทุกๆตัวล้วนมี อวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นองค์ธรรมประกอบร่วมทั้งสิ้น

  กิเลสที่มีอวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นองค์ประกอบร่วมมีดังต่อไปนี้.-

นิวรรณ์ 5   กิเลส 10  อนุสัย 7  สังโยชน์ 10  อุปกิเลส 16  เป็นต้น

และ กามาสวะ ทิฏฐาสวะ ภวาสวะ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าปราศจาก อวิชชาสวะ

กิเลสทั้งหมดข้างบนนี้ ล้วนมี อวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นองค์ประกอบร่วมทั้งหมดทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น  โลภ จะมี โมหะเจตสิกและโลภะเจตสิก  โทสะหรือโกรธ จะมีโมหเจตสิกและโทสะเจตสิก เป็นต้น ถ้าไม่มีอวิชชา(กิเลสละเอียด)เป็นองค์ประกอบร่วมกับกิเลสตัวอื่นๆก็จะไม่สามารถทำการปรุงแต่งจิตให้เกิดความทุกข์(จากกิเลส)ขึ้นมาได้

   ดังนั้น ถ้าเราสามารถดับ อวิชชา(ประธานกิเลส)ซึ่งเจตสิกของ อวิชชา ก็คือ โมหเจตสิกนั่นเอง ตัวการที่ทำการปรุงแต่งจิตคือ เจตสิก อวิชชาเป็นประธานใหญ่ของกิเลส(ประธานใหญ่ของ อกุศลเจตสิกทั้งปวง) อกุศลเจตสิกคือ ตัวการปรุงแต่งกิเลสให้กับจิตเกิดความทุกข์และเศร้าหมองขึ้นมา

อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง => นันทิ ราคะ => กิเลส(ตัณหา) => ทุกข์

นันทิ(ความเพลิดเพลิน , หมกมุ่น, คลุกคลี, จมปลัก)ไม่ใช่เป็นเชื้อตัณหาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่นันทิสามารถเกิดใน ทิฏฐิก็ได้ มานะก็ได้ อุจธัจจะก็ได้ คือ นันทิสามารถเกิดได้กับกิเลสทุกๆตัว ซึ่งเหตุปัจจัยให้เกิดนันทิขึ้นก็คือ อวิชชาหรือโมหเจตสิก นั่นเอง วงจรการเกิดทุกข์ในปฏิจจสมุปบาทจะเริ่มต้นด้วย...อวิชชา...และไปสิ้นสุดที่....ชรามรณะ(จุดดับของขันธ์ 5 )

  คู่ปรับตลอดกาลของ อวิชชา คือ วิชชา(ปัญญา)

วิชชา และ อวิชชา ทั้งสองธรรมนี้จะเข้ากันไม่ได้ เหมือนมืด(อวิชชา)กับความสว่าง(วิชชา)ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลงทันที ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ในขณะจิตหนึ่งหรือผัสสะหนึ่ง ดังนั้น การที่จะดับอวิชชาได้นั้น ไม่ต้องไปไล่ฆ่าหรือไล่ดับอวิชชาให้มันเหนื่อยและเสียเวลา เพราะอวิชชาเป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ด้วยกาย วิธีการดับอวิชชาก็ด้วยการสร้างเหตุปัจจัยให้ วิชชา(ปัญญา)เกิดขณะในทุกๆขณะจิต ซึ่ง วิชชาหรือปัญญาในที่นี้จะหมายถึงองค์รวมของ...สติ สมาธิ ปัญญา...รวมกันเป็นธรรมสามัคคี ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า แก่นมรรค แทนในบางครั้ง ถ้ากล่าวถึงวิชชาหรือปัญญาจึงหมายถึงแก่นมรรค(3องค์ธรรมรวม)นี้เอง

 การใช้แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ดับกิเลสอวิชชา

ถ้าเป็นระดับ สติ สมาธิ ปัญญา ทั่วๆไปของปุถุชนที่ยังไม่ผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มข้น จะไม่สามารถเข้าไปดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิตหนึ่งได้อย่างแน่นอน กิเลสอิวชชาไม่ได้ดับได้ง่ายๆเหมือนการปอกกล้วยเข้าปาก แต่ใครๆก็สามารถดับกิเลสอวิชชาได้ ถ้าผ่านการฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)มาอย่างเข้มข้นและแก่กล้ามากพอสมควร เพราะอวิชชาก็เป็นธรรมที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่ง มันจึงอยู่ภายใต้กฎ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในที่สุด ถ้าท่านสังเกตให้ดีๆ พระพุทธเจ้าท่านสันสนุนให้เจริญสติ สมาธิ ปัญญา อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสติจะย้ำมากที่สุด เพราะสติคือธรรมที่ใช้ตัดกระแสกิเลสอวิชชาเป็นด่านแรกใน ผัสสะ(มโนผัสสะ) สติมา ปัญญาเกิด นี่คือเรื่องจริง สติเกิด สมาธิเกิด ปัญญาเกิด กิเลสอวิชชาจึงต้องดับลงตรงนั้นทันทีในปัจจุบันขณะจิตหนึ่ง จิตจะรับรู้อารมณ์และเรื่องราวต่างๆได้เพียงทีละเรื่องหรือทีละอารมณ์เท่านั้น จะไม่สามารถรับรู้เรื่องราวต่างๆได้พร้อมกันในคราวเดียวกัน(ในหนึ่งจิต) 

วิชชา ดับกิเลสอวิชชา ในปัจจุบันขณะ 

"ความมืดกี่พันปี ก็ดับลงทันทีด้วยแสงสว่างของแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)เพียงจุดเดียวในปัจจุบันขณะจิต" 

ถอดรหัส "อวิชชา": ประธานกิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง 

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่ากิเลสมีมากมายหลายตระกูล คอยไล่ตามจัดการทีละตัว แต่ในทางสัจจะปรมัตถ์ อวิชชา (โมหเจตสิก) คือ "ประธานและองค์ธรรมร่วม" ที่แฝงตัวอยู่ในอกุศลจิตทุกดวง (สัพพากุศลสาธารณเจตสิก)

หากปราศจากอวิชชา บรรดากิเลสน้อยใหญ่ก็ไร้ซึ่งพลังปรุงแต่งจิตโดยสิ้นเชิง: 

อาสวะ 4 / อนุสัย 7 : มีอวิชชาดักรอและนอนเนื่องในขัณฑสันดาน เป็นเชื้อไฟที่พร้อมจะคุขึ้นเมื่อมีผัสสะ

นิวรณ์ 5 / สังโยชน์ 10 / อุปกิเลส 16 : ไม่ว่าจะเป็นความกามราคะ พยาบาท หรืออุทธัจจะ (ฟุ้งซ่าน) ทั้งหมดเกิดได้เพราะมี โมหะ (อวิชชา) เข้าไปหลงเข้าใจผิดว่าสภาวะนั้นๆ เป็นตัวเรา เป็นของเรา 

"เวทนาหลง": อาวุธเนียนขั้นสุดยอดของอวิชชา 

อวิชชาไม่ได้มาในรูปแบบความมืดมิดใหญ่โต แต่มาในรูปของ "ความไม่รู้ตามความเป็นจริง" ในขณะผัสสะ โดยเฉพาะทาง มโนผัสสะ (ผัสสะทางใจ) 

เมื่อขาดแก่นมรรค "เวทนาหลง" (ความรู้สึกเฉยๆ แบบเหม่อลอย หรือความเพลินชินชา) จะทำงานอย่างแยบคาย: 

พาจิตล่องลอยไปในอดีต: ยึดเอาอดีตสังขารมาปรุงแต่งเป็นความเศร้า ความแค้น หรือความเสียดาย

พาจิตกังวลไปในอนาคต: สร้างภาพมโนในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ก่อให้เกิดความฟุ้งซ่านและความกังวลใจ

สืบต่อเป็นนันทิ (ความเพลิน): จิตยินดียินร้าย ไหลตามเวทนา ก่อภพก่อชาติในใจขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว 

แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา): วิชชาผู้ทำลายความหลง 

เมื่อรู้ทันโครงสร้างของกิเลส การดับอวิชชาจึงไม่ใช่การ "ต่อสู้" หรือการรอคอยชาติหน้า แต่คือการเจริญ แก่นมรรค ให้ทำกิจพร้อมกันในปัจจุบันขณะจิตเดียว: 

สติ (ตัวระลึกได้): ตัดสายธารแห่งความเหม่อลอย ไม่ปล่อยให้จิตไหลไปตามนันทิในเวทนา

สมาธิ (ความตั้งมั่น/ปกติตามธรรมชาติ): จิตทรงตัวอยู่กับสภาวะปัจจุบัน ไม่วิ่งเต้นตามอารมณ์ที่ผุดขึ้น

ปัญญา (โยนิโสมนสิการ/การเห็นแจ้ง): ตีแผ่สมมติ แทงตลอดว่า ทุกสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น รวมทั้งตัวจิตที่กำลังรู้นี้ เป็นเพียงธรรมแต่ละธรรมที่ทำหน้าที่ตามเหตุปัจจัย (อนัตตา) ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของใคร 

ฐานกาย (อานาปานสติ & กายคตาสติ): เสาเข็มตัดกระบวนการปรุงแต่ง 

พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญการเจริญสติในฐานกาย (อานาปานสติและกายคตาสติ) เพราะ "กาย" ปรากฏอยู่ในปัจจุบันขณะเสมอ 

   [มโนผัสสะ / เวทนาปรากฏ]
          │
          ▼
   [มีสติระลึกรู้อยู่ที่ฐานกาย] ──► [สมาธิทรงตัว] ──► [ปัญญาเห็นเป็นอนัตตา]
          │
          ▼
   [นันทิในเวทนาถูกละทันที] ──► [อวิชชาดับลง] ──► [จิตคืนสู่สภาวะบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ]

 

เมื่อจิตปักหลักอยู่ที่ฐานกาย: ๑. จิตจะหยุดการแทรกแซงของโมหเจตสิกทันที ๒. นันทิ (ความเพลิน) ในเวทนาถูกละไป ๓. เมื่อละนันทิได้ สังขารการปรุงแต่งก็ขาดสะบั้นลง ณ ตรงนั้น 

สรุป: ตื่นจากฝันในปัจจุบันขณะจิตเดียว 

"วิชชาเกิด อวิชชาดับ"

เป็นไปตามกฎธรรมชาติเช่นเดียวกับ "แสงสว่างเกิด ความมืดดับ" 

เราไม่ได้ทำมรรคเพื่อ "ไล่ดับกิเลสทีละตัว" แต่เราเจริญสติ สมาธิ ปัญญา ในทุกขณะจิต เมื่อวิชชา (แก่นมรรค) ทำกิจสมบูรณ์ กิเลสอวิชชาทั้งหลายก็หมดพลังปรุงแต่ง ถอดถอนความเข้าใจผิดทั้งปวง เหลือเพียง สภาวะธรรมตามธรรมชาติที่โปร่ง เบา และเป็นอิสระ ในปัจจุบันขณะนั้นเอง! 

แก่นมรรคคือทางเดียว (เอกายนมรรค) : การดับทุกข์ทางใจอย่างถอดถอนรากโคน มีเพียงทางเดียวเท่านั้น คือการสร้างเหตุปัจจัยแห่ง "วิชชา/แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)" เพื่อไปปอกลอกสมมติและทำลายอวิชชาลงอย่างสิ้นเชิง ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า "ทางนี้เป็นทางสายเอก สายเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย"  

"มนุษย์อาจค้นพบหมื่นวิธีในการย้ายความทุกข์หรือข่มความทุกข์ไว้ชั่วคราว... แต่มีเพียงวิธีเดียวในจักรวาลที่จะถอนรากถอนโคนความทุกข์ทางใจได้ นั่นคือการสร้าง 'สติ สมาธิ ปัญญา' (วิชชาในแก่นมรรค) เข้าไปดับ 'อวิชชา' ในปัจจุบันขณะเท่านั้น"  

เหมือนกรณีความสว่าง(วิชชา) ไล่ความมืด(อวิชชา)ให้หายไป 

สร้างเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นคือ วิชชา(ปัญญาหรือแก่นมรรค) อวิชชา(ความไม่รู้แจ้ง)มันก็ดับไปเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องไปไล่ดับอวิชชา ไล่ดับกิเลส ไล่ดับทุกข์ให้ยุ่งยากและเหนื่อยเปล่า เพียงสร้าง วิชชาขึ้นมาในจิต(เจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต)อวิชชามันก็ดับไปเอง 

 

 

 

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..] 

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.] 

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ] 

((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))  

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...)) 

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...)) 

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 
[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ] 

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))  

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....)) 

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))  

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?)) 

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 
 

 

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。 

Visitors: 11,378