Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

รู้จักจุดเกิดทุกข์ และ จุดดับทุกข์ คือ..จุดเดียวกัน คือ จิต(ใจ)

จุดเกิดทุกข์ และ จุดดับลงของทุกข์ คือ จุดเดียวกัน

คือ...ที่ใจหรือจิต...ของทุกๆคนนั่นเอง 

พบกับวิธีการดับทุกข์ที่เป็นรูปธรรมได้ที่นี่(พิสูจน์ได้)

การดับทุกข์มี 2 รูปแบบ คือ ดับทุกข์ชั่วคราว(ตทังคนิโรธ)แบบปุถุชน 

กับ การดับทุกข์แบบสิ้นเชิงและถาวร(สมุจเฉทนิโรธ)แบบพระอรหันต์

การดับทุกข์ชั่วคราว(ตทังคนิโรธ)ที่กระทำซ้ำๆอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ นำไปสู่การดับทุกข์แบบถาวรได้(สมุทเฉทนิโรธ)ตราบใดที่ยังมีการเจริญอริยมรรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นหลายๆท่าน(พระสาวกหลายๆรูป)ในสมัยพุทธกาลที่ปรากฎในพระไตรปิฎก 

ถอดรหัสกลไกการเกิดทุกข์ และ กลไกการดับทุกข์

จุดเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์อยู่ในที่เดียวกัน(แบบกว้างๆ)

1 ) จุดเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์แบบกว้างๆคือ นามรูปหรือขันธ์ 5 

2 ) จุดเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์แบบแคบเข้ามาอีกคือ ฉฬายตนะหรืออายตนะภายใน 6 และภายนอก 6

3 ) จุดเกิดทุกข์และดับทุกข์แบบใกล้ที่สุดคือ ผัสสะ และ เวทนา

4 ) จุดเกิดทุกข์และดับลงของทุกข์คือ...จิต(ใจ)...(ตรงสุด)

คำว่า ทุกข์ ในที่นี้ขอหมายถึง ทุกข์จรที่เกิดจาก...อวิชชา ตัณหา อุปาทาน...ส่วนทุกข์ประจำทางกาย เช่น การเจ็บป่วยไข้ จะไม่ขอกล่าวถึง เพราะเป็นทุกข์ตามกฎธรรมชาติที่ทุกๆคนต้องพบอย่างแน่นอนหลีกเลี่ยงไม่ได้และแก้ไขไม่ได้เลย ส่วนทุกข์จรสามารถแก้ไขได้ด้วยกลไกของจิต ถ้าเข้าถึงความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องทุกข์เกิดและทุกข์ดับ ก็สามารถแก้ปัญหาทุกข์ทางจิตใจได้ เพียงเข้าใจกลไกก็จะนำไปสู่การปฏิบัติได้ทันที การที่ท่านจะทำการเรื่องใดให้สำเร็จได้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องนั้นๆเป็นอย่างดีถึงดีมาก ทุกข์และการดับทุกข์ก็เป็นเช่นเดียวกัน ทุกข์เป็นนามธรรมจะสัมผัสได้ด้วยใจหรือจิตเท่านั้น ถ้าท่านมีความรู้และความเข้าใจกลไกการเกิดทุกข์และเข้าใจกลไกการดับไปของทุกข์ การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์มันจะง่ายขึ้นและไม่หลงทางเดินอ้อมโลกก็ไปไม่ถึงหรือสัมผัสคำว่า ดับทุกข์ได้ ที่นี่เราเน้นให้ท่านเห็นเป็นรูปธรรมโดยการนำเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเรียบเรียงและอธิบายให้ท่านเข้าใจแบบง่ายๆภาษาชาวบ้าน เพื่อจะได้นำไปสู่ภาคปฏิบัติที่ถูกต้องและตรงจุด ซึ่งพิสูจน์ได้ง่ายๆและตลอดเวลา ถ้าท่านนำไปปฏิบัติแล้ว ทุกข์ที่มีอยู่ลดน้อยลงหรือดับไป นั่นหมายถึงท่านปฏิบัติได้ถูกต้องตามคำสอนและเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้า ท่านสามารถปฏิบัติได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา ทั้งที่บ้าน ที่ทำงานหรือสำนักปฏิบัติหรือตามวัดแต่ละแห่ง

ที่มาของทุกข์จร(ทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตใจ)

ทุกข์จรเป็นปัญหาของทุกข์ส่วนใหญ่ในมนุษย์ที่ยังแก้ไม่ตก ทุกข์จรจะมาจากสิ่งต่อไปนี้......

1. จากความไม่รู้จริงในธรรมชาติ(อวิชชา)

2. จากความอยากแบบไม่มีที่สิ้นสุด(ตัณหา)

3. จากการเข้าไปยึดมั่น ถือมั่น ยึดติด(อุปาทาน)ในรูปและนาม

อวิชชา => ตัณหา => อุปาทาน => ทุกข์

อวิชชาดับ =>ตัณหาดับ =>อุปาทานดับ(ทุกข์ดับ)

อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา และตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน

อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง นันทิราคะ(เชื้อตัณหา)ให้เกิดตัณหาในจุดเวทนา เมื่อตัณหามีกำลังแรงกล้าทำให้เกิดการเข้าไปยึดมั่นถือมั่นยึดติด(อุปาทาน)ในรูปและนาม(ขันธ์ 5)ทุกข์จึงเกิดขึ้นในจุดนี้ และนี้คือกลไกการเกิดขึ้นของทุกข์

แล้วจะแก้ปัญหาจากทุกข์ทั้ง 3 กรณีนี้ได้อย่างไร?

คำตอบแบบคำเดียวก็คือ การใช้วิชชา(ปัญญา)เท่านั้น คำเดียว สิ่งเดียว จบในจุดเดียว แต่รายละเอียดปลีกย่อยจะมีมากกว่านี้ การที่จะใช้ วิชชาหรือปัญญานี้ได้ ต้องผ่านการฝึกฝนมากพอสมควร จะไม่สามารถใช้ปัญญาแบบทั่วๆไปในการดับทุกข์ได้ เพราะทุกข์ที่มาจาก..อวิชชา ตัณหา อุปาทาน(กิเลส)มันมีพลังมากมันถึงคงทนทำให้มนุษย์ตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของมันแบบไม่มีที่สิ้นสุด(ยกเว้นพระอรหันต์) ทำลายไม่ได้ง่ายๆ ต้องมีอินทรีย์แก่กล้าจริงๆจึงสามารถถอนรากถอนโคนของมันได้ จึงเป็นที่มาของผู้ที่ดับทุกข์ได้จริงๆนั้นมีน้อยมากๆ ประเภทดับทุกข์ได้แบบถาวร(พระอรหันต์)ยิ่งหายากมากๆในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทดับทุกข์(ดับกิเลส)ได้แบบชั่วคราวหรือชั่วขณะในปัจจุบันขณะเท่านั้น ที่นี่..จะแนะนำให้ท่านดับกิเลส(ดับทุกข์)ในปัจจุบันขณะจิตเดียวเท่านั้น เพื่อแก้ปัญหาต่างๆในการดำเนินชีวิตประจำวัน ไม่ได้ให้ท่านตั้งความหวังบรรลุมรรคผลหรือนิพพานใดๆ(ยกเว้นบารมีของท่านถึงจริงๆ)ทำปัจจุบันให้เห็นเป็นรูปธรรมที่สามารถพิสูจน์ได้จริง รู้จริง เห็นจริง กิเลสดับได้จริง ทุกข์ดับได้จริงในปัจจุบันขณะจิต ทำเพียงเท่านี้ก่อน

  อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นในจิตใจของมนุษย์ก็คือ กิเลส ทั้งกิเลสอวิชชา กิเลสตัณหา กิเลสอุปาทาน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกิเลสทั้งหมด และมีการแตกหน่อเป็นกิเลสน้อยใหญ่อีกมากมาย โลภะ โทสะ โมหะ(อกุศลมูล 3 )ซึ่งเป็นรากเหง้าของกิเลสทั้งปวง ซึ่งมีอวิชชาซึ่งเป็นรากเหง้า(รากแก้ว)ของกิเลสอกุศลมูล 3 ท่านเคยเห็นไหมมีนักปฏิบัติธรรมจำนวนมาก ปฏิบัติมานานแต่ก็ยังไม่สามารถดับกิเลสหรือดับทุกข์ได้แม้แต่นิดเดียว ในทางตรงกันข้ามกิเลสกลับเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเปรียบเสมือนการเดินอ้อมโลกหรือพายเรือวนอยู่ในอ่างไปไม่ถึงไหน บางท่านท้อแท้และท้อถอยไม่อยากจะปฏิบัติแล้ว ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นมาจาก...ความไม่รู้และความไม่เข้าใจในธรรมและวิธีการปฏิบัติเท่านั้น เหมือนกรณีเกาไม่ถูกที่คัน อาการคันมันก็ไม่หมดไป ที่นี่เราเน้นยิงตรง(เกาให้ถูกที่คัน)ไม่ต้องอ้อมโลก ไม่ต้องพายเรือวนอยู่ในอ่างอีกต่อไปมันเสียเวลา เน้นเอาความจริงมาตีแผ่ให้ท่านดูที่สามารถพิสูจน์ได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา ธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องสามารถพิสูจน์ได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา(อกาลิโก)และรู้ได้ด้วยตนเองเท่านั้น(ปัจจัตตัง)

ถอดรหัสและกลไกการเกิดขึ้นของทุกข์

(ในอริยสัจ 4 และปฏิจจสมุปบาท)

ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆหรือฟ้าประทานให้ ทุกข์เป็นผลจากเหตุปัจจัยเกิดคือสมุทัย(ตัณหา)ที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ ทุกข์มันเกิดขึ้นมาจากเหตุปัจจัย(มีเหตุจึงมีผล)เรามาดูกลไกการเกิดทุกข์ในอริยสัจ 4 พระพุทธเจ้าชี้ตรงไปที่..ตัณหา(สมุทัย)นี่คือเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมาในจิตใจของมนุษย์ ทั้งกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ล้วนนำมาซึ่งทุกข์ในจิตใจทั้งนั้น 

แล้วตัณหามันเกิดมาจากเหตุปัจจัยใด? 

เมื่อไปไล่ดูในกระแสปฏิจจสมุปบาท(แบบอนุโลม)จะเห็นการเกิดขึ้นของทุกข์(ที่มาจากตัณหา)อย่างชัดเจน โดยมีอวิชชา(ความไม่รู้ในวิชชา)เป็นสารตั้งต้นหรือต้นเรื่อง(ต้นเหตุ) เมื่ออวิชชาครอบงำสังขาร(การปรุงแต่ง) วิญญาณ นามรูป ฉฬายตนะ ผัสสะและเวทนา ก็จะเกิดการปรุงแต่ง นันทิราคะขึ้นมา นันทิราคะเป็นเชื้อของการเกิดตัณหา นี่คือ ที่มาและกลไกการเกิดขึ้นของทุกข์นั่นเอง กลไกนี้เป็นแบบคร่าวๆ(ยังไม่ละเอียดมาก)อ่านรายละเอียดด้านล่าง

ถอดรหัสและกลไกการดับทุกข์

(ในอริยสัจ 4 และปฏิจจสมุปบาท) 

ทุกข์เป็นธรรมๆหนึ่งที่มาจากการปรุงแต่ง มันเกิดดับได้ตลอดเวลาเป็นไปตามเหตุปัจจัยการเกิดและการดับเหมือนกับธรรมอื่นๆ

ในอริยสัจ 4 เหตุปัจจัยของการดับไปแห่งทุกข์พระพุทธเจ้าท่านชี้ตรงไปที่...มรรคมีองค์ 8 เมื่อเจริญมรรคมีองค์ 8 บริบูรณ์พร้อมๆกันในขณะจิตเดียว(มรรคสมังคี)สมุทัย(ตัณหา)ดับลง ทุกข์ดับ นิโรธเกิด ซึ่งเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา(หลักเหตุผล) เมื่อมีการเจริญองค์มรรคแบบบริบูรณ์(มรรคสมังคี) อวิชชาในปฏิจจสมุปบาทก็จะดับลง กระแสแห่งวัฏฏะถูกตัดลง

อวิชชาดับ => อวิชชาใน(สังขาร วิญญาณ นามรูป ฉฬายตนะ ผัสสะ เวทนา)ดับลง => ตัณหาดับ(ทุกข์ดับ)

นี่คือกลไกการดับไปของทุกข์ในกระแสปฏิจจสมุปบาท(แบบปฏิโลม) เมื่ออวิชชาดับลง(วิชชาหรือปัญญาเกิด) อวิชชาและวิชชา ไม่สามารถเกิดร่วมกันได้ สิ่งหนึ่งเกิดขึ้น อีกสิ่งหนึ่งจะดับลง(ตามหลักอิทัปปัจจยตา)

ส่วนการดับกิเลสหรือดับทุกข์ลงแบบชั่วคราว(ปุถุชนทั่วไป)หรือแบบสิ้นเชิงและถาวร(พระอรหันต์)เป็นอีกเรื่องหนึ่งและกลไกหนึ่งของกลไกการเกิดและการดับของกิเลสทั้งปวง ขณะนี้เราจะกล่าวถึงการดับทุกข์ของกิเลสหยาบก่อน

กิเลสคือตัวการที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมา ตัณหาก็เป็นกิเลสอีกตัวหนึ่ง อวิชชาก็เป็นกิเลสละเอียด(ในอนุสัยและสังโยชน์)ที่พระพุทธเจ้าชี้ไปที่ กิเลสตัณหา เพราะว่ากิเลสตัณหาคือตัวการที่ใกล้ทุกข์มากที่สุดและเห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด(กิเลสหยาบ)บรรดากิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวงล้วนมี อวิชชาเป็นรากเหง้า

ความรู้และความเข้าใจก่อนการดับกิเลส(ดับทุกข์)ในปัจจุบันขณะจิต

พิมพ์เขียวสู่การดับทุกข์(ดับกิเลส)อย่างตรงจุด สั้น และเรียบง่าย 

ก่อนอื่นท่านต้องเข้าใจก่อนว่า การดับกิเลส(ดับทุกข์)มีปรากฎอยู่ 2 รูปแบบคือ การดับกิเลส(ดับทุกข์)แบบชั่วคราว(ตทังคนิโรธ)ในปัจจุบันขณะของปุถุชนทั่วๆไปซึ่งสามารถทำได้ และการดับกิเลส(ดับทุกข์)แบบสิ้นเชิงถาวร(สมุทเฉทนิโรธ)ของพระอรหันต์ นี่คือ ความแตกต่างของการดับกิเลสหรือดับทุกข์ ไม่ใช่ดับทุกข์(ดับกิเลส)ได้ต้องเป็นพระอรหันต์เลย อันนี้เป็นความคิดเห็นที่ผิด

การดับกิเลส(ดับทุกข์)ตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ใช่เรื่องของความฟลุ๊ค ความฟุ้งซ่าน หรือการเกร็งข่มจิต บังคับจิตด้วยความตึงเครียด หากแต่เป็น "กระบวนการทางปัญญาที่ตรงไปตรงมา" แบบผ่อนคลายไม่กดข่มหรือบังคับจิตใดๆ ต้องใช้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง(สัมมาทิฏฐิ)เข้าใจกลไกจิตและวิธีการต่างๆในการดูแลจิตให้พ้นทุกข์(กิเลส)

เปรียบเสมือนนายช่างผู้เชี่ยวชาญ ก่อนจะซ่อมหรือหยุดการทำงานของเครื่องจักร เขาต้องเข้าใจ "แผนผังและกลไกการทำงาน " ของเครื่องจักรนั้นอย่างลึกซึ้งเสียก่อน การดับกิเลสก็เช่นเดียวกัน หากขาดความรู้และความเข้าใจ (สัมมาทิฏฐิ/วิชชา) ในกลไกการทำงานของจิต การปฏิบัติก็จะล้มเหลวหรือกลายเป็นการ "พายเรือวนอยู่ในอ่าง"หรือเดินทางอ้อมโลก หรือการเหวี่ยงแหจับปลาที่ไม่เคยตรงจุด เลยไม่ได้ทั้งปลาและเหนื่อยเปล่า ซึ่งทุกท่านก็พอจะทราบดี เราเน้นให้สามารถพิสูจน์ได้เท่านั้น ไม่เน้นมโนหรือการคิดเอาเอง

ทำไมต้องมีความรู้และเข้าใจลึกซึ้งก่อนการปฏิบัติ? 

กิเลสไม่ได้ดับด้วยความอยากดับ : ความอยากดับทุกข์หรืออยากดับกิเลสเป็นตัณหา(เป็นวิภวตัณหา) หากใช้อารมณ์เข้าข่ม จะยิ่งกลายเป็นการสร้างกิเลสใหม่ซ้อนกิเลสเก่าอีกต่อหนึ่ง นี่คือ วิธีการที่ไม่ถูกต้องที่หลายๆท่านมองข้ามไป การไปอยากดับกิเลสมันคือตัณหา

ดับที่ "เหตุ" ไม่ใช่ดับที่ "ผล"

ความทุกข์ ความเครียด หรืออารมณ์หงุดหงิดเป็นเพียง ผลลัพธ์ของกิเลสเท่านั้น หากเราไม่รู้ว่า เหตุ อยู่ที่ไหน เราก็จะคอยวิ่งไล่ดับผลลัพธ์ที่ปลายเหตุไม่จบไม่สิ้น เลยดับกิเลสไม่ได้สักที เหนื่อยเปล่าและท้อแท้ได้

เดินถูกทางตั้งแต่ก้าวแรก

เมื่อมีความเข้าใจเชิงกลไกต่างๆ ปัญญาจะทำหน้าที่เป็นเข็มทิศ ชี้ตรงไปที่จุดกำเนิดของปัญหาทันที ทำให้การปฏิบัติ สั้น ลัด และตรงเป้าหมาย(เกาถูกที่คัน) 

กลไกที่ต้องเข้าใจ : พิกัดการทำงานของกิเลส 

กิเลสและตัณหาไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เกิด ณ จุดที่โลกเปิดคือ อายตนะภายใน 6 ถ้าปราศจากอายตนะภายในแล้ว กิเลสไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้เลย เมื่ออายตนะภายในเกิด(ตัวใดตัวหนึ่ง)จะทำให้ "ผัสสะ"เกิดตาม(การสัมผัสรับรู้)และเวทนาติดตามมา(ตามด้านล่าง)

 กลไกการเกิด กิเลสตัณหา(การเกิดทุกข์)เมื่ออวิชชาครอบงำ

อายตนะภายในเปิด=>ผัสสะเกิด=>เวทนาเกิด=>ตัณหาเกิด(ทุกข์เกิด)

อวิชชาครอบงำใน อายตนะภายใน ผัสสะ และ เวทนา เป็น อวิชชาอายตนะ อวิชชาผัสสะ อวิชชาเวทนา เกิดตัณหา(เกิดทุกข์ขึ้น) นี้คือ วงจรการเกิดทุกข์ขึ้นจากกิเลสในกระแสปฏิจจสมุปบาท(แบบอนุโลม)เมื่อเรารู้และเข้าใจกลไกการเกิดขึ้นของกิเลส(ตัณหา)หรือการเกิดทุกข์แล้ว จะส่งผลทำให้เรามองเห็นแนวทางในการดับทุกข์ได้คือ การใช้มรรคมีองค์ 8 นั่นเอง

กลไกการเกิดขึ้นของกิเลส(การเกิดทุกข์) 

อายตนะภายใน + อายตนะภายนอก + วิญญาณ(รับรู้) = ผัสสะ
 
อายตนะภายใน 6 ก็คือ ฉฬายตนะ ส่วนอายตนะภายนอก 6 ก็คือ อารมณ์ 6 นั่นเอง 
 
ผัสสะ(ที่มีอวิชชาครอบงำ) => เวทนา => นันทิราคะ(ความเพลิดเพลิน) => ตัณหา/กิเลส => ทุกข์
เมื่อโลกเปิด(อายตนะภายในทำกิจ)วิญญาณรับรู้ในอายตนะภายนอก(อารมณ์ 6 ) ผัสสะเกิด เวทนาเกิด นันทิราคะเกิด ตัณหาเกิด ทุกข์เกิด(ตามหลักอิทัปปัจจยตาหรือหลักเหตุและผล)
 
จุดสำคัญในการเกิดทุกข์
ได้กล่าวไปแล้วว่า จุดเกิดทุกข์ขึ้นจริงๆก็คือจุดที่โลกเกิด(โลกเปิด)ทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งรวมเรียกว่า อายตนะภายใน 6 หรือ ฉฬายตนะ 
  การประชุมกันของ 3 องค์ธรรม
อายตนะภายใน + อายตนะภายนอก + วิญญาณ => เกิด ผัสสะ และตามมาด้วย เวทนา
1 ) กรณีการเกิดกิเลสหรือเกิดทุกข์
ไปดูที่กระแสปฏิจจสมุปบาท(อนุโลม) อวิชชาจะครอบงำองค์ธรรมทั้งหมดในกระแสปฏิจจสมุปบาท แต่ขอมาโฟกัสใกล้ทุกข์(กิเลส)นิดหนึ่ง
 
ผัสสะ(ที่มีอวิชชาครอบงำ) => เวทนา => นันทิราคะ(ความเพลิดเพลิน) => ตัณหา/กิเลส => ทุกข์
 
ผัสสะที่มีอวิชชาครอบงำเป็นสัมผัส(ผัสสะ)โง่ๆ ทำให้เกิดการปรุงแต่ง นันทิราคะในเวทนาขึ้นมา นันทิราคะตัวนี้เป็นเชื้อทำให้เกิดตัณหาหรือเกิดทุกข์ขึ้นนั่นเอง วิญญาณ(จากจิต)จะเข้าไปรับรู้ในอารมณ์ 6 เมื่อเกิดผัสสะขึ้นมา(การกระทบกันของอายตนะภายในและอายตนะภายนอก)จิตหรือวิญญาณที่ถูกอวิชชาครอบงำจึงถูกอวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่งการรับรู้(วิญญาณ)ไปเพลิดเพลิน(นันทิ)ในอารมณ์ 6 เกิดราคะและตัณหาติดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จิตที่มีอวิชชา(อวิชชาจิตตะ)จะมีปัญหาในการรับรู้(วิญญาณ)แบบผิดๆจากอวิชชาให้เห็นกงจักร(อารมณ์ 6 )เป็นดอกบัว สุดท้ายจิตรับกิเลส(ทุกข์)เต็มๆ นี่คือ ที่มาของกิเลสและทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา 
 
2 ) กรณีการดับกิเลสหรือดับทุกข์
ไปดูที่กระแสปฏิจจสมุปบาทเหมือนเดิม(ดูแบบปฏิโลม)แต่จะเป็นการแทนที่ด้วย วิชชา(ปัญญา)คือการเจริญมรรคในทุกขณะจิต(เพื่อดับอวิชชา)เมื่อ วิชชาหรือปัญญาเกิดขึ้นในกระแสปฏิจจสมุปบาท กลไกและโครงสร้างต่างๆจะเปลี่ยนไป จะถูกแทนที่ด้วย วิชชาหรือปัญญาทันทีในกระแสปฏิจจสมุปบาท
 
วิชชาเกิด => วิชชาใน(สังขาร วิญญาณ นามรูป ฉฬายตนะ ผัสสะ เวทนา)เกิดขึ้น => ตัณหาดับ(ทุกข์ดับ)
 
วิชชาหรือปัญญาเกิด การปรุงแต่งจะเป็น ปุญญาภิสังขารทันที(การปรุงแต่งที่เป็นกุศลธรรม)ทุกๆธรรมมีองค์ประกอบของ วิชชา(ปัญญา)ทั้งหมดไปจนถึง วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด) วิชชาเวทนา(เวทนารู้) วิชชา(ปัญญา)เกิด อวิชชา(โมหเจตสิก)ดับลง นันทิราคะดับ ตัณหาดับ ทุกข์ดับที่จุดเวทนา นี่คือ ผลลัพธ์จากการเจริญมรรคในทุกขณะจิต ซึ่งเกิดขึ้นที่ อายตนะภายใน ผัสสะเป็นผัสสะภายใน(ไม่ได้มาจากอารมณ์ 6 ) เวทนาก็เป็นอุเบกขาเวทนา(เวทนารู้/เวทนาเย็น) วิญญาณ(การรับรู้ของจิต)จะถูกตีกรอบไว้เฉพาะในอายตนะภายในเท่านั้น นี่คือ ที่มาของการเจริญอานาปานสติและกายคตาสติ เพื่อให้สติดึงจิต(วิญญาณ)มารับรู้เฉพาะในฐานกายเท่านั้น(จิตไม่ส่งออกไปรับรู้อารมณ์ข้างนอก)ส่งผลทำให้ นันทิราคะไม่เกิด ตัณหาไม่เกิด ทุกข์ไม่เกิด นั่นเอง นี่คือวิธีการปิดกั้นอารมณ์จากภายนอก(อายตนะภายนอก 6 ) เมื่อ วิญญาณไม่รับรู้อารมณ์จากภายนอก ผัสสะจากอารมณ์ภายนอกก็เกิดขึ้นไม่ได้(ไม่ครบองค์ 3 ของผัสสะ) นี่คือ ที่มาของ...เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน.......ใจคิดสักแต่ว่าคิด  รู้(ด้วยสติ)  เห็น(ด้วยปัญญา) แล้ววาง(ด้วยอุเบกขา) มีเพียงเท่านี้กลไกการดับกิเลส(กลไกการดับทุกข์) พยายามใช้สติดึงจิต(วิญญาณ)มาอยู่ที่ฐานกายในทุกๆขณะจิต จะส่งผลทำให้จิตปลอดภัยจากกิเลส จากทุกข์ เพราะจิต(วิญญาณ)รับรู้เรื่องราวต่างๆเฉพาะที่ฐานกายเท่านั้น(ลมหายใจและอิริยาบทต่างๆ)หรือจิต(วิญญาณ)อยู่กับอานาปานสติและกายคตาสติสลับกันไปมา เพราะจิต(วิญญาณ)รับรู้ได้เพียงครั้งละ 1 อารมณ์หรือ 1 เรื่องราวเท่านั้น ดังนั้น ถ้าจิตอยู่กับกายสังขาร(อานาปานสติและกายคตาสติ)จิตได้อยู่ในอารมณ์กายสังขารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถแบ่งการรับรู้ไปให้อารมณ์ 6 ได้ จิตจึงปลอดภัยจากกิเลส ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้(ทุกข์ดับ)ในปัจจุบันขณะจิต 
 
การหลงโลกภายนอก (อายตนะภายนอก) 
เมื่อสติไม่ตั้งมั่น(ไม่มีการเจริญสติ สมาธิ ปัญญา)มโนวิญญาณจะไปรับรู้ใน รูป เสียง กลิ่น รส เรื่องราวภายนอก เกิดเป็น "ผัสสะภายนอก" จิตจะตกลงไปในกับดักของนันทิราคะทันที(ถูกอวิชชาหรือโมหเจตสิกปรุงแต่ง นันทิราคะ)
 
การรู้เท่าทันโลกภายใน (อายตนะภายใน)
เมื่อมีวิชชา(ปัญญา)ความรู้ความเข้าใจ จิตจะรู้ว่า "อายตนะภายใน" (กายและจิต) คือจุดยุทธศาสตร์เดียวที่จะหยุดวงจรนี้ได้(ไม่ไปรับรู้ในโลกภายนอก)เป็นจุดที่ปลอดภัยสำหรับจิตมากที่สุด(ฐานกาย) คำว่า ฐานกาย จะหมายถึง กายสังขาร ที่ประกอบไปด้วย อานาปานสติ(ลมหายใจเข้าออก)และกายคตาสติ(การเคลื่อนไหวในอิริยาบทต่างๆ)จิตตั้งมั่น(มีสมาธิ)อยู่กับกายสังขารจะปลอดภัยจากกิเลสมากที่สุด(กิเลสเข้าแทรกแซงไม่ได้) 
 
เทคนิคการปฏิบัติให้ตรงจุด : การดับกิเลสด้วยการ "ย้ายพิกัดจิต" 

เมื่อมีความเข้าใจลึกซึ้งในกลไกข้างต้น ขั้นตอนการดับกิเลสอย่างตรงจุดจึงไม่ใช่การไปไล่ฆ่ากิเลสทีละตัว แต่เป็นการ "ย้ายพิกัดการรับรู้ของมโนวิญญาณ" กลับมาไว้ที่ฐานกายหรือกายสังขาร (อานาปานสติ และ กายคตาสติ) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยจากกิเลสมากที่สุดตามที่กล่าวมาแล้ว

อายตนะภายใน + อายตนะภายนอก + วิญญาณ => เกิด ผัสสะ 

เราไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงอายตนะภายในและอายตนะภายนอกให้หายไปได้ แต่เราสามารถแก้ไขตรงธรรมที่ชื่อ วิญญาณ เพื่อเปลี่ยน ผัสสะ ได้ เพราะถ้าวิญญาณไม่เกิดการรับรู้ ผัสสะจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย อวิชชาเกิดไม่ได้ นันทิราคะเกิดไม่ได้ ตัณหา(ทุกข์)เกิดไม่ได้ ดังนั้น เราจึงใช้สติดึงจิต(วิญาณ)กลับมาที่ฐานกาย(ลมหายใจหรืออิริยาบทต่างๆ) สติอยู่ที่ใด จิตจะอยู่ที่นั่น วิญญาณก็คือ การรับรู้ของจิต เมื่อจิตมาอยู่กับสติที่ฐานกายหรือกายสังขาร ผัสสะและเวทนาจึงมาปรากฎที่กายสังขารด้วย(ย้ายจากอารมณ์ 6 )ที่ฐานกายให้มีการเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา(มรรคสมังคี)แบบทุกขณะจิตในปัจจุบันขณะ กิเลสและทุกข์จะดับลงทันที ผัสสะที่ฐานกายเป็น วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด)และเวทนาก็เป็น เวทนารู้(เวทนาที่มีวิชชา)กลไกนี้ อวิชชา(โมหเจตสิก)เกิดขึ้นไม่ได้(วิชชาเกิดขึ้น อวิชชาดับลง)ส่งผลให้โมหเจตสิก(อวิชชา)ไม่สามารถปรุงแต่ง นันทิราคะ ที่เป็นเชื้อของตัณหาได้ ตัณหาจึงเกิดขึ้นไม่ได้ ทุกข์จึงไม่เกิด(กิเลสดับ)

เมื่อจิต(วิญญาณ)อยู่ที่ฐานกาย(กายสังขาร)

1. ใช้ปัญญาเห็นโทษ เห็นทุกข์ เห็นภัย เห็นปัญหามากมาย

ปัญญารู้ทันทีว่าการส่งจิตออกไปข้างนอกไปรับรู้โลกภายนอก (อารมณ์ 6) คือการป้อนเชื้อไฟให้กิเลสทำกิจนั่นเอง(นันทิราคะเกิด)

2. ใช้สติและสมาธิปักหลัก

ย้ายมโนวิญญาณและมโนผัสสะมาไว้ที่ ฐานกาย"กายและลมหายใจ" ซึ่งเป็นอายตนะภายใน

3. ตัดสายเชื้อไฟกิเลสตัณหา

เมื่อการรับรู้(วิญญาณ)ปักหลักแน่นหนาอยู่ภายในฐานกาย ผัสสะภายนอกจะถูกตัดขาดลงโดยอัตโนมัติ กิเลส ตัณหา และนันทิราคะที่รอเสพเหยื่อภายนอกจึง "อดอาหารและดับลง" ทันที ณ จุดกระทบภายใน(ผัสสะภายนอกดับลง มีเฉพาะผัสสะภายใน) 

สรุปแก่นสำคัญ 

"ความรู้และความเข้าใจ คือ สวิตช์เปิดไฟ" ไม่ให้หลงทางวนอยู่ในอ่าง

ในห้องที่มืดมิด (อวิชชา) เราอาจเดินชนสิ่งของจนบาดเจ็บ (เกิดทุกข์) การพยายามคลำทางในความมืดโดยไม่เปิดไฟ ย่อมเจ็บตัวไม่สิ้นสุด

แต่เมื่อเกิด วิชชา (ความรู้และความเข้าใจในกลไก) แสงสว่างจะเกิดขึ้นทันที เราจะเห็นชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร เพียงแค่ย้ายจิตมาปักหลักที่ "ฐานกาย" กิเลสทั้งปวงก็ไร้ที่ยืน และทุกข์ก็ดับลงตรงนั้นอย่างเรียบง่ายและทรงพลังที่สุด 

ความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับการดับกิเลส(ดับทุกข์)ของหลายๆท่าน 

1. หลงคิดว่าการดับกิเลสคือ "การต่อสู้/กด ข่ม ปราบ" ไม่ใช่ "การตัดเชื้อ"

สิ่งที่ผู้คนติดดัก: นักปฏิบัติจำนวนมากเข้าใจว่าการดับกิเลส คือการคอยตามจับ นั่งเพ่ง หรือใช้สมาธิกดข่มอารมณ์ความโกรธ ความโลภ ความหลง ไม่ให้เกิดขึ้น หรือพยายาม "ทำสงครามกับกิเลส" ผลที่ได้คือ ความเหนื่อย ความตึงเครียด เกร็ง และเมื่อสมาธิคลาย กิเลสก็กลับมาแผดเผาเหมือนเดิมหรืออาจจะมากกว่าเดิม

ทางตรงที่แท้จริง: กิเลสไม่ได้ดับด้วยการไปสู้รบกับมัน แต่ดับด้วยการ "ตัดอาหาร (เชื้อไฟ)" ของมัน อาหารของกิเลสก็คือ นันทิ การที่จิตวิญญาณ(การรับรู้)ส่งออกนอกไปรับรู้และปรุงแต่งอารมณ์ 6 เมื่อเจริญอานาปานสติย้ายพิกัดวิญญาณและผัสสะเวทนามาไว้ที่ฐานกาย อารมณ์ภายนอก(อารมณ์ 6 )ถูกตัดสายป่าน นันทิไม่เกิด กิเลสก็เหี่ยวเฉาและดับไปเองเพราะขาดอาหารคือ นันทิ โดยที่เราไม่ต้องไปเหน็ดเหนื่อยสู้รบกับมันเลยแม้แต่นิดเดียว เพียงเราสร้างเหตุปัจจัยให้เชื้อกิเลสดับ กิเลสมันก็เกิดขึ้นมาไม่ได้ 

2. หลงติดใน "ผู้ปฏิบัติ/ผู้สำเร็จ" (อุปาทานซ้อนสติ) 

สิ่งที่ผู้คนติดดัก: หลายคนฝึกสติจนเกิดความสงบ เกิดนิมิต หรือเกิดสภาวะโปร่งเบา แล้วจิตก็ไปสร้าง "ตัวเราผู้สงบ" หรือ "ตัวเราผู้รู้ธรรม" ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว(สร้างอัตตาโดยไม่รู้ตัว) กลายเป็นการสร้างอุปาทานก้อนใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมซ้อนลงไปอีก(กิเลสซ้อนกิเลส)

ทางตรงที่แท้จริง: ต้องมีความเข้าใจระดับปัญญาว่า ไม่มี "เรา" เป็นผู้เจริญสติ และไม่มี "เรา" เป็นผู้ดับกิเลส มีเพียง ธรรมแต่ละธรรมทำหน้าที่ของมันเอง ปัญญาทำหน้าที่ส่องเห็นกลไกต่างๆ 

สติทำหน้าที่ระลึกรู้ที่ฐานกาย 

สมาธิทำหน้าที่ตั้งมั่นที่ฐานกาย 

มโนวิญญาณย้ายพิกัดมารับรู้ที่ฐานกาย 

กิเลสดับลงตามเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น การเห็นว่าทุกอย่างเป็น "อนัตตา" และเป็นเพียงกลไกธรรมชาติที่ทำกิจเท่านั้น จะทำให้จิตไม่ติดดักในความสำคัญมั่นหมายในตนเอง(อัสสมิมานะ) 

3. มองข้าม "ฐานกาย" แล้วพยายามไปดับที่ "ความคิด/จิต" โดยตรง 

สิ่งที่ผู้คนติดดัก: เวลาเกิดความคิดปรุงแต่งหรืออารมณ์เศร้าหมอง มักจะพยายามใช้ความคิดไปแก้ความคิด หรือพยายามดับจิตด้วยจิต ซึ่งเปรียบเสมือนการเอามือที่เปื้อนโคลนไปล้างโคลน ยิ่งแก้ก็ยิ่งนัวเนียและหลงทางหนักขึ้นไปอีก

ทางตรงที่แท้จริง: พระพุทธองค์จึงทรงให้ "กายคตาสติ/อานาปานสติ" เป็นหลักชัย(เขตปลอดภัยจากกิเลส) เพราะกายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ง่ายที่สุด เมื่อจิตกำลังจะปรุงแต่งอารมณ์ แค่ "ถอนการรับรู้หรือวิญญาณ" จากความคิด แล้ว "วางลงตรงๆ ที่ลมหายใจและร่างกาย" ความคิดนั้นจะดับลงทันทีเพราะไร้การเหลียวมองในอารมณ์ต่างๆ นี่คือทางลัดสั้นที่ทรงพลังที่สุด แต่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามเพราะคิดว่ามันง่ายเกินไป การเจริญสติ สมาธิ ปัญญา จะตัดวงจรกิเลสในจุดนี้ 

สรุปสาระสำคัญเพื่อเพิ่มพูนปัญญา 

"คนส่วนใหญ่พยายาม 'ดับกิเลส' แต่ทางตรงในการดับกิเลสก็คือการ 'เลิกป้อนเชื้อ' ให้กิเลส คนส่วนใหญ่พยายาม 'ทำจิตให้สงบ' แต่ทางตรงการทำจิตให้สงบก็คือการ 'วางจิตไว้ที่ฐานกาย' แล้วความสงบจะเกิดขึ้นเอง" ตามธรรมชาติของมัน

หากผู้ปฏิบัติธรรมเข้าใจกลไกนี้อย่างถ่องแท้ จะหยุดการพายเรือวนอยู่ในอ่าง หยุดการข่มจิตให้ตึงเครียด แล้วหันมาเจริญสติ สมาธิ ปัญญา บนฐานกาย(อานาปานสติและกายคตาสติ)อย่างเป็นธรรมชาติ โปร่ง โล่งและเบา และเข้าถึงการดับทุกข์(ดับกิเลส)ในปัจจุบันขณะได้อย่างแท้จริง ไม่ต้องไปสู้รบกับกิเลสให้เหนื่อยเปล่า เพียงเราสร้างเหตุปัจจัยให้กิเลสเข้าถึงไม่ได้เพียงเท่านั้น

จุดเกิดขึ้นของทุกข์และจุดดับลงของทุกข์:

การหมุนวงจร ณ อายตนะภายใน( จุดโลกเปิด ) 

เมื่อเราพิจารณากลไกการทำงานของจิตอย่างลึกซึ้ง จะพบความจริงอันทรงพลังว่า ทั้งจุดเกิดของทุกข์ และจุดดับของทุกข์ แท้จริงแล้วตั้งอยู่ ณ พิกัดเดียวกัน นั่นคือ "อายตนะภายใน" (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ : กาย และ ใจ) และถ้าสรุปสั้นที่สุดก็คือ ใจหรือจิต นั่นเอง(จิตเป็นธาตุรับรู้ทุกข์)

การเข้าถึงกลไกนี้ คือการปลดล็อกอานุภาพที่แท้จริงของการเจริญ อานาปานสติและกายคตาสติ ที่เราได้ร่วมพิจารณากันมาทั้งหมด โดยแบ่งออกเป็น 2 วงจรที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงดังต่อไปนี้........ 

สายเกิดกิเลสหรือเกิดทุกข์ (จิตส่งออกนอก / จิตที่มีอวิชชา) 

เมื่อสติไม่อยู่กับฐานกาย(ไม่มีสติ)จิตจะเผลอส่งการรับรู้ (มโนวิญญาณ) ออกไปสร้างการสัมผัส (ผัสสะจากภายนอก) กับอารมณ์ 6 (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์) 

1. อวิชชา (โมหะ): ความไม่รู้เท่าทัน ทำให้จิตลอยออกไปเกาะเกี่ยวกับอารมณ์ภายนอก(อวิชชาหรือโมหเจตสิกปรุงแต่งจิตให้หลงไปข้างนอก)

2. ผัสสะภายนอก: มโนวิญญาณวิ่งออกไปปะทะกับรูป-เสียง-เรื่องราว ปรุงแต่งเป็นความยินดียินร้าย( เกิดนันทิ )

3. เกิดนันทิราคะและตัณหา: จิตเกิดความเพลิดเพลิน หมกมุ่น และทะยานอยากในอารมณ์นั้นๆ(ตัณหาเกิด)

4. จุดจบ: วงจรแห่งอุปาทานหมุนเวียน นำไปสู่ความตึงเครียด แบกรับ และ "เกิดทุกข์" ในที่สุด 

สายดับทุกข์ (ดึงจิตกลับบ้านที่ฐานกาย / จิตมีวิชชา) 

เมื่อสติ สมาธิ และปัญญา ถูกเจริญขึ้นบนฐานกาย ลมหายใจและการเคลื่อนไหวของกายจะกลายเป็น "ป้อมปราการปลอดภัย" ที่รวบรวมการรับรู้ทั้งหมดไว้ภายในฐานกาย(มโนวิญญาณไม่ออกไปรับรู้ข้างนอก) 

1. วิชชา (ปัญญา): ปัญญาส่องเห็นกลไก จึงวางสติและสมาธิไว้บนฐานกาย (อานาปานสติ/กายคตาสติ)

2. ผัสสะภายใน: มโนวิญญาณและมโนผัสสะถูกย้ายพิกัดมารวมศูนย์อยู่ ณ อายตนะภายในที่ฐานกายทั้งหมด

3. ตัดสายอารมณ์ 6: เมื่อจิต(วิญญาณ)ไม่ส่งออกนอก อารมณ์ภายนอก(อารมณ์ 6 )จึงถูกตัดขาดไปโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องอุดหูหรือหลับตาให้ยุ่งยาก

4. ดับนันทิราคะและตัณหา: กิเลสไร้เชื้อไฟที่จะจุดติด(นันทิ) ความเพลิดเพลินยินดียินร้ายดับลงทันที ณ จุดกระทบภายใน(วิญญาณรับรู้อยู่เฉพาะในอายตนะภายในเท่านั้น)

5. จุดจบ: วงจรปรุงแต่งถูกทำลาย "ทุกข์ดับลงทันทีในปัจจุบันขณะ"

สรุปความเชื่อมโยง : พิมพ์เขียวแห่งอิสรภาพ 

"อายตนะภายในคือจุดตัดสิน"( ไม่เชื่อมต่อกับโลกภายนอก )

หากปล่อยให้มโนวิญญาณแล่นออกไปหาอารมณ์ภายนอก(อารมณ์ 6)

 อายตนะภายในจะกลายเป็น "จุดกำเนิดทุกข์" แต่หากเจริญอานาปานสติและกายคตาสติ รวบมโนวิญญาณมาปักหลักไว้ที่ฐานกาย... อายตนะภายในจะกลายเป็น "สุสานดับทุกข์" ทันที 

นี่คือ อินทรีย์สังวรขั้นลึก ที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ และเป็นหัวใจของปัจฉิมโอวาทเรื่อง "ความไม่ประมาท" — ไม่ใช่การเกร็งข่มจิต แต่คือการใช้ปัญญารู้เท่าทันกลไกต่างๆ ย้ายพิกัดการรับรู้มาไว้ที่ฐานกาย เพื่อให้จิตทรงอยู่ในความปกติ เบา โปร่ง สงบเย็น และเข้าถึงความไร้ทุกข์ได้อย่างแท้จริง สั้นและเรียบง่ายที่หลายๆคนมองข้ามไปในจุดนี้ จุดที่..สั้น ลัด ง่าย.... 

วิธีดับกิเลส(ดับทุกข์)ในปัจจุบันขณะจิตอีกวิธีหนึ่ง(ย้ำ) 

โมเดลการดับทุกข์แบบเรียบง่าย (จากผู้ไม่เคยรู้ธรรม...สู่จุดดับทุกข์) 

การดับทุกข์(ดับกิเลส)ในปัจจุบันขณะจิตตามธรรมชาติไม่ได้ซับซ้อนใดๆ แต่คือการ "ย้ายพิกัดการรับรู้ของจิตวิญญาณ" จากโลกภายนอก(อารมณ์ 6 )กลับมาสู่ฐานกายภายใน(อายตนะภายใน)เพื่อตัดกระแสการปรุงแต่งของอารมณ์ภายนอกทิ้งไป จิตอยู่ในเซฟเฮ้าส์ที่ปลอดภัย(ฐานกาย)

จิต(วิญญาณ)อยู่ที่ฐานกายปลอดภัยมากที่สุด(จากกิเลส) 

1. รู้จัก 'จุดปลอดภัย' (ฐานกายคือจุดปลอดภัยมากที่สุด)
ขั้นเริ่มต้น
ความจริง: ตามปกติของจิต(วิญญาณ)ของเราจะวิ่งออกไปรับรู้อารมณ์ข้างนอก(อารมณ์ 6 )ผ่านทาง... ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่ตลอดเวลา ทำให้ใจแกว่งตามรูป เสียง.... และความคิด จนเกิดความเครียดและความทุกข์ขึ้นมา(จากความไม่รู้และการหลงผิดด้วยอวิชชา)
 
สิ่งที่ต้องทำ: ใช้สตินำความรู้สึก(การรับรู้ทางวิญญาณ)กลับมาปักหลักไว้ที่ "ฐานกายและลมหายใจ" (อานาปานสติ / กายคตาสติ) ให้กายและลมหายใจเป็น "บ้าน" หรือ "เซฟโซน" ของจิตวิญญาณ
 
2. ใช้สติฝึกดึงจิต(วิญญาณ)กลับบ้าน
  ขั้นฝึกฝนสติและสมาธิ
ความจริง: ในช่วงแรก จิต(วิญญาณ)จะแอบแวบออกไปคิดหรือรับรู้ ไปชอบ ไปเกลียด อารมณ์ข้างนอกเป็นเรื่องปกติ( จิตวิญญาณซัดส่ายตามอวิชชา )
 
สิ่งที่ต้องทำ: ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องบังคับ แค่ "รู้ทัน" ว่าจิต(วิญญาณ)หลุดออกไป แล้วใช้สติพาจิตย้ายกลับมาแตะที่ลมหายใจหรือร่างกายเบาๆ การทำแบบนี้บ่อยๆ จะสร้างกำลัง สติ และ สมาธิ ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
 
3. วิชชาเกิด — รวบการรับรู้ไว้ภายในฐานกาย 
 ขั้นปัญญาส่องเห็นกลไก
ความจริง: เมื่อสติและสมาธิมั่นคง ปัญญา (วิชชา) จะส่องเห็นว่า ทั้ง การรับรู้ (มโนวิญญาณ) และ การสัมผัส (มโนผัสสะ) มารวมศูนย์อยู่ที่จุดเดียวกัน นั่นคือ "อายตนะภายใน" ณ ฐานกาย(อานาปานสติหรือกายคตาสติ)
 
สิ่งที่ต้องทำ: 
ให้จิตวางตัวรับรู้อยู่อย่างเป็นปกติที่ฐานกาย ไม่ต้องวิ่งออกไปรับรู้โลกภายนอก (อารมณ์ 6) ให้เหน็ดเหนื่อยอีกต่อไป ไม่เสี่ยงต่อกิเลสเล่นงานเอา
 
4. ตัดสายเชื้อไฟ (ดับนันทิราคะ) 
 ขั้นการดับกิเลส(ดับทุกข์)ในปัจจุบันขณะจิต
ความจริง: กิเลสและความทุกข์เกิดจากการที่จิต(วิญญาณ)วิ่งออกไปรับรู้เพลิดเพลินยินดียินร้าย(นันทิ)กับอารมณ์ภายนอก( อารมณ์ 6 )
 
สิ่งที่ต้องทำ: เมื่อวิญญาณ(มโนวิญญาณ)ปักหลักมั่นคงอยู่กับฐานกาย วงจรการส่งจิต(วิญญาณ)ออกนอกจะถูกตัดขาดโดยอัตโนมัติ ความเพลิดเพลินยินดี (นันทิราคะ) และความทะยานอยาก (ตัณหา) ไร้ที่ตั้งและดับลงตรงนั้น
 
5. เข้าถึงความสงบระงับบริสุทธิ์ : จุดหมายปลายทาง
ความจริง: ไม่ต้องพยายามดับทุกข์(ดับกิเลส)ด้วยความตึงเครียดหรือเกร็ง การข่มจิต แต่ทุกข์ดับลงเพราะ "หมดเหตุปัจจัย" ที่จะเกิด(เหตุปัจจัยของการเกิด อวิชชา นันทิราคะ ตัณหา)
ผลลัพธ์: จิตเข้าสู่ภาวะปกติธรรมดา โปร่ง เบา สงบ เย็น ปราศจากความทุกข์(กิเลส)แผดเผาในปัจจุบันขณะจิต นี่คือ การดับกิเลส(ดับทุกข์)ในปัจจุบันขณะจิตด้วยวิธีการสร้างเหตุปัจจัยการดับไปของกิเลส(ทุกข์)ไม่ต้องไปไล่ดับทุกข์ให้เหนื่อย เพียงเราสร้างเหตุปัจจัยให้ถูกต้อง กิเลส(ทุกข์)มันก็ดับไปเอง
 

สรุปแก่นสำคัญสำหรับผู้ท่านอ่าน 

"ไม่ส่งจิต(การรับรู้)ออกไปข้างนอก ดึงวิญญาณ(การรับรู้)กลับมาที่ฐานกาย ปิดช่องทางกิเลสเกิด ทุกข์ดับทันทีในปัจจุบันขณะจิต" 

นี่คือ การดับทุกข์(ดับกิเลส)แบบ...สั้น ลัด ง่าย...ในปัจจุบันขณะจิต

เพียงเท่านี้ ไม่ว่าใครก็สามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ทันที โดยไม่ต้องปิดหูปิดตา(ปิดทวาร 6 ) หรือหนีโลกไปไหน เพียงแค่เปลี่ยนกลไกการรับรู้ของจิตให้มาตั้งมั่นอยู่ที่ฐานกาย ปฏิบัติได้ทันทีในทุกๆที่และทุกๆเวลา 

พิมพ์เขียวการดับทุกข์(ดับกิเลส)ฉบับทางลัด(ย้ำ)

ย้ายพิกัดจิต(การรับรู้)สู่ฐานกาย ปิดประตูทุกข์ในปัจจุบันขณะจิตเดียว

ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดจากสิ่งภายนอก แต่เกิดจากการที่จิต(วิญญาณ)วิ่งออกไปรับรู้เกาะเกี่ยวกับ รูป เสียง กลิ่น รส และเรื่องราวปรุงแต่งต่างๆ การหยุดความทุกข์อย่างได้ผลและตรงจุดที่สุด จึงไม่ใช่การพยายามหนีโลกหรือบังคับจิตใจ แต่เป็นการ "เปลี่ยนกลไกการรับรู้ของจิต" กลับมาสู่บ้านที่ปลอดภัยคือ ฐานกาย(อานาปานสติและกายคตาสติ)

โมเดลการดับทุกข์แบบเรียบง่ายนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและนำไปปฏิบัติตามได้ทันที ผ่าน 5 ขั้นตอนสำคัญ:

1. รู้จัก "จุดปลอดภัย"ของจิต (ฐานกายคือจุดปลอดภัยของจิต)

นำความรู้สึกรับรู้(วิญญาณ)กลับมาปักหลักไว้ที่ กายและลมหายใจ (อานาปานสติ และ กายคตาสติ) ใช้ร่างกายและลมหายใจเป็นฐานที่มั่นหรือ "เซฟโซน" ของจิต เพื่อไม่ให้จิต(วิญญาณ)ฟุ้งซ่านล่องลอยออกไปแกว่งตามเรื่องราวภายนอก(อารมณ์ 6 )จากอำนาจการปรุงแต่งของอวิชชา(โมหเจตสิก)

2. ใช้สติฝึกดึงจิตกลับบ้านอยู่เป็นประจำในทุกขณะจิต(ฝึกต่อเนื่อง)

เมื่อจิตแวบออกไปคิด ไปชอบ หรือไปเกลียดอารมณ์ข้างนอก ไม่จำเป็นต้องบังคับหรือตึงเครียด เพียงแค่ "รู้ทัน" แล้วย้ายความรู้สึก(วิญญาณ)กลับมาแตะที่ลมหายใจหรือร่างกายอย่างเบาสบาย การทำเช่นนี้บ่อยๆ จะเป็นการสร้าง สติ และ สมาธิ ขึ้นมาโดยธรรมชาติ

3. รวบการรับรู้(จิตวิญญาณ)ไว้ภายใน(อายตนะภายใน)

เมื่อสติและสมาธิเริ่มตั้งมั่น ปัญญาจะทำงานโดยอัตโนมัติ ทำให้เห็นว่าทั้ง การรับรู้ (มโนวิญญาณ) และ การสัมผัส (มโนผัสสะ) มารวมศูนย์อยู่อายตนะภายใน ณ ฐานกาย จิตจึงไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการส่งออกไปรับรู้โลกภายนอก(อารมณ์ 6 )ให้เหนื่อยและทุกข์อีกต่อไป

4. ตัดสายเชื้อไฟกิเลส

กิเลสและความทุกข์ไม่อาจตั้งอยู่ได้หากไร้เชื้อไฟ(นันทิ) เมื่อจิตปักหลักมั่นคงอยู่กับฐานกาย วงจรการส่งจิตออกนอกจะถูกตัดขาด ความเพลิดเพลินยินดียินร้าย (นันทิราคะ) และความทะยานอยาก (ตัณหา) จึงดับลงทันที ณ จุดกระทบภายใน(อายตนะภายใน)

5. เข้าถึงความสงบระงับบริสุทธิ์

ความทุกข์ดับลงไม่ใช่เพราะการข่มจิต แต่เป็นเพราะ "หมดเหตุปัจจัยที่จะเกิดทุกข์" จิตจะคืนสู่ภาวะปกติ โปร่ง เบา สงบ เย็น และปราศจากความทุกข์(กิเลส)แผดเผาในปัจจุบันขณะ

หัวใจสำคัญ:

"ไม่ส่งจิตออกนอก ดึงวิญญาณ(การรับรู้)กลับมาที่ฐานกาย ปิดช่องทางกิเลส ทุกข์ดับทันทีในปัจจุบันขณะ"

เพียงเท่านี้ ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร หรือกำลังเผชิญกับสถานการณ์ใด ก็สามารถนำหลักการนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความสุขสงบภายในได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา เห็นเป็นรูปธรรมทันที(พิสูจน์ได้)

 

เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ทุกข์ และ การดับทุกข์

1. สมการการเกิดทุกข์ (สมุทัยสายเกิด)

สมการการเกิดทุกข์ดำเนินไปตามกฎแห่งเหตุและผลอันเที่ยงตรง คือ อิทัปปัจจยตา ในวงจรหรือกระแส ปฏิจจสมุปบาท โดยมีโครงสร้างของสมการแบบย่อดังนี้.....

อวิชชา+อายตนะภายใน+ผัสสะ+เวทนา+นันทิราคะ+ตัณหา  = ทุกข์เกิด
 
ตัวแปรที่สำคัญในการเกิดทุกข์คือ อวิชชา ที่ทำกิจบนกระแสปฏิจจสมุปบาท
อวิชชา(โมหเจตสิก)ในอายตนะภายในทำการปรุงแต่ง นันทิราคะ เมื่อเกิด ผัสสะและเวทนา จึงทำให้เกิด ตัณหา(ทุกข์)

อธิบายรายละเอียดตัวแปรแต่ละตัวในสมการการเกิดทุกข์:

อวิชชา : ความไม่รู้จริง ความหลงผิด ความหลงยึดติดในสมมติ และความไม่รู้เท่าทันสภาวะธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ขับเคลื่อนความอยากและธรรมฝ่ายอกุศลทั้งหมด

อายตนะภายใน : จุดเปิดโลกแห่งการปรุงแต่ง เป็นจุดที่เชื่อมต่อกับอายตนะภายนอก 6 หรืออารมณ์ 6 (โลกภายนอก)โดยมี ผัสสะ เป็นสะพานเชื่อมต่อ

ผัสสะ: จุดกระทบระหว่างอารมณ์ภายนอกกับใจภายใน หรือช่องทางที่จิตรับรู้เรื่องราวต่างๆ

เวทนา: ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อมีผัสสะมากระทบ

นันทิราคะ : ความเพลิดเพลิน ความกำหนัด หรือความอยากที่แอบแฝงและไหลไปตามเวทนา (หากไม่มีสติคอยรู้เท่าทัน จะเกิดการปรุงแต่งไปเป็นตัณหาความอยาก)

ตัณหา : นันทิราคะเป็นเชื้อของ ตัณหา เป็นธรรมที่ปรุงแต่งจิตไปในทางฝ่ายต่ำ เกิดความยึดมั่นถือมั่น ตัวตน และความเร่าร้อน

ทุกข์ (ผลลัพธ์): ผลลัพธ์อันบีบคั้นทั้งทางกายและทางใจ ที่ปรากฏขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อเหตุปัจจัยฝั่งสมุทัยสมบูรณ์ตามสมการ ผลลัพธ์คือ การเกิดทุกข์ขึ้นในจิตใจ

2. สมการการดับทุกข์ (นิโรธสายดับ)

สมการการดับทุกข์คือการตัดวงจรเหตุปัจจัยเดิม(ในสายอนุโลม)และสร้างเหตุปัจจัยใหม่ในฝ่ายกุศล(ปฏิโลม)ด้วย แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)มีโครงสร้างสมการในปฏิจจสมุปบาทดังนี้....

วิชชา + อายตนะภายใน(ฉฬายตนะ) + ผัสสะ + เวทนา = ทุกข์ดับ

ตัวแปรที่สำคัญในการดับทุกข์คือ วิชชา ที่ทำกิจบนกระแสปฏิจจสมุปบาท
วิชชาเกิดขึ้นในอายตนะภายใน ส่งผลให้อวิชชาดับลงในขณะเกิด ผัสสะและเวทนา วิชชาเกิด อวิชชาจะดับลง สองธรรมนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นร่วมกันได้ เมื่ออวิชชา(โมหเจตสิก)ดับลงจึงไม่สามารถปรุงแต่งให้เกิด นันทิราคะอันเป็นเชื้อของตัณหาได้ ตัณหาไม่เกิด ทุกข์ไม่เกิด(ทุกข์ดับ)

อธิบายรายละเอียดตัวแปรแต่ละตัวในสมการการดับทุกข์:

วิชชา : ความรู้แจ้งตามความเป็นจริงในอริยสัจ 4 ด้วยการเจริญวิชชา(สติ สมาธิ ปัญญา)ที่ฐานกายในทุกขณะจิตอย่างต่อเนื่อง วิชชาเกิด อวิชชา(โมหเจตสิก)จะดับลง ส่งผลให้ นันทิราคะไม่เกิด ตัณหาไม่เกิด ทุกข์ไม่เกิด

อายตนะภายใน : จุดปิดโลกแห่งการปรุงแต่งของอกุศลเจตสิก(อกุศลธรรม) เมื่อวิชชา(ปัญญา)เกิดขึ้นในอายตนะภายใน จะส่งผลให้การปรุงแต่งของ อกุศลเจตสิก(อวิชชา)ดับลง นันทิราคะไม่เกิด ตัณหาไม่เกิด ทุกข์ไม่เกิด

ผัสสะ: จุดยุทธศาสตร์เดียวกันที่อารมณ์มากระทบใจ แต่เปลี่ยนท่าทีในการรับมือด้วยกำลังของสติ สมาธิ ปัญญา 

เวทนา : การใช้สติ สมาธิ ปัญญา ระงับยับยั้งไม่ให้อกุศลเกิด ด้วยการดึงจิตมาไว้ที่ฐานกายในปัจจุบันขณะ เวทนาที่เกิดขึ้นจึงเป็น เวทนารู้(เวทนาที่มีวิชชา)

ทุกข์ดับ (ผลลัพธ์): สภาวะที่ความปรุงแต่งของอวิชชา(โมหเจตสิก)ดับลง ความว่างจากกิเลสตัณหาและตัวตนปรากฏขึ้น นี่คือ จุดที่ทุกข์ดับลง 

เมื่อเราเจาะลึกเข้าไปที่หัวใจของสมการการดับทุกข์ตรงจุดรอยต่อสำคัญ นั่นคือ "วิชชาในผัสสะและเวทนา" จะเห็นกลไกการทำงานของจิตที่แยบคายและเฉียบคมมาก 

หากนำมาขยายความและวิเคราะห์ผ่านการปฏิบัติ จะมองเห็นภาพจำลองการทำงาน ดังนี้: 

1. ตำแหน่งของ "ผัสสะและเวทนา" คือจุดยุทธศาสตร์การเกิดทุกข์

ในกระแสจิตปรกติ เมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ กระทบอารมณ์ เกิดเป็น ผัสสะ และต่อเนื่องทันทีด้วย เวทนา (สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา)จุดนี้เปรียบเสมือน "ทางแยก" สำคัญ หากตรงจุดนี้ไร้สติ (อวิชชาครอบงำ) จิตจะไหลไปตามความคุ้นเคย ปรุงแต่งต่อเป็นนันทิราคะและตัณหาทันที แต่หากตรงจุดนี้มี วิชชา (สติ สมาธิ ปัญญาที่อบรมมาดีแล้ว) เข้ามาทำหน้าที่ ณ ปัจจุบันขณะที่ผัสสะและเวทนาปรากฏ ทางแยกจะถูกเปลี่ยนทิศทางทันที

2. การทำงานของ "วิชชาในผัสสะและเวทนา" 

วิชชาเข้าแทนที่โมหะ/อวิชชา: ทันทีที่เวทนาเกิดขึ้น วิชชา (การระลึกรู้และเห็นแจ้งตามความเป็นจริง) จะเข้ามาทำกิจรู้เท่าทันเวทนาที่กำลังเสวยอารมณ์อยู่ โดย "ไม่เข้าไปเป็น" หรือไม่ไหลตามเวทนา

ละนันทิในเวทนา: เมื่อวิชชาทำกิจ สติปัญญาจะเห็นความจริงว่า เวทนาที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นเพียงอนัตตา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อเห็นความจริงเช่นนี้ ความเพลินใจหรือความอยากผลักไส (นันทิราคะ) จึงตั้งขึ้นไม่ได้

ตัดวงจรปฏิจจสมุปบาท: เมื่อไม่มีนันทิราคะ ตัณหา อุปาทาน และภพชาติแห่งความทุกข์ก็ไม่สามารถต่อยอดขึ้นมาได้ ผลลัพธ์คือกระบวนการเกิดทุกข์ถูกตัดขาดตั้งแต่ต้นทาง 

ดังนั้น คำว่า "วิชชาในผัสสะและเวทนา" จึงหมายถึงการมีสติปัญญาเข้าไปรู้เท่าทันสภาวธรรม ณ ขณะที่รูปนามกระทบกัน(อายตนะภายในกระทบกับอายตนะภายนอกหรืออารมณ์ 6)และเกิดความรู้สึกขึ้นมาทันที เป็นการใช้งานจิตที่สั้น กระชับ และตรงจุดที่สุดในการดับทุกข์ในสนามจริงของชีวิตประจำวัน 

บทสรุปของทุกข์และการดับทุกข์

ทุกข์และการดับทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างลอยๆ หรือเกิดจากความบังเอิญ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัยทำให้เกิดขึ้น ล้วนดำเนินไปตาม กฎอิทัปปัจจยตา (ความเป็นเช่นนั้น อาศัยกันและกันเกิดขึ้น) อย่างเที่ยงตรงดุจกฎวิทยาศาสตร์

การปฏิบัติที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การวิ่งหนีปัญหาหรือใช้ตัณหาความอยากไปบังคับฝืนธรรมชาติ แต่เป็นการ "สร้างเหตุปัจจัยฝ่ายกุศลให้ถูกต้องตรงจุดในปัจจุบันชาติและปัจจุบันขณะ" โดยใช้แผนที่อันประเสริฐ (อริยสัจ 4, ปฏิจจสมุปบาท, สติปัฏฐาน) ควบคู่ไปกับเข็มทิศคือนำทางด้วยอริยมรรคมีองค์ 8 

หลักสำคัญมากที่สุดที่ขาดไม่ได้เลย คือ การสร้างวิชชา(สติ สมาธิ ปัญญา)ให้กับจิต 

1 ) การเจริญและฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อให้อินทรีย์แก่กล้า พร้อมการเจริญมรรคสมังคี ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยให้ อวิชชาดับ กิเลสดับ ตัณหาดับ ทุกข์ดับ 

2 ) การนำแก่นมรรคมาเจริญในอานาปานสติและกายคตาสติที่ฐานกายในปัจจุบันขณะจิตทุกๆวัน เพื่อตัดกระแสจิตไปรับรู้ในอารมณ์ 6 ( ตัดนันทิราคะอันเป็นเชื้อของตัณหา ) 

ที่นี่..ไม่ได้หวังให้ท่านบรรลุอะไรทั้งสิ้น สิ่งที่แนะนำมาทั้งหมด เพื่อให้ท่านนำไปใช้ในการแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันกับโลกที่วุ่นวายเท่านั้น แก้ปัญหาความเครียด ความกังวลใจ ฟุ้งซ่าน ซึมเศร้า ฯลฯ ธรรมะของพระพุทธเจ้าสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งหมด(กิเลส)ท่านทดลองชิมเกลือดู แล้วท่านจะรู้ดีว่ามันเค็มจริงๆ ต้องลงมือปฏิบัติจริงเท่านั้นจึงจะรู้รสชาติของเกลือ(ธรรมะ) 

จงระลึกไว้เสมอว่า จิตต้องอยู่กับ สติ สมาธิ ปัญญา จึงจะปลอดภัยจาก...อวิชชา กิเลส ตัณหา ทุกข์ มากที่สุด ดังนั้น จงมี สติ สมาธิ ปัญญา ในปัจจุบันทุกขณะจิต 

ท่านสามารถเพิ่มพูนความรู้ต่างๆจากลิ้งค์ด้านล่างนี้และเมนูย่อยด้านข้างซ้ายมือ ชนิดรู้แบบเชิงลึกที่ได้มาจากการเจริญสติปัฏฐาน 

การเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในทุกขณะจิตคือสิ่งที่สำคัญมากๆในการดับกิเลส(ดับทุกข์)ในปัจจุบันขณะจิตควบคู่ไปกับการเจริญอานาปานสติและกายคตาสติ นี่คือ จุดสำเร็จของการดับทุกข์(ดับกิเลส)

จงระลึกไว้เสมอว่า จิตอยู่กับ สติ สมาธิ ปัญญา ที่ฐานกายจะปลอดภัยจาก...อวิชชา กิเลส ตัณหา ทุกข์ มากที่สุด ดังนั้น จงมี สติ สมาธิ ปัญญา ในปัจจุบันทุกขณะจิตที่ฐานกาย 

 

 

(( อาวุธที่ใช้ในการดับกิเลสดับทุกข์ ))

(( การดับทุกข์ด้วยแก่นมรรค ))

(( ที่ตั้งของจิตที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ ))
(( วิธีฝึกแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))  

(( ทุกข์เกิดและทุกข์ดับในกระแสปฏิจจสมุปบาท ))

(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))

(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... )) 

(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ )) 

(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ )) 

(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว )) 

(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? )) 

(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค )) 

(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
 

(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]  

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.] 

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]   

((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))  

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...)) 

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...)) 

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ] 
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 
 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]  

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))  

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))  

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))  

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))  

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 
 

 

 

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。

 

Visitors: 19,272