วิธีการปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์(ดับอกุศลเจตสิก : กิเลส)



   การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์
   การปรุงแต่งกุศลเจตสิก ( เพื่อดับกิเลส )

   การปรุงแต่งอกุศลเจตสิก(เพื่อปรุงแต่งทุกข์)
 จิตเปรียบเสมือนผ้าขาวที่บริสุทธิ์ ที่สามารถย้อมสีลงได้ทุกๆสี ไม่ว่าสีขาว(กุศลเจตสิก) หรือสีดำ(อกุศลเจตสิก) จิตจะรับได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ที่จะเลือกสีใดมาย้อมผ้าสีขาวนี้(จิต)เป็นหลัก เราสามารถเลือกที่จะย้อมสีขาวก็ได้ หรือสีดำก็ได้ ถ้าท่านเลือกสีดำ(กิเลส)ที่มันติดตัวท่านแบบข้ามภพข้ามชาติมาตั้งแต่เริ่มต้นของการเกิดขึ้นมาในโลกใบนี้แล้ว แต่ถ้าท่านเลือกย้อมสีจิตด้วยสีขาว(กุศลธรรม)ท่านต้องฝึกฝนกุศลธรรม(กุศลเจตสิก)ให้เกิดขึ้นในจิต เพื่อนำมาย้อมจิต(ปรุงแต่งจิต)ให้ออกมาไม่มีกิเลสตัณหา(ไม่มีทุกข์) นี่คือ สิ่งที่ท่านจะทำการเลือกต่อไปนี้.........
   ตราบใดที่เรายังเป็นปุถุชนคนธรรมดา(ยังไม่บรรลุพระอรหันต์) เรายังจำเป็นต้องปรุงแต่งธรรมต่างๆขึ้นมาใน...จิต...ที่อยู่ในขันธ์ 5 ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นรูปร่างของมนุษย์ที่ดำเนินชีวิตอยู่ในแต่ละวัน เพื่อลดทุกข์และปัญหาต่างๆที่เกิดจากการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน โดยใช้ธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนนี้มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต

สติ คือ ธรรมแรกที่ไปตัดกระแสแห่งทุกข์ใน เวทนา
สติจะดักจับ..นันทิราคะ ก่อนไปสู่ ตัณหาและอุปาทาน
นันทิราคะ คือ เชื้อของ...ตัณหา( เหตุแห่งทุกข์ )
นี้คือที่มาของ...การมีสติในทุกๆขณะจิต เพื่อไม่ให้ อกุศลเจตสิกทำกิจ สติเป็นเจตสิกที่เป็นกุศล เมื่อกุศลเจตสิกเกิด(สติ) อกุศลเจตสิกจะดับลง ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ 
   ผัสสะ เกิด => เวทนา เกิด => ตัณหา เกิด
ผัสสะเกิดตลอดเวลา ทำให้เวทนาก็เกิดตลอดเวลา ถ้าไม่มีการเดินแก่นมรรค(กุศลเจตสิกหรือวิชชาปรุงแต่ง) อกุศลเจตสิกเข้าแทรกทันที ทุกข์เกิดขึ้นทันที เพราะ นันทิราคะ ถูกปรุงแต่งที่จุดเวทนา ถ้าจิตขาดกุศลเจตสิกปรุงแต่ง(เจริญวิชชาหรือเจริญแก่นมรรค)

วันนี้ ท่านได้ใช้...สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค) 

เต็มประสิทธิภาพหรือยัง?

ปราศจากสติ  => สมาธิไม่เกิด  => ปัญญาไม่เกิด

     จิต และ เจตสิก
   ก่อนอื่นท่านควรทำความเข้าใจเรื่องของ...
   จิต และ เจตสิก..ก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อจะได้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
จิต คือ ธาตุรู้หรือ ธาตุรู้อารมณ์ต่างๆที่มากระทบ ไม่สามารถทำการปรุงแต่งจิตเองได้ จิตทำหน้าที่(ทำกิจ)เพียงแค่..รับรู้เรื่องราวต่างๆที่มากระทบเท่านั้น เกิดดับตามเหตุปัจจัยที่มาปรุงแต่ง เกิดและดับอยู่ตลอดเวลา จึงไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็น อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ควบคุมไม่ได้

เจตสิก คือ ธรรมที่มาปรุงแต่งจิตอีกทีหรือธรรมประกอบจิต หรือสิ่งที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นไปต่างๆนาๆตามเหตุปัจจัยที่มาปรุงแต่ง เจตสิกมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่มดังต่อไปนี้.- 
1 ) กุศลเจตสิก เจตสิกกลุ่มที่ดี(สีขาว)เป็นกุศลธรรม หรือ กุศลเจตสิก ปรุงแต่งจิตให้ดีงามไม่มีทุกข์ เจตสิกกลุ่มนี้มีทั้งหมด 25 ดวง
2 ) อกุศลเจตสิก เป็นเจตสิกที่ไม่ดี(สีดำ)หรืออกุศลธรรม เป็น อกุศลเจตสิก ปรุงแต่งบรรดากิเลสทั้งปวง อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ก็อยู่ในกลุ่มอกุศลเจตสิกนี้ทั้งหมด มีอยู่ด้วยกัน  14 ดวง แต่มีอานุภาพมากในการสร้างทุกข์( กิเลสอาสวะ )
3 ) เจตสิกที่เป็นกลางๆเข้ากับ กุศลเจตสิกก็ได้ เข้ากับอกุศลเจตสิกก็ได้ ขึ้นอยู่กับขณะนั้นเจตสิกตัวใดที่ปรุงแต่งจิตอยู่ เจตสิกกลุ่มนี้มีทั้งหมด 13 ดวงด้วยกัน

เจตสิก คือ ตัวแปร ที่สำคัญมากที่สุดใน จิต
ที่ทำให้ทุกข์เกิด และ ทุกข์ดับลงใน...จิต...
ปรุงแต่ง ( เจตสิก )
 ปรุงแต่ง หมายถึง การปรุงแต่งธรรมที่เป็นกุศล( กุศลเจตสิก) หรือธรรมที่เป็นอกุศล( อกุศลเจตสิก )ลงไปใน จิต ของเราทุกๆคน พระพุทธเจ้าท่านสอนธรรมะให้กับพวกเรา เพื่อให้เราปรุงแต่งธรรมที่เป็นกุศลลงไปใน..จิต..เพื่อลดทุกข์และปัญหาใน จิต ท่านสอนให้ปรุงแต่ง อริยมรรคมีองค์ 8 ( ศีล สมาธิ ปัญญา )และธรรมที่เป็นกุศลอื่นๆอีกมากมาย ลงไปในจิต เพื่อเข้าไปแทนที่ อกุศลธรรม ที่มันครอบงำและครอบครอง จิต มาตั้งแต่แรกเกิด(ข้ามภพข้ามชาติมาอย่างต่อเนื่อง)ในจิตของมนุษย์ทุกๆคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ จะอุดมไปด้วย...อาสวะกิเลส...อันเป็นต้นเหตุแห่ง ทุกข์ ใน จิต ของมนุษย์ ในทุกๆคนมีเพียง 2 ธรรมนี้เท่านั้นที่ทำกิจอยู่คือ  กุศลธรรม( กุศลเจตสิก ) และ อกุศลธรรม( อกุศลเจตสิก )

ก. กุศลธรรม( กุศลเจตสิก ) เป็นธรรมฝ่ายดีหรือธรรมสีขาว ไม่นำทุกข์มาให้กับ จิต ของมนุษย์ กุศลธรรมหรือ กุศลเจตสิก มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างมันขึ้นมา(ปรุงแต่งขึ้นมาในจิต) พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้หมดแล้วธรรมที่เป็นกุศลหรือกุศลเจตสิกใน...โพธิปักขิยะธรรม  37  ประการ(สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปาทาน 4 อิทธิบาท 5 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 )เป็นต้น และยังมีธรรมที่เป็นกุศลธรรมหลากหลายหมวด ท่านสามารถไปศึกษาเพิ่มเติมได้เลย

ข. อกุศลธรรม( อกุศลเจตสิก ) เป็นธรรมฝ่ายไม่ดีหรือธรรมสีดำ ก็คือ บรรดากิเลส ตัณหา อุปาทาน(กิเลสทั้งปวง) โดยมี อวิชชา เป็นหัวหน้าหรือเป็นประธานใหญ่ของกิเลสทั้งปวง บรรดากิเลสทั้งปวงจะต้องมี อวิชชา(โมหเจตสิก) เป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น บรรดากิเลสที่เป้นอกุศลธรรม(อกุศลเจตสิก)พระพุทธองค์ก็ได้วางไว้ให้ดูทั้งหมดแล้ว ท่านศึกษาเพิ่มเติมได้เลย

   กุศลธรรม(กุศลเจตสิก) กับ อกุศลธรรม(อกุศลเจตสิก)
ทั้ง 2 ธรรมนี้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ จะเป็นธรรมที่ตรงข้ามกัน เหมือนสว่าง กับ มืด หรือ วิชชา(ปัญญา) กับ อวิชชา(ความไม่รู้)เมื่อธรรมหนึ่งเกิดขึ้น อีกธรรมหนึ่งจะดับลง  กุศลธรรมหรือกุศลเจตสิก จำเป็นต้องสร้างหรือทำการปรุงแต่งขึ้นมาในจิต  ส่วนอกุศลธรรมหรืออกุศลเจตสิก ไม่จำเป็นต้องสร้างใดๆมันปรุงแต่งโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว เพราะเหตุปัจจัยคือ อวิชชา มันมีอยู่พร้อมในตัวจิตมาตั้งแต่แรกเกิด เพียงมีสิ่งมากระทบ(ผัสสะ)มันจะแสดงผลทันที อวิชชา ครอบงำและครอบครองจิตมนุษย์แบบข้ามภพข้ามชาติเป็นวัฏฏจักรวนซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้อีกกีภพกี่ชาติ จนกว่าจะดับทุกข์(ดับกิเลส)ได้แบบสิ้นเชิง วัฏฏสงสารจึงจะยุติลงแบบถาวรได้ แต่ในจุดนี้ พวกเราพากันมาสร้างกุศลธรรมหรือปรุงแต่งกุศลธรรม(กุศลเจตสิก)ให้เกิดขึ้นในฐานจิตก่อนดีกว่า เพราะกุศลธรรม(กุศลเจตสิก)เกิด  อกุศลธรรม(อกุศลเจตสิก)ก็จะดับลง เพียงเราสร้างเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น(กุศลเจตสิก)ในฐานจิต เราจะทำเพียงเท่านี้แบบง่ายๆไม่ยุ่งยาก

 เริ่มการปรุงแต่งกุศลเจตสิก(เจตสิกฝ่ายดีงาม)ลงใน..จิต....
เราจะสร้างเหตุปัจจัยของการดับทุกข์ให้เกิดขึ้นใน..จิต...นั่นก็คือ การสร้างหรือการปรุงแต่ง..กุศลเจตสิก...ให้เกิดขึ้นใน..จิต...กุศลเจตสิกที่เราจะสร้างและปรุงแต่งขึ้นในจิต ก็คือ...สติ  สมาธิ  ปัญญา...ในที่นี้ขอเรียกสั้นๆว่า...แก่นมรรค...เพราะมีที่มาจาก...อริยมรรคมีองค์ 8...สติ มาจาก สัมมาสติ  สมาธิ มาจาก สัมมาสมาธิ  และ ปัญญา มาจาก สัมมาทิฏฐิ ใน อริยมรรคมีองค์ 8 นี่คือ ที่มาของ...แก่นมรรค...

    มาดูกุศลเจตสิกทั้ง 3 ธรรมนี้ให้ชัดๆ
ทั้ง 3 ธรรมนี้คือ..สติ สมาธิ ปัญญา..เป็นกุศลเจตสิกทั้งหมด
1 ) สติ ก็คือ สติเจตสิก เป็นธรรมที่ปรุงแต่งจิตให้ระลึกรู้ตัวทั่วพร้อม ซึ่งเป็นเสมือนหน่วยอารักขาจิต(องครักษ์พิทักษ์จิต) คอยเตือนจิตเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมมากระทบกับจิต เป็นตัวเซนเซอร์อกุศลธรรม(อกุศลเจตสิก)ทั้งหมด สติจะรู้เท่าทันอกุศลเจตสิก เมื่อสติเกิดที่ฐานกาย อกุศลเจตสิกจะไม่เกิดร่วม(ไม่สามารถเกิดร่วมกันได้) เมื่อสติเกิด จะติดตามมาด้วย สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัวทั่วพร้อม(ปัญญาเกิดตามมา)


2 ) สมาธิ ก็คือ เอกัคคตาเจตสิก เป็นเจตสิกที่เป็นอารมณ์หนึ่งเดียวเท่านั้น จะไม่ใช่สมาธิเจตสิกโดยตรง เมื่อสติเกิดจนนิ่งแล้วจะเกิด เอกัคคตาเจตสิก(สมาธิ)ติดตามมา สมาธิหรือเอกัคคตาเจตสิกจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าปราศจาก สติเจตสิก

3 ) ปัญญา ก็คือ ปัญญาเจตสิก เป็นเจตสิกที่ดีงาม(โสภณเจตสิก)เป็นเจตสิกที่เป็นกุศลธรรม ปัจจัยของการเกิด ปัญญาเจตสิกก็คือ....สติเจตสิกและสมาธิ(เอกัคคตาเจตสิก) ส่วนเหตุให้เกิด ปัญญาเจตสิก มีมาจากหลายแหล่ง ทั้งจากการฟัง อ่าน คิดวิเคราะห์ แยกแยะธรรม และการทำวิปัสสนา(ภาวนามยปัญญา)โดยการใช้..โยนิโสมนสิการ(การพิจารณาธรรมโดยแยบคายละเอียดรอบคอบและรอบด้าน)รวมถึง วิภัชวาท(การแยกแยะธรรม รูปนาม)เหล่านี้คือ เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด ปัญญาเจตสิกหรือวิชชานั่นเอง

  มาดูการทำกิจ(ทำหน้าที่)ของ...สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)

กลไกจิตพลิกโลกแห่งทุกข์ในจิตปุถุชน:
การปรุงแต่งแก่นมรรคในฐานจิต เพื่อดับอกุศลเจตสิก(กิเลส)

ในเส้นทางของการพ้นทุกข์(ดับกิลเส) บ่อยครั้งเรามักมองว่า "การปรุงแต่ง" เป็นสิ่งไม่ดีและต้องละทิ้งทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว "สังขาร" หรือการปรุงแต่ง ฝ่ายที่เป็นกุศล (กุศลสังขาร หรือ ปุญญาภิสังขาร) คือเครื่องมืออันทรงพลังที่พระพุทธองค์ทรงยอมรับให้เรานำมาใช้สร้าง "มรรค" เพื่อดัดแปลงและแก้ไขทิศทางของจิตให้เป็นกุศลจิต(แทนอกุศล)

วันนี้เราจะมาแกะรอยกลไกการทำงานของจิต เมื่อเราจงใจปรุงแต่ง "แก่นมรรค" (สติ สมาธิ ปัญญา) ให้เกิดขึ้นที่ "ฐานจิต" เพื่อเข้าไปทำหน้าที่หยุดยั้งและดับกระแสของ "อกุศลเจตสิก"(กิเลสทั้งปวง) อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต

1. เข้าใจ "ฐานจิต" และสนามรบของเจตสิก
ว่าง และ ไม่ว่าง ซ้อนทับกันอยู่ เหมือน อกุศลเจตสิก กับ กุศลเจตสิก

ก่อนจะเปลี่ยนสภาพจิต ซึ่งเป็นฐานของการรับรู้เรื่องราวต่างๆในขันธ์ 5 ต้องเข้าใจก่อนว่า จิตเปรียบเสมือน "พื้นที่ว่าง" หรือ "จอรับภาพ" ส่วน เจตสิก คือ "อาการของจิต" หรือ "สี" ที่เข้ามาปรุงแต่งให้จิตเป็นไปต่างๆ นานานั่นเอง

อกุศลเจตสิก (เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความฟุ้งซ่าน)ซึ่งพร้อมสำหรับการปรุงแต่งจิตอยู่ตลอดเวลา ถ้าเหตุปัจจัยส่งเสริมให้เกิดการปรุงแต่ง เมื่ออกุศลเจตสิกเกิดขึ้น มันจะเข้ามายึดพื้นที่และย้อมจิตให้มืดบอด( ทุกข์ )

ฐานจิต คือ จุดเริ่มต้นของการรับรู้ เป็นพื้นที่ที่เราจะส่ง "แก่นมรรค" ลงไปแปรสภาพจิต จากที่เคยปล่อยให้ไหลไปตามอำนาจของ..อวิชชา ซึ่งเป็นรากเหง้าของกิเลส ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความตื่นรู้ใหม่

2. กระบวนการ "ปรุงแต่งแก่นมรรค" (สติ-สมาธิ-ปัญญา)

กฎธรรมชาติข้อหนึ่งของจิตคือ "จิตไม่สามารถรับอารมณ์สองอย่างพร้อมกันในขณะจิตเดียวได้" (เมื่อกุศลเกิด อกุศลต้องดับ) เราจึงใช้ข้อเท็จจริงที่เป็นสัจธรรมนี้ในการปรุงแต่งแก่นมรรคขึ้นมาแทนที่ อกุศลเจตสิก แบบเดิมๆ

 สติ (การระลึกได้ - ตัวจับสัญญาณอกุศลเจตสิก)

กลไกการทำงาน: เมื่อมีผัสสะมากระทบ แล้วอกุศลเจตสิก (เช่น ความโกรธ) เริ่มก่อตัวขึ้นที่ฐานจิต หากเราฝึก "ละนันทิ" (ไม่เพลินไปในเวทนา) สติ จะทำหน้าที่เป็นตัวตัดกระแส ปลุกจิตให้ตื่นขึ้นมาดูอาการนั้นตรงๆ โดยไม่กระโดดเข้าไปร่วมวงปรุงแต่ง

ผลัพธ์: อกุศลเจตสิกที่กำลังจะเติบโตและครองงำจิต ถูกสกัดและขาดเชื้อไฟทันที

 สมาธิ (ความตั้งมั่น - ตัวตรึงพื้นที่ไม่ให้จิตไหลไปตามอกุศลเจตสิก)

กลไกการทำงาน: เมื่อสติจับสัญญาณได้ สมาธิ จะทำหน้าที่ตรึงจิตให้อยู่กับฐานจิตอย่างมั่นคง ปักหลักอยู่กับความปกติ (ปกติภาวะ) ไม่วอกแวกไปตามแรงดึงดูดของอกุศลธรรม อารมณ์ที่กำลังดิ้นรนจะเข้ามาแทรกซึมในจิต

ผลลัพธ์: จิตมีกำลัง ไม่หวั่นไหว อกุศลเจตสิกไม่มีพื้นที่ให้หยั่งรากลึก จึงดับลงตรงนั้น

 ปัญญา (ความเห็นแจ้ง - ตัวทำลายล้าง) ดับอวิชชา

กลไกการทำงาน: ด้วยกำลังของจิตที่นิ่งและตั้งมั่น โยนิโสมนสิการ (การคิดแยบคาย) จะทำงานทันที ปัญญาจะเห็นชัดตามความเป็นจริงว่า อกุศลเจตสิกที่เกิดขึ้นนั้น มันเข้ามาแล้วก็ดับไป มันเป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของมัน" ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา (อนัตตา)

ผลลัพธ์ : เกิดการ....รู้( สติ )    เห็น( ปัญญา )   วาง ( ปัญญา )........ 

จิตคลายความยึดมั่น ถือมั่น ถอนความสำคัญมั่นหมายในตัวตน อกุศลเจตสิกจึงสลายตัวลงอย่างสิ้นเชิง

3. สรุปสมการการดับอกุศลเจตสิกด้วยแก่นมรรค(กุศลเจตสิก)

[ สติจับสัญญาณ ] ➡️ [ สมาธิตั้งมั่นที่ฐานจิต ] ➡️ [ ปัญญาเห็นแจ้งความเป็นอนัตตา ] = อกุศลเจตสิกดับลง

การฝึกปรุงแต่งกุศลเจตสิกประเภท "แก่นมรรค" นี้ ไม่ใช่การกดทับหรือข่มเหงจิตใจ แต่เป็นการ "ตีแผ่สมมติ" และเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของจิตในระดับมโนผัสสะโดยตรง เรียนรู้ที่จะดูอยู่ห่างๆ อย่างเข้าใจ จนกระทั่งธรรมชาติของจิตยกระดับเข้าสู่ความโปร่งเบา และเห็นทุกสรรพสิ่งตามความเป็นจริงในทุกๆ 24 ชั่วโมงของชีวิต

   การใช้ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ดับ อกุศลเจตสิกทั้งหมด

การดับอกุศลเจตสิกทั้งหมด (ซึ่งมี 14 ดวงในทางอภิธรรม เช่น โลภะ โทสะ โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ ฟุ้งซ่าน) ด้วยการใช้ สติ สมาธิ ปัญญา (แก่นมรรค) นั้น ในภาคปฏิบัติไม่ได้หมายถึงการเดินไปไล่ฆ่ากิเลสทีละตัว แต่เป็นการ "เปลี่ยนระบบนิเวศของจิต" ที่ฐานจิต โดยอาศัยกฎธรรมชาติที่ว่า “จิตรับอารมณ์ได้ทีละอย่าง และกุศลกับอกุศลจะเกิดร่วมกันไม่ได้”

ถอดรหัส: ทำไมแก่นมรรคสามธรรมนี้ถึงดับอกุศลเจตสิกได้ทั้งหมด?

เมื่ออกุศลเจตสิกตัวใดตัวหนึ่งเกิดขึ้น (เช่น ความโกรธ หรือ ความห่วงกังวลในทรัพย์) มันไม่ได้มาเดี่ยวๆ แต่มันจะชวนเพื่อนๆ (อกุศลเจตสิกตัวอื่นๆ) มารุมล้อมย้อมจิตให้มืดบอดมองไม่เห็นความจริงที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเราปรุงแต่ง แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา) ขึ้นมา อาวุธทั้ง 3 ชิ้นจะทำหน้าที่สอดรับกันเป็นทีมทันที:

สติ (ตัวดักจับ): สติรู้ทันหยุดการไหลตามอารมณ์ (ดับกระแสละนันทิ)

สมาธิ (ตัวตรึงฐาน): ตั้งมั่นทำให้จิตไม่แกว่ง ไม่ตกเป็นทาสของความยั่วยวน (สร้างความนิ่ง)

ปัญญา (ตัวตัดราก): รู้แจ้งแทงตลอดตีแผ่สมมติ เห็นแจ้งว่ามันไม่ใช่เรา (เห็นอนัตตา)

ภาคปฏิบัติ : 3 ขั้นตอนที่ฐานจิต (ทำอย่างไร?)

ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเกิดอกุศลเจตสิก(กิเลส)ชนิดใดขึ้นมาก็ตาม ให้ใช้กระบวนการ 3 ขั้นตอนนี้จัดการที่ "มโนผัสสะ" (จุดที่ใจกระทบอารมณ์) ทันที:

ขั้นที่ 1: "รู้เท่าทัน" ด้วยสติ (หยุดการปรุงแต่งต่อ ไม่อธิบายต่อ)

วิธีทำ: ทันทีที่มีอาการแปลกปลอมเกิดขึ้นในใจ (เช่น ใจเริ่มสั่นเพราะโกรธ, ใจเริ่มหน่วงเพราะโลภ) ให้ระลึกรู้สภาวะนั้นตรงๆ "รู้เฉยๆ โดยไม่ตัดสิน" ให้กำหนดรู้ว่า...มีความโกรธเกิดขึ้น หรือมีความโลภเกิดขึ้น โดยไม่ต้องไปปรุงแต่งอธิบายใดๆ

กลไกดับอกุศลเจตสิก : อกุศลเจตสิกทุกตัวอยู่ได้ด้วย "นันทิ" (ความเพลิน/การเข้าไปคลุกคลี/การหมกมุ่น) เมื่อสติเข้าไป "จ้องดู" มันตรงๆ วงจรความเพลินจะขาดสะบั้น อกุศลเจตสิกจะสูญเสียพลังงานในการแผ่ขยายทันที(กุศลเจตสิกเกิด)

ขั้นที่ 2: "ตั้งมั่นที่ฐานจิต" ด้วยสมาธิ (ไม่กระโดดเข้าใส่)

วิธีทำ: สตินำจิตกลับมาปักหลักอยู่ที่ "ฐานจิต" หรือ ฐานกาย (เช่น ลมหายใจ หรือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในทุกๆอิริยาบท) รักษาความปกติ (ปกติภาวะ) ของจิตไว้ ไม่วิ่งตามอารมณ์ที่อกุศลเจตสิกพยายามดึงไป

กลไกดับอกุศลเจตสิก : สมาธิที่ตั้งมั่นจะทำหน้าที่เป็น "เกราะกำบัง" เมื่อจิตอยู่กับฐานกาย อกุศลเจตสิกที่กำลังดิ้นรนอยู่ข้างๆ จะไม่สามารถแทรกซึมเข้ามาครอบงำ (ย้อม) จิตให้หมองมัวได้ มันจะกลายเป็นเพียง "สิ่งที่ถูกรู้" ที่อยู่วงนอก

ขั้นที่ 3: "ตีแผ่สมมติ" ด้วยปัญญา (ถอนรากถอนโคน) กุศลเจตสิกเกิดขึ้น อกุศลเจตสิกดับลง

วิธีทำ: ใช้ โยนิโสมนสิการ มองดูอกุศลเจตสิกนั้นด้วยความจริงใจ แล้วเห็นตามจริงว่า "อ๋อ.. ความโกรธนี้/ความโลภนี้ มันเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย ตั้งอยู่แป๊บหนึ่ง แล้วก็ต้องดับไป มันทำกิจของมันเองตามธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวตนของเราเลย"

กลไกดับอกุศลเจตสิก : ปัญญาเจตสิก(ปัญญา)จะเข้าไปทำลาย "โมหเจตสิก" (ความหลงผิด) ซึ่งเป็นรากเหง้าของอกุศลเจตสิกทั้งหมด เมื่อปัญญาเห็นแจ้งในความเป็น อนัตตา จิตจะคลายความถือมั่น (ถอนความสำคัญมั่นหมาย) อกุศลเจตสิกทั้งหมดจึง "ดับลงอย่างสิ้นเชิง" เพราะไม่มีที่ให้เกาะอีกต่อไป( กุศลเจตสิกและอกุศลเจตสิก ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ )

"เราไม่ได้ดับอกุศลเจตสิกด้วยการต่อสู้ แต่เราดับอกุศลเจตสิกด้วยการเปิดไฟ (กุศลเจตสิก) เข้าไปในห้องที่มืด ความมืด (อกุศลเจตสิก) ย่อมหายไปเองตามธรรมชาติ"

การทำงานของ กุศลเจตสิก (แก่นมรรค) ในการดับ อกุศลเจตสิก นั้น ไม่ใช่การสู้รบตบตีแบบหักหาญน้ำใจ แต่เป็นไปตาม "กฎธรรมชาติของกลไกจิต" ที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาเหมือนปฏิกิริยาเคมีหรือฟิสิกส์

 กลไกการสลายเงาอกุศลเจตสิก(กิเลส):

กุศลเจตสิก(แก่นมรรค)มีผลอย่างไรกับการดับไปของอกุศลเจตสิก?

ในระดับจิตไร้สำนึก หลายคนเข้าใจว่าต้องใช้กำลังไปไล่ดับหรือห้ามไม่ให้อกุศลเจตสิกเกิด แต่ในความเป็นจริง จิตเกิดดับทีละดวง และรับอารมณ์ได้ทีละอย่าง และเกิดดับพร้อมกับเจตสิกที่เข้ามาปรุงแต่งจิต แสงสว่างกับความมืดจึงอยู่ร่วมกันในห้องเดียวกัน ณ เวลาเดียวกันไม่ได้ ทันทีที่แก่นมรรค (กุศลเจตสิก) ถูกปรุงแต่งขึ้นมาในฐานจิต อกุศลเจตสิกย่อมมีอันต้องดับไปทันที โดยมีผลและกลไกเชิงลึกดังนี้:

1. ผลของ"สติ"(สติเจตสิก) ➡️ ทำให้เกิด "การตัดเชื้อไฟ"(ของกิเลส)

สภาวะเดิมของอกุศลเจตสิก : อกุศลเจตสิก (เช่น โทสะ(โทสเจตสิก) หรือฟุ้งซ่าน(อุจธัจจเจตสิก) ) จะเติบโตได้ยาวนานเพราะจิตมี "นันทิ" (ความเพลิน) เข้าไปคลุกคลี ยึดอารมณ์นั้นมาปรุงแต่งต่อเป็นเรื่องเป็นราว
ผลของแก่นมรรค : ทันทีที่ สติ (ตัวระลึกได้) ทำงานที่ฐานจิต สติจะเข้าไปทำหน้าที่ "ตัดกระแสความเพลิน" ในมโนผัสสะนั้นทันที
กลไกการดับของอกุศลเจตสิก : เมื่อความเพลินถูกตัด อกุศลเจตสิกจะขาด "อาหาร" หรือเชื้อไฟส่งกำลัง เมื่อไม่มีการส่งข้อมูลปรุงแต่งต่อ วงจรอภิสังขารฝ่ายดำ(อปุญญาภิสังขาร)ก็ถูกแช่แข็งและฝ่อตัวลงเองตามธรรมชาติ

2. ผลของ "สมาธิ" (เอกัคคตาเจตสิก) ➡️ ทำให้เกิด "การแยกร่าง / แยกธาตุ"

สภาวะเดิมของอกุศลเจตสิก : อกุศลเจตสิกจะพยายาม "ย้อม" จิตให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน จนเราแยกไม่ออกว่าอันไหนคือจิต อันไหนคือ เจตสิกความโกรธ/เจตสิกความโลภ เราจึงรู้สึกว่า "เราโกรธ" หรือ "เราโลภ"
ผลของแก่นมรรค : เมื่อ สมาธิ (ความตั้งมั่น) ปรากฏขึ้นที่ฐานจิต จิตจะเกิดสภาวะตั้งมั่น เป็นอิสระ และแยกตัวออกมาเป็น "ผู้ดู"
กลไกการดับอกุศลเจตสิก : สมาธิทำให้เกิดการแยกกันระหว่าง จิต (ผู้รู้) กับ อกุศลเจตสิก (สิ่งที่ถูกรู้) อย่างเด็ดขาด เมื่อถูกแยกธาตุแยกขันธ์ออกมา อกุศลเจตสิกที่เคยทรงพลังจะกลายสภาพเป็นแค่ "สภาวะแปลกปลอม" ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีกำลังเข้ามาครอบงำยึดครองพื้นที่ของจิตได้อีก

3. ผลของ "ปัญญา" (ปัญญินทรียเจตสิก) ➡️ ทำให้เกิด "การถอนรากถอนโคน (ตีแผ่สมมติ)"
สภาวะเดิมของอกุศลเจตสิก : รากเหง้าของอกุศลทั้งหมดมาจาก อวิชชาหรือโมหเจตสิก (ความหลงผิด ตัวสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวตน เป็นเรา เป็นของเรา)
ผลของแก่นมรรค : เมื่อมีสติและสมาธิเป็นฐาน ปัญญา ย่อมทำกิจ "โยนิโสมนสิการ" ตีแผ่สมมติออกให้เห็นตามความเป็นจริงว่า อาการอกุศลเจตสิกเหล่านั้นเป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของมันเอง" ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
กลไกการดับอกุศลเจตสิก : ปัญญาเปรียบเหมือนแสงสว่างที่ส่องเข้ามาปราบโมหะ (ความมืด) เมื่อความจริงปรากฏว่าทุกอย่างเป็น อนัตตา จิตจะคลายความถือมั่น (ละอุปาทาน) อกุศลเจตสิกจึงดับลงอย่างสิ้นเชิงและหมดสิ้นพลังงานที่จะย้อนกลับมาฝังตัวเป็นอาสวกิเลสในจิตอีก

 ตารางสรุปกลไก "กุศลพลิกหมุนดับอกุศล"

แก่นมรรค (กุศลเจตสิก) หน้าที่หลักที่ฐานจิต ผลลัพธ์ต่ออกุศลเจตสิก
สติ ตัดนันทิ (ความเพลิน) ขาดเชื้อไฟ (หยุดการแผ่ขยาย)
สมาธิ ตั้งมั่น แยกผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ ขาดพื้นที่เกาะ (กลายเป็นแค่สภาวะที่ถูกดู)
ปัญญา เห็นแจ้งความเป็นอนัตตา ขาดรากเหง้า (สลายความสำคัญมั่นหมาย)

แก่นความคิดสำหรับสรุปท้ายบทความ:

"การดับอกุศลเจตสิกที่แท้จริง ไม่ใช่การวิ่งไล่ดับความมืดที่เป็นอกุศลธรรม(กิเลส) แต่คือการปรุงแต่งแก่นมรรค(กุศลธรรม)ขึ้นมาที่ฐานจิต เมื่อมรรคสามัคคี (สติ สมาธิ ปัญญา ทำงานร่วมกัน) แสงสว่างแห่งกุศลธรรมย่อมขับไล่ความมืดของอกุศลธรรมให้สลายตัวไปเอง โดยไม่มีการบังคับหรือกดทับ เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตที่พิสูจน์ได้จริงในทุกมโนผัสสะ เป็นการสร้างเหตุปัจจัยหนึ่งให้เกิดขึ้น เพื่อให้อีกสิ่งหนึัง(อกุศลเจตสิก)ดับลงนั่นเอง "

กฎแห่งที่ว่างของจิตที่รองรับ(รับรู้)แต่ละธรรม 
เมื่อไม่ปรุงกุศลเจตสิก อกุศลเจตสิกย่อมยึดพื้นที่จิต
กุศลเจตสิก กับ อกุศลเจตสิก ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้
  กุศลเจตสิก เกิด  =>> อกุศลเจตสิกจะดับลง
  อกุศลเจตสิก เกิด =>> กุศลเจตสิก ดับ

อกุศลเจตสิกเกิด => กิเลสเกิด => ทุกข์เกิด

อกุศลเจตสิกดับ => กิเลสดับ => ทุกข์ดับ

ในทางธรรมชาติของจิต มีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่งคือ "จิตต้องมีอารมณ์ดึงดูดอยู่เสมอ(เวทนาเกิดตลอดเวลา)และจิตเกิดดับทีละดวง" จิตไม่เคยว่างเว้นจากการรับรู้ ดังนั้นสภาวะของใจเราในทุกๆ วินาที จึงมีอยู่เพียง 2 ทางเลือกเท่านั้น(กุศล หรือ อกุศล ) ไม่มีพื้นที่ตรงกลางให้ยืนเฉยๆ

"ถ้าเราไม่ตั้งใจปรุงแต่งแก่นมรรค (กุศลเจตสิก) ลงไปในฐานจิต... จิตจะแอบไปปรุงแต่งอกุศลเจตสิกโดยอัตโนมัติแทนทันที" ( อวิชชาสวะมันฝังตัวอยู่ในจิตแบบข้ามภพข้ามชาติวนซ้ำไปเรื่อยๆแบบไม่สิ้นสุด )

1. ธรรมชาติของจิตที่ยังไม่ได้ฝึก คือ "การไหลลงที่ต่ำ"(อวิชชา)

ทำไมการไม่ปรุงกุศลเจตสิก(กุศลธรรม) ถึงเท่ากับการปรุงอกุศลเจตสิก(อกุศลธรรม)? นั่นเป็นเพราะจิตมี "อนุสัยกิเลส" หรือความคุ้นชินเก่าๆของอวิชชาสวะฝังรากลึกอยู่ เปรียบเหมือนผืนดินที่ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่ปลูกพืชสวน (กุศล) ไม่นานนัก ต้นหญ้าและวัชพืช (อกุศล) ก็จะเจริญเติบโตขึ้นมาเองโดยที่เราไม่ได้เชิญ

เมื่อขาดสติ (ไม่ปรุงกุศลเจตสิก): จิตจะไหลไปหา นันทิ (ความเพลิน) ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือความคิดทันที
กระแสอัตโนมัติของอวิชชาสวะ : ความเพลินนั้นจะเปิดประตูให้ โมหเจตสิก (ความหลง) โลภเจตสิก (ความยากได้) หรือ โทสเจตสิก (ความขัดใจ) เข้ามาปรุงแต่งต่อทันทีโดยที่เราไม่รู้ตัว

2. กลไก "ปิดไฟ เท่ากับ เปิดความมืด"ให้ อวิชชา ทำกิจ

ในทางฟิสิกส์ "ความมืด" ไม่มีอยู่จริง มันเป็นเพียงสภาวะที่ "ขาดแสงสว่าง" เท่านั้น กลไกของจิตก็เช่นเดียวกัน:
อกุศลเจตสิก คือความมืด ( อวิชชา )
กุศลเจตสิก (แก่นมรรค) คือแสงสว่าง ( ปัญญา )

ทันทีที่เราละเลย ไม่ยอมโยนิโสมนสิการ ไม่ยอมระลึกรู้ (สติ) ไม่ยอมตั้งมั่น (สมาธิ) และไม่ยอมเห็นแจ้ง (ปัญญา) ที่ฐานจิต ก็เท่ากับเราเลือกที่จะ "ปิดไฟ" และเมื่อไฟดับลง ความมืด (อกุศลเจตสิก เช่น ความฟุ้งซ่าน ความหงุดหงิด ความลังเลสงสัย) ก็จะเข้าครอบงำพื้นที่ของจิตดวงนั้นทันทีในชั่วพริบตา ปัญหา ความประมาท ทุกข์ ติดตามมาทันที

3. พลิกมุมมอง: ทุกมโนผัสสะคือการเลือก

เมื่อท่านเข้าใจกลไกนี้แล้ว ท่านจะตระหนักได้ทันทีว่า "เราไม่มีข้ออ้างในการปล่อยใจให้เหม่อลอย หรือปล่อยจิตให้อยู่เฉยๆ โดยไร้สติ" เพราะการปล่อยเฉยๆ แบบขาดความรู้ตัว(ขาดสติ) แท้จริงแล้วคือการปล่อยให้กิเลสทำงานที่ฐานจิต

การฝึก "ละนันทิในเวทนา" และการจงใจปรุงแต่งแก่นมรรคลงในฐานจิต จึงไม่ใช่การทำสิ่งแปลกปลอม แต่เป็นการ "เลือกฝั่งหรือเลือกข้าง" ให้กับจิตใจในทุกๆ มโนผัสสะ เพื่อให้ จิต ดีงาม( จิตเป็นกุศล )

"จิตเหมือนสนามรบที่ไม่มีวันสงบศึก ถ้าท่านไม่ส่งทหารฝ่ายกุศล (สติ สมาธิ ปัญญา) เข้าไปยึดชัยภูมิที่ฐานจิต กองทัพฝ่ายอกุศล( กิเลส )ก็จะเข้ายึดพื้นที่นั้นทันที... การไม่เลือกปฏิบัติธรรม จึงเท่ากับการเลือกที่จะปล่อยให้จิตถูกปรุงแต่งด้วยอกุศลธรรม( กิเลส )โดยปริยาย"

การปรุงแต่งกุศลเจตสิก (แก่นมรรค: สติ สมาธิ ปัญญา) ลงไปในฐานจิต ไม่ใช่การหนีทุกข์ หรือการทำจิตให้ว่างแบบเคลิบเคลิ้ม แต่คือ "กระบวนการตัดหน้าและทำลายวงจรเกิดทุกข์" ที่มโนผัสสะโดยตรง

หากอธิบายตามกลไกจิต เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและเข้าใจง่าย การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเข้าไปทำหน้าที่ดับทุกข์ มีกระบวนการทำงานที่ตรงไปตรงมา 3 ขั้นตอน ดังนี้

 จาก "ผัสสะ" ถึง "การดับทุกข์": กลไกแปรสภาพจิต

โดยปกติเมื่อมีอารมณ์มากระทบ (ผัสสะ) จิตที่ไม่ได้ฝึกจะวิ่งไปตาม วงจรเกิดทุกข์ ทันที แต่ทันทีที่เราปรุงแต่งกุศลเจตสิก (แก่นมรรค) ลงไปที่ฐานจิต วงจรทุกข์จะถูกทำลายลงใน 3 จังหวะสำคัญ:

[ผัสสะ/อารมณ์กระทบ] 
       │
       ▼
  วงจรเดิม (ไร้สติ) =>  เพลิน (นันทิ) ➡️ ยึดมั่น (อุปาทาน) ➡️ เป็นทุกข์ (โสกะ ปริเทวะ)
       │
  วงจรมรรค (พลิกจิต) => สติ (หยุดนันทิ) ➡️ สมาธิ (ตั้งมั่นแยกตัว) ➡️ ปัญญา (เห็นอนัตตา คลายยึด) = ทุกข์ดับ!

1. "สติ" ปิดประตูตัณหา (หยุดการสะสมเชื้อไฟนันทิราคะ)

ทางเดินของทุกข์ : เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จิตรับรู้แล้วเกิดความพอใจหรือไม่พอใจ (เวทนา) จิตจะกระโดดเข้าไป "ละเล่น/เพลิน" (นันทิ) กับอารมณ์นั้นทันที ความเพลินนี้เองที่เป็นสารตั้งต้นเป็นเชื้อให้เกิด "ตัณหา" (ความอยากได้/อยากผลักไส)
กลไกกุศลเจตสิกทำหน้าที่ : ทันทีที่เราปรุงแต่ง สติเจตสิก(กุศลเจตสิก) ลงไปที่ฐานจิต สติจะระลึกรู้เท่าทันสภาวะที่มากระทบนั้นทันที ทำให้จิต "หยุดนันทิ" (ไม่เพลินต่อในเวทนา)
ผลลัพธ์: เมื่อความเพลินถูกตัด วงจรการสร้างตัณหาที่จะนำไปสู่ความทุกข์จึงถูก "ตัดหน้า" ตั้งแต่ต้นกระแส เชื้อไฟที่จะลุกโชนเป็นความทุกข์จึงไม่มี นันทิราคะขาดสะบั้นลง ตัณหาไม่เกิด ทุกข์ไม่เกิด(ทุกข์ดับ)

2. "สมาธิ" แยกตัวออกจากกองทุกข์ (ทุกข์อยู่ส่วนทุกข์ จิตอยู่ส่วนจิต)

ทางเดินของทุกข์: หากขาดสมาธิ จิตจะไหลเข้าไปรวมตัวกับอารมณ์ทุกข์จนแนบแน่น กลายเป็น "เราเป็นผู้ทุกข์" "เราโกรธ" "เราเศร้า"
กลไกกุศลเจตสิกทำหน้าที่: เมื่อปรุงแต่ง สมาธิ (เอกัคคตาเจตสิก) ให้ตั้งมั่นอยู่ที่ฐานจิต จิตจะมีกำลังและแยกตัวออกมาตั้งหลักเป็น "ผู้ดู/ผู้รู้"
ผลลัพธ์: เกิดการแยกขันธ์อย่างชัดเจน ความทุกข์หรืออกุศลอารมณ์ที่เกิดขึ้นกลายสภาพเป็นเพียง "สิ่งที่ถูกรู้" ที่ตั้งอยู่ภายนอก ไม่สามารถแทรกซึมเข้ามาย้อมจิตให้สั่นคลอนหรือเป็นทุกข์ตามมันได้

3. "ปัญญา" ตีแผ่สมมติ (ถอนรากถอนโคนอุปาทาน)
ทางเดินของทุกข์ : ตัวการที่ทำให้ทุกข์ขังตัวอยู่ได้นาน คือ "อุปาทาน" (ความสำคัญมั่นหมายและยึดมั่นว่าอารมณ์นั้น ขันธ์นั้น จิตนั้น เป็นตัวเราของเราจริงๆ)

กลไกกุศลเจตสิกทำหน้าที่: เมื่อสติจับอารมณ์ สมาธิตรงพื้นที่ ปัญญา (ปัญญินทรียเจตสิก) จะทำหน้าที่ขั้นเด็ดขาด คือการใช้ โยนิโสมนสิการ มองทะลุสมมติเข้าไปเห็นความจริง (ปรมัตถ์) ว่า ทั้งอารมณ์ที่มากระทบ ทั้งความรู้สึก และแม้กระทั่งตัวจิตเอง ต่างก็เป็นเพียง “ธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตัวเองตามธรรมชาติ” เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ต้องดับไป ไม่มีสิ่งใดคงทนเป็นตัวตน (อนัตตา)
ผลลัพธ์: เมื่อปัญญาเห็นแจ้งในความเป็น อนัตตา จิตจะยอม "ปล่อยวาง" คลายความถือมั่นในสิ่งทั้งปวง เมื่อไม่มี "ตัวเรา" มารองรับความทุกข์ ความทุกข์ทั้งมวลจึง "ดับลงอย่างสิ้นเชิง" เพราะไม่มีที่ให้มันตั้งอยู่อีกต่อไป

"ความทุกข์ไม่ได้ดับลงเพราะเราไปไล่ดับมัน แต่ทุกข์ดับลงเพราะเราปรุงแต่งเหตุปัจจัยคือแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ลงไปเปลี่ยนระบบกลไกของจิต จากเดิมที่เคยเป็น 'โรงงานผลิตความยึดมั่นถือมั่น' ให้กลายเป็น 'พื้นที่แห่งการเห็นแจ้งตามความเป็นจริง' เมื่อไม่มีการยึดยื้อ ทุกข์ย่อมไม่มีที่ตั้งและสลายตัวไปเองในที่สุด"

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...)) 

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค )) 

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?)) 

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 



Visitors: 5,698