จิตที่ไม่มีทุกข์คือ จิตที่มีการเจริญแก่นมรรคอยู่ตลอดเวลา

จิตไม่มีทุกข์ สิ่งนี้เป็นที่ปรารถนาของทุกๆคน จิตไม่มีทุกข์คือจิตที่ปราศจากกิเลสปรุงแต่ง ทุกข์เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่งของกิเลสชนิดต่างๆ เช่น อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นต้น
จิตที่ไม่มีทุกข์เลยคือจิตที่ปราศจากการยึดมั่นถือมั่นยึดติดในรูปและนาม เห็นรูปและนามทั้งปวงเป็น อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน)
จิตไม่มีทุกข์ คือ จิตที่ปราศจากการปรุงแต่ง(อสังขต/วิสังขาร)
การดับทุกข์ในจิตใจ(ดับกิเลส)มี 2 รูปแบบดังนี้.....
1 ) ดับทุกข์(ดับกิเลส)ชั่วคราวหรือชั่วขณะ(ตทังคนิโรธ)สำหรับปุถุชน
2 ) ดับทุกข์(ดับกิเลส)แบบถาวร( ตทังคนิโรธ )สำหรับพระอรหันต์
ในที่นี้จะเน้นข้อ 1 เป็นหลัก เพราะสามารถทำได้ง่ายในปัจจุบันขณะในทุกๆที่และทุกๆเวลาทันที เน้นการดับทุกข์ประจำวันจากการดำเนินชีวิตในโลกที่วุ่นวายใบนี้ สามารถนำไปใช้ได้จริงเป็นรูปธรรมที่พิสูจน์ได้
จิตที่ไม่มีทุกข์ คือ จิตที่...เดินแก่นมรรคในทุกๆขณะจิต
ท่านสามารถพิสูจน์ด้วยตัวของท่านได้ตลอดเวลา
การเจริญสติ => ทำให้เกิดสมาธิ => ทำให้เกิดปัญญา
ท่านเจริญแก่นมรรค => อวิชชาดับ => ตัณหาดับ => ทุกข์ดับ
ถ้าไม่มีสติ =>> สมาธิก็ไม่เกิด =>> ปัญญาก็ไม่เกิด
ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆหรือพระเจ้าดลบรรดาลใดๆ ทุกข์ในที่นี้จะหมายถึง ทุกข์ใจ หรือทุกข์ที่เกิดขึ้นที่ใจนั่นเอง เพราะจิตหรือใจคือธาตุที่รับรู้ทุกข์ ไม่ว่าทุกข์จะเกิดขึ้นที่กาย เช่น เจ็บป่วย แต่กายไม่รับรู้ทุกข์ จิตหรือใจคือธาตุที่รับรู้ทุกข์ที่เกิดขึ้น ทุกข์ทางกายจากการเจ็บป่วยไม่สามารถห้ามได้ เพราะเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติของกายที่ต้องมีการเจ็บป่วยเป็นธรรมดา แต่ทุกข์ทางใจที่มาจากจิตหรือใจของเราสร้างขึ้นเองจากการไปรับรู้เรื่องราวจากภายนอกแล้วนำมาปรุงแต่งเป็นเรื่องเป็นราว(ทุกข์)ขึ้นมาในจิตใจ ต้องเข้าใจก่อนว่า จิตหรือใจไม่สามารถปรุงแต่งตัวเองได้ จิตทำหน้าที่เพียงแค่การรับรู้เรื่องราวต่างๆ(รับรู้อารมณ์)เพียงเท่านั้น ตัวปรุงแต่งที่ทำให้เกิดทุกข์ใจขึ้นมาก็คือ เจตสิก(อกุศลเจตสิก) ซึ่งเป็นเจตสิกที่เป็นอกุศลทั้งหลาย(กิเลส) เช่น ความเครียด(วิตกเจตสิก+โมหเจตสิก+เจตนาเจตสิก) ความกังวล ความฟุ้งซ่าน(อุจธัจจเจตสิก+โมหเจตสิก) ความซึมเศร้า(สัญญาเจตสิก+โมหเจตสิก+อุจธัจจเจตสิก) ฯลฯ ถ้าท่านสังเกตให้ดีๆท่านจะเห็น โมหเจตสิก(อวิชชา)เป็นตัวประกอบร่วมในกิเลสแต่ละตัว นี่คือ ตัวร้ายในการสร้างปัญหาให้กับมนุษย์ที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมาในจิตใจ แล้วจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร?(ความเครียด ความกังวล ซึมเศร้า ฯลฯ)วิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ก็ด้วย...การเจริญสติ สมาธิ ปัญญา...อยู่เป็นประจำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เจริญสติ สมาธิ ปัญญาในทุกขณะจิตได้ยิ่งเป็นการดีมากๆ อวิชชา(โมหเจตสิก)จะแพ้ทาง วิชชาหรือปัญญา(สติ สมาธิ ปัญญา) วิชชาหรือปัญญาเกิด อวิชชา(โมหเจตสิก)จะดับลง ทั้งสองธรรมนี้อยู่ร่วมกันไม่ได้ ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียวกันได้ ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลง ดังนั้น ในการแก้ปัญหาทุกข์ทางใจเราจึงต้องสร้างเหตุปัจจัยในการดับทุกข์ขึ้นมาในจิตใจ นั่นก็คือ สติ สมาธิ ปัญญา หรือ แก่นมรรค จงใช้แก่นมรรคให้เป็นที่อยู่ของจิตใจ(วิหารธรรม)จะส่งผลให้ห่างไกลจากทุกข์(กิเลส) ซึ่งทุกข์จากกิเลสตัณหาจะแทรกแซงได้ยากมาก ตราบใดที่มีการเจริญแก่นมรรคอยู่ในทุกขณะจิต ส่วนวิธีการเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา ในเว็บไซต์แห่งนี้ได้บอกวิธีการไว้ให้หมดแล้ว ท่านสามารถศึกษาดูจากลิ้งค์ด้านล่าง
อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง =>นันทิ(เชื้อกิเลส)=>กิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง
นันทิ คือ ความเพลิดเพลินหรือความเพลินหรือความหมกมุ่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมักจะมาพร้อมกับความฟุ้งซ่าน(กิเลสอุจธัจจะ) นันทิ เป็นเชื้อของกิเลสทั้งหลายทั้งปวง ตัวที่ปรุงแต่ง นันทิ ก็คือ อวิชชา(โมหเจตสิก)นั่นเอง ซึ่งอวิชชาเป็นประธานและเป็นรากเหง้า(รากแก้ว)ของกิเลสทั้งหลายทั้งปวง ธรรมที่สามารถควบคุมอวิชชาหรือตัดกระแสอวิชชาได้ก็คือ แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา) ถ้ามีการเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต อวิชชาจะทำกิจ(ทำหน้าที่)ปรุงแต่งจิตไม่ได้ จิตใจที่เป็นทุกข์มาจากผลงานของ อกุศลเจตสิกทั้งหมด ซึ่งมีอวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นประธานหรือหัวหน้าของ อกุศลเจตสิก
อวิชชา(โมหเจตสิก)ดับ =>> อกุศลเจตสิก(กิเลสน้อยใหญ่)ดับ
วิชชา(แก่นมรรค)เกิด =>> อวิชชา(โมหเจตสิก)ดับ
ไม่ต้องไปไล่ดับอวิชชา(โมหเจตสิก)ให้เหนื่อยหรือยุ่งยากเปล่าๆ เพียงเราสร้างเหตุปัจจัยให้อวิชชาดับก็พอแล้ว นั่นก็คือ การเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิตอย่างต่อเนื่อง ทุกข์ที่มาจากกิเลสก็จะดับลง
สติ สมาธิ ปัญญา คือ..แก่นมรรค(ในอริยมรรคมีองค์ 8)
ทุกข์(ผล) เหตุปัจจัยการเกิดทุกข์(เหตุ) คือ ตัณหา และเหตุปัจจัยรากเหง้าของการเกิดตัณหาก็คือ...อวิชชา(ความไม่รู้) ดังนั้น ดับอวิชชาได้ คือ ดับทุกข์ได้นั่นเอง ดับทุกข์ต้องดับที่ต้นเหตุของทุกข์คือ...อวิชชา...ด้วยการสร้างเหตุปัจจัยขึ้นมาดับ อวิชชา นั่นก็คือ...แก่นมรรค(วิชชา)...
ท่านไม่ต้องไปไล่ดับหรือไล่กำจัดอวิชชาใดๆ เพียงสร้างเหตุปัจจัยไม่ให้อวิชชาเกิด อวิชชาก็ดับไปเองของมัน เปรียบเสมือนห้องที่มืดมิด ท่านไม่ต้องไปไล่ความมืดหรือกำจัดความมืดใดๆทั้งสิ้น เพียงเปิดสวิตส์ไฟฟ้าให้สว่าง(สร้างเหตุปัจจัย) ความมืดมันก็จะหายไปเอง

มาสร้างเหตุปัจจัยที่ทำให้ทุกข์ดับ(กิเลสดับ)
ความหมายของการดับไปของอวิชชาในที่นี้จะหมายถึง การดับลงของอวิชชาชั่วขณะหรือชั่วคราว(ตทังคนิโรธ)ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิตอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอในแต่ละวัน อวิชชา(โมหเจตสิก)จะแพ้ทางแก่นมรรค(วิชชา)จิตรับรู้อยู่ที่ฐานกายในปัจจุบันขณะ จะเป็นจิตไม่มีทุกข์(กิเลสเข้าหาไม่ได้) ฐานกายในที่นี้ก็คือ การเจริญอานาปานสติ(สติดูลมหายใจเข้าออก)และกายคตาสติ(มีสติกำหนดรู้ในอิริยาบถเคลื่อนไหวต่างๆ) สติอยู่ที่ ณ ใด จิตจะอยู่กับสติ ณ ที่นั่น จิตจะรับรู้ได้ทีละเรื่องหรือทีละอารมณ์เท่านั้น ไม่สามารถรับรู้หลายๆเรื่องราวพร้อมกันได้ จิตอยู่กับสติที่ฐานกาย จิตก็รับรู้อยู่กับสติที่ฐานกาย จึงไม่มีสิทธิ์ไปรับรู้ความเครียด ความกังวลต่างๆ ซึมเศร้า ฟุ้งซ่าน(กิเลส) ความทุกข์ในจิตใจจะดับลงในตรงนี้ พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เจริญอานาปานสติและกายคตาสติสลับกันไปมา วัตถุประสงค์ก็เพื่อตัดกระแสอวิชชา(กิเลส)และกิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวงในจุดนี้ ซึ่งเป็นการดับทุกข์ชั่วคราวหรือชั่วขณะ(ตทังคนิโรธ)เหมาะสำหรับปุถุชนที่ยังต้องดำเนินชีวิตประจำวันให้เป็นไปโดยไร้ทุกข์หรือปราศจากทุกข์ ซึ่งสามารถทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา โดยเฉพาะเวลาที่พบกับผัสสะแรงๆ เช่น โดนด่า หรือทะเลาะวิวาทกันหนักๆ เป็นต้น
วิชชา(ปัญญา)เกิด =>อวิชชา(ความไม่รู้)ดับ => ตัณหาดับ => อุปาทานดับ => ทุกข์ดับ
อวิชชาเกิด => นันทิราคะเกิด => ตัณหาเกิด => อุปาทานเกิด => ทุกข์เกิด
เป็นไปตามหลัก อิทัปปัจจยตา( เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด )
จิตที่ไม่มีทุกข์ คือ จิตที่มีการเจริญแก่นมรรคหรือเดินแก่นมรรคในทุกขณะจิต( เจริญ สติ สมาธิ ปัญญา )และ รู้ เห็น วาง ในขันธ์ 5 อารมณ์ 6 และ เวทนา 3 ทุกๆท่านสามารถพิสูจน์ได้ตลอดเวลาว่าคือ...ความจริงและเรื่องจริง...นี่คือ เหตุผลที่พระพุทธเจ้าสอนเรื่องการมีสติในปัจจุบันขณะเพื่อตัดกระแสแห่งทุกข์(อวิชชา) ในธรรมหลายๆหมวดล้วนมีธรรมที่ชื่อ สติ เป็นองค์ประกอบ เช่น สติปัฏฐาน 4 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 อินทรีย์ 5 พละ 5 ทั้งหมดล้วนมี สติ เป็นองค์ประกอบร่วมทั้งสิ้น จากข้อความด้านบน ท่านจะเห็นได้ว่า...ถ้าไม่มีสติหรือปราศจาก สติ แล้ว สมาธิและปัญญาจะไม่มีวันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน นี่คือ อานุภาพของ...สติ...องค์มรรคจะไม่มีวันเกิดขึ้น ถ้าไม่มี สติ หรือปราศจาก สติ ดังนั้น การเจริญสติ จึงได้รับอานิสงส์หลายอย่าง ธรรมที่เป็นกุศลต่างๆเกิดขึ้นตามมามากมาย ถ้าไม่มีสติ วิชชา(ปัญญา)ก็ไม่เกิด แต่ อวิชชา จะเกิดขึ้นมาแทนที่ทันที และจะติดตามมาด้วย กิเลส ตัณหา อุปาทาน นานาชนิด ทำให้จิตรับรู้ทุกข์เต็มๆ(จิตเป็นทุกข์) อันเป็นที่มาแห่งทุกข์ในจิตใจของมนุษย์ อานาปานสติเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าใช้เป็นที่อยู่(วิหารธรรม)
ในการเจริญแก่นมรรคหรือเดินแก่นมรรค เราจะเริ่มจาก...การเจริญสติ ( อานาปานสติ หรือ กายคตาสติ )คือ การเอาสติมาระลึกรู้ที่ฐานกายเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ยาวหรือสั้น( อานาปานสติ )หรือจะเป็นการกำหนดระลึกรู้ในแต่ละอิริยาบทต่างๆ เช่น การเดิน การนั่ง การดื่มน้ำ การทำงาน ฯลฯ ทุกๆอิริยาบทล้วนมี สติกำกับตลอดเวลา(เพื่อป้องกันอวิชชาเข้าแทรกแซงในจิต) การมีสติคือการไม่ประมาท(ไม่หลง)ไม่ตกเป็นทาสและเป็นเหยื่อของ อวิชชา(ความไม่รู้ ความหลง)อันนำมาซึ่งทุกข์ให้กับจิตใจ นี่คือ เหตุผลของการเจริญสติหรือฝึกฝนสติให้กล้าแกร่ง จะส่งผลให้ทุกข์เกิดขึ้นไม่ได้ในจิต การเจริญแก่นมรรคหรือเดินแก่นมรรคจึงมีผลโดยตรงต่อการดับทุกข์ในจิตแบบชั่วขณะหรือชั่วคราว
รากเหง้าแห่งทุกข์จริงๆก็คือ...อวิชชา(ความไม่รู้ ความหลง)นั่นเอง เพราะมีอวิชชา จึงมีตัณหาและอุปทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ.....ในกระแสปฏิจจสมุปปบาท อวิชชาจะเป็นธรรมที่ตรงข้ามกับ...วิชชา(ปัญญา) ทั้งสองธรรมนี้เกิดร่วมกันไม่ได้ ธรรมหนึ่งเกิดขึ้น อีกธรรมหนึ่งจะต้องดับลง นี่คือ สัจธรรมของธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าค้นพบ
มาร่วมกันวางโครงสร้างของจิตใหม่(โปรแกรมจิตใหม่)
วิธีการเจริญสติ ในฐานกาย(เพื่อตัดกระแสอวิชชาและนันทิ)
1 ) กรณี นั่งสมาธิ ให้เจริญอานาปานสติ คือ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออกอย่างต่อเนื่อง
อันดับแรก ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้ายาว เมื่อสูดลมหายใจเข้ายาว ก้รู้ว่าลมหายใจเข้ายาว เมื่อลมหายใจออกยาว ก็รู้ว่า ลมหายใจออกยาว ให้กำหนดรู้เช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบกับลมหายใจสั้น( นานๆเข้าลมหายใจจะเริ่มแผ่วลงเป็นลมหายใจสั้น )ก็ให้กำหนดรู้ต่อไปว่าเป็นลมหายใจเข้าสั้น ลมหายใจออกสั้น ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ สติจะมีสมาธิ(จิตมีสมาธิ) กรณีที่จิตวอกแวกฟุ้งซ่านออกไปข้างนอก ให้ดึงสติมาไว้ที่ลมหายใจเหมือนเดิม ถ้าฟุ้งซ่านมากๆ ให้หายใจเข้ายาวๆแล้วกั้นลมหายใจไว้สักระยะหนึ่ง เมื่อไปต่อไม่ไหว ลมหายใจออกมันก็จะปล่อยออกมา ทำเช่นนี้จนสติกลับมาอยู่ที่ฐานกายได้อย่างชัดเจน นี้คือ เทคนิคแก้การฟุ้งซ่านในขณะนั่งสมาธิ
2 ) กรณีอยู่ในอิริยาบทต่างๆ(ไม่ได้นั่งสมาธิ)เช่น การยืน เดิน นั่ง ทำงาน ฯลฯ ให้ท่านกำหนดระลึกรู้(ฝึกสติ)อยู่กับอิริยาบทในปัจจุบันนั้นๆ เช่น เวลาดื่มน้ำ ก็มีสติระลึกรู้ว่ากำลังดื่มน้ำอยู่ เวลาเดิน ก็รู้ว่า กำลังเดิน เวลาทำงานใดๆอยู่ ก็รู้ว่ากำลังทำงาน มีสติระลึกรู้อยู่กับงาน(ไม่ใจลอย) นี่คือ การฝึกฝนสติให้อยู่กับอิริยาบทต่างๆหรือที่เรียกว่า...กายคตาสติ..นั่นเอง การฝึกในช่วงแรกๆอาจจะไม่คล่องสักเท่าไหร่ ค่อยๆฝึกไปเรื่อยๆจะชำนาญไปเอง และนานๆเข้าจะกลายเป็นสัญชาตญาณไปเอง เป็นมหาสติ(สติที่ระลึกรู้ได้อย่างรวดเร็ว)ซึ่งจะไปเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับการเกิด ผัสสะ(สัมผัส) แล้วค่อยๆเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปรีบร้อนใดๆ เพราะทุกๆอย่างก้าวของเราทุกๆคนคือการใช้สติเป็นตัวตั้งต้นเสมอ ถ้าไม่มีสติ นั่นคือ ความประมาท ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ถ้าไม่มีสติคอยกำกัดเราอยู่
เมื่อ สติเกิด สมาธิ และ ปัญญา( สัมปชัญญะ) จะติดตามมา การพิจาณาแบบรอบคอบและรอบด้าน(โยนิโสมนสิการ)และการวิเคราะห์แยกแยะ(วิภัชวาท)ก็จะติดตามมา นี่คือ จุดเกิดของ...วิชชา(ปัญญา)...ให้ท่านใช้เพียง 3 ธรรมนี้( สติ สมาธิ ปัญญา )ท่านก็สามารถดับทุกข์ในแต่ละวันได้แล้ว สั้นๆและง่ายๆ ทุกๆคนสามารถทำได้ทันทีในทุกๆที่และทุกๆเวลา โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น การทำงานและวิถีชีวิตของท่านจะกลายเป็น...การปฏิบัติธรรมทันที
จิตที่ไม่มีทุกข์ คือจิตที่ดำเนินอยู่บนแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )
จิตที่พ้นจากความทุกข์อย่างแท้จริง ไม่ใช่จิตที่พยายามบังคับไม่ให้รู้สึก แต่คือจิตที่มีการเจริญ "แก่นมรรค" (สติ สมาธิ ปัญญา) ให้ตื่นรู้อยู่ตลอดเวลา เมื่อจิตดำเนินอยู่บนหนทางแห่งมรรคอย่างต่อเนื่อง จิตจะทำหน้าที่ระลึกรู้และเห็นแจ้งในธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง ถอดถอนความหลงผิดในสมมติ และไม่เปิดโอกาสให้สังขารปรุงแต่งไปเป็นความยึดมั่นถือมั่น จิตจึงตั้งมั่น อบรมตนเอง และเข้าถึงความสงบเย็นอันเป็นอิสระจากทุกข์ได้อย่างแท้จริง
จิตที่ไร้ทุกข์ คือจิตที่ดำเนินอยู่บนแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )
ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆไร้เหตุผล
ทุกข์เกิดมาจากการปรุงแต่งของ..อกุศลเจตสิก..ในจิต
ความทุกข์จะครอบงำจิตไม่ได้เลย หากจิตนั้นได้รับการอบรมและตื่นรู้อยู่บน แก่นมรรค ตลอดเวลา การเจริญแก่นมรรคอันประกอบด้วย สติ สมาธิ และปัญญา อย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อจิตอย่างไร?
สติ: ระลึกรู้เท่าทันมโนผัสสะและเวทนาที่เกิดขึ้น ไม่ปล่อยให้ความเพลิน (นันทิ) เข้ามาปรุงแต่ง
สมาธิ: จิตตั้งมั่น ทรงพลัง มีความสงบเย็นเป็นฐานในการมองเห็นความจริง
ปัญญา: เห็นแจ้งในไตรลักษณ์ แยกแยะสมมติออกจากปรมัตถ์ รู้ชัดว่าธรรมทั้งปวง (รวมถึงจิต) ล้วนทำกิจของตนและเป็นอนัตตา
เมื่อแก่นมรรคถูกเจริญอยู่ตลอดเวลา จิตย่อมคลายความสำคัญมั่นหมายในตนเอง ละสิ้นซึ่งความดิ้นรนทะยานอยาก และเข้าถึงสภาวะแห่ง "จิตที่ไม่มีทุกข์" อย่างแท้จริง
3 ขั้นตอนง่ายๆ เจริญ "แก่นมรรค"
ในชีวิตประจำวัน: เปลี่ยนปุถุชนสู่จิตที่ไร้ทุกข์
สำหรับคนทั่วไปที่ยังต้องทำมาหากิน มีหน้าที่การงาน และครอบครัวที่ต้องดูแล การเจริญแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ไม่ใช่การปลีกวิเวก แต่คือการ "ฝึกจิตในห้องเรียนชีวิตจริงตลอด 24 ชั่วโมง" โดยมีแนวทางปฏิบัติทางจิตที่เรียบง่าย ดังนี้
1. เจริญ "สติ" : ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม (ละนันทิในเวทนา) ด้วยการปฏิบัติตามที่แนะนำด้านบน
ในแต่ละวัน จิตของเราต้องกระทบกับสิ่งต่างๆ ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (มโนผัสสะ) อยู่ตลอดเวลา
วิธีปฏิบัติ: เมื่อมีอารมณ์บวกหรือลบเกิดขึ้น (เช่น พอใจ ไม่พอใจ โกรธ หรือเหงา) ให้ "แค่รู้" ทันทีว่ามีความรู้สึกนั้นเกิดขึ้น
หัวใจสำคัญ: ไม่กระโดดลงไปเล่นซ้ำ ไม่ปล่อยให้จิตปรุงแต่งเพลินไปกับอารมณ์นั้น (ละนันทิ) ตัดกระแสไม่ให้ความเพลินกลายเป็นความทุกข์ใจ
2. เจริญ "สมาธิ" : กลับคืนสู่ความปกติ (ตั้งมั่นแบบธรรมชาติ)
สมาธิสำหรับคนทำงาน ไม่ใช่การนั่งหลับตาตัวตรงเป็นชั่วโมง แต่คือความตั้งมั่นและเป็นปกติของจิต (ปกติสมาธิ)จดจ่ออยู่กับงาน
วิธีปฏิบัติ: ในระหว่างวัน ไม่ว่าจะเดิน ทานข้าว ทำงาน หรือคุยโทรศัพท์ ให้ดึงความรู้สึกตัวหรือสติกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวบ่อยๆ หรือใช้การตามรู้อยู่กับ "ลมหายใจ" สั้นๆ สัก 3-5 ลมหายใจในขณะที่กำลังเปลี่ยนผ่านกิจกรรม
หัวใจสำคัญ: เป็นสมาธิที่ผ่อนคลาย ไม่เพ่ง ไม่บังคับ จิตตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อเป็นฐานให้เกิดการมองเห็นความจริง
3. เจริญ "ปัญญา" : ตีแผ่สมมติ เห็นแจ้งอนัตตา ทุกๆอย่างที่อยู่ตรงหน้าของท่านเป็น...อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน)ทั้งหมด
เมื่อจิตมีความสงบและรู้เท่าทันอารมณ์แล้ว ปัญญาจะทำหน้าที่คัดแยกและมองเห็นความจริงตามธรรมชาติ
วิธีปฏิบัติ: ฝึกมองทุกลักษณะที่เข้ามากระทบว่าเป็นเพียง "ธรรมะแต่ละธรรมที่ทำกิจของตนเอง" ความโกรธทำกิจของความโกรธ ความคิดทำกิจของความคิด แม้แต่จิตเองก็เป็นเพียงธรรมชาติหนึ่งที่ทำหน้าที่รับรู้เท่านั้น ไม่มีตัวตนจริงๆ บังคับควบคุมไม่ได้
หัวใจสำคัญ: แยกสมมติ (เรื่องราว คน สัตว์ สิ่งของ) ออกจากความจริง (ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป) เพื่อถอดถอนความสำคัญมั่นหมายในตนเองลงเรื่อยๆ จนเห็นว่า ไม่มีเราที่เป็นผู้ทุกข์ มีแต่สภาวะธรรมที่กำลังทำงาน
สรุปสู่การปฏิบัติ 24 ชั่วโมงแบบไร้ทุกข์
การเจริญแก่นมรรคของคนทั่วไป คือการ "ทำงานด้วยความตื่นรู้ และอยู่กับโลกอย่างผู้รู้เท่าทัน"สมมติทั้งหลายทั้งปวง เมื่อไรที่มีผัสสะมากระทบ ให้ใช้ สติ ระลึกรู้ มี สมาธิ ตั้งมั่นเป็นปกติ และใช้ ปัญญา มองเห็นว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา... เพียงเท่านี้ จิตของปุถุชนธรรมดาก็จะค่อยๆ คลายความยึดมั่น ถือมั่น ยึดติดในนามรูป และเข้าถึงความไร้ทุกข์ได้ในที่สุด ทุกข์มันมีที่เกาะก็คือ..ตัวกู(อัตตา) ของกู(อัตตนิยะ)....
ถ้าไม่มี...ตัวกู และ ของกู.....ทุกข์ก็ไม่เกิด และทุกข์ไม่มีที่ตั้ง.....
จิตที่ไม่มีทุกข์ ท่านก็สามารถทำได้เช่นกัน
ลองพิสูจน์ดูแล้วท่านจะรู้เองว่าคือ เรื่องจริง
(( อาวุธที่ใช้ในการดับกิเลสดับทุกข์ ))
(( การดับทุกข์ด้วยแก่นมรรค ))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( วิธีการฝึกสติแบบง่ายๆ กดดูที่นี่..))
(( การสร้างเหตุปัจจัยในการดับทุกข์ ))(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร?.]
(( ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 กดดูที่นี่...))
(( อารมณ์ 6 คืออะไร? ตีแผ่อารมณ์ 6 ))
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))[ อนัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตาคืออะไร??? ]
[ธรรมะเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก][ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด ดูที่นี่..))(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))
(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด ..))
((ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ )))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) ดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))
((( ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ ดูที่นี่...)))
(( ใช้แก่นมรรคแก้ปัญหาต่างๆ กดดูที่นี่.... ))
Translate: Please go to the sub-menu on your left.
翻译:请前往您左侧的子菜单。