เมื่อมนุษย์ตายแล้วไปไหนต่อ? มีอธิบายไว้ในพระไตรปิฎก

เมื่อมนุษย์ตาย(มรณะ)แล้วไปไหนต่อ??? เป็นคำถามที่หลายๆคนอยากรู้ว่า มันจะไปต่อแบบไหน
ยกเนื้อหามาจากพระไตรปิฎก ซึ่งอธิบายไว้ชัดเจน ถึงความเป็นไปเมื่อมนุษย์มรณะภาพลง( ขันธ์ 5 ดับลงทั้งหมด)
การที่ตายแล้ว มนุษย์จะไปไหนต่อ มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยก่อนที่จะตายหรือมรณะภาพลงหรือขันธ์ 5 ดับลง การเกิด การดับ การไปต่อของสิ่งต่างๆไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ ล้วนแต่มีเหตุปัจจัยทั้งสิ้น(ตามหลักอิทัปปัจยตา : เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด)
นิรย (นรก):
ติรัจฉานโยนิ (กำเนิดเดรัจฉาน):
ปิตติวิสย (เปรต):
มนุษย์(มนุษย์):
เทวะ (สวรรค์/พรหม):
2. ตัวตัดสินคือ "กรรม" และ "จิตสุดท้าย"
ยถาภูตญาณทัสสนะ:
กำลังของกรรม:
เปรียบเสมือนการจุดเทียนเล่มใหม่ด้วยไฟจากเทียนเล่มเก่า ไฟไม่ใช่ดวงเดิม แต่ก็สืบเนื่องมาจากดวงเดิมด้วยเหตุปัจจัย
วิชชา :
นิพพาน :
"สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ใครทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น" (จาก จูฬกัมมวิภังคสูตร)
กรรม คือ เหตุปัจจัย ที่จะบ่งชี้ไปต่อในทิศทางใด
แปลว่า "ภิกษุทั้งหลายเรากล่าวว่า เจตนา นั่นแหละเป็นตัวกรรม"
ไม่ใช่แค่การกระทำ :
เป็นกฎสากล :
1. ทางกาย: การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต, การลักขโมย, การประพฤติผิดในกาม ( กายทุจริต )
2. ทางวาจา: การพูดโกหก, พูดคำหยาบ, พูดส่อเสียด (ให้คนแตกกัน), พูดเพ้อเจ้อ (ไม่มีประโยชน์) ( วจีทุจริต )
3. ทางใจ: การอยากได้ของผู้อื่น, การพยาบาทปองร้าย, และ มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิดจากความเป็นจริง เช่น เห็นว่าทำดีไม่ได้ดี)(มโนทุจริต)
ผลของกรรมชั่ว: เปรียบเสมือนการดื่มยาพิษ จิตใจจะร้อนรน ไม่เป็นสุข และสร้างสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายกลับมาหาจิตตัวเอง
ทางกาย: การช่วยเหลือผู้อื่น, การให้ทาน, การรักษากายให้สะอาดบริสุทธิ์ไม่เบียดเบียนใคร( กายสุจริต )
ทางวาจา: การพูดความจริง, พูดคำสุภาพ, พูดสมานฉันท์, พูดแต่สิ่งที่มีสาระประโยชน์( วจีสุจริต )
ทางใจ: การยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี (มุทิตา), การให้อภัย, และ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริง) ( มโนสุจริต )
ผลของกรรมดี: เปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา จิตใจจะแช่มชื่น มีความสุข และสร้างเหตุปัจจัยให้ชีวิตราบรื่น
1.ทำแล้วเราเดือดเนื้อร้อนใจภายหลังหรือไม่?
2.แล้วผู้อื่นเดือดร้อนหรือไม่?
3.ทำแล้วสติปัญญาของเราลดลงหรือเพิ่มขึ้น?
สรุปสั้นๆ: กรรมไม่ใช่เรื่องลึกลับ แต่คือ "ความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง" เราเลือก "เหตุ" ได้เสมอ และเมื่อเลือกเหตุแล้ว เราก็ต้องยอมรับ "ผล" ที่จะตามมานั่นเอง
.................................................................................................
1. ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว (ตามกฎแห่งเหตุปัจจัย)
คำว่า "ได้ดี" หรือ "ได้ชั่ว" ในทางธรรม ไม่ได้หมายถึงลาภ ยศ หรือสรรเสริญเสมอไป แต่หมายถึง "สภาพของจิตใจ" และ "วิถีของชีวิต" ที่เปลี่ยนไปตามแรงกระทำ:
เหตุปัจจัยทางจิต(ทันที): เมื่อท่านทำดีด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ จิตใจจะเบาสบายและผ่องใสทันที นี่คือ "ได้ดี" ในระดับจิตภาพ
เหตุปัจจัยทางวัตถุ(ต้องรอเวลา): การได้รับผลเป็นทรัพย์สินหรือการยอมรับ ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกอื่นๆ มาประกอบ เช่น โอกาส จังหวะเวลา และบุคคลรอบข้าง
2. ทำไม "ทำดีแล้วไม่ได้ดี" หรือ "ทำชั่วแล้วได้ดี"?
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเรื่องนี้ผ่านหลักการของ"เวลาในการส่งผลของกรรม" (กัมมวิปาก) ซึ่งเปรียบได้กับการปลูกต้นไม้:
ก. เรื่องของ "คิว" (กาลสมบัติ/กาลวิบัติ)
กรรมไม่ได้ส่งผลพร้อมกันทั้งหมด แต่มันมีลำดับการส่งผล :
ทำดีแต่ยังได้ร้าย: เป็นเพราะ "กรรมเก่าในอดีต" (ที่เคยทำไม่ดีไว้) กำลังส่งผลอยู่ในขณะนี้ เปรียบเหมือนเราเริ่มปลูกต้นมะม่วง(ทำดี) แต่มะม่วงยังไม่โต ในขณะที่ต้นหนาม (กรรมชั่วเดิม) ที่ปลูกไว้เมื่อปีก่อนกำลังออกฤทธิ์แทงเราอยู่
ทำชั่วแต่ยังได้ดี: เป็นเพราะ "บุญเก่า" ที่เขาเคยทำไว้ในอดีตยังหนาแน่นอยู่ กรรมชั่วที่ทำใหม่จึงยังไม่มีช่องสอดแทรกเข้ามาส่งผล เหมือนคนทำผิดแต่ยังมีเงินสะสมเก่าไว้จ่ายค่าปรับหรือวิ่งเต้นได้ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง
ข. เรื่องของ "ปัจจัยเสริม" (ปโยคสมบัติ)
บางครั้งทำดีแต่ขาด "ทักษะ" หรือ "ความเหมาะสม" ผลดีจึงยังไม่ปรากฏ:
ตัวอย่าง:เป็นคนซื่อสัตย์(ทำดี)แต่ทำงานไม่รอบคอบหรือไม่พัฒนาทักษะ (ขาดปโยคสมบัติ) ผลที่ได้คืออาจไม่ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ทำให้คนมองว่า "ทำดีแล้วไม่ได้ดี" ทั้งที่จริงๆ แล้วความดีส่วนความดี แต่ความสามารถก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง
3. อุปมาเรื่อง "เกลือในน้ำ"
พระองค์ทรงอุปมาไว้ใน โลณกปัลลสูตร เพื่อให้เห็นภาพการส่งผลของกรรมดังนี้:
ถ้าท่านโยน เกลือ 1 กำมือ (กรรมชั่ว) ลงใน น้ำ 1 แก้ว (บุญน้อย) น้ำนั้นย่อมเค็มจนดื่มไม่ได้ แต่ถ้าท่านโยน เกลือ 1 กำมือ (กรรมชั่วเดิม) ลงใน แม่น้ำคงคา (บุญมาก/ทำดีสม่ำเสมอ) น้ำในแม่น้ำก็ยังจืดและดื่มได้ เพราะปริมาณน้ำ (ความดี) มีมากกว่าเกลืออย่างมหาศาล
สรุป
การทำดีแล้วไม่ได้ดีในวันนี้ ไม่ใช่เพราะกฎแห่งกรรมผิดพลาด แต่เป็นเพราะ:
1.ผลของกรรมเก่ายังไม่หมดไป
2.ผลของกรรมใหม่ยังไม่ถึงเวลาส่งผล (ต้นไม้ยังโตไม่เต็มที่)
3.ขาดปัจจัยสนับสนุนอื่นที่ถูกต้อง (เช่น ความรู้ ความเพียรที่ถูกทาง)
คำแนะนำ: ให้เรายึดมั่นในการทำดีเพื่อ "ละนันทิ" (ความเพลิดเพลินยึดติด) และมองความดีเป็นเรื่องของ "ความปกติของจิต" มากกว่าการคาดหวังผลตอบแทนที่เป็นวัตถุ แล้วท่านจะพบความสุขที่แท้จริงโดยไม่ต้องรอโชคชะตา
......................................................................................
ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ "กรรม" ส่งผล: สมบัติ 4 และ วิบัติ 4
หลายคนเข้าใจว่าเมื่อทำกรรมแล้ว ผลจะเกิดขึ้นทันทีเหมือนกดสวิตช์ไฟ แต่ในความเป็นจริง พระพุทธศาสนาอธิบายว่าผลของกรรมต้องอาศัย "องค์ประกอบสนับสนุน" (สมบัติ) หรือถูก "องค์ประกอบขัดขวาง" (วิบัติ) ดังนี้
1. สมบัติ 4 (ปัจจัยเกื้อหนุนให้กรรมดีส่งผล และขัดขวางกรรมชั่ว)
หากเรามี "สมบัติ" ทั้ง 4 ประการนี้ กรรมดีที่ทำไว้จะปรากฏผลได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น:
คติสมบัติ: การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี สถานที่ที่ดี หรือเกิดในภพภูมิที่ดี (เช่น การอยู่ในประเทศที่มีกฎหมายยุติธรรม ย่อมทำให้ความสุจริตของเราปรากฏผลชัดเจน)
อุปธิสมบัติ: การมีร่างกายที่สมบูรณ์ บุคลิกภาพดี สุขภาพแข็งแรง (เป็นต้นทุนที่ช่วยให้กรรมดีส่งผลได้ง่ายขึ้น)
กาลสมบัติ: การทำดีในเวลาที่เหมาะสม จังหวะชีวิตที่ถูกต้อง หรืออยู่ในยุคสมัยที่คนชื่นชมความดีนั้น
ปโยคสมบัติ: การประกอบความเพียรที่ถูกต้อง มีทักษะ มีความฉลาดหลักแหลม (เป็นการทำเหตุปัจจุบันให้สมบูรณ์ที่สุด)
2. วิบัติ 4 (ปัจจัยขัดขวางกรรมดี และเปิดทางให้กรรมชั่วส่งผล)
นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนทำดีบางคนถึงยังลำบาก เพราะมี "วิบัติ" มาเป็นอุปสรรค:
คติวิบัติ: การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย (เช่น ทำดีในที่ที่มีแต่คนทุจริต ความดีอาจถูกมองข้ามหรือถูกกลั่นแกล้ง)
อุปธิวิบัติ: การมีข้อบกพร่องทางร่างกาย หรือสุขภาพไม่อำนวย ทำให้ประกอบกิจการงานได้ยาก แม้จะมีใจเป็นกุศลก็ตาม
กาลวิบัติ: ทำดีผิดที่ผิดเวลา หรืออยู่ในยุคสมัยที่ผู้คนไม่เห็นค่าของศีลธรรม
ปโยควิบัติ: การทำดีแบบไม่ใช้ปัญญา หรือทำแบบครึ่งๆ กลางๆ (เช่น อยากรวยจึงขยันทำงาน แต่ขยันในทางที่ผิดหรือไม่พัฒนาทักษะ)
"ความดีที่ท่านทำนั้น ไม่เคยสูญหาย แต่มันเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ชั้นดี หากเมล็ดพันธุ์นั้นไปตกบนดินที่แห้งแล้ง (คติวิบัติ) หรือปลูกในฤดูที่ผิด (กาลวิบัติ) มันย่อมเติบโตได้ยาก...
หน้าที่ของเราคือ สร้าง 'สมบัติ' ให้ถึงพร้อม ด้วยการใช้ปัญญาและจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ 'กรรมดี' ที่เราเพียรสร้างมาตลอด ปรากฏผลออกมาได้อย่างเต็มกำลัง"
.........................................................................
"จงเชื่อมั่นในเหตุปัจจัย เพราะโลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญ"
การสร้างวิชชา(สติ สมาธิ ปัญญา)หรือแก่นมรรคให้กับจิต
1 ) การเจริญและฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อให้อินทรีย์แก่กล้า พร้อมการเจริญมรรคสมังคี ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยให้ อวิชชาดับ กิเลสดับ ตัณหาดับ ทุกข์ดับ
2 ) การนำแก่นมรรคมาเจริญในอานาปานสติและกายคตาสติที่ฐานกายในปัจจุบันขณะจิตทุกๆวันอย่างต่อเนื่อง เพื่อตัดกระแสจิตไปรับรู้ในอารมณ์ 6 ( ตัดนันทิราคะอันเป็นเชื้อของตัณหา )
ที่นี่..ไม่ได้หวังให้ท่านบรรลุอะไรทั้งสิ้น สิ่งที่แนะนำมาทั้งหมด เพื่อให้ท่านนำไปใช้ในการแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันกับโลกที่วุ่นวายเท่านั้น แก้ปัญหาความเครียด ความกังวลใจ ฟุ้งซ่าน ซึมเศร้า ฯลฯ ธรรมะของพระพุทธเจ้าสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งหมด(กิเลส)ท่านทดลองและทดสอบชิมเกลือดู แล้วท่านจะรู้ดีว่ามันเค็มจริงๆ ต้องลงมือปฏิบัติจริงเท่านั้นจึงจะรู้รสชาติของเกลือ(ธรรมะ)
จงระลึกไว้เสมอว่า จิตต้องอยู่กับ สติ สมาธิ ปัญญา จึงจะปลอดภัยจาก...อวิชชา กิเลส ตัณหา ทุกข์ มากที่สุด ดังนั้น จงมี สติ สมาธิ ปัญญา ในปัจจุบันทุกขณะจิต
ท่านสามารถเพิ่มพูนความรู้ต่างๆจากลิ้งค์ด้านล่างนี้และเมนูย่อยด้านข้างซ้ายมือ ชนิดรู้แบบเชิงลึกที่ได้มาจากการเจริญสติปัฏฐาน
(( อาวุธที่ใช้ในการดับกิเลสดับทุกข์ ))
(( ปฏิจจสมุปบาท ธรรมที่ควรรู้ ))
(( วิธีดับทุกข์แบบง่ายๆของปุถุชน ))
(( ตีแผ่สังโยชน์ 10 ))
(( หยุดเป็นเหยื่อและเป็นทาสของอารมณ์ 6 ))
(( การดับทุกข์ด้วยแก่นมรรค ))
(( จิตที่ไม่มีทุกข์ กดดูที่นี่....))
(( ความรู้และความเข้าใจใน สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( ที่ตั้งของจิตที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ ))
(( วิธีฝึกแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ) ))
(( เรียนรู้จุดเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์ ))
(( ทุกข์เกิดและทุกข์ดับในกระแสปฏิจจสมุปบาท ))
(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))
(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))
(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ ))
(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ ))
(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))
(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))
(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
[ ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4 กดดูที่นี่....))
(( ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ]
[ ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
Translate: Please go to the sub-menu on your left.
翻译:请前往您左侧的子菜单。