ตีแผ่สมมติและอัตตา ทำลายสมมติและตัวตนออกไป

ต่อไปนี้เราจะตีแผ่เรื่อง.....สมมติ และ อัตตา....ด้วย สัมมาทิฏฐิ(ความเห็นที่ถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้อง)ตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ในพระไตรปิฎก การหลงในสมมติและอัตตา คือ การหลงทางในอวิชชา นำทุกข์มาให้กับมนุษย์แบบไม่รู้ตัว การตีแผ่ความจริงของ...สมมติ และ อัตตา เราจะเห็นความจริงในทั้งสองธรรมนี้ จะได้เกิดวิชชาขึ้นในจิต
ตีแผ่เรื่อง.....สมมติ และ อัตตา
ความจริง: ชื่อ "เรา" ชื่อ "สิ่งของ" หรือตำแหน่งหน้าที่การงาน เป็นเพียงเสียงที่สมมติขึ้นเพื่อใช้เรียกขานเท่านั้น(อุปโลกน์ขึ้นมา)
การตีแผ่: เมื่อถอดชื่อเรียกออก สิ่งที่เหลืออยู่คือ "ธาตุตามธรรมชาติ" ที่ทำงานตามกิจของมัน การเรียนรู้เรื่องนี้ไม่มีวันจบสิ้นจนกว่ากายจะดับลง
ความจริง: เราสมมติว่าก้อนเนื้อนี้คือ "ผู้ชาย" "ผู้หญิง" หรือ "สวย-หล่อ" หรือ ให้เรียกันว่า...กาย หรือ รูปกาย ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็ล้วนถูกมนุษย์ตั้งชื่อให้ทั้งนั้น เป็น สมมติบัญญัติ ที่มนุษย์บัญญัติขึ้นเพื่อนำไปใช้ในการสื่อสารกันเท่านั้น
การตีแผ่: หากแยกแยะตามความเป็นจริง กายนี้คือการประชุมรวมกันของธาตุ 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) กายไม่ใช่เรา แต่เป็นเพียงสภาวะที่แตกสลายได้ตามธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ใช่ของเรา เป็นธรรมชาติที่ปรุงแต่งขึ้นมา
ความจริง: เราสมมติว่าความโกรธคือ "ฉันโกรธ" ความสุขคือ "ฉันสุข"
การตีแผ่: แท้จริงแล้วมีเพียงธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเอง จิตเปรียบเสมือนน้ำสะอาด ส่วนความรู้สึก (เวทนา) หรือความคิด (สังขาร) เปรียบเสมือนสีที่หยดลงมาเพียงชั่วคราวแล้วก็ดับไป( ตัวปรุงแต่งจิต )
ความจริง: จิตมักเกิด "นันทิ" หรือความเพลินในเวทนาที่เกิดขึ้น จนเกิดความสำคัญมั่นหมายในตนเองว่า เป็นฉัน เป็นของฉัน
การตีแผ่: วิชชาของพระพุทธเจ้าสอนให้แยกแยะสมมติออก เพื่อละนันทิในเวทนา ไม่ให้สังขารปรุงแต่งไปเป็นนันทิราคะ และเห็นแจ้งว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา ด้วยการ...เดินมรรค( เจริญแก่นมรรค คือ สติ สมาธิ ปัญญา ในทุกๆขณะจิต )
1.โยนิโสมนสิการและปัญญาในมโนผัสสะ : สังเกตการกระทบทางใจอย่างแยบคาย
2.ละความสำคัญมั่นหมาย: วางความรู้สึกว่ามี "ตัวเรา" อยู่ในกระบวนการเหล่านั้น
3.เห็นธรรมทำกิจ: มองเห็นว่าทุกอย่างทำงานไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีการบิดเบือนธรรมชาติ
บทสรุป: การตีแผ่สมมติไม่ใช่การปฏิเสธโลก แต่คือการ "อยู่กับโลกอย่างผู้รู้เท่าทัน"(มีวิชชา) เมื่อจิตเห็นตามความเป็นจริงว่าทุกสมมติคืออนัตตา จิตย่อมเข้าสู่ความสงบและเป็นปกติ (Pakati) ได้อย่างแท้จริง ไม่หลงไปกับอวิชชา
ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ: กายประกอบด้วยส่วนประกอบต่าง ๆ เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน (ดิน), เลือด (น้ำ), ลมหายใจ (ลม) และความร้อนในร่างกาย (ไฟ) ซึ่งล้วนแต่ต้องเสื่อมสลายไปตามธรรมชาติ เพราะมันมาจากธรรมชาติ สุดท้าย(ตาย)ก็กลับไปสู่ธรรมชาติตามเดิม
กายไม่ใช่เราเป็นเจ้าของ: กายนี้ทำหน้าที่ตามเงื่อนไขทางธรรมชาติ เราไม่สามารถบังคับไม่ให้แก่หรือเจ็บได้จริง เราจึงไม่ใช่เจ้าของร่างกาย
การเห็นแจ้ง: เมื่อแยกแยะส่วนประกอบออก จะพบว่าไม่มี "เรา" อยู่ในกระดูกหรือเลือดชิ้นไหนเลย เป็นเพียงธาตุที่มาประชุมรวมกันชั่วคราว
การเกิดดับตามผัสสะ: วิญญาณเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการกระทบ (ผัสสะ) เช่น ตากระทบกับรูปเกิดการเห็น (จักขุวิญญาณ) เมื่อสิ่งกระทบหายไป วิญญาณนั้นก็ดับไป
ทำงานแยกส่วน: การรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ทำงานเป็นอิสระต่อกัน ไม่ใช่ตัวตนเดียวที่วิ่งรอกไปมาตามทวารต่าง ๆ
ปัจจัยการคงอยู่: วิญญาณเปรียบเสมือนแสงสว่างที่จะปรากฏขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อมเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งถาวร
จิตเปรียบเสมือนน้ำ: จิตโดยเนื้อแท้มีหน้าที่เพียงรับรู้ (เหมือนน้ำเปล่า) แต่เมื่อมีความรู้สึกหรือความคิด (เจตสิก) มาผสม จิตจึงดูเหมือนเป็นสีนั้น ๆ เช่น เมื่อโกรธ จิตก็ดูเหมือนความโกรธ
ความสัมพันธ์กับเวทนา: เมื่อเกิดความรู้สึก (เวทนา) จิตมักจะเกิด "นันทิ" (ความเพลิน) และเข้าไปยึดถือเอาว่า "เราสุข" หรือ "เราทุกข์"
ความเป็นอนัตตา: จิตและเจตสิกต่างทำกิจของตนเองอย่างซื่อตรง การปฏิบัติคือการเห็นว่าจิตก็เป็นธรรมอีกธรรมหนึ่งที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ
1.เห็นแจ้งความเป็นอนัตตา: ทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน
2.ละความสำคัญมั่นหมาย: วางความยึดถือว่ามี "เรา" อยู่ในกระบวนการรับรู้นั้น
3.ละนันทิ: ไม่ปล่อยให้สังขารปรุงแต่งความรู้สึกให้กลายเป็นนันทิราคะหรือความเพลินที่ยึดติด ด้วยการเดินแก่นมรรคในทุกขณะจิต
"เมื่อแยกแยะสมมติออกได้ จิตจะเห็นตามความเป็นจริงและไม่หลงเข้าใจผิดในทุกสมมติ เพื่อเข้าถึงสภาวะที่เรียกว่า 'ปกติ' (Pakati) อย่างแท้จริง"
...................................................................................................................
ตีแผ่....อัตตา.....
ความสำคัญมั่นหมาย: จิตมักสร้าง "ความสำคัญมั่นหมายในตนเอง" ว่ามีตัวตนที่คงที่
นันทิ (ความเพลิน): เมื่อเกิดเวทนา จิตจะเข้าไปเพลิน (นันทิ) และยึดถือว่าความรู้สึกนั้นคือเรา
การบิดเบือนธรรมชาติ: เมื่อใดที่จิตหลงยึดว่ามีตัวตน เมื่อนั้นคือการบิดเบือนธรรมชาติ เพราะแท้จริงแล้วไม่มีสิ่งใดคงที่
แยกธาตุ: มองกายเป็นเพียงการประชุมของธาตุ 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ที่ทำงานตามหน้าที่
ความเสื่อม: เห็นว่ากายทำกิจของมันเอง คือ แก่ เจ็บ และสลายไป ไม่ได้อยู่ในอำนาจสั่งการของใคร
จิตเป็นเพียงธรรมหนึ่ง: เห็นว่าจิตคือธาตุรู้ที่ทำกิจรับรู้อารมณ์เท่านั้น ไม่ใช่ตัวตนที่ถาวร
แยกจิตออกจากเวทนา: ฝึกเห็นว่าความสุข ความทุกข์ หรือความรู้สึกเฉยๆ (เวทนา) เป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่ตัวจิต
ธรรมแต่ละธรรมทำกิจ: ความโกรธทำหน้าที่ของมัน จิตทำหน้าที่รู้ความโกรธ ทุกอย่างทำงานเป็นกลไกธรรมชาติ
การรับรู้แยกส่วน: เห็นว่าการรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เกิดขึ้นและดับไปตามผัสสะ
ไม่มีตัวตนวิ่งรอก: ตีแผ่ให้เห็นว่าไม่มี "ตัวเรา" คนเดียวที่วิ่งไปมองหรือวิ่งไปฟัง แต่เป็นวิญญาณแต่ละทางที่เกิดดับสลับกัน
ละนันทิ: เมื่อมีการกระทบทางใจ ไม่ให้สังขารปรุงแต่งไปเป็นความเพลินยึดติด (นันทิราคะ)
เห็นแจ้งความจริง: ฝึกเห็นตามความเป็นจริงว่า "ทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา"
การเรียนรู้ไม่สิ้นสุด: หมั่นพิจารณาตีแผ่สมมติเหล่านี้อยู่เสมอจนกว่ากายจะดับลง เพื่อไม่ให้จิตหลงไปยึดถืออะไรว่าเป็นตัวตนอีก
การตีแผ่ตัวตน: ตัวตนคืออะไรกันแน่?
ในทางธรรม "ตัวตน" (Self/Ego) ไม่ใช่สิ่งของที่มีอยู่จริงแต่เป็น "กระบวนการปรุงแต่ง" ที่เกิดขึ้นในใจ
ความสำคัญมั่นหมาย (Conception): ตัวตนเกิดจากการที่จิตเข้าไป "สำคัญมั่นหมายในตนเอง" ว่าสภาวะที่กำลังเกิดขึ้นนั้นคือ "เรา"
นันทิ (ความเพลิน): เมื่อมีการกระทบทางอายตนะ (ผัสสะ) และเกิดความรู้สึก (เวทนา) จิตจะเข้าไปเกิด "นันทิ" หรือความเพลินในเวทนานั้น จนเกิดความยึดถือว่า "นี่คือสุขของเรา" หรือ "นี่คือทุกข์ของเรา" ซึ่งเป็น...มิจฉาทิฏฐิ(ความเห็นแบบผิดๆ)
การบิดเบือนธรรมชาติ: เมื่อจิตหลงเข้าไปในสมมติว่ามีตัวตน จิตย่อมทำกิจที่บิดเบือนธรรมชาติ โดยการพยายามบังคับบัญชาสิ่งที่เป็น "อนัตตา" (บังคับไม่ได้) ให้เป็นไปตามใจปรารถนาครับ
ตัวตนมีอยู่จริงหรือไม่? (มิติด้านความจริง)
คำตอบคือ "มีอยู่จริงในระดับสมมติ แต่ไม่มีอยู่จริงในระดับความจริงแท้"
ก. ในระดับสมมติ (Conventional Reality)
มีอยู่: เพื่อให้โลกดำเนินไปได้ เราต้องมีชื่อเรียก มีหน้าที่ มีตำแหน่ง เพื่อใช้สื่อสารและทำกิจการงานต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
ประโยชน์: เป็นเครื่องมือในการรับผิดชอบหน้าที่และใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
ข. ในระดับความจริงแท้ (Ultimate Reality/อนัตตา)
ไม่มีอยู่จริง: เมื่อใช้ "โยนิโสมนสิการ"และปัญญา แยกแยะส่วนประกอบออกเป็น กาย จิต และวิญญาณ จะพบว่าไม่มีชิ้นส่วนไหนที่เป็น "ตัวตน" ที่ถาวรเลย มีแต่ธรรมที่เกิดดับไปตามเหตุปัจจัยของมัน
ธรรมแต่ละธรรมทำกิจ: ความจริงที่ปรากฏมีเพียง "ธรรมแต่ละธรรม ทำกิจของตัวเอง" เท่านั้น เช่น ตากระทบรูปเกิดการเห็น (วิญญาณทางตา) แล้วก็ดับไป ไม่ได้มี "ใคร" เป็นเจ้าของการเห็นนั้น
อนัตตา: ทุกอย่างรวมถึงจิตเป็นอนัตตา คือไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา และมีความเสื่อมสลายไปตามธรรมชาติครับ
การตีแผ่เพื่อสลายตัวตน (วิชชาแยกแยะสมมติ)
1.การแยกแยะสมมติ: สอนให้จิตเห็นตามความเป็นจริงว่าสิ่งที่เรียกว่า "เรา" แท้จริงคือธาตุ 4 และขันธ์ 5 ที่มาประชุมกันชั่วคราว เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าใจผิดในทุกสมมติ( สอนให้จิตรับรู้ วิชชา เป็น วิชชาจิตตะ )
2.การละนันทิในเวทนา: เมื่อมีความรู้สึกใดๆ เกิดขึ้น ให้ฝึกเห็นเพียงสภาวะนั้นแล้ว "ละนันทิ" (ความเพลิน) เพื่อไม่ให้สังขารปรุงแต่งต่อไปจนกลายเป็น "ตัวตน" ขึ้นมา ด้วยการเดินแก่นมรรค( สิต สมาธิ ปัญญา )ในทุกๆขณะจิต
3.การเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบ: หมั่นสังเกต "มโนผัสสะ" และการเห็นแจ้งว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา จนกว่ากายนี้จะดับลง ซึ่งเป็นที่สิ้นสุดของการเรียนรู้
"ตัวตน" เปรียบเสมือนภาพลวงตาที่เกิดจากการรวมตัวกันของเหตุปัจจัย เมื่อเราใช้ วิชชาการตีแผ่สมมติ เข้าไปแยกแยะความจริง เราจะพบว่าไม่มีตัวตนที่แท้จริงให้ยึดถือ มีเพียง ธรรมชาติที่ทำกิจตามกฎของธรรมชาติ เท่านั้น เมื่อเห็นแจ้งเช่นนี้ จิตย่อมคลายความยึดมั่นและเข้าถึงสันติสุขที่เป็นปกติ (Pakati)
....................................................................................................................................
ตีแผ่เรื่อง.....อัตตา(ตัวตน ตัวกู) และ อัตตนิยะ( ของฉัน ของกู )
มิจฉาทิฏฐิ(ความเห็นผิดๆ)ตัวเดียวที่ทำให้เรายึด...อัตตา....
ถ้าทุกๆคนมี..สัมมาทิฏฐิ(ความเห็นที่ถูกต้อง) อัตตา ก็ไม่เกิดขึ้น
อัตตาคือ การสำคัญมั่นหมายว่า..มีตัวตน ตัวกู(เข้าใจผิดๆ)
เพราะมี อัตตา จึงทำให้มนุษย์เป็นทุกข์ และแบกภาระตัวตนอยู่ตลอดเวลา เพราะคิดว่ากายและจิตนี้เป็นของเรา จึงได้ทุกข์เต็มๆ
เพราะ อวิชชา(ความไม่รู้)จึงทำให้มนุษย์สร้าง อัตตา ขึ้นมาเป็นภาระ
เรามาสร้าง วิชชา กัน แต่ก่อนอื่น ต้องเรียนรู้ อัตตา ก่อน(มีวิชชาใน อัตตา)ว่ามันเป็นอย่างไร มาตีแผ่ให้เห็นอย่างชัดๆซะก่อน
ก่อนอื่นขอถามใจท่านก่อนว่า....ท่านคิดว่า กายที่ท่านอาศัยอยู่นี้เป็นของท่านหรือไม่??? และ จิตใจของท่าน เป็นของท่านจริงๆหรือไม่??? เรามาดูเรื่องราวจริงๆต่อไปนี้ จะได้เป็นคำเฉลยให้ท่านหายสงสัยในชีวิตสักที
ก่อนอื่นขอถามท่านว่า...ดิน น้ำ ลม ไฟ...เป็นของท่านหรือไม่???(ตอบในใจได้เลย)ทั้ง ดิน น้ำ ลม ไฟ เราสามารถสัมผัสและรับรู้ได้ชัดเจนด้วยกายสัมผัส สิ่งเหล่านี้มาจากธรรมชาติทั้งสิ้น ดินไม่ใช่ของเรา น้ำก็ไม่ใช่ของเรา ลมก็ไม่ใช่ของเรา ไฟก็ไม่ใช่ของเรา ทั้ง 4 สิ่งที่กล่าวมานี้ มันมาจากเหตุปัจจัยก่อให้เกิดทั้ง ดิน น้ำ ลม ไฟ มันไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ และสิ่งเหล่านี้ก็สามารถแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังงานต่อไปได้อีกหลายๆทอดและหลายต่อ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์(ไฟ) พลังงานน้ำ ทุกๆอย่างล้วนไม่ใช่ของเราทั้งสิ้น(แล้วไปยึดร่างกายทำไม???)
ท่านรู้หรือไม่ว่า...ร่างกายของเราทุกๆคนทั้งหมด ล้วนมาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ...เป็นองค์ประกอบขึ้นมาเป็นร่างกายที่ก้าวเดินไปไหนมาไหนได้ อวัยวะที่เป็นเนื้อหนังคือส่วนของดิน ของเหลวในร่างกายคือ น้ำ ลมและอากาศที่เราหายใจเข้าไปคือ ลม และความอบอุ่นในร่างกายของเราคือ ไฟ มีเพียงเท่านี้ที่เป้นวัตถุที่จับต้องได้ และถ้าอยากรู้ชัดๆว่า มันจริงไหม???หรือแค่การมโนเอา ให้ดูของจริงๆตอนที่เก็บกระดูกไปลอยอังคารกัน มีแต่เถ้าถ่านและกระดูก(ดิน) ความชื้น(น้ำ) อากาศ(ลม)และความอุ่นของเถ้าถ่าน(ไฟ)นี่คือ จากสิ่งที่เรียกว่า...กาย สุดท้ายกลายเป็น...ดิน น้ำ ลม ไฟ..ไปซะแล้ว นี่คือ ความเป็นจริงของสิ่งปรุงแต่งทุกๆชนิด ความเหมือนในความต่าง แก้วน้ำ เสื้อผ้า ที่นอน รถยนต์ อาหาร ฯลฯ ที่อยู่ใกล้ตัวของท่าน ทั้งหมดมีองค์ประกอบมาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ...ทั้งสิ้น มากหรือน้อยเป็นไปตามเหตุปัจจัยของการปรุงแต่ง ลองทุบแก้วน้ำแล้วเผาด้วยอุณหภูมิสูง และเผาเสื้อผ้า ท่านว่าจะเหลืออะไร??? ก็ไม่พ้นไปจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ....( กลับสู่สภาพเดิม )
โดยสรุปคือ...ทั้งหมดที่เป็นวัตถุที่สัมผัสได้ด้วย...ตา หู จมูก ลิ้น กาย...ล้วนมาจาก..ดิน น้ำ ลม ไฟ...เป็นองค์ประกอบทั้งหมดครับ แล้วตัวเราแทรกอยู่ตรงไหน??? ทุกๆวันนี้ เราทุกๆคนก็บริโภค...ดิน น้ำ ลม ไฟ...ทั้งหมด อาหาร(ดิน) น้ำดื่ม(น้ำ) ลม(อากาศหายใจ) ไฟ(ความอบอุ่นในร่างกาย)นี้คือ การตีแผ่ร่างกายของมนุษย์ อันนี้คือที่เป็นรูปธรรมสัมผัสได้ด้วยตัวเอง ซึ่งสุดท้าย กายก็ไม่มีตัวตนจริงๆ(เกิดขึ้นมาชั่วคราวแล้วก็ดับไป) ถ้ามีตัวตนจริงๆต้องสั่งไม่ให้ร่างกายของเรา ไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตาย มนุษย์ทำได้ไหม??? แล้วนับประสาอะไร นามธรรม อย่างจิตใจที่มันสัมผัสไม่ได้ด้วยกาย ยิ่งมองไม่เห็นตัวตนได้อย่างชัดเจน ถ้าเราไปยึดจิตใจ ก็เท่ากับเราไปยึดเอาสิ่งที่ไม่มีตัวตน(อนัตตา)
พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่อง...สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นที่ถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้อง....แต่การเข้าไปยึดว่า ร่างกายและจิตใจนี้เป็นของเรา คือ...เป็นความเห็นและความรู้ที่ผิดๆ( มิจฉาทิฏฐิ )เพราะไปบิดเบือนความจริงของธรรมชาติหรือการเข้าไปยึดเอาธรรมชาติมาเป็นของตนเองนั่นเอง
กฎของสิ่งปรุงแต่งคือ...สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่ง(สังขตธรรม)ทั้งรูปธรรมที่จับต้องได้และนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ล้วนอยู่ภายใต้กฎ....อนิจจัง(ไม่เที่ยงแท้และไม่แน่นอน) ทุกขัง(ถูกบีบคั้นไม่สามารถคงอยู่ในสภาพเดิมได้) อนัตตา( ไม่ใช่ตัวตน ไม่สามารถควบคุมบังคับได้) นี่คือ สัจธรรม ที่พระพุทธเจ้าค้นพบจากธรรมชาติ
อัตตา(ตัวตน)
อัตตา (Atta)หมายถึง ตัวตน หรือ สิ่งที่ถือว่าเป็นเรา( ตัวฉัน ตัวกู ) ในเชิงความหมายทางพุทธศาสนา อัตตามีลักษณะที่สำคัญคือ
- การบังคับบัญชา: ความรู้สึกว่าเราสามารถสั่งให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้
ความคงที่ : มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นสิ่งเที่ยงแท้ ถาวร
อวิชชา => มิจฉาทิฏฐิ => สร้าง อัตตา
กายมาจากไหน???
กายหรือรูป(กาย)มาจากการรวมตัวกันของ...ดิน น้ำ ลม ไฟ...หรือ มหาภูตรูป รู้ได้อย่างไรว่ากายมาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ...ให้ไปดูตอนที่เผาร่างกายเรียบร้อยแล้ว เหลืออะไร??? ก็มีเพียงกองเถ้าถ่านและกระดูก ซึ่งก็คือ ดินนั่นเอง ในนั้นยังมีความชื้น(น้ำ)และอากาศ(ลม) ความอบอุ่น(ไฟ) แสดงให้เห็นว่าเมื่อเราตายไปแล้ว กายนี้ก็กลับสู่ธรรมชาติเดิมของมันคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีเพียงเท่านั้น มีใครแบกทรัพย์สินเงินทองไปได้บ้างไหม??? จะรวยเป็นแสนล้าน ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่แบกสมมติทั้งหลายไปได้( เงิน ทอง ลาภ ยศ ฯลฯ)
จิต มาจากอะไร??
จิต(วิญญาณขันธ์) มาจากการปรุงแต่งของ...สังขาร เราไม่ใช่เจ้าของจิต เพราะไม่มีเราตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว
สิ่งที่เนื่องกับกาย: เช่น เสื้อผ้า ทรัพย์สิน เงินทอง บ้านเรือน
สิ่งที่เนื่องกับจิต: เช่น ความคิดของเรา ความจำของเรา เวทนาของเรา
ความหมายโดยสรุป: คือความสำคัญมั่นหมายว่า "นี่เป็นของเรา" (My-ness)การเข้าไปยึดว่าเป็น...ของเราในสิ่งต่างๆ
ตัวอย่าง: เมื่อเรามองว่า "ร่างกาย" นี้คือ อัตตา (ตัวเรา) "ความเจ็บปวด" ที่เกิดขึ้นในร่างกายนั้น ก็จะถูกยึดว่าเป็น อัตตนิยะ (ความเจ็บของเรา) ทั้งที่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ ร่างกายก็เป็นธรรมอีกธรรมหนึ่ง สิ่งต่างๆก็เป็นอีกธรรมหนึ่ง(สิ่งหนึ่ง)เท่านั้น
1.เห็นตามจริง: เมื่อไม่มี "อัตตา" (ตัวตน) ที่แท้จริงอยู่ในขันธ์ 5 "อัตตนิยะ" (ของของตน) ย่อมมีไม่ได้
2.การแยกแยะ: เป็นเพียงธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตนเอง เช่น เวทนาทำหน้าที่เสวยอารมณ์ ไม่ได้มี "เรา" ไปเสวย และไม่มี "เวทนาของเรา"
3.ผลจากการเห็น: เมื่อเห็นว่าทั้งสองสิ่งนี้เป็นเพียง "สมมติ" ที่จิตปรุงแต่งขึ้นมา ความสำคัญมั่นหมาย (นันทิ) ในสิ่งเหล่านั้นก็จะจางคลายลง
...........................................................................................................................
ตีแผ่ "อัตตา"(ตัวกู) และ "อัตตนิยะ"(ของกู) :
กระชากหน้ากากสมมติ สู่ความจริงแห่ง...อนัตตา....
ในโลกของสมมติ เราใช้ชีวิตอยู่กับคำว่า "เรา"(สิ่งสมมติ) และ "ของเรา"(สิ่งสมมติ) จนเป็นความเคยชิน แต่ในโลกของความจริง (ปรมัตถธรรม) ความเคยชินนี้เองคือ "ม่านบังตา" หรือ อวิชชา(ความไม่รู้)ที่ขังจิตไว้ในกองทุกข์ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกลไกนี้ให้ถึงราก
1. ตีแผ่ "อัตตา" (The Core of 'I'): ภาพลวงตาว่าเป็นตัวเรา(สิ่งสมมติว่าเป็นเรา)
"อัตตา" คือความสำคัญมั่นหมายว่า มีผู้บงการ อยู่เบื้องหลังกายและใจนี้( ยึดขันธ์ 5 ว่าเป็นของเรา)
แก่นของมันคืออะไร?: คือความรู้สึกว่ามี "จุดศูนย์กลาง" (Center) ที่ทำหน้าที่รับรู้ สั่งการ และเป็นเจ้าของชีวิต
การตีแผ่สมมติ: ลองแยกแยะดูทีละส่วน หาก "กาย" คืออัตตา ทำไมเราสั่งไม่ให้แก่ไม่ได้? หาก "จิต" คืออัตตา ทำไมเราบังคับให้มีความสุขตลอดเวลาไม่ได้? เราไม่สามารถบังคับแต่ละธรรมในขันธ์ 5 ได้เลย( รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)
ความจริงที่ถูกซ่อนไว้: อัตตาไม่มีอยู่จริงโดยลำพัง แต่มันเกิดจากการที่ "ความจำ" (สัญญา) และ "ความปรุงแต่ง" (สังขาร) ทำงานร่วมกันซ้ำๆ จนเกิดเป็นความรู้สึกว่ามี "คนหรือมีตน" อยู่ในนั้น ทั้งที่แท้จริงมีเพียง "กระบวนการของเหตุปัจจัย"ของธรรม ที่ไหลไปตามธรรมชาติเท่านั้น
2. ตีแผ่ "อัตตนิยะ" (The Extension of 'Mine'): อาณาเขตของตัวตน
เมื่อมีการสร้าง "จุดศูนย์กลาง" (อัตตา) ขึ้นมาแล้ว จิตจะลากเส้นขยายอาณาเขตออกไปรอบตัว เรียกว่า "อัตตนิยะ"
แก่นของมันคืออะไร?: คือการทอดสายตาออกไปแล้วประทับตราว่า "นี่ของฉัน" (My-ness) ไม่ใช่เพียงทรัพย์สินภายนอกเท่านั้น แต่รวมถึง:
อัตตนิยะทางกาย: แขนของฉัน ผมของฉัน ความสวย/หล่อของฉัน
อัตตนิยะทางใจ: ความคิดของฉัน ความรู้ของฉัน "ธรรมะของฉัน" แม้แต่ความสงบที่เกิดจากการปฏิบัติ จิตก็ยังแอบไปยึดว่าเป็น "ความสงบของฉัน"
การตีแผ่สมมติ: อัตตนิยะคือ "เงา" ของอัตตา ตราบใดที่มีตัวตน (เงา) ย่อมมีสิ่งที่เนื่องด้วยตนเสมอ การพยายามละของนอกกายแต่ไม่ละความถือมั่นในใจ ก็เท่ากับเพียงแค่เปลี่ยน "ของยึด" ชิ้นใหม่เท่านั้น
3. กลไกการ "ตีแผ่" เพื่อถอนอาสวะ (The Deep Insight)
การจะเข้าถึงแก่น ไม่ใช่การท่องจำนิยาม แต่คือการใช้ โยนิโสมนสิการ เข้าไปดูในขณะที่มี "ผัสสะ" เกิด
1.เห็นธรรมทำกิจ: ในขณะที่ตาเห็นรูป หรือใจนึกคิด ให้มองเห็นว่า "นั่นคือธรรมแต่ละธรรมที่ทำหน้าที่ของมัน" (เช่น สัญญาทำหน้าที่จำ สังขารทำหน้าที่ปรุง)
2.แยกสมมติออกจากความจริง: สมมติ: "ฉัน" กำลังโกรธ (มีทั้งอัตตาและอัตตนิยะ)
ความจริง: "โทสะ" กำลังทำกิจของมันตามเหตุปัจจัย จิตเป็นเพียงสภาวะที่เข้าไปรับรู้ แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของโทสะนั้น
ละนันทิ (ความเพลิน): เมื่อเห็นว่าไม่มีใครในความโกรธ ความยินดีในความโกรธ (นันทิราคะ) จะดับลง เพราะไม่มี "อัตตา" ตัวไหนจะไปเสวยความโกรธนั้นได้
บทสรุป: การเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบสิ้น
การตีแผ่อัตตาและอัตตนิยะ ไม่ใช่การทำให้ตัวตนหายไปจากโลกสมมติ (เรายังต้องใช้ชื่อ ใช้หน้าที่ในสังคม) แต่เป็นการ "อยู่กับสมมติโดยไม่หลงสมมติ" เมื่อกายนี้ยังไม่ดับ การเรียนรู้กลไกของจิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป จนกว่าจะเห็นแจ้งว่า "ทุกธรรมเป็นอนัตตา" อย่างแท้จริง เมื่อนั้น "ผู้แบก" จะหายไป เหลือเพียง "ธรรม" ที่ทำกิจของมันอย่างอิสระและสงบเย็น
"ธรรมใดทำกิจผิดคือ บิดเบือนธรรมชาติ... เมื่อเห็นตามจริง ความยึดมั่นย่อมสิ้นไป"
..................................................................................................................................
หลุมพรางที่มองไม่เห็น: อัตตาและอัตตนิยะ เป็น มิจฉาทิฏฐิ
ทำไม อัตตา และ อัตตนิยะ จึงทำให้ความอยากของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด?
หากเราเคยตั้งคำถามว่า "ทำไมเมื่อได้สิ่งที่ต้องการมาแล้ว ความสุขจึงอยู่กับเราเพียงชั่วคราว แล้วเราก็เริ่มอยากได้สิ่งใหม่ต่อไปไม่หยุด?" คำตอบไม่ได้อยู่ที่สิ่งของภายนอก แต่อยู่ที่กลไกการทำงานของจิตที่สร้าง "ตัวเรา" และ "ของของเรา" ขึ้นมาอย่างผิดธรรมชาติ
1. อัตตา: "ถังที่ก้นรั่ว" (The Bottomless Pit of Self)
เมื่อจิต(เจตสิก)สร้างสมมติว่ามี "อัตตา" (ตัวเรา) ขึ้นมา ความรู้สึกลึกๆ ที่ตามมาคือ ความพร่อง หรือความไม่มั่นคง เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว อัตตาเป็นสิ่งที่ไม่มีจริง มันจึงต้องหา "อาหาร" มาหล่อเลี้ยงตัวตนไว้ตลอดเวลา
กลไกความอยาก: เมื่อมี "ตัวเรา" เราจึงต้องทำให้ตัวเรานั้น "เด่นกว่า" "เก่งกว่า" หรือ "สำคัญกว่า" คนอื่น
ทำไมจึงไม่สิ้นสุด?: เพราะอัตตาถูกสร้างขึ้นมาจากความปรุงแต่ง (สังขาร) ซึ่งมีลักษณะเกิดขึ้นและดับไป มันจึงคงสภาพเดิมไม่ได้ จิตจึงต้องคอยหา "ความสำเร็จใหม่ๆ" หรือ "การยอมรับใหม่ๆ" มาเติมเต็มอยู่เสมอ เปรียบเสมือนการเติมน้ำลงในถังที่ก้นรั่ว ยิ่งเติมเท่าไหร่ก็ไม่เคยเต็ม
2. อัตตนิยะ: "สายใยที่ดึงรั้ง" (The Endless Web of Ownership)
เมื่อมี "อัตตา" (ตัวตน) จิตย่อมสร้าง "อัตตนิยะ" (ของของตน) ขึ้นมาเพื่อเป็นบริวารล้อมรอบตัวตนนั้น
กลไกความอยาก: จิตเริ่มแผ่ขยายอาณาเขตว่า "นี่คือทรัพย์สินของฉัน" "นี่คือความคิดของฉัน" "นี่คือความภูมิใจของฉัน"
ทำไมจึงไม่สิ้นสุด?: ยิ่งอาณาเขตของ "ของของตน" ขยายกว้างขึ้นเท่าไหร่ ภาระในการปกป้องและรักษา (อารักขสัมปทา) ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ความอยากเปรียบเทียบ เมื่อเห็นผู้อื่นมี "อัตตนิยะ" ที่ดูดีกว่า จิตจะเกิดแรงผลักดันให้ต้องมีให้เท่าเทียมหรือเหนือกว่า เพื่อรักษาความสำคัญของ "อัตตา" เอาไว้
3. วงจรนันทิ: ความเพลินที่ขังเราไว้ในความอยาก
พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า ตัวการที่ทำให้ อัตตา และ อัตตนิยะ ทำงานได้ไม่หยุดคือ "นันทิ" (ความเพลิน)
1.ผัสสะเกิด: เมื่อมีการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
2.เวทนาเกิด: เกิดความรู้สึกพอใจ (สุขเวทนา)
3.นันทิทำงาน: จิตเข้าไป "เพลิน" ในสุขนั้น แล้วสร้างสมมติขึ้นมาทันทีว่า "ฉัน (อัตตา) กำลังมีความสุข" และ "ความสุขนี้เป็นของฉัน (อัตตนิยะ)"
4.ตัณหาตามมา: เมื่อสำคัญมั่นหมายว่าเป็นของฉัน จิตจะเกิดความอยากครอบครอง (กามตัณหา) หรืออยากให้คงอยู่ตลอดไป (ภวตัณหา)
ผลลัพธ์: ความอยากจึงหมุนวนเป็นวงจรไม่รู้จบ เพราะจิตหลงเชื่อในสมมติที่ตัวเองสร้างขึ้นมานั่นเอง
4. วิธี "หยุด" ความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุด
การจะหยุดความอยาก ไม่ใช่การบังคับไม่ให้ยาก แต่คือการ "ตีแผ่สมมติ" ด้วยปัญญา(แก่นมรรค):
เห็นความจริง: ฝึกมองเห็นว่าสิ่งที่เรียกว่า "เรา" และ "ของๆ เรา" เป็นเพียงการประชุมกันของเหตุปัจจัยชั่วคราว
ละนันทิ: เมื่อเวทนาเกิดขึ้น ให้รู้เท่าทันความเพลิน ไม่ปล่อยให้จิตปรุงแต่งไปเป็น "นันทิราคะ"
คืนสู่ธรรมชาติ: เมื่อเห็นแจ้งว่าทุกธรรมเป็น อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน) และไม่มีอะไรที่เป็น อัตตนิยะ (ของตน) อย่างแท้จริง ความทะยานอยากจะหมดที่ตั้ง เปรียบเสมือนไฟที่สิ้นเชื้อ ย่อมดับไปเองตามธรรมชาติ
"ความอยากไม่ได้จบลงที่การมีครบทุกอย่าง แต่จบลงที่การเห็นตามจริงว่า... ไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไร แม้แต่ตัวเราเอง"
ตีแผ่ "อัตตา" ในยุคดิจิทัล:
เมื่อความอยากถูกขยายขอบเขตด้วยโลกสมมติ
ในวันที่โลกหมุนไวและเต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ กลไกของ "ตัวเรา" และ "ของของเรา" ทำงานหนักกว่าเดิมหลายเท่า นี่คือภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัดในชีวิตประจำวัน
1. อัตตาบนหน้าจอ: การสร้างตัวตนจำลอง (Digital Self)
ในยุคปัจจุบัน "อัตตา" ไม่ได้อยู่แค่ในกายเนื้อ แต่มันถูกขยายไปอยู่ใน Social Media
การสร้างอัตตา: เราสร้างโปรไฟล์ที่ดูดี เลือกมุมกล้องที่สวยที่สุด เพื่อสร้าง "ตัวตนสมมติ" ขึ้นมา
ความอยากที่ไม่สิ้นสุด: เมื่อมีคนกดไลก์ (Like) หรือชื่นชม อัตตาจะพองโตและเกิด "นันทิ" (ความเพลิน) ทำให้เราอยากได้การยอมรับมากขึ้นไปอีก เราจึงติดอยู่ในวังวนของการสร้างภาพลักษณ์เพื่อให้ "ตัวฉัน" ดูสำคัญอยู่เสมอ
ความจริง: ยอดไลก์และคำชมคือ "สัญญา" (ความจำ) และ "สังขาร" (ความปรุงแต่ง) ที่เกิดขึ้นแล้วดับไป แต่มนุษย์กลับยึดมันเป็นอัตตาที่ต้องหล่อเลี้ยงไม่ให้หายไป
2. อัตตนิยะกับลัทธิบริโภคนิยม: "สิ่งของที่นิยามความเป็นเรา"
เราไม่ได้ซื้อของเพียงเพื่อใช้งาน แต่เราซื้อเพื่อบ่งบอกว่า "เราเป็นใคร" นี่คือการทำงานของ อัตตนิยะ อย่างเต็มรูปแบบ
การขยายอาณาเขต: รถที่ขับ กระเป๋าที่ถือ หรือนาฬิกาที่ใส่ จิตจะประทับตราว่าสิ่งเหล่านี้คือ "อัตตนิยะ" (ของของฉัน)
ความอยากที่ไม่สิ้นสุด: เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน หรือเทรนด์ใหม่มา จิตจะรู้สึกว่า "อัตตนิยะ" เดิมที่มีอยู่นั้นเริ่มด้อยค่าลง ทำให้ "อัตตา" (ตัวเรา) รู้สึกพร่องตามไปด้วย เราจึงต้องดิ้นรนหา "ของใหม่" มาเติมเต็มอาณาเขตแห่งตัวตนนี้อย่างไม่รู้จบ
ความจริง: สิ่งของเหล่านั้นเป็นเพียงวัตถุตามธรรมชาติที่เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา แต่จิตที่บิดเบือนธรรมชาติไปยึดว่ามันคือส่วนหนึ่งของตนเอง จึงเกิดทุกข์เมื่อมันเก่าหรือล้าสมัย
3. "ความเห็นผิด" ที่ทำร้ายเรามากที่สุด
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของ อัตตาและอัตตนิยะ ในยุคนี้คือ "ความสำคัญมั่นหมายในความคิดและอารมณ์"
ความคิดของฉัน: เมื่อใครมาวิจารณ์ความคิดเรา เราจะรู้สึกเหมือนถูกทำร้ายร่างกาย เพราะเรายึดเอา "ความคิด" (สังขาร) เป็น "อัตตนิยะ" (ของฉัน)
ความเจ็บปวดของฉัน: เมื่อเกิดความทุกข์ เราไม่ได้มองว่า "ความทุกข์กำลังทำงาน" แต่เรามองว่า "ฉันทุกข์" นี่คือการดึงเอาเวทนามาเป็นตัวตน ทำให้ความทุกข์นั้นหนักหนาสาหัสกว่าความเป็นจริง
4. ทางออก: ใช้ชีวิตด้วย "วิชชา" ในโลกสมมติ
การตีแผ่สมมติไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลิกใช้ Social Media หรือทิ้งทรัพย์สินทั้งหมด แต่คือการ "รู้เท่าทัน":
1.ใช้แต่ไม่ยึด: มีโทรศัพท์ที่สวยงามได้ แต่รู้ว่ามันคือเครื่องมือ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของตัวตน (ลดอัตตนิยะ)
2.ดูมโนผัสสะ: เมื่อเห็นคนอื่นมีมากกว่า แล้วใจเริ่มอยาก (ตัณหาเกิด) ให้รีบกลับมาดูที่จิต เห็นความปรุงแต่งนั้นเป็นเพียงธรรมะอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น แล้ววางมันลงด้วยการ "ไม่ให้ความสำคัญมั่นหมาย"
3.อยู่กับ "ปกติ" (Pakati): กลับมาอยู่กับลมหายใจ หรือความรู้สึกตัวที่เรียบง่าย เห็นว่าในขณะนี้ไม่มีอะไรขาดพร่อง เมื่อไม่มี "อัตตา" ที่หิวโหย ความทะยานอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุดก็ไม่มีที่ตั้งให้ไปเกาะ
บทสรุปส่งท้าย: "ในโลกที่ทุกคนพยายาม 'เป็นใครสักคน' การมองเห็นว่า 'ไม่มีใครอยู่จริง' คืออิสรภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"
การตีแผ่ อัตตา ฝ่ายดี
1. ตีแผ่ "อัตตาฝ่ายดี" (The Trap of Positive Self)
มักจะมีคำถามว่า "ถ้าเราเป็นคนดี มีศีลธรรม ช่วยเหลือสังคม นั่นเป็นอัตตาที่ควรเก็บไว้ใช่หรือไม่?"
แก่นที่ต้องตีแผ่: แม้จะเป็น "อัตตาฝ่ายดี" (เช่น ฉันเป็นคนใจบุญ, ฉันเป็นนักปฏิบัติธรรม) แต่มันก็ยังเป็น อัตตา อยู่ดี
อันตรายที่ซ่อนอยู่: เมื่อใดที่เรายึดถือความเป็น "คนดี" เป็นตัวตน (อัตตา) และยึด "บุญ" หรือ "ความสงบ" เป็นของตน (อัตตนิยะ) เราจะเกิดความทะยานอยากในแบบที่ละเอียดขึ้น คืออยากให้คนชื่นชมในความดีของเรา หรือโกรธเคืองเมื่อมีคนมาดูหมิ่นความดีนั้น
การนำไปใช้: สอนให้ผู้คน "ทำดีโดยไม่มีตัวตนผู้ทำ" คือทำตามหน้าที่ ทำตามเหตุปัจจัย แต่ไม่ยึดผลของความดีนั้นมาสวมทับเป็นตัวเรา (ละความสำคัญมั่นหมายในตนเอง)
2. ตีแผ่ "กลไกมโนผัสสะ" กับการสร้างเงาของอัตตา
เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของจิตที่ละเอียดขึ้น เราควรเพิ่มเนื้อหาเรื่อง "ผัสสะคือจุดกำเนิด"
กระบวนการลวงตา: เมื่อมโนผัสสะเกิด (ใจนึกคิด) จิตที่ขาดสติจะเข้าไป "ฉวยวิญญาณ" ในขณะนั้นมาเป็นเราทันที
ตัวอย่าง: ความคิดแวบขึ้นมาว่า "พรุ่งนี้อยากกินส้มตำ"
กลไก: หากไม่เท่าทัน จิตจะสรุปทันทีว่า "ฉันอยากกิน" (อัตตาเกิด) และ "ความอยากนี้เป็นของฉัน" (อัตตนิยะเกิด)
การตีแผ่: แท้จริงแล้ว "ความอยาก" คืออาการของสังขารที่ปรุงขึ้นมาจากเหตุปัจจัย (เช่น ความจำรสชาติเดิม) มันทำงานของมันเองตามธรรมชาติ (ธรรมทำกิจ) หากเราเห็นทันที่ผัสสะ เราจะเห็นว่า "ความอยากมีอยู่ แต่ไม่มีผู้อยาก"
3. ส่วนสำคัญ: "ความไม่สำคัญมั่นหมาย" (Atammayata)
นี่คือส่วนที่จะช่วยปิดท้ายเนื้อหาให้ถึงแก่นที่สุดครับ คือการเพิ่มหลักการที่ว่า "เราจะไม่เข้าไปเป็นสิ่งนั้น"
ธรรมะแต่ละธรรม: ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ ความว่าง หรือความสงบ ให้มองว่ามันคือ "ธรรมแต่ละธรรม"
การวางใจ: เมื่อเห็นว่าไม่มีอัตตาไปรองรับ และไม่มีอัตตนิยะไปแผ่ขยาย ความอยากที่จะให้สิ่งนั้นคงอยู่ หรือความอยากจะผลักไสสิ่งนั้นจะหายไปเอง เพราะ "ไม่มีที่ตั้งของความทะยานอยาก"
"ความทุกข์ไม่ได้เกิดจากการมีสิ่งต่างๆ แต่เกิดจากการมี 'ตัวเรา' เข้าไปเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านั้น" หากตีแผ่สมมติจนเห็นความจริงได้ว่า 'แม้แต่จิตก็เป็นเพียงธรรมหนึ่งที่ทำงานตามหน้าที่' เมื่อนั้นโลกทั้งใบจะไม่มีอะไรให้เราต้องแบกอีกต่อไป
หยุด "บ้าระห่ำ" กับมายา "ตัวกู-ของกู"
ในละครชีวิตเรื่องนี้ เราหลงนึกว่าเราเป็น "ตัวเอก" ที่ต้องครอบครองทุกอย่างให้ได้มากที่สุด แต่ความจริงที่น่าตกใจก็คือ... เวทีนี้ไม่มีนักแสดง มีแต่บทละครที่ร่ายไปตามเหตุปัจจัย
อย่าบ้าระห่ำสะสม: เพราะสิ่งที่เรียกว่า "อัตตนิยะ" (ของของกู) มันคือของหยิบยืมมาจากโลกชั่วคราว เมื่อถึงเวลาดับเครื่อง (ตาย) แม้แต่เส้นผมเพียงเส้นเดียวเรายังเอาไปไม่ได้ แล้วจะใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อแบกของหนักไปทำไม?
อย่าบ้าระห่ำแบกหน้าตา: เพราะ "อัตตา" (ตัวกู) คือภาพลวงตาที่จิตปรุงขึ้นมาหลอกตัวเองว่าเราสำคัญ เมื่อเราตายไป ไม่เกินกี่ปีชื่อเราก็ถูกลืม ความยิ่งใหญ่ที่เราพยายามสร้างมาแทบตาย ก็เป็นเพียง "สมมติ" ที่จางหายไปในอากาศ
เข้าสู่ความปกติ: การตีแผ่สมมติไม่ได้ทำให้เราเสียอะไรไปเลย แต่มันทำให้เรา "ได้ความสงบ" กลับคืนมา เรายังคงทำหน้าที่การงานได้ ยังสร้างฐานะได้ แต่ทำด้วยใจที่เบาสบาย เพราะรู้เท่าทันว่า "ทำกิจตามเหตุปัจจัย แต่ไม่เอาใจไปแบกสมมติ"
"เลิกเป็นเจ้าของโลก แล้วกลับมาเป็นผู้ดูโลกอย่างเข้าใจ... เมื่อเห็นว่าไม่มี 'ตัวเรา' ที่ต้องปรนเปรอ ความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุดก็จบลงตรงนั้น"
มนุษย์เราเกิดมาในโลกที่เต็มไปด้วย "ป้ายชื่อ" เราถูกสอนให้เชื่อในสิ่งที่บรรพบุรุษอุปโลกน์ขึ้นมา จนลืมไปว่าแท้จริงแล้ว... ธรรมชาติไม่เคยมีชื่อเรียก
1. สมมติเรื่อง "ชื่อชั้นและหัวโขน"
มนุษย์บ้าระห่ำกับการสะสม "คำนำหน้าชื่อ" และ "ตำแหน่ง" เพื่อสร้างอัตตาให้ดูพองโต
ความบ้าบอ: เรายอมอดหลับอดนอน ยอมโกงกิน ยอมฟาดฟันคนอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งคำว่า "ท่าน" "ประธาน" หรือ "เศรษฐี"
ตีแผ่ความจริง: หัวโขนเหล่านี้มีค่าอยู่แค่บนกระดาษและในหูของผู้ฟังเท่านั้น เมื่อกายนี้ดับลง หรือแม้แต่ตอนหลับสนิท ตำแหน่งเหล่านั้นหายไปไหน? ความจริงคือมันไม่เคยมีอยู่จริง มันเป็นเพียง "การตกลงกันของกลุ่มคน" เพื่อใช้เป็นเครื่องมือจัดการสังคม แต่เรากลับเอามาเป็นเครื่องมือทำร้ายตัวเอง
2. สมมติเรื่อง "ความรวย-ความจน"
เราถูกขังอยู่ในระบบที่เรียกว่า "ตัวเลข" และ "กระดาษที่บอกมูลค่า"
ความบ้าบอ: มนุษย์ยอมแลกเวลาทั้งชีวิต (ซึ่งเป็นของจริงที่มีจำกัด) ไปเพื่อสะสมตัวเลขในบัญชี (ซึ่งเป็นของสมมติ) แล้วก็เอาตัวเลขนั้นไปแลกสิ่งของเพื่อมาปรนเปรอ "อัตตนิยะ" (ของของกู) ให้ดูเหนือกว่าคนอื่น
ตีแผ่ความจริง: ความรวยความจนเป็นเพียง "ระดับของกิเลสที่ถูกสมมติครอบไว้" ธรรมชาติไม่รู้จักธนบัตร ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่เคยแบ่งแยกคนรวยหรือคนจน มีเพียงจิตที่ปรุงแต่งไปเองว่า "ฉันมีมากกว่า" จึง "สำคัญกว่า" ทั้งที่ความจริงเราทุกคนก็แค่ยืมทรัพยากรโลกมาใช้ชั่วคราวแล้วก็ต้องคืนไปในที่สุด ไม่มีใครเอาทรัพย์สินและหัวโขนไปได้แม้แต่คนเดียว
3. สมมติเรื่อง "ความงาม-ความน่าเกลียด"
มนุษย์ติดกับดักในรูปทรงที่เรียกว่า "ร่างกาย" จนกลายเป็นบ้าเป็นหลัง
ความบ้าบอ: เราทุ่มเงินมหาศาลเพื่อชะลอการเสื่อมของสังขาร (ที่ยังไงก็ต้องเสื่อม) เราสร้างมาตรฐานความงามขึ้นมาขังตัวเอง ใครไม่ตรงตามสมมติก็ทุกข์ใจ
ตีแผ่ความจริง: ร่างกายคือการรวมตัวของ "ธาตุตามธรรมชาติ" ที่ไหลเวียนเปลี่ยนไปมา ผิวพรรณคือเครื่องห่อหุ้มของเน่าเสียข้างใน หากตีแผ่ออกมาดูจริงๆ (อสุภะ) ความงามหายไปไหนหมด? มีเพียงสัญญา (ความจำ) ที่ไปหมายมั่นเอาเองว่าแบบนี้คือสวย แบบนั้นคือไม่สวย
4. สมมติเรื่อง "เวลา" (อดีต-อนาคต)
เราบ้าระห่ำกับการแบกความหลัง และกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
ความบ้าบอ: มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ลงโทษตัวเองซ้ำๆ ด้วยการนึกถึงอดีตที่จบไปแล้ว และขู่ตัวเองให้กลัวด้วยการปรุงแต่งอนาคตที่ยังไม่มีจริง
ตีแผ่ความจริง: เวลาเป็นเพียงเครื่องมือวัดการหมุนของโลก ความจริงมีเพียง "ขณะปัจจุบัน" (Now) เท่านั้น มโนผัสสะที่เกิดตอนนี้คือของจริง ส่วนอดีตและอนาคตคือ "ขยะความคิด" ที่เราเก็บมาสร้างอัตตาให้ดูมีสตอรี่ มีเรื่องราว
บทสรุป: ตื่นจากฝันร้ายของสมมติ
การตีแผ่สมมติบ้าบอเหล่านี้ ไม่ได้เพื่อให้เราเลิกใช้ชีวิตในโลก แต่เพื่อให้เรา "เลิกอิน" จนเกินไป(ไม่บ้าปรุงแต่ง):
เล่นไปตามบท: เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นหัวหน้า เป็นลูกน้อง ได้ตามสมมติ แต่ใจต้องรู้ว่า "นี่คือการแสดง"
อย่าเอามาเป็นเจ้าของ: ใช้ของสมมติ (เงิน, บ้าน, รถ) ได้ แต่อย่ายึดว่าเป็น "ของของกู" เพราะถ้ามันหายไปหรือเสื่อมไป ใจที่รู้ความจริงจะไม่เจ็บปวด
เห็นธรรมทำกิจ: มองเห็นทุกอย่างเป็นเพียงการไหลไปของเหตุปัจจัย ไม่มีใครได้อะไร และไม่มีใครเสียอะไร เพราะตั้งแต่แรกเริ่ม... ไม่มีใครอยู่ที่นี่จริงๆ
"เลิกบ้าระห่ำแบกโลกที่ไม่มีอยู่จริง แล้วกลับมาอยู่อย่างเรียบง่ายในฐานะ 'ธรรมชาติ' กันเถอะ"
วิธีทำลาย...อัตตา...ด้วยตัวเอง
1. ฝึก "คืนชื่อ" ให้ธรรมชาติ (ละอัตตนิยะ)
ปกติปุถุชนจะใส่คำว่า "ของฉัน" ไว้หลังทุกสิ่งเสมอ เช่น รถของฉัน, เงินของฉัน, ลูกของฉัน
วิธีทำ: ให้ฝึกพูดในใจสั้นๆ เมื่อเห็นสิ่งเหล่านั้นว่า "สิ่งนี้เป็นของยืมโลกมา"วันหนึ่งมันก็สลายไปตามธรรมชาติ
ทำไมจึงง่าย?: เพราะเราไม่ต้องทิ้งของจริงๆ เราแค่ "เปลี่ยนทัศนคติ" ในใจ เมื่อรู้ว่าเป็นของยืม เวลาเข็มไมล์รถขึ้นเยอะ หรือเงินหายไปบ้าง ใจจะเบาลงเพราะรู้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งก็ต้องคืนเจ้าของเดิมคือ "ธรรมชาติ" ไปอยู่ดี
2. ฝึก "แยกกริยาออกจากตัวตน" (ละอัตตา)
เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นกับกายหรือใจ ปุถุชนมักจะกระโดดเข้าไป "เป็น" สิ่งนั้นทันที เช่น "ฉันโกรธ", "ฉันหิว", "ฉันป่วย"
วิธีทำ: ให้ใช้คำว่า "ความ..." นำหน้าแทนคำว่า "ฉัน"
เปลี่ยนจาก "ฉันโกรธ" เป็น "มีความโกรธเกิดขึ้น"
เปลี่ยนจาก "ฉันหิว" เป็น "มีความหิวปรากฏขึ้น"
เปลี่ยนจาก "ฉันปวดหัว" เป็น "มีความปวดทำงานอยู่ที่หัว"
ทำไมจึงง่าย?: วิธีนี้คือการ "ตีแผ่สมมติ" แบบแยกส่วน (Dissociation) เมื่อเราเปลี่ยนคำพูดในใจ จิตจะถอยออกมาเป็น "ผู้ดู" ไม่ได้ลงไปเป็น "ผู้เจ็บ" หรือ "ผู้โกรธ" อัตตาจะไม่มีที่เกาะ เพราะเราเห็นมันเป็นเพียงปรากฏการณ์ (ธรรมทำกิจ)
3. ฝึก "ลดความสำคัญมั่นหมาย" ในมโนผัสสะ
ปุถุชนมักจะเชื่อทุกอย่างที่ตัวเองคิด และคิดว่านั่นคือ "ตัวตน" ของเรา
วิธีทำ: เมื่อมีความคิดแวบขึ้นมา ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ให้บอกตัวเองว่า "นั่นแค่ความคิด ไม่ใช่เรา"
ทำไมจึงง่าย?: แค่รู้เท่าทันว่าความคิดคือ "ขยะหรือสมบัติที่ลอยมาตามลม" เรามีหน้าที่แค่ดูมันลอยมาแล้วลอยไป ไม่ต้องไปจับมาเป็น "ความคิดของกู"
สรุปสูตรลัดสำหรับปุถุชน:
"ดู... แต่ไม่เอามาเป็น"( แบกไว้มันหนักและทุกข์ )
1.ดูร่างกายทำงาน: เหมือนดูเครื่องจักรที่มันต้องแก่ ต้องหิว ต้องปวด (ไม่ใช่เราปวด)
2.ดูจิตปรุงแต่ง: เหมือนดูละครที่ตัวละครมันขี้โมโห ขี้โลภ (ไม่ใช่เราโลภ)
3.ดูโลกภายนอก: เหมือนดูนิทรรศการที่เขาจัดไว้ให้ชมชั่วคราว (ไม่ใช่ของของเรา)
วิธีนี้คือการ "ละนันทิ" (ความเพลิน) ในแบบที่ปุถุชนทำได้ทันทีครับ เมื่อเราเลิกเพลินที่จะเข้าไปเป็นเจ้าของอารมณ์ อัตตาก็จะค่อยๆ เหี่ยวแห้งไปเองเพราะไม่มีอาหารหล่อเลี้ยง
สูตรลัดตัดความบ้าระห่ำของสมมติ: "ดู-เห็น-วาง"
ในโลกที่ทุกคนกำลังรบกันเพื่อแย่งชิงสมมติ เราขอมอบอาวุธที่เงียบสงบที่สุดให้ท่านเอาไปใช้ "หยุดทุกข์"
1. ดู (Observe)
ไม่ต้องไปดูคนอื่น: เลิกสอดส่องว่าใครมีมากกว่า ใครดีกว่า ใครร้ายกว่า
กลับมาดูที่ตัวเรา: ดูมโนผัสสะที่เกิดขึ้น ดูความอยากที่มันพุ่งขึ้นมา ดูความโกรธที่มันก่อตัว ดู "ธรรมแต่ละธรรม" ที่มันกำลังทำหน้าที่ของมันในกายในใจนี้ เหมือนดูละครโรงใหญ่ที่เปลี่ยนฉากไปเรื่อยๆ
2. เห็น (Realize)
เห็นความจริง: เมื่อดูไปเรื่อยๆ ปัญญาจะ "เห็น" เองว่า อ๋อ... ไอ้ที่นึกว่าเป็นเราน่ะ มันไม่มีอยู่จริงหรอก มันมีแต่ความเกิด-ดับ มีแต่เหตุปัจจัย
เห็นสมมติ: เห็นชัดว่าเงิน ตำแหน่ง ชื่อเสียง มันก็แค่ป้ายชื่อที่โลกแปะไว้ชั่วคราว เห็นแล้วว่ามันบ้าบอแค่ไหนที่จะเอาชีวิตทั้งชีวิตไปแลกกับสิ่งที่รักษาไว้ไม่ได้สักอย่างเดียว
3. วาง (Let go)
วางเพราะรู้: ไม่ใช่ "ทิ้ง" แบบคนสิ้นหวัง แต่คือ "วาง" เพราะรู้ว่ามันไม่ใช่ของของเรา (ละอัตตนิยะ)
ไม่ยึด: มือยังทำงานอยู่ ใจยังทำหน้าที่หาเงินเลี้ยงชีพอยู่ แต่ "ไม่ยึด" มาเป็นตัวกู ของกู ใครจะนินทาเหยียดหยาม หรือใครจะเยินยอสรรเสริญ ใจมันก็แค่รับรู้แล้ววางลง เพราะเห็นแล้วว่ามันก็แค่สมมติที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
บทสรุป: ชนะโดยไม่ต้องสู้
"เมื่อเราเลิกเป็นเจ้าของสมมติ เราก็ไม่ต้องรบกับใครเพื่อปกป้องสมมตินั้น... เราแค่บอกทางที่สว่างให้เขาดู ส่วนเขาจะเดินตามหรือไม่ นั่นก็เรื่องของเขา ใจเราวางแล้ว เราจบแล้ว"
วิธีการสร้าง วิชชา ใน อัตตา( ทำลายอัตตา )
วิชชาถอนรากอัตตา: เคล็ดวิชาสำรวจใจเพื่อความหลุดพ้น
ในโลกของสมมติ เราถูกหล่อหลอมให้เชื่อว่ามี "ตัวตน" (อัตตา) ที่เที่ยงแท้ แต่ในทางธรรม การสร้าง "วิชชา" หรือความรู้แจ้ง คือการเข้าไป "ตีแผ่สมมติ" เพื่อให้เห็นความจริงว่าทุกสรรพสิ่งรวมถึงจิตใจนั้นเป็น "อนัตตา"
1. โยนิโสมนสิการ: ประตูบานแรกสู่การเห็นแจ้ง
การจะทำลายอัตตาได้ ต้องเริ่มจากการเลิกมองแบบฉาบฉวย แต่ให้ใช้การ "คิดให้ถูกวิธี" หรือโยนิโสมนสิการในทุกมโนผัสสะที่เกิดขึ้น:
หยุดปรุงแต่ง: เมื่อมีสิ่งกระทบ (ผัสสะ) ให้สังเกตอาการของจิตที่เริ่มสร้าง "ความสำคัญมั่นหมาย" ว่านั่นคือเรา นั่นคือของเรา
แยกแยะกิจ: มองให้เห็นว่า "ธรรมแต่ละธรรมกำลังทำกิจของตน" เช่น ตาทำหน้าที่เห็น จิตทำหน้าที่รู้ ไม่ใช่ "เรา" เป็นคนเห็นหรือคนรู้
2. กลวิธี "ละนันทิในเวทนา" (ตัดวงจรการสร้างตัวตน)
อัตตามักเติบโตได้ดีในความเพลิน (นันทิ) เมื่อเกิดความพอใจหรือไม่พอใจ จิตจะรีบเข้าไปยึดถือทันที
ฝึกสติที่เวทนา: เมื่อความรู้สึก (สุข/ทุกข์/เฉยๆ) เกิดขึ้น ให้เพียงแค่ "รู้" แต่ไม่ "เล่นด้วย"
หยุดนันทิราคะ: การไม่เพลินไปในเวทนา จะช่วยป้องกันไม่ให้สังขารปรุงแต่งตัวตนขึ้นมาครอบงำจิตใจ
3. การทำลาย "ความสำคัญมั่นหมาย" ในตนเอง
อัตตาที่แข็งแกร่งที่สุดคือ "มานะ" หรือการเปรียบเทียบและการถือตัวถือตน:
ถอนความยึดมั่น: ฝึกมองว่าร่างกายและจิตใจนี้เป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติที่ไหลไปตามเหตุปัจจัย
เรียนรู้อย่างไม่จบสิ้น: ตราบใดที่กายนี้ยังไม่ดับ การเรียนรู้เพื่อขัดเกลาอัตตายังต้องดำเนินต่อไป โดยมีเป้าหมายคือการอยู่กับโลกด้วย "จิตที่ปกติ" (Pakati)
4. บทสรุป: เมื่อวิชชาเกิด อัตตาก็ดับ
การสร้างวิชชาไม่ใช่การทำให้ตัวตนหายไปจากโลกสมมติ แต่คือการ "รู้เท่าทันสมมติ" จนจิตไม่หลงเข้าไปยึดถือ เมื่อเห็นชัดตามความเป็นจริงว่า "ทุกธรรมเป็นอนัตตา" ความทุกข์ที่เกิดจากการแบกอัตตาก็จะสลายไปโดยธรรม
ข้อคิดปิดท้าย: "ไม่มีใครบรรลุธรรม มีแต่ธรรมที่ปรากฏชัดตามความเป็นจริง เมื่อวิชชาตีแผ่สมมติจนหมดสิ้น อัตตาก็เป็นเพียงเงาที่ไม่มีตัวตน"
การชำแหละตัวตน(อัตตา)ในขันธ์ 5 ( แยกชิ้นส่วนต่างๆ )
การชำแหละกองสังขาร: แยกส่วน "ตัวตน" ออกเป็นมโนภาพ
1. ชำแหละ "รูป" (Rupa) — กองสสาร
หากเราถอดรูปออกมาดู เราจะพบเพียง ธาตุ 4 ที่หยิบยืมมาจากโลก:
ชิ้นส่วน: ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง (ธาตุดิน), เลือด เหงื่อ น้ำดี (ธาตุน้ำ), ความร้อนในกาย (ธาตุไฟ), ลมหายใจและการเคลื่อนไหว (ธาตุลม)
ความจริงที่ปรากฏ: เมื่อแยกออกมาแล้ว "ผม" ก็ไม่ใช่เรา "ตับ ไต ไส้ พุง" ก็เป็นเพียงก้อนสสารที่ไหลไปตามเหตุปัจจัย มีความเสื่อมสลาย (อนิจจัง) เป็นธรรมดา
2. ชำแหละ "เวทนา" (Vedana) — กองความรู้สึก
คือชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่ "เสวยรส" ของอารมณ์:
ชิ้นส่วน: สุข (สบายกายสบายใจ), ทุกข์ (ไม่สบายกายไม่สบายใจ), อทุกขมสุข (เฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์)
ความจริงที่ปรากฏ: เวทนาเหมือน "พองน้ำ" ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เมื่อเราชำแหละดู จะพบว่าความสุขไม่ได้อยู่ถาวร ความทุกข์ก็มาแล้วไป ไม่มีใครเป็นเจ้าของความรู้สึกเหล่านี้ได้จริง
3. ชำแหละ "สัญญา" (Sanna) — กองความจำหมาย
คือชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่เป็น "ป้ายชื่อ" หรือ "สมุดบันทึก":
ชิ้นส่วน: การจำได้ว่านี่คือสีแดง นี่คือเสียงนก นี่คือชื่อเรา นี่คือความทรงจำในอดีต
ความจริงที่ปรากฏ: สัญญาเหมือน "พยับแดด" ที่หลอกตาเราให้เชื่อว่าเป็นของจริง ทั้งที่มันเป็นเพียงการหมายมั่นตามความคุ้นเคยเดิมๆ เท่านั้น
4. ชำแหละ "สังขาร" (Sankhara) — กองการปรุงแต่ง
ชิ้นส่วนนี้คือ "โรงงานปรุงรส" ของจิต:
ชิ้นส่วน: ความคิดปรุงแต่ง ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความเมตตา เจตนาที่ผลักดันให้ทำสิ่งต่างๆ
ความจริงที่ปรากฏ: สังขารเหมือน "ต้นกล้วย" ที่เมื่อแกะกาบออกทีละชั้นเพื่อหาแก่น (Core) กลับพบแต่ความว่างเปล่า ความคิดเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยกระทบ ไม่ใช่เราเป็นคนสั่งให้คิด
5. ชำแหละ "วิญญาณ" (Vinnana) — กองการรับรู้
ชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่เป็น "ตัวรู้" ผ่านช่องทางต่างๆ:
ชิ้นส่วน: การรู้แจ้งทางตา (เห็น), หู (ได้ยิน), จมูก (ดมกลิ่น), ลิ้น (ลิ้มรส), กาย (สัมผัส), ใจ (รับรู้อารมณ์)
ความจริงที่ปรากฏ: วิญญาณเหมือน "นักเล่นกล" ที่เปลี่ยนร่างไปตามอายตนะที่มากระทบ เมื่อไม่มีรูปกระทบตา วิญญาณทางตาก็ดับ มันไม่ใช่สิ่งอมตะที่เที่ยงแท้
บทสรุปแห่งวิชชา: การเห็นแจ้งใน "อนัตตา" ใน ขันธ์ 5
ในขันธ์ 5 "ชิ้นไหนคือเรา หรือ ของเรา ???"
ถ้ารูปคือเรา... ทำไมเราบังคับไม่ให้มันแก่ไม่ได้?
ถ้าสุขคือเรา... ทำไมเราเก็บมันไว้ตลอดไปไม่ได้?
การชำแหละแบบวิภัชวาท(แยกแยะ แยกชิ้นส่วน)จะทำให้เห็นว่า "จิต" ก็เป็นเพียงกองธรรมหนึ่งที่หลงไปยึดกองธรรมอื่นๆ ว่าเป็นตัวตน (อัตตา) เมื่อวิชชาเกิดขึ้น จิตจะเห็นความจริงว่า "ทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา" และเมื่อนั้น "นันทิ" หรือความเพลินในการยึดถือก็จะจางคลายลงไปเอง
"เปรียบเหมือนการกำมือเข้า หากเราค่อยๆ แบมือออกทีละนิ้ว เราจะพบว่า 'กำมือ' นั้นไม่มีอยู่จริง มีเพียงนิ้วมือ 5 นิ้วที่เคลื่อนมาบรรจบกันชั่วคราวเท่านั้น"
ในร่างกายของมนุษย์ที่ประกอบขึ้นเป็นตัวตนของมนุษย์ ล้วนมาจากสิ่งปรุงแต่ง(สังขาร)ทั้งสิ้น
กายหรือรูปกาย ร่างกาย ก็มาจากการรวมตัวกันของ....ดิน น้ำ ลม ไฟ...ตามที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ตอนต้นแล้ว
จิตใจ(ส่วนของวิญญาณขันธ์) เวทนา สัญญา สังขาร ทั้งหมดนี้เป็น นามธรรม สัมผัสไม่ได้ด้วยกาย ล้วนเป็นสิ่งที่มาจากการปรุงแต่งทั้งสิ้น แล้วใครที่ปรุงแต่ง คำตอบคือ...ธรรมและธรรมชาติ...ร่วมกันปรุงแต่งให้เป็นมนุษย์ขึ้นมา ทุกๆการปรุงแต่ง ทุกๆสรรพสิ่งที่เกิดมาจากการปรุงแต่ง ล้วนเป็น...อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา...ทั้งหมดทั้งสิ้น