สติดับทุกข์ได้อย่างไร? ใช้สติดับนันทิราคะและอุจธัจจะเป็นด่านแรกได้ทันที

  สติ คือ ธรรม ธรรมดาที่เหนือธรรมดา

สติดับทุกข์ได้อย่างไร? สติตัดวงจรทุกข์ได้อย่างไร?

หลายๆท่านคงงงๆกับเรื่องสติดับทุกข์ได้ สติมันดับทุกข์ได้อย่างไร? ไม่น่าเป็นไปได้ หลายๆท่านคงมีความสงสัยอยู่ในใจไม่น้อย ให้ท่านอ่านเนื้อหาไปเรื่อยๆแล้วท่านก็จะพบกับความจริง ที่เกิดขึ้นกับท่านในชีวิตประจำวันแบบตรงๆ ชนิดเถียงไม่ออกจนถึงบางอ้อ..

 "สติระดับพื้นฐานเหล่านี้ มีประโยชน์มากในการดำเนินชีวิต แต่มันทำได้แค่วิ่งไล่ตามปัญหา หรือกดทับปัญหาไว้ชั่วคราว... มันยังไม่สามารถเดินเข้าไปเด็ดรากถอนโคนความทุกข์ที่ใจได้" พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าสติเป็นธรรมมีอุปการะคุณมาก เพราะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันและปกป้องจิตจากทุกข์ได้รอบด้าน

การแยกแยะและความต่างกันของ "สติทางโลก (สมมติ)" กับ "สติทางธรรม (ปรมัตถ์)"

1. สติทางโลก (สติขั้นพื้นฐาน): คือความระลึกได้ในเชิงหน้าที่  เช่น ระลึกได้ว่าต้องทำอะไร มีสติในการขับรถ มีสติในการคำนวณเลข สติแบบนี้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนกระบวนการทางโลก แต่ไม่ได้เข้าไปแก้ที่เหตุของความทุกข์

2. สติทางธรรม (สัมมาสติ/สติปัฏฐาน): คือสติที่ระลึกรู้เท่าทันใน "มโนผัสสะ" หรือการกระทบทางอายตนะในปัจจุบันขณะ เป็นสติที่ทำหน้าที่ "ตัดวงจร" การปรุงแต่ง ไม่ให้จิตไหลไปสู่การสร้าง "นันทิ" (ความเพลิน) และ "นันทิราคะ" ในเวทนา อันนำมาซึ่งทุกข์ 

 "มาดูกัน สติดับทุกข์ได้อย่างไร?"

 ภาคที่ 1:

ปรับฐานราก "ระดับอนุบาล" (ทำความรู้จักสติและกลไกมนุษย์)

 สติคืออะไร?

สมมติทางโลก : สติคือความระลึกได้ ความไม่ลืมตัว ไม่เหม่อลอย เช่น มีสติในการขับรถ มีสติในการทำงาน

ปรมัตถ์ทางธรรม : สติคือ "เจตสิกฝ่ายดี" (ธรรมชาติชนิดหนึ่งที่เกิดร่วมกับจิต) ทำหน้าที่เหมือนทวารบาลหรือ "คนเฝ้าประตูเมือง" คอยระลึกรู้เท่าทันสิ่งที่กำลังปรากฏในปัจจุบันขณะ โดยไม่เข้าไปกระโจนร่วมวงปรุงแต่ง

สติมีความสำคัญอย่างไรต่อมนุษย์ทุกๆคน?

สติ มีความสำคัญในระดับจิต สติคือ องครักษ์พิทักษ์จิตไม่ให้ไหลไปตามอวิชชา

มนุษย์เราดำเนินชีวิตผ่าน "จิตใจ" ถ้าไม่มีสติ ใจจะเหมือนเรือที่ขาดหางเสือ ถูกอารมณ์ภายนอกซัดไปมา สติจึงสำคัญในฐานะ "ตัวควบคุมคุณภาพชีวิต" ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของ อวิชชา ในทางโลกช่วยให้รอดพ้นจากอุบัติเหตุและความผิดพลาด ในทางธรรมสติคือ "สารตั้งต้น" เพียงหนึ่งเดียวที่ใช้ในการกักกันและป้องกันภัยไม่ให้ใจต้องตกเป็นทาสของความทุกข์

สติเกิดขึ้นมาได้อย่างไรในมนุษย์?

สติไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ตามใจสั่ง และไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา แต่ สติเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย

พระพุทธเจ้าทรงชี้เป้าว่า เหตุปัจจัยที่ทำให้สติเกิดและแก่กล้าคือ ความรู้สึกตัว โดยเฉพาะใน "อานาปานสติ" (การระลึกรู้ลมหายใจ) และ "กายคตาสติ" (การระลึกรู้ความเคลื่อนไหวทางกาย)

เมื่อเราฝึกระลึกรู้สภาวะปรกติของกายและลมหายใจบ่อยๆ จิตจะจำสภาวะนั้นได้ เมื่อมีอารมณ์มากระทบ สติจะเด้งขึ้นมาทำหน้าที่ของมันเองโดยธรรมชาติ

สติเกี่ยวข้องกับการเกิดของผัสสะและเวทนาอย่างไร?

ผัสสะ(การสัมผัส)และเวทนา เกิดขึ้นตลอดเวลา 24 ชัวโมง

นี่คือจุดเริ่มต้นของวงจรจิต (ในปฏิจจสมุปบาท) ในชีวิตประจำวัน 24 ชั่วโมง:

เมื่อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกับโลกภายนอก(อารมณ์ 6 ) เกิด "ผัสสะ" (เช่น หูได้ยินคำนินทา)

ทันทีที่เกิดผัสสะ จะเกิด "เวทนา" ตามมาทันที คือ สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ (ในที่นี้คือเกิด ทุกข์เวทนา - ความไม่สบายใจ)

บทบาทของสติ: สติจะยืนอยู่ตรงทางแยกนี้! หาก ไม่มีสติ จิตจะกระโจนไปเกิด "นันทิ" (เพลิน/คลุกคลี) ในเวทนานั้นทันที แต่หาก มีสติ สติจะระลึกรู้ทันเวทนาที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นเบรกไม่ให้จิตไหลไปสู่วงจร นันทิราคะ ต่อไป

 ภาคที่ 2:

เจาะลึก "ระดับประถม-มัธยม" (สติกับสงครามภายในใจ)

สติเกี่ยวข้องกับทุกข์ในมนุษย์อย่างไร?

ความทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉยๆหรือมาแบบลอยๆ ตามหลักอิทัปปัจยตา ถ้าไม่มีสติคอยตัดวงจรตรงเวทนา จิตจะปรุงแต่งต่อเป็น "ตัณหา" (ความอยาก/ไม่อยาก) และ "อุปาทาน" (ความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวฉันผู้ทุกข์) สติจึงเกี่ยวข้องในฐานะ "ตัวตัดสวิตช์" ไม่ให้กระบวนการผลิตความทุกข์ทำงานสำเร็จ( ตัดวรจรแห่งทุกข์ )

เพราะอะไรหรือทำไมการมีสติแบบพื้นๆจึงดับทุกข์ไม่ได้?

คนส่วนใหญ่บ่นว่า "ฉันก็มีสติ รู้ตัวตลอดเวลา แต่ทำไมยังทุกข์?"

การมีสติรู้ตัวเพียงเล็กๆน้อยๆหรือเพียงขณะหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถดับทุกข์ได้ครับ

นั่นเพราะสติของเขาเป็นแค่ สติระดับโลกิยะ (ระดับพื้นๆ) ซึ่งทำหน้าที่แค่ระลึกรู้เรื่องราวภายนอก หรือทำหน้าที่แค่ "กดข่ม/สะกดอารมณ์" (เหมือนนับ 1-10 เวลาโกรธ) สติแบบนี้เหมือนเขื่อนกั้นน้ำ แค่กักเก็บความทุกข์ไว้ชั่วคราว ไม่ได้ล้างรากเหง้าของความยึดมั่นถือมั่น จึงดับทุกข์ที่ต้นตอไม่ได้ ไม่ใช่สติแบบมาตรฐานที่พระพุทธเจ้าสอน

ผลของการมีสติ กับ ผลของการไม่มีสติในมนุษย์

สภาวะ ผลของการไม่มีสติ  ผลของการมีสติ (ระดับแก่น)
เมื่อมีผัสสะ จิตไร้ทวารบาล ไหลตามอารมณ์ เกิด "นันทิ" ในเวทนาทันที สติทำหน้าที่เป็นสารตั้งต้น ดึงจิตกลับสู่ฐานปรกติ ป้องกันใจได้รอบด้าน
เมื่อเกิดอารมณ์ เป็นผู้เล่น ลงไปลุยโคลนและรุ่มร้อนเอง เป็นคนดู แยก "ผู้รู้" ออกจาก "สิ่งที่ถูกรู้" อารมณ์ฝ่อไปเอง
ผลลัพธ์ ชีวิตติดลูป แบกโลก แบกความทุกข์ซ้ำๆ วงจรทุกข์ขาดสะบั้น ใจเบา อิสระในชีวิตประจำวัน

 

  สติเกี่ยวข้องกับ ความเครียด | ความกังวล | ความซึมเศ้า | ความฟุ้งซ่าน อย่างไร?

ปัญหาความเครียด ความกังวล ซึมเศร้า ฟุ้งซ่าน เกิดจากการมีสติน้อยมากครับ หรือแทบไม่มีเลย เพราะถ้ามีการเจริญสติในรูปแบบที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ปัญหาเหล่านี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ครับ เกิดขึ้นก็เล็กๆน้อยๆมาก ถ้ามีการสติในทุกๆขณะจิต ความหมายก็คือ จิตจะอยู่กับสติอย่างเหนียวแน่นครับ เพราะสติที่มีสมาธิ(สติแข็งแรง)จิตย่อมมีสติธิตามไปด้วย หมดสิทธิ์ที่จะไปฟุ้งซ่าน เครียด กังวล ซึมเศร้าใดๆ ท่านลองฝึกให้ดีๆจะพบกับความจริงเอง เหมือนกรณีถ้าไม่ชิมเกลือ ท่านก็จะไม่รู้ว่ามันเค็มจริง อ่านหนังสือหรือได้ยินมาไม่เพียงพอ ต้องลงมือปฏิบัติจริงๆจึงจะเห็นผลจริงๆ อย่าลืมว่า จิตรับรู้เรื่องราวต่างๆได้ที่ละครั้งหรือทีละเรื่องเท่านั้นแล้วดับไป ไม่สามารถรับรู้หลายๆเรื่องพร้อมกันได้ ดังนั้น ถ้าจิตอยู่กับสติ จิตก็เป็นหนึ่งเดียวกับสติ ไม่มีเวลาไปเครียดหรือฟุ้งซ่าน นี่คือ จุดที่สติตัดวงจรความเครียด ความกังวล ซึมเศร้าและฟุ้งซ่าน

เมื่ออาการหรือปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น สติระดับแก่นจะเข้าไป " แก้ปัญหา " ปรับกลไกตรงจุด:

  ความเครียด & ความกังวล :

จิต(เจตสิก)ส่งออกนอกปรุงแต่งอนาคตที่ยังมาไม่ถึง => สติระลึกรู้ลมหายใจปัจจุบันทันที ตัดกระแสภาพลวงตาในสมอง เมื่อสติอยู่กับฐานกาย(ลมหายใจหรืออิรยาบทต่างๆ)จะส่งผลให้จิตอยู่กับฐานกายกับสติไปด้วย เพราะสติเป็นธรรมที่ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตออกมาดีไม่มีทุกข์ จิตจึงไม่มีจุดที่จะแยกไปเครียดหรือกังวลใดๆ เพราะอยู่กับสติตลอดเวลา

  ความซึมเศร้า :

จิตแช่อิ่มอยู่กับอดีตแล้วเกิดนันทิวนเวียน => สติส่องเข้าไปเห็นเวทนาที่กำลังดิ่ง แยกตัวจิตออกมา ชี้ให้เห็นว่าความเศร้าเป็นแค่หมอกควันที่ผ่านมาแล้วก็ดับไป ไม่ใช่เรา ซึมเศร้าจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ถ้าท่านมีสติแก่กล้าและเจริญสติอย่างต่อเนื่องในทุกๆขณะจิต โรคซึมเศร้าจะหาจิตไม่เจอเลย อาการซึมเศร้าเกิดจากอวิชชาครอบงำจิตที่ไม่มีสติกำกับ

  ความฟุ้งซ่าน  :

จิต(เจตสิก)กระโดดเป็นลิง => อย่าไปบังคับลิงให้นิ่ง แต่ใช้สติจับตาดูอาการกระโดด แล้วพากลับมา " ที่ฐานกาย "อยู่กับลมหายใจและอิริยาบทต่างๆอย่างนุ่มนวล(ให้จิตอยู่กับสติจะปลอดภัยมากที่สุด ) ความฟุ้งซ่านจะแพ้ทาง อานาปานสติและกายคตาสติ ถ้าท่านอยู่กับการเจริญสติทั้ง 2 รูปแบบนี้ อาการฟุ้งซ่านเกิดขึ้นยากครับ สติจะเป็นเซนเซอร์เตือนอาการฟุ้งซ่าน

 ภาคที่ 3 :

ระดับมหาวิทยาลัย (สติปะทะรากเหง้ากิเลส)

สติเกี่ยวข้องกับ โลภ โกรธ หลง | กิเลส | อวิชชา อย่างไร?

ถ้าปราศจากสติหรือไม่มีสติ โลภ โกรธ หลง ตัวใดตัวหนึ่งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

นี่คือการเผชิญหน้ากับ "พญามารมาเฟียใหญ่" หลังม่านจิต:

การเกิดกิเลส (โลภ โกรธ หลง): เมื่อผัสสะเด้งเตือน ถ้าขาดสติ จิตจะเกิด "อวิชชา" (ความไม่รู้ตามจริง) หลงคิดว่าเวทนานั้นเที่ยงแท้ จึงเกิดความอยากได้มาครอบครอง (โลภ) หรืออยากทำลายผลักไส (โกรธ)

  เมื่อมีสติแหลมคม :

สติจะทำหน้าที่เปิดไฟส่องสว่างทันทีที่กิเลสขยับตัว เมื่อไฟสว่าง (เกิดวิชชา) อวิชชาหรือความมืดจะอันตรธานหายไป กิเลสที่ตั้งท่าจะเกิดจึงหมดเหตุปัจจัยและฝ่อตัวลงทันที นี่คือ อานุภาพของการมีสติที่กล้าแกร่ง

 ภาคที่ 4:

ระดับสูงสุด (การดับทุกข์แบบมืออาชีพและการพังทลายของสมมติ)

การนำสติมาดับทุกข์และตัดวงจรทุกข์ในมนุษย์ (ละนันทิในเวทนา)

สติระดับมืออาชีพจะไม่วิ่งไล่ฆ่าความทุกข์ที่ปลายเหตุ แต่ทำงานแบบระเบิดเวลาตามหลักอิทัปปัจยตา:

ผัสสะ => เวทนา => [สติสับเบรก / ละนันทิ] => ตัณหาดับ  => อุปาทานดับ  => ทุกข์ดับ

ทันทีที่เกิดผัสสะแบบแรงๆ สติที่แก่กล้าจะย้ายผัสสะหรือเปลี่ยนแปลงผัสสะไปที่ กายผัสสะทันที เพื่อให้เวทนาออกมาเป็น อุเบกขาเวทนา(เวทนาเย็นหรือเวทนารู้) หรือ กรณีที่เวทนาเกิดขึ้นแล้ว สติที่แก่กล้าจะตัดวงจรการปรุงแต่ง "นันทิ" คือไม่เปิดโอกาสให้จิต(เจตสิก)เข้าไปเพลินคลุกคลีปรุงแต่งต่อ เมื่อตัณหาไม่มีเชื้อสารอาหาร วงจรแห่งทุกข์จึงขาดสะบั้นลงตรงนั้นทันที! ตัณหาดับลง ทุกข์ดับ

 การเจริญสติแบบมืออาชีพทำอย่างไร? (สูตรลึกสุด)

ศิษย์มีครู(พระพุทธเจ้า)เจริญสติแบบมืออาชีพเพื่อเข้าสู่ความเป็นจริง (อนัตตา) ผ่าน 3 ขั้นตอนดังต่อไปนี้:

ขั้นที่ 1: เพาะสารตั้งต้น ( ช่วงตื่นนอนหรือก่อนนอน - เจริญอานาปานสติ): ใช้ช่วงเวลาวิเวกฝึกอยู่กับลมหายใจอย่างเป็นปรกติ ไม่กด ไม่ข่ม ไม่บังคับจิต เพื่อให้สติมีกำลังและจำสภาวะปรกติได้แม่นยำ

ขั้นที่ 2: ช่วงทำงาน 24 ชั่วโมง (รู้เท่าทันมโนผัสสะ): ออกไปใช้ชีวิตประจำวัน สติคอยทำหน้าที่เป็นเบรก ละนันทิในเวทนาทุกครั้งที่ใจเริ่มกระเพื่อม ดึงสติมาที่ฐานกายอย่างต่อเนื่อง

ขั้นที่ 3: ดับผู้เจริญสติ (เหนือรูปฌาน/อรูปฌาน): ( ขั้นสูงสุด )

เมื่อฝึกจนจิตดิ่งสงบระดับอัปปนาสมาธิ มืออาชีพจะไม่หลงกลไปติดกับดัก "นันทิในความสงบ" ( ไม่เสพติดความนิ่งเสพติดฌาน ไม่เสพติดความสงบ ไม่เสพติดความว่าง )

สติและปัญญาจะทำหน้าที่เตือน! ตีแผ่สมมติขั้นสุดท้ายว่า "ความสงบก็ไม่เที่ยง สติก็ไม่ใช่ของเรา จิตก็ไม่ใช่ของเรา ทุกธรรมทำกิจของตนเอง"

ถอนความสำคัญมั่นหมายในตนเองอย่างสิ้นเชิง เมื่อเห็นแจ้งว่าทุกอย่างเป็น อนัตตา จึงไม่มี "ผู้เจริญสติ" และไม่มี "ผู้ทุกข์" มีแต่สภาวะธรรมที่เกิดดับไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น... ความทุกข์จึงดับลงอย่างสิ้นเชิง! 

เพื่อตอบโจทย์สำหรับปุถุชนคนธรรมดาที่ยังต้องทำมาหากินในโลกสมมติ แต่ต้องการฝึกฝนจิตให้ถึงแก่นโดยไม่หลงทิศทาง เราต้อง "ตีแผ่สมมติ" ของการฝึกทั้งสองแบบนี้ออกให้หมด เพราะคนทั่วไปมักคิดว่าการฝึกอานาปานสติและกายคตาสติ ต้องหนีไปอยู่วัด ต้องนั่งหลังตรงเครียดนิ่งเป็นชั่วโมง ซึ่งนั่นเป็นการเข้าใจผิดอย่างมหันต์และเป็นการข่มจิต บังคับจิต 

ต่อไปนี้คือการเจาะลึกถึงแก่นในแบบที่ปุถุชนสามารถนำไปใช้งานได้จริงตลอด 24 ชั่วโมง

 1. การเจริญอานาปานสติสำหรับปุถุชน (แบบเจาะลึกถึงแก่น)

ในเว็บไซต์นี้ได้สอนวิธีการเจริญสติ สมาธิ ปัญญา ไว้ทั้งหมดแล้ว

แก่นของอานาปานสติไม่ใช่การ "บังคับลม" หรือ "เพ่งลมให้จิตนิ่ง" แต่คือการ "ใช้ลมหายใจเป็นกระจกเงาสะท้อนสภาวะจิตใจ" และเป็นฐานที่ตั้งให้สติทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ (ปรกติ ) วัตถุประสงค์จริงๆเพื่อให้ จิตอยู่กับสติอย่างต่อเนื่อง จึงต้องมีการเจริญสติในทุกๆขณะจิตนั่นเอง สติเ็นกุศลเจตสิกประกอบกับจิต เกิดและดับพร้อมกับจิต อารมณ์เดียวกัน

 ขั้นตอนการฝึกสติสำหรับปุถุชน (ตั้งแต่เช้าตรู่ถึงชีวิตประจำวัน)

ช่วงเวลาเพาะสารตั้งต้น (เวลาวิเวก เช่น ตอนตื่นนอนหรือช่วงเช้ามืด):

นั่งในท่าที่สบายที่สุด ไม่ต้องเกร็งร่างกาย ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งพักผ่อนหลังจากเหนื่อยล้ามาทั้งวัน

  หลักสำคัญ:
ห้ามกดข่มหรือเพ่งในการทำสมาธิ(เจริญสติ) ให้ปล่อยแบบธรรมชาติผ่อนคลาย

หายใจเข้า-ออกตามธรรมชาติ ร่างกายอยากหายใจสั้นปล่อยให้สั้น อยากหายใจยาวปล่อยให้ยาว หน้าที่ของเราไม่ใช่คนควบคุมลม แต่เป็น "ผู้สังเกตการณ์" รู้ลมเข้า รู้ลมออกว่ายาวหรือสั้นให้ต่อเนื่อง จะนิยมกำหนดลมหายใจยาวก่อน เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง กายมันจะเปลี่ยนเป็นลมหายใจสั้นของมันเอง ให้กำหนดรู้ไปเรื่อยๆ

กรณีเมื่อจิตหนีไปคิดเรื่องงาน หรือคิดเรื่องอดีต/อนาคต ทันทีที่รู้ตัว (นั่นคือสติเกิดแล้ว) ไม่ต้องหงุดหงิด ไม่ต้องด่าตัวเอง ให้ประคองความระลึกรู้กลับมาที่ลมหายใจอย่างนุ่มนวล ทำเช่นนี้เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้สติมีกำลัง

ช่วงเวลาใช้งานจริง (ตลอด 24 ชั่วโมง):

เมื่อต้องออกไปเจอโลก เจอเจ้านาย เจอลูกค้า เจอรถติด ลมหายใจคือ "เครื่องเตือนภัยชั้นดี"

ทันทีที่ใจเริ่มหงุดหงิด เครียด หรือโกรธ ลมหายใจจะเปลี่ยนสปีดทันที (จะสั้นลง ถี่ขึ้น หรืออึดอัด) ปุถุชนที่ฝึกมาดีจะใช้สติระลึกรู้ความเปลี่ยนแปลงของลมหายใจในวินาทีนั้น ทันทีที่สติจับที่ลมหายใจ จิตจะถูกดึงกลับมาจากความคิดปรุงแต่งทันทีพร้อมกับสติมาที่ลมหายใจ(ฐานกาย) วงจรความเครียดจึงถูกตัดสวิตช์

 เจาะลึกถึงแก่นปรมัตถ์ : ลมหายใจเป็นอนัตตา

ลมหายใจไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา เพราะมันไม่ใช่ตัวตน บังคับควบคุมลมหายใจไม่ได้ ดังนั้น จึงเป็น อนัตตา เหมือน...ดิน  น้ำ และไฟ...เป็นกลไกธรรมชาติ

เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ ปัญญาจะเริ่มเห็นความจริงว่า ลมหายใจนี้มันเข้าและออกของมันเองโดยที่เราไม่ต้องสั่ง ต่อให้เราหลับมันก็หายใจ ร่างกายมันทำกิจของมันเอง ลมหายใจไม่ใช่ของเรา เมื่อลมหายใจไม่ใช่ของเรา ตัวจิตที่ไปรู้ลมหายใจก็ไม่ใช่ของเรา ทุกอย่างทำงานเป็นกลไกธรรมชาติของมันทั้งหมด การสำคัญมั่นหมายในตัวตนจะเริ่มพังทลายลงตรงนี้

 2. การเจริญกายคตาสติสำหรับปุถุชน (แบบเจาะลึกถึงแก่น)

หากลมหายใจเปรียบเหมือน "สมอเรือ" กายคตาสติ (การระลึกรู้ในกาย) ก็เปรียบเหมือน "ตัวเรือทั้งหมด" คนทั่วไปมักส่งจิต(เจตสิก)ออกนอก ไปอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไปอยู่กับคำพูดคนอื่น จนลืมไปว่าตัวเองมี "ร่างกาย" นั่งอยู่ตรงนี้ กายคตาสติคือการหยั่งสติลงในกายในทุกๆอิริยาบทของการเคลื่อนไหว เพื่อปิดกั้นไม่ให้จิต(เจตสิก)ไหลไปปรุงแต่งเป็นความทุกข์

 ขั้นตอนการฝึกสำหรับปุถุชน (เปลี่ยนทุกการเคลื่อนไหวให้เป็นเนื้อหาธรรม)

เปลี่ยน "ทุกๆอิริยาบถการเคลื่อนไหวของกาย" ให้เป็นสารตั้งต้น:

ปุถุชนไม่ต้องนั่งหลับตาอย่างเดียว เวลาเดินไปเข้าห้องน้ำ เดินไปกินข้าว ให้มีสติระลึกรู้ใน "อาการเคลื่อนไหวของกาย" รู้ว่าเท้ากำลังก้าว รู้สภาวะตึง หย่อน หรือกระทบของเท้ากับพื้น( รู้สึกตัวในทุกๆอิริยาบทของการเคลื่อนไหวของกาย)

เวลานั่งทำงานในออฟฟิศ ถ้ารู้สึกว่าคิดงานไม่ออก ฟุ้งซ่าน หรือเครียด ให้ลองขยับนิ้วมือ หรือกำมือ-แบมือเบา ๆ แล้วเอาสติไป "รู้สึก" ที่เนื้อที่หนังที่กำลังขยับ ความรู้สึกตัวในกายจะทำหน้าที่เป็น "เบรก" ฉุดจิตที่กำลังจะดิ่งลงสู่ความเศร้าหรือความกังวลให้กลับมาอยู่กับความเป็นจริงตรงหน้าทันที เป็นการตบสติให้กลับมาระลึกรู้ที่กาย

สแกนกายเพื่อละเวทนา:

เวลาโกรธหรือหงุดหงิด ร่างกายจะแสดงอาการก่อนเสมอ เช่น หน้าอกแน่น หัวใจเต้นรัว หน้าชา มือสั่น การเจริญกายคตาสติระดับมืออาชีพคือ "ดึงสติมาจ้องมองอาการทางกายเหล่านี้ตรง ๆ" สติมองดูความแน่นที่หน้าอก มองดูความร้อนที่ใบหน้า มองมันทำงานเหมือนมองดูการทดลองวิทยาศาสตร์ โดยไม่ต้องพยายามไปสั่งให้มันหายแน่น เมื่อสติเฝ้ามองกายอยู่อย่างนั้น จิตจะไม่เหลือพลังงานไปคิดด่าหรือคิดเครียดต่อ อาการแน่นที่หน้าอกจะค่อย ๆ คลายตัวและดับไปเองในที่สุด

 เจาะลึกถึงแก่นปรมัตถ์ : กายเป็นเพียงก้อนธาตุ

ไม่มีส่วนใดที่แสดงว่า เป็นตัวเราหรือของเรา มีเพียง...ดิน น้ำ ลม ไฟ..ที่แสดงผลไปตามเหตุปัจจัยของมัน รอเพียงวันกลับคืนสู่ธรรมชาติเดิมของมัน (ดิน น้ำ ลม ไฟ)

ก้นบึ้งของกายคตาสติคือการเห็นตามจริงว่า ร่างกายนี้เป็นเพียงการประชุมกันของธาตุตามธรรมชาติ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) มีความรู้สึก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มีความตึง ความร้อน ความเย็น ตัวกายไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย ตัวที่รับรู้คือ จิต และทั้งกายทั้งจิตต่างทำหน้าที่ของตัวเอง แยกขาดจากกัน ไม่มี "เรา" อยู่ในเนื้อหนังมังสาที่เห็นอยู่นี้เลย

 บทสรุป: ความเชื่อมโยงของทั้งสองฐานเพื่อตัดวงจรทุกข์

เมื่อปุถุชนฝึกทั้ง อานาปานสติ (รู้ลมหายใจ) และ กายคตาสติ (รู้ความเคลื่อนไหวของกาย) ร่วมกันในชีวิตประจำวัน 24 ชั่วโมง กายและลมหายใจจะกลายเป็น "ป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุด"

เมื่อมี "มโนผัสสะ" มากระทบใจจนเกิดเวทนา (เช่น โดนวิจารณ์งานแล้วใจเริ่มเจ็บแป๊บ) สติที่แก่กล้าจากการฝึกจะดึงจิตกลับมาปักหลักที่ ลมหายใจเข้าออก หรือ ร่างกายที่กำลังนั่งอยู่ ทันที!

จิตจะถูกตัดขาดจาก "นันทิ" (ไม่ไปเพลินปรุงแต่งคำด่านั้นต่อ) ตัณหาเกิดไม่ได้ อุปาทานพังทลาย ความทุกข์ระทม ความเครียด ความซึมเศร้า จึงไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากขึ้นมาในใจของปุถุชนคนนั้นเลยแม้แต่วินาทีเดียว นี่คือการนำสติมาใช้ดับทุกข์อย่างถึงรากถึงโคน

    การเดินทางเข้าสู่เส้นทางการฝึกฝนสติอย่างแท้จริงนั้น เปรียบเสมือนการเรียนรู้ที่จะถือ "ดาบสองคม" ที่คมกริบที่สุด หากใช้อย่างถูกต้องและเข้าใจในหลักเหตุปัจจัย (วิชชา) สติจะเป็นเครื่องมือทำลายล้างความทุกข์ได้อย่างราบคาบ แต่หากนำไปใช้ด้วยความเข้าใจที่ผิด (ประกอบด้วยอวิชชาและตัณหา) สติก็สามารถกลายเป็นเครื่องมือสร้างความทุกข์ขั้นละเอียดที่หลอกหลอนนักปฏิบัติได้เจ็บปวดที่สุดเช่นกัน

  ประโยชน์ของการฝึกสติ (ระดับแก่นปรมัตถ์)

คนทั่วไปอาจมองว่าประโยชน์ของสติคือทำให้ความจำดี ทำงานเก่ง หรือใจเย็นลง ซึ่งนั่นเป็นเพียงผลพลอยได้ทางโลก (โลกิยประโยชน์) แต่ประโยชน์ที่แท้จริงในระดับทำลายล้างความทุกข์ มีดังนี้:

เป็นสารตั้งต้นในการสับเบรกวงจรทุกข์ (ละนันทิ): ประโยชน์สูงสุดคือ สติทำหน้าที่เป็นเบรกมืออัจฉริยะ ทันทีที่เกิด "มโนผัสสะ" และ "เวทนา" สติจะกักกันจิตไว้ไม่ให้ไหลไปเพลิน (ละนันทิ) ป้องกันไม่ให้ตัณหาและอุปาทานก่อตัว ความทุกข์จึงไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากขึ้นมาสร้างปัญหาให้กับจิต

แยก "ผู้รู้" ออกจาก "สิ่งที่ถูกรู้": สติที่แก่กล้าจะทำให้เราหลุดจากการเป็น "ผู้เล่น" ลงไปลุยโคลนอารมณ์ เปลี่ยนเราให้เป็น "คนดู" อยู่บนอัฒจันทร์ เห็นความเครียด ความเศร้า ความโกรธ เป็นเพียงสภาวะธรรมชาติที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวเรา

เป็นสะพานเชื่อมให้เกิด "วิชชา/ปัญญา": สติที่นิ่งมั่นคงจากอานาปานสติ จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดปัญญาที่แหลมคม เข้าไปถอดรหัสความจริงว่า ทั้งกาย ทั้งจิต และอารมณ์ทั้งหมดเป็น อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตนของเรา) นำไปสู่การดับทุกข์แบบขุดรากถอนโคน

  "โทษ" ของการฝึกสติ (กับดักขั้นละเอียดที่คนเข้าใจผิด)

ฝึกผิดวิธีหรือนำไปใช้ในทางผิดๆ มันก็สามารถสร้างปัญหาได้ เหมือนกรณีปัญญา

คำว่า "โทษ" ในที่นี้ ไม่ได้เกิดจากตัวสติเอง เพราะสติเป็นโสภณเจตสิก (ฝ่ายดี) เสมอ แต่เกิดจาก "ความเข้าใจผิดๆ ของตัวกิเลสที่แอบเข้าไปกำกับการฝึกสติ" ซึ่งทำให้นักปฏิบัติจำนวนมากติดคุกมืดโดยไม่รู้ตัว:

เกิดอาการสติ "จ้อง/เพ่ง" จนจิตใจเครียดและกระด้าง (เพ่งจิตเกินไป): คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าการมีสติคือการต้องคอย "จ้อง" คอย "จับตาดู" จิตตัวเองอยู่ตลอดเวลา อาการนี้คือการแอบเติมตัณหาและโทสะเข้าไปกดข่มจิต ผลลัพธ์คือจะกลายเป็นคนเคร่งเครียด หัวตึง ปวดขมับ หงุดหงิดง่าย และกลายเป็นคนอมทุกข์กว่าเดิมเพราะจิตไม่ได้อยู่แบบ "ปรกติ "

ติดกับดัก "นันทิในความสงบ" (เสพติดสมาธิ): เมื่อฝึกสติรู้ลมหายใจจนจิตดิ่งเป็นสมาธิระดับลึก (รูปฌาน/อรูปฌาน) จิตจะเสพติดความเบา ความโล่ง ความนิ่ง แล้วแอบเกิดนันทิราคะในความสงบนั้น คราวนี้จะกลายเป็นคนขี้รำคาญ ไม่อยากยุ่งกับโลกภายนอก ใครพูดไม่เข้าหูนิดเดียวจะโกรธทันที เพราะมองว่าคนอื่นมาทำลายความสงบของตน

สร้าง "อัตตาตัวตน" ชั้นยอด (นักปฏิบัติสายธรรมะข่มคนอื่น): นี่คือโทษที่น่ากลัวที่สุด ลึกๆ ในใจจะแอบปรุงแต่งความสำคัญมั่นหมายในตนเองขึ้นมาใหม่ว่า "ฉันเป็นผู้ฝึกสติ ฉันเก่งกว่าคนอื่น ฉันสงบกว่าคนรอบข้าง" กลายเป็นคนเที่ยวจับผิดและเหยียดหยามปุถุชนทั่วไปที่ไม่ได้ฝึกสติ โดยที่อวิชชาซ่อนตัวอยู่ข้างหลังอย่างมิดชิด

 ข้อคิดและเตือนใจสำหรับผู้ที่อยากจะฝึกฝนสติจริงๆ

นี่คือ 3 ข้อคิดสำคัญที่ต้องตอกย้ำ:

 ข้อที่ 1: อย่าฝึกสติเพื่อ "รบ" กับความทุกข์ หรือ "ซบ" กับความสงบ

คนส่วนใหญ่ฝึกสติเพราะอยากให้ความทุกข์หายไป (นี่คือวิภวตัณหา) หรือฝึกเพราะอยากได้ความสงบ (นี่คือภวตัณหา) จำไว้ว่า หน้าที่ของสติคือ "ระลึกรู้ตามความเป็นจริง" ความทุกข์มา...รู้ว่ามีอยู่ ความสงบมา...รู้ว่ามีอยู่ ทั้งสองอย่างเกิดแล้วก็ดับเหมือนกัน ไม่มีหน้าที่ไปไล่ฆ่าความทุกข์ และไม่มีหน้าที่ไปอนุรักษ์ความสงบ

 ข้อที่ 2: สติที่ถูกต้อง ต้องเริ่มจากสภาวะ "ปรกติ" ไม่ใช่การดัดจริตทางจิต

ปุถุชนชอบเปลี่ยนท่าทาง เปลี่ยนน้ำเสียง หรือทำตัวช้าๆ นิ่งๆ นึกว่านั่นคือการมีสติ นั่นเป็นการสมมติและดัดแปลงกายใจดัดจริตขึ้นมาใหม่ สติที่แท้จริงต้องฝึกบนฐานของธรรมชาติร่างกายที่เป็นอยู่ ยืน เดิน นั่ง นอน ทำงาน พูดคุย หัวเราะ ด้วยใจที่ปรกติธรรมดาที่สุด แต่มีตัวระลึกรู้เท่าทันสภาวะเหล่านั้น

ข้อที่ 3: ดับทุกข์ได้จริง ต้อง "ดับผู้เจริญสติ" ด้วย( ไม่มีผู้เจริญสติ )

ตราบใดที่ยังรู้สึกว่า "ฉันกำลังนั่งสติ" หรือ "ฉันมีสติที่แก่กล้ามาก" ตราบนั้นคุณยังไม่ได้ออกจากโลกของสมมติและการยึดมั่นถือมั่นเลย แก่นก้นบึ้งที่พระพุทธเจ้าสอนคือ สติก็ทำงานของมัน จิตก็ทำงานของมัน ไม่มี "ตัวคุณ"หรือ ตัวเรา อยู่ในกระบวนการเจริญสติเลยแม้แต่นิดเดียว เมื่อสติเห็นแจ้งว่าไม่มีเรา ความทุกข์ก็ไม่มีที่เกาะ... นั่นแหละคือจุดสิ้นสุดของการฝึกสติ( มหาสติ )

   การฝึกสติ ก็คือ การสร้างเหตุปัจจัยให้ วิชชา(ปัญญา)เกิดขึ้นนั่นเอง เพื่อ อวิชชาจะได้ดับลง ไม่ต้องไปเสียเวลาไล่ดับทุกข์ ไม่ต้องไปเสียเวลาไล่ดับอวิชชา เพียงสร้างเหตุปัจจัยให้เกิด วิชชา(ปัญญา)ในแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ก็เพียงพอแล้ว นี่คือ...สัจธรรม....

 

 [ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.] 

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]  

((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์)) 

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...)) 

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))  

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ] 

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย )) 

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....)) 

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))  

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))  

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 

 

แปลภาษา / Translate Page

*ระบบจะเปิดหน้าต่างใหม่เพื่อแปลเนื้อหาโดย Google

Visitors: 7,868