ตัณหาคืออะไร อุปาทานคืออะไร : ตัณหาคือเหตุแห่งทุกข์ทำให้เกิดทุกข์

ตัณหาคืออะไร??? อุปาทานคืออะไร???
ตัณหาไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆมา มันมาจากการปรุงแต่งของเหตุปัจจัย
ตัณหา คือ ความอยาก ความต้องการ( ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส : กามคุณ 5 ) ความหิว(อยากอาหาร)ทางกายภาพไม่ใช่ตัณหา เป็นความอยาก(ตัณหา)ที่เกิดมาจากการปรุงแต่งของอกุศลเจตสิก(โลภเจตสิก)เจตสิกฝ่ายอกุศล เช่น กามตัณหา คือ ความอยากในกามคุณ 5 ภวตัณหา คือ ความอยากมี ความอยากเป็น และ วิภวตัณหา ความไม่อยากเป็น(คนแก่ คนจนฯลฯ) ไม่อยากมี(โรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ) นี่คือ...ตัณหา 3 ประการ อันเป็นที่มาแห่งทุกข์
เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด...ตัณหา.....
อวิชชา =>...ผัสสะ => เวทนา => ตัณหา..
รากเหง้าของ..ตัณหา..จริงๆคือ..อวิชชา(ความไม่รู้) ทำให้เกิดการปรุงแต่ง นันทิ ขึ้นที่ เวทนา
เชื้อของตัณหาคือ...นันทิ....( นันทิ เกิดขึ้นที่ เวทนา )
เวทนาจริงๆเป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆไม่ได้ทำให้เกิด..ตัณหา...เพราะเวทนาเป็นเจตสิกธรรมที่ปรุงแต่งจิต แต่ เวทนาที่มีอวิชชา จะส่งผลทำให้เกิดการปรุงแต่งของ..โมหเจตสิก(อวิชชา)..ไปเป็น...นันทิ..ใน เวทนา แล้วปรุงแต่งไปเป็น..ราคะ(ความอยาก ความกำหนัด ความต้องการ) เหตุปัจจัยที่สำคัญมากกว่าเวทนาก็คือ...อวิชชา...เพราะ เวทนาที่มีอวิชชาเป็นปรุงแต่งอยู่จะนำไปสู่...นันทิและราคะ...ซึ่งเป็นเชื้อของการเกิด ตัณหา นั่นเอง
ตัณหา มี 3 ชนิด
1. กามตัณหา ความอยากในกามคุณ 5 คือ โลภะ( ใน กิเลส 10 )
2. ภวตัณหา คือ ความอยากเป็น ความอยากมี คือ โมหะ ( ใน กิเลส 10 )
3. วิภวตัณหา ความไม่อยากเป็น ไม่อยากมี(ผลักไส ไม่ชอบใจ) คือ โทสะ ( ในกิเลส 10 )
ตัณหาเป็นกิเลสอีกตัวหนึ่งในกิเลสหลายๆตัว
การเกิดขึ้นของตัณหา ถ้าดูในกระแสแห่งปฏิจจสมุปปบาท จะเป็นดังต่อไปนี้ .-
ฉฬายตนะ => ผัสสะ => เวทนา => ตัณหา => อุปาทาน => ภพ => ชาติ........( กองทุกข์ )
เมื่ออายตนะภายใน 6 คือ....ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(ฉฬายตนะ)...กระทบกับ(ผัสสะหรือสัมผัส) อายตนะภายนอก 6 (อารมณ์ 6 ) เช่น ตา เห็น รูป ผัสสะเกิด ถ้าในขณะนั้น จิตถูกอวิชชา(ความไม่รู้ครอบงำอยู่)โมหเจตสิกร่วมกับโลภเจตสิกปรุงแต่งนันทิและราคะใน รูป จึงเกิดเป็น..กามตัณหาขึ้นมา นี่คือ ที่มาของตัณหาบางส่วน เมื่อไม่มีการเดินแก่นมรรคหรือเจริญแก่นมรรคเมื่อเกิดผัสสะขึ้น เวทนาเกิด อวิชชาจะเข้าแทรกทันที(เวทนาหลง) การปรุงแต่งของโมหเจตสิกและโลภเจตสิกเกิดขึ้นทันที เมื่อตัณหาแรงกล้าจะนำไปสู่...อุปาทาน(การยึดมั่น ถือมั่น)ในสิ่งที่เข้าไปนันทิ(เพลิดเพลิน) หลงในรูปสวยแบบโงหัวไม่ขึ้น จนเข้าไปยึดมั่นในรูปนั้นๆ ถ้าไม่ได้ดั่งใจก็เป็นทุกข์ นี่คือ ที่มาของทุกข์ที่เกิดจากความอยาก(ตัณหา)ใน...รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส(กามคุณ 5 )
ความอยาก(ตัณหา)ของมนุษย์มีที่มาจาก 2 ทางนี้เท่านั้นคือ...อยากใน...รูป( กามคุณ 5 )... กับ อยากใน...นาม(อยากมี อยากเป็น ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น)มีเพียงเท่านี้
รากเหง้าแห่งความทุกข์ และหนทางดับด้วยแก่นมรรค
ในอริยสัจ 4 ตัณหาคือ เหตุแห่งทุกข์(สมุทัย)
เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด ทุกข์ ขึ้นใน จิต
ผัสสะ (การกระทบ) => เวทนา (ความรู้สึก) => ตัณหา (ความทะยานอยาก)
เวทนาจริงๆไม่ได้ทำให้เกิดตัณหา เพราะเวทนาเป็นเจตสิกแบบกลางๆไม่ดีไม่เลวใดๆ แต่ที่มีปัญหาก็คือ เวทนาที่มีอวิชชา(เวทนาหลง)จึงทำให้เกิดการปรุงแต่ง นันทิ ขึ้น ซึ่ง นันทิ เป็นเชื้อที่ทำให้เกิด...ตัณหา( ทุกข์ )ขึ้นมานั่นเอง
เมื่อเกิด สุขเวทนา จิตที่ยังมีความลุ่มหลง (จิตมีอวิชชา) จะเกิดตัณหาอยากได้(กามตัณหา)อยากรักษาไว้ทันที( เกิดกามราคานุสัย )
เมื่อเกิด ทุกข์เวทนา จิตจะเกิดตัณหาอยากผลักไส ดิ้นรนให้พ้นไป( เกิดปฏิฆานุสัย ) เป็น วิภวตัณหา
ตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิด...อุปาทาน....
อุปาทาน คือ ความยึดมั่น ถือมั่น ยึดติด ใน..ขันธ์ 5 และ ตัณหา( ความอยาก ) หรือ การยึดใน รูป และ นาม นั่นเอง
1 ) การยึดมั่น ถือมั่น ยึดติด ในขันธ์ 5 การที่จิตเข้าไปยึดใน...รูป(กาย) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นตัวเรา ของเรา จะนำมาซึ่งความทุกข์ กายมาจากการปรุงแต่ง(เหตุปัจจัย)ของ...ดิน น้ำ ลม ไฟ(มหาภูตรูป) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มาจากการปรุงแต่งของ...สังขาร(ในธรรมชาติ) จะเห็นได้ว่า...ไม่มีส่วนใดที่เป็นของเราจริงๆแม้แต่นิดเดียว การที่เข้าไปยึดธรรมชาติ( รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)จึงทำให้เราเกิด อัตตา(ตัวตน)ขึ้นมา นำมาซึ่งทุกข์
2 ) เมื่อมีการปรุงแต่งใน...อารมณ์ 6 หรือ อายตนะภายนอก 6 อันมี...รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมมารมณ์ ธรรมที่ปรุงแต่งกามคุณ 5 ( รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส)ก็คือ เจตสิก เป็นอกุศลเจตสิก คือโมหเจตสิกและโลภเจตสิก อันนำมาซึ่ง...นันทิและราคะ นำไปสู่...ตัณหา....นี้คือ..ผลผลิตของ..อวิชชา..ที่จิตต้องเข้าไปรับรู้และยึดติดแบบเต็มๆจึงทำให้เกิดทุกข์ขึ้นในจิตใจ
ทั้งหมดเกิดจากความหลงผิด(อวิชชา)จึงทำให้เกิด..มิจฉาทิฏฐิ(ความเข้าใจผิด ความรู้แบบผิดๆ)เกิดขึ้น อกุศลเจตสิกจึงเข้าปรุงแต่งให้ออกมาเป็น....กิเลส( โลภ โกรธ หลง )ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นใน...จิตใจของมนุษย์...นี่คือที่มาของทุกข์บางส่วน

อยาก(ตัณหา) => ยึด(อุปาทาน) => ติด(เป็นทุกข์)
เวทนา (ความรู้สึก) => ตัณหา (ความทะยานอยาก) => อุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น)
1. ตัณหาคือเหตุ - อุปาทานคือผล: ตัณหาคือพลังงานขับเคลื่อน (ไฟ) ส่วนอุปาทานคืออาการที่พลังงานนั้นเข้าไปยึดเหนี่ยวเกาะกุมวัตถุ (เชื้อไฟ)
2. ตัณหาคือความอยาก - อุปาทานคือความยึด: ตัณหาคืออาการ "เอื้อมมือไปจับ" ส่วนอุปาทานคืออาการ "กำแน่นไม่ยอมปล่อย"
3. วงจรสร้าง "ภพ" และ "ชาติ": เมื่อตัณหาอยาก (อยากเด่น อยากมี) อุปาทานจะเข้าไปยึดสมมตินั้นทันที ทำให้เกิด "ภพ" (พื้นที่/สถานะในใจ) และเกิด "ชาติ" (ความเกิดของตัวเราขึ้นมารับสุขรับทุกข์)
ปฏิบัติ: ทันทีที่มีผัสสะกระทบ เกิดเวทนาและเกิดความดิ้นรน (ตัณหา) ให้มีสติระลึกรู้เท่าทันอาการของจิตในปัจจุบันขณะ
การทำงาน: สติจะช่วยหยุดไม่ให้ความเพลิน (นันทิ) พัฒนาไปเป็นอุปาทาน เมื่อสติเห็นอาการ "กำลังจะเข้าไปยึด" จิตจะสลัดคืนกลับมารู้สึกตัวในภาวะปกติ (ปกติธรรมดาที่ไม่มีสมมติ)
ปฏิบัติ: ทรงอารมณ์จิตให้อยู่ในฐานที่ตั้งมั่น( ฐานกาย ) เป็นเพียง "ผู้ดู" ไม่ใช่ "ผู้เป็น"
การทำงาน: เมื่อจิตมีสมาธิที่ถูกต้อง (สัมมาสมาธิ) จิตจะแยกตัวออกจากขันธ์ 5 หรืออารมณ์ที่มากระทบ ทำให้เห็นชัดเจนว่า ความอยากหรือความยึดนั้นเป็นเพียงสภาวะที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ใช่เนื้อแท้ของจิต
ปฏิบัติ: ใช้โยนิโสมนสิการ มองลึกลงไปในสิ่งที่เรากำลังยึด (ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือแม้กระทั่งตัวจิตเอง)
การทำงาน: ปัญญาจะเข้ามา "ตีแผ่สมมติ" แยกแยะออกให้เห็นตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่ยึดอยู่นั้นเป็นเพียงกระบวนการของธรรมชาติ เป็นธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตนเอง ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา อยู่เลย
ผลลัพธ์สูงสุด: เมื่อปัญญาญาณเห็นแจ้งชัดว่า "ทุกธรรมเป็นอนัตตา" จิตจะเกิดความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัด และหลุดพ้นจากการสำคัญมั่นหมายในตนเอง เมื่อไม่มี "ตัวตนของเรา" มารองรับ อุปาทานทั้ง 4 ชนิดก็พังทลายลง เพราะไม่มีที่ให้เกาะเกี่ยวอีกต่อไป
ข้อคิด : อุปาทานคือการแบกหินก้อนใหญ่ที่ชื่อว่า "สมมติ" ไว้บนบ่า การดับอุปาทานด้วยแก่นมรรค ไม่ใช่การทำลายหินก้อนนั้นทิ้งไปจากโลก แต่คือการใช้ปัญญาดูจนรู้แจ้งว่า หินก้อนนั้นเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติ ไม่ใช่ของเรา และไม่มีตัวเราไปแบก... เมื่อปัญญารู้แจ้งจริง จิตจะวางหินก้อนนั้นลงเองอย่างเบาสบาย โลกใบนี้เป้นโลกแห่งการสมมติ(สมมติบัญญัติ)
เกิดวงจรการเวียนว่ายตายเกิดแบบต่อเนื่อง(ซ้ำแล้วซ้ำอีก)เป็น....กิเลส(เหตุปัจจัย) => กรรม(ปรุงแต่ง) => วิบาก( ผล )
เกิด ภพ => ชาติ => ชรามรณะ.....ซ้ำแล้วซ้ำอีก( วนซ้ำ )หรือ เกิดทุกข์ซ้ำซากในปัจจุบันและอนาคต
กิเลส คือ สภาพธรรมที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ขุ่นมัว ไม่บริสุทธิ์ เป็นความรู้สึกฝ่ายต่ำที่เร้าให้ทำความชั่วทั้งทางกาย วาจา และใจ โดยหลักๆ คือตัวเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์และความยึดมั่นถือมั่น
ตัณหา คือ กิเลสอีกตัวหนึ่งในบรรดากิเลสหลายๆตัว( หยาบ กลาง ละเอียด )
เกิดวงจรวัฏฏสงสาร(ทุกข์วนซ้ำ) ตัณหา => อุปาทาน => ภพ => ชาติ => ชรามรณะ........( กองทุกข์ทั้งปวง )
จาก “อยาก” ถึง “ยึด” :
ผลลัพธ์กัดกินใจมนุษย์ และทางหลุดพ้นด้วยแก่นมรรค
เมื่อ ตัณหา (ความทะยานอยาก) ทำงานร่วมกับ อุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) กระบวนการนี้จะสร้างกรงขังที่มองไม่เห็นขึ้นมาครอบงำจิตใจมนุษย์ เปลี่ยนจากจิตที่เคยอิสระตามธรรมชาติ ให้กลายมาเป็นทาสของสมมติโลกอย่างสิ้นเชิง
ผลลัพธ์ของการเกิดตัณหาและอุปาทานต่อมนุษย์
เมื่อจิตปล่อยให้ตัณหาและอุปาทานเข้าครอบงำ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่แค่ในตำรา แต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ในทุกมิติ ดังสภาวะต่อไปนี้:
สูญเสียความสงบเย็นในปัจจุบันขณะ (สูญเสียภาวะปกติ): ตัณหาจะคอยผลักดันให้จิตวิ่งไปหาอนาคต (อยากมี อยากเป็น) หรือดิ้นรนหนีอดีต (ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น) ส่วนอุปาทานก็จะเข้าไปจับยึดอารมณ์นั้นไว้ ทำให้มนุษย์ไม่เคยสัมผัสกับความสุขอันเรียบง่ายในปัจจุบันขณะเลย
ติดลูปในกงล้อแห่งความผิดหวัง (โลกธรรม 8): เมื่อยึดมั่นในสมมติว่ามีตัวตนจริง มนุษย์ย่อมต้องเผชิญกับความหวั่นไหวเมื่อโลกเปลี่ยนไป ได้ลาภ-เสื่อมลาภ ยศ-เสื่อมยศ นินทา-สรรเสริญ สุข-ทุกข์ ยิ่งอยากและยึดมาก เท่ากับยิ่งเปิดพื้นที่ให้ความทุกข์เข้ามาเหยียบย่ำใจมากเท่านั้น
เกิดอาการ "สำคัญมั่นหมายในตนเอง" (สร้างตัวกู-ของกู): นี่คือผลลัพธ์ที่ร้ายแรงที่สุด อุปาทานจะบิดเบือนธรรมชาติ ทำให้เกิดความรู้สึกว่ามี "ตัวเรา" อยู่จริงๆ เมื่อมีตัวเรา จึงเกิดความเห็นแก่ตัว การแก่งแย่งชิงดี การปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง และนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม
จิตทำงานผิดธรรมชาติ (บิดเบือนธรรมชาติ): แทนที่จิตจะทำหน้าที่เป็นเพียง "ผู้รู้" ตามธรรมชาติ (ธาตุรู้ที่บริสุทธิ์) ตัณหาและอุปาทานกลับเข้าไปปรุงแต่งให้จิตกลายเป็น "ผู้แบกรับ" แบกทั้งความสุขที่กำลังจะหายไป และแบกทั้งความทุกข์ที่ไม่อยากให้อยู่
วิธีดับตัณหาและอุปาทานด้วยแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)
การดับตัณหาและอุปาทานที่แท้จริง ไม่ใช่การบังคับจิตไม่ให้อยาก หรือการกดข่มใจไม่ให้ยึด (เพราะความอยากละวาง ก็คือตัณหาอีกรูปแบบหนึ่ง) แต่คือการใช้เครื่องมือของ "แก่นมรรค" เข้าไปเรียนรู้กายและใจตามความเป็นจริง เพื่อให้จิตเห็นแจ้งแล้ว "คลายความหลงผิด" ไปเองตามธรรมชาติ:
1. สติ (ระลึกรู้ — ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมที่มโนผัสสะ)
ภาคปฏิบัติ: เมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ มีการกระทบอารมณ์ (ผัสสะ) แล้วเกิดความรู้สึกซาบซ่านเป็นสุขหรือบีบคั้นเป็นทุกข์ (เวทนา) ให้ใช้สติเข้าไประลึกรู้เท่าทันอาการของจิตใน "ปัจจุบันขณะ" ทันที
กลไกการดับ: สติจะทำหน้าที่ "ละนันทิ" (ละความเพลิน) ไม่ปล่อยให้จิตจมแช่ในความถูกใจหรือขัดใจ เมื่อสติคอยตัดกระแสความเพลิน วงจรของสังขารปรุงแต่งที่จะพัฒนาจากเวทนาไปเป็นตัณหาก็จะขาดลง ทันทีที่ตัณหาดับ อุปาทานที่จะเกิดสืบเนื่องก็ไม่มีโอกาสได้ก่อตัว
2. สมาธิ (ตั้งมั่น — เป็นผู้ดู ไม่กระโดดไปเป็นผู้เล่น)
ภาคปฏิบัติ: ฝึกจิตให้ตั้งมั่นอย่างถูกวิธี (สัมมาสมาธิ) รักษาภาวะจิตให้อยู่ในความปกติธรรมดา (ปกติที่ไม่ปรุงแต่ง) เป็นเพียง "ผู้สังเกตการณ์" หรือเป็น "ผู้ดู" ที่ทรงพลัง
กลไกการดับ: เมื่อตัณหาหรือความอยากโผล่ขึ้นมาจู่โจม จิตที่มีสมาธิจะไม่กระโดดลงไปร่วมวงไพบูลย์ ไม่วิ่งตามความอยาก และไม่พยายามผลักไสความไม่อยาก กำลังของสมาธิจะทำให้จิตแยกตัวออกจากอารมณ์ คอยเฝ้าดูความดิ้นรนนั้นแปรปรวนและดับไปเอง โดยที่อุปาทานไม่สามารถเข้าไปจับยึดอารมณ์นั้นมาเป็นตัวตนได้
3. ปัญญา (เห็นแจ้ง — ตีแผ่สมมติ ถอนรากอนัตตา)
ภาคปฏิบัติ: ใช้ "โยนิโสมนสิการ" (การคิดพิจารณาอย่างแยบคาย) มองลึกลงไปในขันธ์ 5 หรือสภาวะธรรมที่กำลังปรากฏ เพื่อแยกแยะและ "ตีแผ่สมมติ" ออกให้เห็นสัจจะความจริง
กลไกการดับขั้นสูงสุด: ปัญญาจะเข้ามาฉีกหน้ากากของสมมติโลกออกทั้งหมด จนเห็นแจ้งชัดตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่เรียกว่าตัวเรา ของเรา หรือสิ่งที่เรากำลังอยากและยึดอยู่นั้น แท้จริงแล้วไม่มีอยู่จริง มันเป็นเพียงธรรมแต่ละธรรมที่กำลังทำกิจของธรรมชาติ ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ (ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา)
ผลลัพธ์สูงสุด: เมื่อปัญญาญาณเห็นแจ้งว่า "ทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา" (ไม่มีตัวตนที่แท้จริงให้ยึด) จิตจะคลายความสำคัญมั่นหมายในตนเองลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อปัญญาตีแผ่สมมติจนหมดสิ้นแล้ว ความหลงผิด (อวิชชา) ก็ดับลง ตัณหาและอุปาทานจึงพังทลายลงอย่างถาวร เพราะไม่มี "ตัวกู" ไปรองรับความอยาก และไม่มี "ของกู" ให้เข้าไปยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไป
ตัณหาและอุปาทานเปรียบเสมือนเงาร้ายที่คอยหลอกหลอนใจมนุษย์ ตราบใดที่เรายังหลงคิดว่าเงาเป็นสิ่งมีตัวตน เราย่อมเหนื่อยล้าจากการวิ่งหนีหรือไขว่คว้า... แต่เมื่อเราใช้ สติ สมาธิ และปัญญา ส่องสว่างเข้าไปดูจนเห็นความจริงว่าเงาก็เป็นเพียงเงา เป็นธรรมธรรมชาติที่ว่างเปล่าจากตัวตน จิตย่อมคลายความยึดมั่น วางแบกลง และคืนสู่ความสงบเย็นอันเป็นนิพพานในปัจจุบันขณะ
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 กดดูที่นี่...))
(( อารมณ์ 6 คืออะไร? ตีแผ่อารมณ์ 6 ))
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
[ อนัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตาคืออะไร??? ]
[ธรรมะเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..))
(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
((ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ )))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..)) (( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))