อกุศลธรรมที่ทำให้จิตทุกข์

  

อกุศลธรรมหรือธรรมที่ไม่ดี ซึ่งประกอบไปด้วย...กิเลส อุปกิเลสและอาสวะทั้งหลาย
จิตที่เป็นทุกข์(จิตที่รับรู้ทุกข์)เกิดมาจากการปรุงแต่งของ..อกุศลธรรม(อกุศลเจตสิกปรุงแต่ง)

(( การดับทุกข์แบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))

การใช้ แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ดับทุกข์แบบง่ายๆไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องเข้าป่า ไม่ต้องเข้าวัดใดๆอยู่ที่ใดก็สามารถนำธรรมนี้ไปใช้ได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา เพียงเดินมรรค(เจริญมรรค)คือ มี สติ สมาธิ ปัญญา ในทุกๆขณะจิต ทำแค่นั้น
ให้ท่านเจริญแก่นมรรคหรือเดินแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา) บนฐานกาย(อานาปานสติ หรือ กายคตาสติ)ในทุกขณะจิต ในทุกๆอิริยาบท ไม่ว่าจะ..ยืน เดิน นั่ง นอน ดื่มน้ำ ทำงาน....สามารถทำได้ทั้งหมดทุกอิริบาบท
มาดูทุกข์ที่มาจาก...อกุศลธรรมอื่นๆ ต่อไปนี้.-
 นิวรณ์ 5   กิเลส 10  อนุสัย 7  สังโยชน์ 10  อุปกิเลส 16  ซึ่งถือว่าเป็น อกุศลธรรมชั้นละเอียด
ถ้าเราไม่เดินมรรค(อวิชชาเกิด)ธรรมข้างบนนี้จะเข้ารีบปรุงแต่งจิตทันที ทุกข์มาเยือนจิตทันทีเช่นกัน ดังนั้น การเดินแก่นมรรคจึงมีความจำเป็นอย่างมากถึงมากๆในทุกขณะจิต พิสูจน์ความจริงได้เลย...

 แจกแจงธรรมฝ่ายอกุศล (สิ่งที่ควรละ)

นิวรณ์ 5 (เครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี) 

เป็นกิเลสระดับกลางที่ขัดขวางไม่ให้จิตเข้าสู่สมาธิหรือปัญญา

1.ฉันทะ: ความพอใจในกาม รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส

2.: ความผูกใจเจ็บ ความโกรธเคือง

3.ถีนมิทธะ: ความง่วงเหงาหาวนอน ความหดหู่ท้อแท้

4.อุทธัจจะกุกกุจจะ: ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ

5.วิจิกิจฉา: ความลังเลสงสัยในธรรม

กิเลส 10 (สิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมอง)

1.โลภะ: ความอยากได้
2.โทสะ: ความคิดประทุษร้าย
3.โมหะ: ความหลง
4.มานะ: ความถือตัว
5.ทิฏฐิ: ความเห็นผิด
6.วิจิกิจฉา: ความลังเล
7.ถีนะ: ความหดหู่
8.จะ: ความฟุ้งซ่าน
9.อหิริกะ: ความไม่ละอายต่อบาป
10.อโนตตัปปะ: ความไม่กลัวบาป

อนุสัย 7 (กิเลสที่นอนเนื่องในสันดาน) 

เปรียบเสมือนตะกอนที่นอนก้นแก้วน้ำ เมื่อมีสิ่งมากระทบก็พร้อมจะขุ่นขึ้นมา

1.กามราคะ: ความกำหนัดในกาม

2.ปฏิฆะ: ความขัดเคืองใจ

3.ทิฏฐิ: ความเห็นผิด

4.วิจิกิจฉา: ความลังเลสงสัย

5.มานะ: ความถือตัว

6.ภวราคะ: ความอยากมีอยากเป็น

7.อวิชชา: ความไม่รู้แจ้ง

สังโยชน์ 10 (เครื่องร้อยรัดจิตไว้กับทุกข์)

1.สักกายทิฏฐิ: ความเห็นว่าเป็นตัวตน

2.วิจิกิจฉา: ความลังเลในพระธรรม

3.ลัพพตปรามาส: การถือศีลพรตแบบงมงาย

4.ราคะ: ความติดใจในกาม

5.ปฏิฆะ: ความกระทบกระทั่งใจ

6.รูปราคะ: ติดใจในรูปธรรมอันประณีต

7.ราคะ: ติดใจในอรูปธรรม

8.มานะ: ความสำคัญตน

9.อุทธัจจะ: ความฟุ้งซ่าน

10.อวิชชา: ความไม่รู้จริง

อุปกิเลส 16 (โทษเครื่องเศร้าหมองของจิต) 

เป็นอาการที่ปรากฏออกมาทางพฤติกรรมจิต เช่น

อภิชฌาวิสมโลภะ (ละโมบจ้องจะเอา), พยาบาท (ปองร้าย), โกธะ (ความโกรธ), อุปนาหะ (ผูกโกรธ), มักขะ (ลบหลู่คุณท่าน), ปลาสะ (ยกตัวเทียบเท่า), อิสสา (ริษยา), มัจฉริยะ (ตระหนี่), มายา (เจ้าเล่ห์), สาเถยยะ (โอ้อวด), ถัมภะ (หัวดื้อ), สารัมภะ (แข่งดี), มานะ (ถือตัว), อติมานะ (ดูหมิ่นท่าน), มทะ (มัวเมา), ปมาทะ (เลินเล่อ)

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็น อกุศลธรรมล้วนๆ(ธรรมที่ไม่ดี ทำให้จิตเป็นทุกข์)

การใช้แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ดับอกุศลธรรมเหล่านี้( นิวรณ์ 5 กิเลส 10 อนุสัย 7 สังโยชน์ 10 อุปกิเลส 16 )

คู่มือการใช้ "แก่นมรรค" (สติ สมาธิ ปัญญา) เพื่อดับอกุศลธรรม
ในเส้นทางของการพัฒนาจิต การเข้าใจ "แผนที่" ของอกุศลธรรมเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ "เครื่องมือ" ที่จะนำมาใช้ดับอกุศลเหล่านั้นอย่างตรงจุด โดยอาศัยหลักการของ ไตรสิกขา ดังนี้
 
1. รู้จัก "กองทัพอกุศลธรรม" ที่ขวางกั้นจิต
ก่อนจะดับได้ เราต้องเห็นหน้าตาของศัตรูภายในใจเสียก่อน:

นิวรณ์ 5: เครื่องกั้นความดี (กามราคะ, พยาบาท, ถีนมิทธะ, อุทธัจจะกุกกุจจะ, วิจิกิจฉา)

อุปกิเลส 16: สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง (ความโกรธ, ความหลบหลู่, ความริษยา, ความตระหน่ำ ฯลฯ)

กิเลส 10: ตัวมูลเหตุแห่งความทุกข์ (โลภะ, โทสะ, โมหะ, มานะ, ทิฐิ ฯลฯ)

สังโยชน์ 10: เครื่องร้อยรัดจิตไว้กับวัฏสงสาร (ความเห็นผิด, ความลังเล, การติดในรูป/อรูป ฯลฯ)

อนุสัย 7: กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน (กามราคะ, ปฏิฆะ, มานะ, อวิชชา ฯลฯ)

2. กลไกการดับด้วย "สติ สมาธิ ปัญญา"
เราสามารถประยุกต์ใช้แก่นมรรคในการจัดการอกุศลธรรมตามลำดับความละเอียดได้ดังนี้:
สติ (Mindfulness): "ผู้เฝ้าประตู"

หน้าที่: ระลึกรู้เท่าทันเมื่อมี "นิวรณ์" หรือ "อุปกิเลส" ปรากฏขึ้นในใจ

วิธีการดับ: เมื่อนิวรณ์เกิดขึ้น เช่น ความง่วง (ถีนมิทธะ) หรือความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจะกุกกุจจะ) ให้ใช้สติ "รู้" ลงไปที่อาการนั้นตรงๆ โดยไม่เข้าไปคลุกคลี สติจะทำหน้าที่หยุดกระบวนการปรุงแต่งกิเลสในเบื้องต้น ไม่ให้ลุกลามไปสู่การกระทำทางกายและวาจา
สมาธิ (Stability): "เครื่องข่มกิเลส"

หน้าที่: สร้างความตั้งมั่นและพลังให้จิต (Vikkhambhana-pahana)

วิธีการดับ: เมื่อจิตมีสมาธิ นิวรณ์ 5 จะสงบระงับลงชั่วคราว จิตจะมีความตั้งมั่นเปรียบเสมือนน้ำที่นิ่งใส ทำให้เห็นตะกอน (กิเลส) ที่นอนก้นได้ชัดเจนขึ้น สมาธิช่วยให้จิตมีกำลังเพียงพอที่จะไม่หวั่นไหวไปตามแรงดึงดูดของกิเลส 10 ประการ
ปัญญา (Wisdom): "ศัสตราตัดรากถอนโคน"

หน้าที่: เห็นแจ้งในความจริง (Samuccheda-pahana)

วิธีการดับ: ใช้ปัญญาพิจารณาลงไปที่ สังโยชน์ และ อนุสัย เพื่อเห็นว่ากิเลสเหล่านี้ล้วนเป็น "อนัตตา" ไม่ใช่ตัวตนของเรา เป็นเพียงธรรมแต่ละธรรมที่ทำหน้าที่ตามเหตุปัจจัย เมื่อปัญญาเห็นแจ้งในความจริงว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา" จิตจะคลายความยึดมั่นถือมั่นและดับกิเลสที่นอนเนื่องได้ในที่สุด

3. ตารางสรุป: การใช้มรรคจัดการกิเลส
ระดับของกิเลส เครื่องมือหลัก ลักษณะการทำงาน
นิวรณ์ 5 / อุปกิเลส 16 สติ รู้เท่าทันและระงับการปรุงแต่งในปัจจุบันขณะ
กิเลส 10 สมาธิ สร้างความสงบ ข่มกิเลสไม่ให้ฟุ้งกระจาย
สังโยชน์ 10 / อนุสัย 7 ปัญญา ถอนรากถอนโคนด้วยการเห็นไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)

บทสรุปเพื่อการปฏิบัติ
 
การดับอกุศลธรรมไม่ได้หมายถึงการบังคับหรือต่อสู้ด้วยความรุนแรง แต่คือการ "ใช้โยนิโสมนสิการ" (การคิดอย่างถูกวิธี) ร่วมกับแก่นมรรค เพื่อเข้าไปเห็นความจริงว่ากิเลสเหล่านั้นเป็นสมมติที่จิตหลงไปยึดถือ เมื่อมีสติรู้ทัน มีสมาธิตั้งมั่น และมีปัญญาเห็นแจ้ง กิเลสทุกประเภทก็จะค่อยๆ ดับสิ้นไปตามเหตุปัจจัย

ธรรมทั้งหมดที่กล่าวมาด้านบนนี้(ธรรมที่เป็นอกุศล)จะพ่ายแพ้การ....เดินแก่นมรรค หรือ เจริญแก่นมรรค...ในทุกๆขณะจิต ท่านลองทดสอบได้ทันทีเลย....
                  

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))

    (( ดับทุกข์ใน 24 ชม.แบบปุถุชน กดดูที่นี่..))

 
Visitors: 5,273