ที่ตั้งของจิต(วิญญาณ)มี 4 แห่งคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร

เทคนิคการวางที่ตั้งของจิต(วิญญาณ)ให้รอดพ้นจากกิเลส(ทุกข์)
ตัวแปรของการเกิดทุกข์และการดับทุกข์คือ..กิเลส...เกิดขึ้นที่..จิต..
โดยปกติทั่วๆไป จิต(วิญญาณ)จะมีที่ตั้งและรับรู้ใน 4 จุด(ในขันธ์ 5)ต่อไปนี้คือ.....
1 ) รูป(กาย) เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย(ลมหายใจและอิริยาบทต่างๆ)
2 ) เวทนา เช่น การรับรู้สุข การรับรู้ทุกข์ การรับรู้ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นต้น
3 ) สัญญา การรับรู้ความจำได้หมายรู้ของเรื่องราวต่างๆเป็นต้น
4 ) สังขาร การรับรู้การปรุงแต่งของสังขาร(ปุญญาภิสังขารและอปุญญาภิสังขาร)
หมายเหตุ : ปุญญาภิสังขาร คือ การปรุงแต่งที่เป็นกุศลของกุศลเจตสิก ส่วนอปุญญาภิสังขารคือการปรุงแต่งที่เป็นอกุศล(กิเลสทั้งปวง)ของอกุศลเจตสิก
ท่านรู้หรือไม่ว่าเมื่อ จิต(วิญญาณ)ที่เข้าไปรับรู้ในข้อ 1 - 4 จะเกิดอะไรขึ้นกับจิต...
ก. กรณีที่จิตไปรับรู้อยู่ที่รูปกาย(ฐานกาย)จากการที่สติดึงจิตกลับมาที่ฐานกาย(อยู่กับลมหายใจเข้าออกหรือการมีสติรู้ในอิริบาบทต่างๆ)รูปกาย(ดิน น้ำ ลม ไฟ)จะไม่สามารถปรุงแต่งนามธรรมอย่างจิต(วิญญาณ)ได้ มีแต่นามธรรมเท่านั้นที่ปรุงแต่งรูปธรรมอย่างรูปกายได้ รูปกาย(รูปธรรม)มันปรุงแต่งได้เฉพาะรูปธรรมของมันเท่านั้น นี้จึงเป็นจุดที่ปลอดภัยของจิตมากที่สุดที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ และมุ่งเน้นมาที่อานาปานสติและกายคตาสติเป็นเครื่องอยู่ของจิต(วิหารธรรม)แม้แต่พระพุทธองค์เองท่านก็ใช้อานาปานสติและกายคตาสติเป็นเครื่องอยู่(วิหารธรรม)เพราะท่านรู้ดีว่า ถ้าจิต(วิญญาณ)มาอยู่กับฐานกายจะไม่ถูกปรุงแต่ง เพราะกาย(รูปกาย)ปรุงแต่งธรรมอื่น(นามธรรม)ไม่เป็น จึงปลอดภัยสำหรับจิต(วิญญาณ)จะพ้นจากการปรุงแต่งของกิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง เมื่อจิตตั้งอยู่ที่ฐานกายทุกข์จึงไม่เกิดขึ้น(กิเลสไม่เกิด)นี่คือ เหตุผลของการนำจิตหรือดึงจิตมาไว้ที่ฐานกาย วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ไกลจากกิเลส(ทุกข์)นั่นเอง เมื่อนำจิตมาไว้ที่ฐานกายแล้ว จงอย่าลืมเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิตด้วยนะครับ แก่นมรรค(มรรคสมังคี)จะเป็นองค์มรรคคุ้มครองจิตไม่ให้กิเลสเข้าหาได้ เมื่อกิเลส(ตัณหา)ไม่เกิด ส่งผลให้ทุกข์ดับ นิโรธเกิดชั่วขณะ(ตทังคนิโรธ)ซึ่งเป็นผลมาจากการเจริญมรรคสมังคีโดยตรง
ข. กรณีที่จิตไปรับรู้อยู่ที่...เวทนา...ซึ่งเป็นจุดที่จิตจะได้รับอันตรายได้ง่ายๆถ้าไม่มีการเจริญสติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค) เวทนาเป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆไม่สามารถรับรู้ตัวเองได้ ต้องอาศัยจิต(วิญญาณ)มารับรู้แทน ถ้าในขณะที่เกิดผัสสะแรงๆและขณะนั้นไม่มีสติทำหน้าที่ระลึกรู้ทัน จะส่งผลให้อวิชชาทำกิจได้อย่างง่ายดาย อวิชชา(โมหเจตสิก)จะปรุงแต่ง นันทิราคะ ขึ้นมาที่จุดเวทนาทันที นำไปสู่ตัณหา(ทุกข์) จิต(วิญญาณ)เข้าไปรับรู้ทุกข์ที่มาจากการปรุงแต่งของโมหเจตสิก(อวิชชา)และตัณหาแบบเต็มๆ จิตเกิดทุกข์หรือรับรู้ทุกข์ในจุดนี้ แต่ถ้าขณะนั้นมีการเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา(มรรคสมังคี)อยู่ สติจะตัดกระแสอวิชชา(โมหเจตสิก)ทันที ย้ายจิต(วิญญาณ)กลับไปที่ฐานกายทันที ผัสสะเปลี่ยน เวทนาเปลี่ยนเป็น อุเบกขาเวทนารู้(เวทนาเย็น)กิเลสอวิชชาดับลง นันทิราคะดับ กิเลสตัณหาดับ(ทุกข์ดับ)กลไกต่างๆจะออกมาแบบนี้ การเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิตจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆทำให้พ้นภัย(จากกิเลส)ได้ตลอดเวลา
ค. กรณีที่จิตไปรับรู้อยู่ที่...สัญญา...สัญญาก็เป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆเหมือนเวทนา สัญญา(ความจำได้หมายรู้เรื่องราวต่างๆในอดีต)สามารถทำหน้าที่ร่วมได้ทั้งธรรมที่เป็นกุศล(กุศลเจตสิก)และธรรมที่เป็นอกุศล(อกุศลเจตสิก) ถ้าสัญญาทำกิจร่วมกับอวิชชา(โมหเจตสิก)ก็จะส่งผลทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน(กิเลสอุจธัจจะ)และซึมเศร้าจากเรื่องในอดีต(ความจำได้หมายรู้ในอดีต)เป็นกิเลสที่เล่นงานมนุษย์มากอีกตัวหนึ่ง แต่ถ้าสัญญาไปทำหน้าที่จดจำธรรมที่เป็นกุศลเพื่อนำไปเผากิเลสก็จะเป็นเรื่องดีไป นี่คือเรื่องราวที่จิตไปตั้งอยู่ที่สัญญาหรือรับรู้ในสัญญาเจตสิก แต่ถ้ามีการเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา) สติก็จะดึงจิตกลับมาที่ฐานกายเช่นเดิม ไม่ให้จิต(วิญญาณ)หมกหมุ่น(นันทิ)อยู่ในสัญญาอีกต่อไป เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดกิเลส(ทุกข์)
ง. กรณีที่จิตไปรับรู้อยู่ที่...สังขาร...นี้คือจุดประหารว่า จิตจะรอดพ้น(กิเลส)หรือไม่ จะอยู่ที่จุดนี้เป็นหลักๆ สังขารเป็น เจตสิก(ธรรมที่ปรุงแต่งจิต ธรรมประกอบกับจิต)มีทั้งหมด 52 ดวง แยกเป็น สังขารเจตสิกที่เป็นกุศล(กุศลเจตสิก)มี 25 ดวง ที่เป็นสังขารเจตสิกอกุศล(อกุศลเจตสิก) 14 ดวง และเจตสิกที่เป็นเป็นกลางอีก 13 ดวง รวมเป็น 50 ดวง เรามาดูหรือพิจารณาใน 2 เจตสิกที่ทำให้เกิดกิเลส(เกิดทุกข์)และการดับกิเลส(ดับทุกข์)นั่นก็คือ...กุศลเจตสิก(ทุกข์ดับ) และ อกุศลเจตสิก(กิเลสเกิดหรือทุกข์เกิด) กิเลสอวิชชาก็คือ โมหเจตสิกนั่นเอง กิเลสอกุศลมูล 3 คือ โลภะ โทสะ โมหะ ก็คือ โลภเจตสิก โทสเจตสิก และโมหเจตสิกนั่นเอง
บรรดากิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนมีรากเหง้ามาจาก...กิเลสอวิชชา(โมหเจตสิก)ซึ่งเป็นอกุศลเจตสิกและเป็นกิเลสที่ละเอียดและเนียนมากที่สุดในอนุสัยและสังโยชน์ อวิชชา(โมหเจตสิก)จะเป็นธรรมที่เป็นองค์ประกอบร่วมกับกิเลสทุกๆตัว(กิเลสทุกๆตัวมีอวิชชาเป็นองค์ประกอบร่วม) กิเลสอวิชชาถูกฝังรากลึกลงในจิตใจของมนุษย์แบบข้ามภพข้ามชาติซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นวัฏฏจักรสืบต่อแบบไม่มีที่สิ้นสุด(จนกว่าจะดับอวิชชาได้แบบสิ้นเชิงและถาวรอย่างพระอรหันต์)ธรรมที่จะนำมาจัดการดับอวิชชาได้ก็คือ วิชชา(ปัญญา)นั่นเอง แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ก็คือ วิชชา(ปัญญา)นั่นเอง
กุศลเจตสิก คือ เจตสิกที่ดีงามปรุงแต่งจิตให้ออกมาดี จิตไม่มีทุกข์ เป็นจิตประภัสสร จิตผ่องใส เจตสิกกลุ่มนี้เช่น สติ ปัญญา อโลภะ อโทสะ อโมหะ ฯลฯ เมื่อกุศลเจตสิกปรุงแต่งจิต จิต(วิญญาณ)ก็จะรับรู้แต่สิ่งดีๆ จิตจึงไม่มีทุกข์และไม่เศร้าหมอง ดังนั้น การที่สติดึงจิตกลับมารับรู้ที่ฐานกายจึงปลอดภัยจากกิเลสทั้งปวง เพราะแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)เจริญอยู่ในทุกขณะจิตที่ฐานกาย กุศลเจตสิกทั้งหมด(มรรคสมังคี)จึงคุ้มครองจิตให้ปลอดภัยรอดพ้นจากมารผจญ(กิเลส) ที่นี่..เราจึงเน้นที่การเจริญมรรคสมังคี(แก่นมรรค)เป็นพิเศษ
ประโยชน์ที่ได้รับจากการตั้งจิตไว้ที่ฐานกาย
การตั้งจิตไว้ที่ฐานกาย (อานาปานสติและกายคตาสติ) เปรียบเสมือนการนำสัตว์ร้าย 6 ตัว (อายตนะภายใน: ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ) มาผูกไว้กับ "เสาขีณขีล" (เสาเข็มที่มั่นคง) จิตจะไม่แส่หาอารมณ์ภายนอก และปลอดภัยจากกิเลสทั้งปวงด้วยกลไกทางสภาวะธรรมดังนี้
1. ตัดการเชื่อมโยงของผัสสะ(มโนผัสสะ)ไม่ให้เกิดนันทิราคะ
ให้ผัสสะเกิดขึ้นภายในอายตนะภายใน(กายผัสสะและมโนผัสสะ)เท่านั้น ไม่ส่งวิญญาณ(การรับรู้ของจิต)ออกไปรับรู้อารมณ์จากภายนอก(อารมณ์ 6)ผัสสะจากภายนอกจึงไม่เกิดขึ้น ผัสสะภายในไม่สามารถปรุงแต่งได้ เวทนาที่เกิดขึ้นจึงเป็น อุเบกขาเวทนารู้(เวทนาเย็น)เป็นเวทนาที่ประกอบด้วยวิชชา(แก่นมรรค)
กลไกสภาวะ : กิเลส (อภิชฌาและโทมนัสหรือความยินดีและยินร้าย) ไม่ได้เกิดขึ้นเองลอยๆ แต่เกิดจากการที่จิต(วิญญาณการรับรู้)ส่งออกนอกไปรับรู้อารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้ว(อกุศลเจตสิก)ปรุงแต่งต่อไปเป็นกิเลสน้อยใหญ่
เมื่อตั้งจิตมั่นอยู่ที่กาย : จิตมี "เรือนพำนัก" (วิหารธรรม) อยู่ภายใน เมื่อผัสสะภายนอกมากระทบ จิตจะรับรู้เพียงแค่อายตนะทำหน้าที่ แต่ไม่แส่สอดไปปรุงแต่งต่อเป็นมโนผัสสะที่ประกอบด้วยความยินดียินร้าย วงจรการเกิด นันทิราคะ (ความเพลิดเพลินหลงใหล) ในเวทนาจึงถูกตัดขาดตั้งแต่ต้นทาง( รู้ เห็น วาง )รู้สักแต่ว่ารู้ เห็นสักแต่ว่าเห็น......
2. ตีแผ่สมมติด้วยการเห็น "กายในกาย" ตามความเป็นจริง
กลไกสภาวะ: กายช่วยให้ปัญญาเห็นแจ้งว่า กายนี้เป็นเพียงธาตุ 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) มาประชุมรวมกัน เป็นเพียงสภาวะธรรมที่ทำกิจตามธรรมชาติ มันจะไม่ปรุงแต่งจิต
ปลอดภัยจากกิเลส : เมื่อปัญญาเห็นชัดในความจริงของกาย ความหลงผิดว่า "กายนี้เป็นเรา เป็นของเรา" (สักกายทิฏฐิ) และความสำคัญมั่นหมายในตนเอง (อัสมิมานะ) จะถูกถอดถอน กิเลสประเภทความโลภ อยากได้มาให้ตัวตน หรือความโกรธเมื่อตัวตนถูกกระทบ จึงไร้ที่ตั้งทันที
3. เป็นอารมณ์กรรมฐานชั้นเลิศสำหรับ "อสัมโมหสัมปชัญญะ"
กลไกสภาวะ : กาย เป็นสภาวะรูปธรรมที่ปรากฏอยู่จริงในปัจจุบันขณะที่สัมผัสได้จริง (ต่างจากความคิด/อารมณ์ที่เป็นนามธรรมและพาจิตไหลไปในอดีต-อนาคตได้ง่าย)
ปลอดภัยจากกิเลส : การปักจิตไว้ที่ฐานกายทำให้ โคจรสัมปชัญญะ (รู้ชัดในอารมณ์อันควร) และ อสัมโมหสัมปชัญญะ (รู้ชัดความไม่หลง) ทำงานได้อย่างมีพลัง จิตจะรู้เท่าทันว่า นามธรรมทั้งหลาย (สุข ทุกข์ ความคิด) ที่มาปรากฏบนฐานกาย ล้วนเกิด-ดับตามเหตุปัจจัย ไม่บิดเบือนธรรมชาติ และไม่หลงไปยึดถือสภาวะใดๆ
เปรียบเทียบสภาวะจิต (จิตส่งออกนอก กับ จิตอยู่กับฐานกาย)
| สภาวะ | จิตส่งออกนอก (ไม่มีฐานกาย) | จิตตั้งมั่นที่ฐานกาย (กายคตาสติ) |
| อายตนะกระทบ | จิตวิ่งตามรูป/เสียง/ความคิด ทันที | จิตเป็นผู้ดู (รับรู้ที่ฐานกาย ไม่วิ่งตาม) |
| การปรุงแต่ง | สังขารปรุงเป็นนันทิ / โทสะ / โมหะ | ละนันทิในเวทนา สังขารหยุดการปรุงแต่ง |
| สภาวะจิต | ตกเป็นเหยื่อของกิเลส | อยู่ในสภาวะปกติ ปลอดภัย สงบ เย็น |
สรุปคือ "ผู้ใดเจริญกายคตาสติ นามว่าได้ดื่มอมตะ" เพราะฐานกายคือแดนแห่งความปลอดภัยชั้นดีที่สุด ที่ทำให้จิตไม่ถูกอารมณ์หลอกลวง(กิเลสเล่นงาน)และเปิดโอกาสให้โยนิโสมนสิการทำหน้าที่ถอดถอนความยึดถือในตัวตนได้อย่างสมบูรณ์
อธิบายความเชื่อมโยงของการตั้งจิตไว้ที่ฐานกาย
กับการละนันทิในอานาปานสติอย่างเป็นขั้นตอน
การตั้งจิต(วิญญาณ)ไว้ที่ฐานกาย (อานาปานสติและกายคตาสติ) และการ ละนันทิ ในอานาปานสติ เป็นกระบวนการที่เกื้อหนุนกันโดยตรง โดยมี "ลมหายใจ" เป็นฐานกายหลักในการหยุดวงจรสังขารปรุงแต่ง และถอดถอนความสำคัญมั่นหมายในตัวตนอย่างเป็นขั้นตอน ดังนี้
ตารางสรุปการทำงานคู่ขนาน
| ขั้นตอนอานาปานสติ | การตั้งจิตที่ฐานกาย | การทำงานของการละนันทิ |
| ขั้นกาย (กายานุปัสสนา) | ล็อกจิตไว้กับลมหายใจเข้า-ออก | ป้องกันไม่ให้จิตส่งออกนอกไปเกิดนันทิในรูป/เสียง |
| ขั้นเวทนา (เวทนานุปัสสนา) | สัมผัสเสวยอารมณ์บนฐานกาย | รู้เท่าทันความเพลิดเพลินในสุข/สงบ แล้ว "วาง" ไม่ยึด |
| ขั้นจิต/ธรรม (จิตตา-ธัมมา) | จิตตั้งมั่น เป็นผู้ดูสภาวะที่เกิด-ดับ | สังขารหยุดปรุงแต่ง วงจรภวตัณหาขาดสะบั้น เหลือเพียงอนัตตา |
เมื่อเจริญอานาปานสติและกายคตาสติโดยมีฐานกายเป็นที่ตั้ง สติและปัญญาจะตัดกระแสอวิชชา(โมหเจตสิก)โดยตรง ส่งผลให้ นันทิราคะดับ ตัณหาดับ(ทุกข์ดับ)
อธิบายการตั้งจิตไว้ที่ฐานกายเพื่อละนันทิในความคิดซ้ำๆ
หรือความวิตกกังวลในชีวิตประจำวัน
ความคิดซ้ำๆ หรือความวิตกกังวลในชีวิตประจำวัน แท้จริงแล้วคือ "นันทิ" (ความเพลิดเพลินหลงใหล) ในมโนผัสสะ รูปแบบหนึ่ง จิตไม่ได้โกรธหรือกลัวเพียงอย่างเดียว แต่จิต(วิญญาณการรับรู้)กำลัง "เสพ" หรือเพลิดเพลินในการปรุงแต่งของสังขาร(อกุศลเจตสิก)โดยไม่รู้ตัว
การนำจิตกลับมาปักหลักไว้ที่ ฐานกาย คือการเปลี่ยนจุดรับรู้(วิญญาณ)จาก "ความคิด" มาสู่ "สภาวะจริงทางรูปธรรม"ที่ฐานกาย เพื่อหยุดการป้อนพลังงานให้กับความคิดนั้น(ตัดกระแสความคิด) โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติในชีวิตประจำวันดังนี้
ตารางเปรียบเทียบการทำงานของจิตเมื่อเกิดความวิตกกังวล
| จุดโฟกัส | จิตไหลไปตามความวิตกกังวล (หลงสมมติ) | จิตปักหลักที่ฐานกาย (ละนันทิ) |
| ตำแหน่งจิต | ลอยอยู่ในโลกความคิด (อดีต/อนาคต) | ตั้งมั่นอยู่กับกายในปัจจุบันขณะ |
| การทำงานของนันทิ | เกิดนันทิราคะ เสพความคิดซ้ำๆ ปรุงเรื่องราวใหญ่โต | ตัดนันทิ ละความเพลิดเพลินในการคิด |
| การมองสภาวะ | ยึดว่า "ฉันกำลังเครียด เรื่องนี้เรื่องใหญ่" | เห็นเป็นเพียง "สังขารปรุงแต่งเกิดขึ้น แล้วดับไป" |
| ผลลัพธ์ | สมองเหนื่อยล้า กายเกร็ง ทุกข์สะสม | จิตสงบ เย็น คืนสู่สภาวะปกติ มีปัญญาแก้ปัญหา |
หัวใจสำคัญ: ความวิตกกังวลไม่ได้น่ากลัว ความคิดซ้ำๆ ก็ไม่ได้มีอำนาจอะไร สิ่งที่ทำให้เราทุกข์คือการที่จิตเข้าไป "เสพ" (นันทิ) ความคิดนั้น การกลับมาหาฐานกายคือการตัดสายป่านพลังงาน เพื่อให้ธรรมทั้งหลายทำหน้าที่เกิด-ดับตามธรรมชาติ โดยไม่มีตัวเราเข้าไปแบกรักษา
สติเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
สติ คือ ธรรมที่จำเป็นมากที่สุดของทุกๆคน สติมา สัมปชัญญะ(ปัญญา)เกิด การเจริญสติ(ในอานาปานสติและกายคตาสติ)เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆเป็นจุดเริ่มต้นของการดับกิเลส(ดับทุกข์)ในปัจจุบันขณะ เราจะเริ่มจากการดับกิเลส(ดับทุกข์)ในปัจจุบันขณะจิตเดียวไปก่อน(ดับทุกข์หรือดับกิเลสชั่วคราวในปัจจุบันขณะนี้)การเดินทางจะต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรกเสมอ ถ้าไม่มีก้าวแรก ก้าวสุดท้ายก็เกิดขึ้นไม่ได้ฉันใดก็ฉันนั้น ในการดับกิเลสและดับทุกข์ก็เช่นเดียวกัน เราต้องเริ่มต้นที่ก้าวแรกก่อน นั่นก็คือ การเจริญสติให้กล้าแกร่ง ด้วยการเจริญอานาปานสติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก และกายคตาสติคือการกำหนดรู้การเคลื่อนไหวแต่ละอิริยาบทของเราให้รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา(สติไม่หลุด)เมื่อท่านมีสติ กิเลสจะเข้าหาท่านยากขึ้น โดยเฉพาะตัวรากเหง้ากิเลสทั้งปวงอย่างอวิชชา(ความไม่รู้ ความหลง)ซึ่งจะตรงกันข้ามกับ สติ(ระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา)ซึ่งเป็นตัวตัดกระแสโมหเจตสิก(อวิชชา) เมื่อสติเจตสิกเกิด โมหเจตสิกจะดับลง ทั้งสองธรรมนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้เหมือนกรณี วิชชา กับ อวิชชา หรือมืดกับสว่างที่ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้นั่นเอง สติเป็นธรรมที่มีอุปการคุณต่อธรรมที่เป็นกุศลทุกๆธรรม พระพุทธเจ้าสรรเสริญและเน้นการมีสติเป็นพิเศษ ก่อนปรินิพพานยังเน้นกับสาวกอีกครั้ง นี่คือ ความสำคัญของธรรมที่ชื่อ...สติ..เมื่อสติเกิด สมาธิจะติดตามมา ปัญญาจะติดตามมาเป็นลำดับ
สรุปสัมปชัญญะจากด้านบน
สัมปชัญญะกลายไปเป็นปัญญาได้อย่างไร สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัวทั่วพร้อมหรือความตระหนักรู้ในตัว สัมปชัญญะ 4 คือความรู้ชัด ปัญญารู้เท่าทันในอารมณ์และสภาวะการกระทำ เพื่อไม่ให้จิตเข้าไปหลงผิดหลงติดในสมมติ เป็นเครื่องมือสำคัญในการใช้ โยนิโสมนสิการ ถอดถอนความถือมั่นในตนเองและการละนันทิ โดยจำแนกออกเป็น 4 ระดับดังนี้...
1. สาตถกสัมปชัญญะ (รู้ชัดในประโยชน์)
ความหมาย: ปัญญารู้เท่าทันก่อนที่จะคิด พูด หรือทำสิ่งใด ว่าสิ่งนั้นมีประโยชน์ที่แท้จริงหรือไม่ เป็นไปเพื่อกุศล หรือนำไปสู่ความหลงในสังขาร
การนำไปใช้: ตรวจสอบมโนผัสสะและกายวาจาว่า การกระทำนี้ช่วยลดกิเลส ละนันทิ และเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ หรือเป็นเพียงการตอบสนองความใคร่ของอีโก้ (ตัวตน)
2. สัปปายสัมปชัญญะ (รู้ชัดในความเกื้อกูล/เกื้อหนุน)
ความหมาย: แม้สิ่งนั้นจะมีประโยชน์ (มีสาตถกะ) แต่ต้องรู้ชัดด้วยว่า เหมาะสมกับกาลเทศะ บุคคล และสภาวะจิตใจในขณะนั้นหรือไม่
การนำไปใช้: พิจารณาความเกื้อกูลของสิ่งแวดล้อม อาหาร การพูดคุย หรือแม้กระทั่งอารมณ์กรรมฐาน ให้เหมาะสมกับจริตและสภาวะธรรมในขณะนั้น เพื่อไม่ให้เกิดกิเลสแทรกซ้อน
3. โคจรสัมปชัญญะ (รู้ชัดในอารมณ์อันเป็นโคจร)
ความหมาย: การตั้งจิตให้อยู่ในอารมณ์อันควร ได้แก่ การไม่ทอดทิ้งสติปัฏฐาน 4 หรือสติที่เกาะอยู่กับธรรมะ ไม่ปล่อยจิตให้ส่งออกนอกไปเกลือกกลั้วกับโลกียอารมณ์(อารมณ์ 6)
การนำไปใช้: นำจิตกลับมาสู่อารมณ์หลัก (เช่น ฐานกายหรือการรู้เท่าทันมโนผัสสะ) อยู่เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในอริยาบถใด เพื่อไม่ให้เกิดการปรุงแต่งไปเป็นนันทิราคะในเวทนาที่เกิดขึ้น
4. อสัมโมหสัมปชัญญะ (รู้ชัดความไม่หลง)
ความหมาย: ตัวปัญญาขั้นสูงสุดที่ตีแผ่สมมติ รู้แจ้งตามความเป็นจริงว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา — สภาวะธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็น อนัตตา (รวมถึงจิต) ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของเรา มีแต่เพียงธรรมแต่ละธรรมกำลังทำหน้าที่ตามเหตุปัจจัย
การนำไปใช้: เมื่อเกิดเวทนา สังขาร หรือสภาวะจิตใดๆ จะไม่เข้าไป "สำคัญมั่นหมาย" ว่าเป็นตัวเราของเรา แต่เห็นชัดว่านั่นเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ (สมมติ) ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป
สรุปการเชื่อมโยงในการปฏิบัติ สัมปชัญญะทั้ง 4 ดำเนินไปอย่างเป็นลำดับ: เริ่มจาก เลือกทำสิ่งที่ประโยชน์ (สาตถกะ) ให้ ถูกกาลถูกสภาวะ (สัปปายะ) ตั้งมั่นในอารมณ์กรรมฐาน (โคจระ) และจบลงที่ การเห็นแจ้งธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่หลงสมมติ ไม่หลงในตนเอง (อสัมโมหะ)
(( วิธีฝึกแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( ทุกข์เกิดและทุกข์ดับในกระแสปฏิจจสมุปบาท ))
(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))
(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))
(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ ))
(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ ))
(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))
(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))
(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
[ ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4 กดดูที่นี่....))
(( ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ]
[ ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
Translate: Please go to the sub-menu on your left.
翻译:请前往您左侧的子菜单。