Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

สติปัฏฐาน 4 ธรรมที่ใช้สร้างปัญญาหรือวิชชาในอริยสัจ 4



สติปัฏฐาน 4 คือ สนามสร้างวิชชา(ปัญญา)ของนักปฏิบัติธรรมดีๆนี่เอง
มาเปลี่ยน..ปัญหา ให้เป็น ปัญญา( สติ มาธิ ปัญญา )ท่านสามารถทำได้อย่างแน่นอน ในทุกๆที่และทุกๆเวลา ถ้าท่านฝึก สติ สมาธิ ปัญญา อย่างต่อเนื่อง ความเครียด ความทุกข์ ปัญหาของท่านจะน้อยลงทันที พิสูจน์ได้ที่นี่....
ปราศจากสติ  =>สมาธิไม่เกิด  => ปัญญาไม่เกิด

 
ตีแผ่ "สติปัฏฐาน 4" คืออะไร?
ทำไมสติปัฏฐาน 4 จึงเป็นทางสายเอก???
ท่านรู้หรือไม่ว่า..สติปัฏฐาน 4 คือ ขุมทรัพย์แห่งปัญญาหรือวิชชาดีๆนี่เอง ในสติปัฏฐานจะมี รูป(รูปกาย) กับ นาม( เวทนา จิต ธรรม )ให้ท่านศึกษาด้วย..โยนิโสมนสิการ(พิจารณาโดยแยบคายละเอียดรอบด้าน)และการวิเคราะห์แยกแยะในรายละเอียดของแต่ละธรรม(วิภัชวาท)จึงทำให้ท่านเกิดปัญญา(วิชชา)รู้ความจริงแบบลึกซึ้งในแต่ละธรรม และวิชชาหรือปัญญานี้เองที่ท่านจะนำไปดับทุกข์ในอริยสัจ 4 (มรรค)ท่านจงศึกษาให้ดีๆแล้วท่านจะเข้าใจเองว่า นี่คือ วิชชา ชัดๆ ใน สติปัฏฐาน ท่านจะได้ทั้งการเจริญสติ สมาธิ ปัญญา แบบครบถ้วนในธรรมนี้ ทุกข์ และ การดับทุกข์อยู่ที่ธรรมนี้(เห็นอริยสัจ 4)ท่านเจริญสติปัฏฐาน 4 คือ ท่านกำลังเจริญแก่นมรรคนั่นเอง
 
คนทั่วไปเมื่อได้ยินคำว่า "สติปัฏฐาน 4" มักนึกถึงภาพการหลบหนีความวุ่นวายไปนุ่งขาวห่มขาว ปิดวาจา หรือนั่งหลับตาพนมมืออยู่ในวัด จนกลายเป็นความเข้าใจผิดว่า "การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องเฉพาะกิจที่ต้องทำแยกต่างหากจากชีวิตประจำวัน"
 
แต่ในความเป็นจริงตามแก่นพุทธพจน์ เจริญวิปัสสนาสติปัฏฐาน 4 คือ "คู่มือการรื้อถอนสมมติและระบบเปลี่ยนสัญชาตญาณการตอบสนองต่อโลกใน 24 ชั่วโมง"ในชีวิตประจำวันดีๆนี่เอง

สติ : คือ กิจในการระลึกรู้เท่าทันสภาวะธรรมปัจจุบันขณะ ไม่ปล่อยให้จิตหลงจมไปในอดีตหรืออนาคต( มีสติไม่เหม่อลอย )มีสติในฐานกาย สติคือ ธรรมด่านหน้าที่สำคัญมากที่สุด ถ้าสติไม่เกิด ธรรมที่เป็นกุศลอื่นๆไม่สามารถเกิดขึ้นได้ รวมทั้ง อริยมรรคมีองค์ 8 ทุกๆธรรมที่เป็นกุศล จะเริ่มต้นที่ สติ เสมอจึงจะเกิดขึ้นมาได้ นี่คือ ความสำคัญของสติ


ปัฏฐาน (ฐาน): คือ สถานีการเรียนรู้หรือที่ตั้งแห่งการทำงานของสติและปัญญา ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแบ่งไว้ 4 สถานี เพื่อทำลายภาพลวงตาเรื่องความเป็นก้อน (ฆนสัญญา) ที่จิตชอบรวบมัดเอา กาย เวทนา จิต ธรรม มาทึกทักว่าเป็น "ตัวฉัน" หรือ "ของฉัน"ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง
 
เมื่อเราเดิน "แก่นมรรค" (สติ สมาธิ ปัญญา) ลงไปในทั้ง 4 สถานีนี้ อวิชชาที่เคยสแตนด์บายคุมฐานจิตอยู่เป็นประจำย่อมดับลงตามหลักอิทัปปัจยตา (เมื่อสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด / เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ) อนุสัยกิเลสสายดำย่อมหมดช่องทางแทรกซึม พื้นที่จิตจะถูกจับจองด้วยโสภณเจตสิก (เจตสิกฝ่ายดีงาม) จนกลายเป็นภูมิคุ้มกันความทุกข์แบบวินาทีต่อวินาทีในชีวิตประจำวัน

เมื่อ สติ สมาธิ ปัญญา เกิด  => อวิชชา ตัณหา อุปาทาน(ทุกข์)ดับลง
การเจริญใน สติปัฏฐาน 4 ก็คือ การเจริญภาวนามยปัญญานั่นเอง ต้องเริ่มต้นจากการเจริญสติก่อนด้วยการเจริญอานาปานสติก่อนดีที่สุด(กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก)หรือจะเจริญกายคตาสติก็ได้ แต่การสงบจะสู้อานาปานสติไม่ได้ เมื่อเจริญลมหายใจจนจิตมีสมาธิแล้ว(ขณิกสมาธิ หรือ อุปจารสมาธิก็ได้)ให้เข้าสู่...การเจริญสติปัฏฐานได้เลย 
 
สถานีที่ 1: กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
(ส่องกล้องสภาวะรูปกาย)
มีสติ รู้ลึก และ รู้จริง ใน..รูปกายทั้งหมด ทั้งสภาวะรูปธรรมและนามธรรม
สติรู้  ปัญญาเห็น  อุเบกขาวาง( ไม่ยินดียินร้ายในกาย )
สติ รู้ความเป็นไปของกายทั้งหมด รู้ความเคลื่อนไหวในกาย รู้ลมหายใจ
ปัญญาเห็น ไตรลักษณ์ในรูปกาย เห็นตถตา(เป็นเช่นนั้น) เป็นความจริงของกายทั้งภายนอกและภายในทั้งหมดคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มารวมกัน(ประชุมกันชั่วคราว)รอวันดับไป ไม่มีใครเป้นเจ้าของ ดิน น้ำ ลม ไฟ นี้มันไม่ใช่ตัวตน บังคับควบคุมไม่ได้(อนัตตา)
 
สถานีแรกคือการใช้สติลงไปตรวจสอบและค้นหาความจริงในปัจจุบันขณะของสิ่งที่สมมติเรียกว่า "ร่างกาย" เพื่อแยกแยะ "รูปธรรม" ออกจาก "นามธรรม" และส่งคืนก้อนธาตุนี้กลับสู่ธรรมชาติ โดยสามารถแบ่งมิติการพิจารณาออกเป็น 3 ระดับลึกดังนี้:
 
1. มิติรูปธรรม :
การทุบทำลายความเป็นก้อน (ฆนสัญญา)ของ...ดิน น้ำ ลม ไฟ...( รูปกาย )
 
เมื่อเราลอกป้ายชื่อสมมติที่โลกตั้งให้ว่า กาย "คน" "สวย" "หล่อ" "ตัวฉัน" หรือ "ตัวเธอ" ออกให้หมด แล้วใช้ปัญญาส่องลึกเข้าไปข้างใน จะพบความจริงทางวิทยาศาสตร์ของจิตว่า ร่างกายนี้เป็นเพียง "ที่ประชุมรวมตัวกันของธาตุทั้ง 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ที่ทุกๆคนยืมโลกมาใช้ชั่วคราว" ก่อนที่มันจะกลับคืนสู่ธรรมชาติเดิมของมัน คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในกองไฟ

ภายในกาย (อสุภะตามธรรมชาติ) : เต็มไปด้วยของไม่สะอาดที่หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา ภายในตึกผิวหนังนี้บรรจุ ตับ ไต ไส้ พุง น้ำเลือด น้ำเหลือง อุจจาระ ปัสสาวะ เหม็นหึ่งอยู่ข้างใน ลองไม่อาบน้ำ ขัดสีฉวีวรรณเพียง 7 วัน กายนี้จะขับของเสียแสดงความจริงออกมาทันทีว่าเป็นก้อนขยะสดที่เคลื่อนไหวได้ ท่านสังเกตดูน้ำคลำที่มีทั้ง ดิน น้ำ ลม ไฟ อยู่ในนั้น กายของเราก็มีองค์ประกอบเหมือนกันกับน้ำคลำนั่นแหละ ไม่มีส่วนใดที่แตกต่างกันเลย


ภายนอกกาย (ความแปรปรวน): ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มีการตายและผลัดเซลล์อยู่ตลอดเวลา หลุดร่วงไปตามกาลเวลา บังคับบัญชาไม่ได้ ดิน น้ำ ลม ไฟ มันเสื่อมและตายไปตลอดเวลา( ดูความแก่และขี้ไคล )

เมื่อธาตุไม่สามัคคี (ความดับไป) : ทันทีที่ธาตุลมหยุดทำกิจ(ลมหายใจดับลง) ระบบทั้งหมดพังทลาย ก้อนธาตุนี้จะถูกเปลี่ยนชื่อสมมติในทางโลกไปเป็น "ศพ" ทันที จากนั้นจะขึ้นอืด เน่าเปื่อย หนอนยั้วเยี้ย จนเหลือเพียงโครงกระดูกและสลายกลับไปเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ ของโลกใบนี้ในที่สุด แล้วกายของเราหายไปไหน???

2. มิตินามธรรม :
การเห็นไตรลักษณ์ในอณูธาตุ(เห็นความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของกาย)
 
การดูสภาวะกายไม่ใช่การดูเพื่อให้เกิดความหดหู่ใจ แต่ดูเพื่อเห็นความจริงที่เป็นสากล(ไตรลักษณ์)ในกายปัจจุบันขณะว่า กายนี้มันไม่ใช่ตัวเราหรือของเราจริงๆ มันเป็นเพียง ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มารวมตัวก่อตัวกันชั่วคราวเท่านั้น :

- อนิจจัง (กายนี้ไม่เที่ยง): กายในวินาทีนี้กับวินาทีก่อนหน้าไม่ใช่ก้อนเดิม มีการแปรปรวนระดับเซลล์และลมหายใจเข้าออกอยู่ทุกลมหายใจ แค่ลมหายใจยังไม่สม่ำเสมอกัน เซล์เกิดและตายไปตลอดเวลา( ดูขี้ไคล )

- ทุกขัง (กายนี้ทนสภาพเดิมไม่ได้): กายนี้ถูกสภาวะทุกข์ตามธรรมชาติบีบคั้นตลอดเวลา ต้องคอยขยับเขยื้อน เปลี่ยนอิริยาบถ นั่ง ยืน เดิน นอน คอยป้อนข้าว ป้อนน้ำ ขับถ่าย เพื่อประทังให้ก้อนธาตุนี้ยังคงทรงตัวอยู่ได้ในแต่ละขณะ

- อนัตตา (กายนี้ไม่ใช่ตัวตน): ดิน น้ำ ลม ไฟ เขาทำกิจตามกฎธรรมชาติของเขา ไม่มีใครสามารถใช้อำนาจไปสั่งว่า "จงอย่าแก่ จงอย่าเจ็บ จงอย่าเน่าสลาย" ได้เลย เพราะเขาไม่ใช่ของเราตั้งแต่แรกแล้ว มีแต่เราหลงเข้าไปยึด ดิน น้ำ ลม ไฟ ว่าเป็นของเรา เพราะแรงอวิชชา ไม่รู้ความจริงของธรรมชาติที่ปรุงแต่งมา

3. ยอดแห่งประโยชน์ :
กายคือ "ห้องปฏิบัติการล้างทุกข์"
 
แม้ว่ากายนี้จะควบคุมไม่ได้และเต็มไปด้วยของไม่สะอาดในท้ายที่สุด แต่ตราบใดที่ธาตุทั้ง 4 ยังสามัคคีกันทำงานอยู่ พระพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำให้เรา ใช้รูปกายนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อการดับทุกข์ ค้นหาความจริงต่างๆในกายนี้เพื่อให้เกิด ปัญญา(วิชชา) มีปัญญาทางผัสสะและเวทนา ให้สติดึงจิตมาไว้ที่ฐานกายนี้ ปลอดภัยจากมารกิเลสมากที่สุด มนุษย์จึงสามารถใช้กายนี้นำไปสู่ประโยชน์ในการดับทุกข์ได้

กายนี้คือเครื่องมือที่วิเศษที่สุดในสังสารวัฏ เพราะมีระบบประสาทและการรับรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ธรรม จิตที่ไม่มีกาย(เช่น อรูปพรหม)ไม่สามารถเจริญสติปัฏฐานหมวดกายได้ จึงไม่สามารถบรรลุธรรมได้เหมือนมนุษย์ที่มีรูปกาย

เราจึงต้องใช้ลมหายใจเข้าออก (อานาปานสติ) หรือการเคลื่อนไหวของร่างกาย (กายคตาสติ) เป็น "สมอเรือชิ้นเอก" เพื่อตรึงจิตไว้กับปัจจุบันขณะ( สติอยู่ที่ไหน จิตอยู่ที่นั่น เพราะสติคือธรรมที่ประกอบจิต) ไม่ให้ซัดส่ายไปปรุงแต่งอดีตหรืออนาคต และใช้ห้องแล็บเคลื่อนที่ดวงนี้เป็นแท่นเหยียบในการสร้าง สติ สมาธิ และปัญญา เพื่อก้าวเข้าสู่สถานีที่ละเอียดขึ้นต่อไป

ขั้นตอนการฝึกเจริญแก่นมรรคในชีวิตประจำวัน
(รู้ เห็น วาง , รู้-ตื่น-วาง , รู้ ปล่อย วาง ที่ฐานกาย)
จุดตั้งสติที่ฐานกายมีความสำคัญมากๆในการตัดวงจรทุกข์ในด่านแรกๆ สติจะตัดวงจร นันทิราคะในเวทนา(ละนันทิในเวทนา)และยังตัดวงจรความฟุ้งซ่านได้เป็นอย่างดีด้วย ดังนั้น การเจริญสติในทุกๆขณะจิตจึงมีความสำคัญมากๆที่พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญให้เจริญสติ เพราะสติอยู่ที่ใด จิตจะอยู่กับสติตลอดเวลา ทำให้จิตไม่ไปรับรู้ทุกข์ สติเกิด โมหเจตสิก(อวิชชา)จะดับไป สติมา ปัญญา(สัมปชัญญะ)เกิด
 
เมื่อตื่นนอน ขยับตัว หรือทำงานใน 24 ชั่วโมง ให้ใช้สูตรล้างทุกข์ชิ้นง่ายในการประคองจิตไว้กับกาย: 
 
1. สติรู้ : มีสติระลึกรู้ในปัจจุบันขณะ

เมื่อจิตเริ่มซัดส่ายหรือฟุ้งซ่านออกไปข้างนอก ให้ดึงสติระลึก "รู้" กลับมาที่ฐานกายทันที เช่น รู้สึกถึงลมหายใจที่กระทบปลายจมูก หรือรู้ท่าทางของร่างกายที่กำลังนั่งหรือเดินอยู่ในปัจจุบันขณะนั้น( มีสติอยู่กับกาย จิตก็จะอยู่กับสติ ไม่ฟุ้งซ่านไหน )

2. ปัญญาเห็น, ตื่น, ปล่อย  : มีปัญญาเห็นตามจริง เมื่อเดินสติจนเกิดสมาธิในข้อ 1 แล้ว จะเกิดปัญญาติดตามมา

มองเห็นกายตามความเป็นจริงในวินาทีนั้นว่าเป็นเพียงก้อนธาตุที่กำลังเคลื่อนไหว หรือเป็นเพียงรูปธรรมที่กำลังถูกจิตรับรู้ จิตตื่นจากความคิดและภาพลวงตาที่คิดว่าเป็น "ตัวเรา" กำลังทำสิ่งนั้น

3. อุเบกขาวาง : จิตปล่อยวางคลายความยึดมั่นลง เพราะจิตเห็นความจริงด้วยปัญญาแล้ว

ปล่อยวางความลุ่มหลงยึดมั่นในกาย ไม่ยินดียินร้ายกับความสบายหรือไม่สบายทางกาย ประคองกระแสแก่นมรรคให้สว่างไสวตั้งมั่นอยู่บนฐานจิต ขอให้มีสติอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิต ท่านจะปลอดภัยเอง

   วัตรปฏิบัติที่ควรกระทำอย่างยิ่ง

ก่อนนอน และ หลังตื่นนอน ให้เจริญอานาปานสติสัก 10-30 นาทีต่อวัน

  วิธีการเจริญอานาปานสติ( ไม่ต้องตรงเป๊ะก็ได้ )

จะท่านั่งทำสมาธิก็ได้ แต่ถ้าไม่สะดวกจะใช้ท่านอนก็ได้ แต่ห้ามหลับเด็ดขาด(พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ห้าม แล้วแต่จริตของแต่ละคน)เริ่มจาก...วางทุกๆอย่างที่เป็นขยะออกจากสมองทั้งหมด แล้วเริ่มปล่อนลมหายใจเบาๆก่อน แล้วฝึกดูลมหายใจยาวก่อน( หายใจเข้ายาวก็รู้ หายใจออกยาวก็รู้ )ให้มีสติจับดูลมหายใจยาวไปเรื่อยๆไม่ต้องเพ่งใดๆจนไปถึงจุดๆหนึ่ง ลมหายใจสั้นจะเกิดขึ้น สมาธิเริ่มมาแล้ว ดูลมหายใจสั้นไปเรื่อยๆ ลมจะแผ่วลงเรื่อยๆ เมื่อสตินิ่ง(จิตเป็นสมาธิ)เข้าที่เข้าทางแล้ว ย้ายสติไปเจริญสติปัฏฐาน 4 ได้เลย เมื่อเจริญสติปัฏฐานเสร็จก่อนนอน ให้เจริญ พุทโธ  โดยลมหายใจเข้า เจริญคำว่า พุท  หายใจออก เจริญคำว่า โธ  ให้ภาวนาอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนหลับสนิท ท่านจะหลับง่ายและพักผ่อนได้เต็มที่ หลังจากตื่นนอนในช่วงเช้า ก็ให้เจริญอานาปานสติเหมือนตามที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อเจริญเสร็จเรียบร้อยแล้ว เริ่มทำกิจต่างๆในชีวิตประจำวัน ให้ท่านเจริญกายคตาสติต่อเนื่อง(จากอานาปานสติ)ได้เลย กายคตาสติก็คือ การมีสติทุกๆการเคลื่อนไหวของกายในอิริยาบทต่างๆนั่นเอง ไม่ว่าจะเข้าห้องน้ำ แปรงฟัน อาบน้ำ ใส่เสื้อผ้า ไปทำงาน ขับรถ ทุกๆอิริยาบท ให้มีสติตื่นรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ถ้าเกิดฟุ้งซ่านหรือกังวลขึ้นมา ให้ดึงสติกลับมาที่ลมหายใจยาวๆหรือสิ่งที่กำลังทำอยู่ สติจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ สติอยู่ที่ใด จิตจะอยู่กับสติที่นั่น ท่านจะสามารถตัดวงจรความฟุ้งซ่าน(อุจธัจจเจตสิก)และตัดวงจร นันทิ(ความกังวล ความเพลิน)ลงได้ทันที ถ้าฝึกสติให้กล้าแกร่งมาอย่างเต็มที่ วงจรแห่งทุกข์จะดับลงในจุดนี้(สติ)เป็นจุดแรกหรือด่านแรก

สถานีที่ 2: เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน 
มีสติ รู้ลึก และ รู้จริง ในเวทนา
(ส่องกล้องสภาวะความรู้สึกระบบกาย-ใจ)

ถ้าสถานีกายคือการตรวจสอบ "ห้องปฏิบัติการ" สถานีเวทนาก็คือการเข้าไปยืนอยู่ตรง "ทางแยกที่อันตรายที่สุดของจิตมนุษย์" เพราะเวทนาคือชนวนระเบิดที่อวิชชาจ้องจะใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความทุกข์ในชีวิตประจำวัน 24 ชั่วโมง โมหเจตสิก(อวิชชา)เข้าทำการปรุงแต่งในจุดเวทนานี่เองให้เป็น นันทิ ซึ่งเป็นเชื้อของการเกิดตัณหา(ทุกข์)

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราตั้งสติเช็คดูเวทนาในปัจจุบันขณะ ไม่ใช่เพื่อไปห้ามไม่ให้เกิดความรู้สึก แต่เพื่อ "ค้นหาความจริงและสกัดวงจรการเกิดตัณหา" ไม่ให้หมุนต่อตามหลักปฏิจจสมุปบาท

1. ตีแผ่กลไก :

เวทนา 3 สภาวะธรรมชาติที่เป็นกลาง

เวทนา เป็น เจตสิกที่เป็นกลางๆ ไม่ดี ไม่เลว มีปัจจัยมาจาก...ผัสสะ..

เมื่ออายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) กระทบกับสิ่งเร้าภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์) เกิดเป็นผัสสะต่างๆและ มโนผัสสะ(ศูนย์กลางประมวลผัสสะทั้งหมด) ระบบจะรายงานผลออกมาเป็นความรู้สึกใน 3 รูปแบบเสมอ เกิดขึ้นทีละรูปแบบเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียง “สภาวะธรรมที่ถูกรู้” เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ตัวตนของเรา:

จิตที่ปราศจากการเดินแก่นมรรคจะทึกทักเอา เวทนาทุกรูปแบบมาเป็นของจิตเอง เช่น เราสุข(สุขเวทนา) เราทุกข์(ทุกขเวทนา) เราเฉยๆ(อทุกขมสุขเวทนา) การไม่รู้ความจริงนี้ถือเป็น...มิจฉาทิฏฐิ(ความเห็นที่ผิดๆ)

1. สุขเวทนา : ความรู้สึกสบาย กายสบายใจ ถูกอกถูกใจ ( จิตเป็นธาตุรับรู้สุขเวทนา )

2. ทุกขเวทนา : ความรู้สึกไม่สบาย กายเจ็บไข้ ใจอึดอัด ขัดเคืองใจ

3. อทุกขมสุขเวทนา : ความรู้สึกเฉย ๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นความรู้สึกกลาง ๆ ที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม

2. กับดักอวิชชา:

อนุสัยกิเลสที่นอนเนื่องในเวทนา

หากเราขาดสติและไม่มีการเดินแก่นมรรคคั่นกลางในเวทนา "อวิชชา" ที่สแตนด์บายอยู่บนฐานจิตจะเข้าแทรกแซงและปลุกกิเลสที่นอนเนื่อง (อนุสัย) ให้ตื่นขึ้นมาทำงานทันทีในทุก ๆ ผัสสะ( ผัสสะเกิดตลอดเวลา เวทนาเกิดตลอดเวลา):

เมื่อเกิด สุขเวทนา => อวิชชา(อกุศลเจตสิก)จะปรุงแต่งเป็น ราคานุสัย (ความเพลิน/นันทิราคะเกิด) จิตจะกระเพื่อมด้วยความอยากได้ อยากรักษาไว้ อยากให้มีอีก นำไปสู่....กามตัณหา( ทุกข์ )

เมื่อเกิด ทุกขเวทนา => อวิชชาจะปรุงแต่งเป็น ปฏิฆานุสัย (ความยินร้าย/โทสะ) จิตจะเกิดสภาวะผลักไส ขัดเคือง ดิ้นรน กระวนกระวาย นำไปสู่....วิภวตัณหา( ทุกข์ )
เมื่อเกิด อทุกขมสุขเวทนา (เฉย ๆ) => อวิชชาจะปรุงแต่งเป็น อวิชชานุสัย (โมหะ) จิตจะตกอยู่ในอาการเฉยแช่ หลงมัวซัว เหม่อลอย ขาดความรู้ตัว( ขาดสติ ) เพ้อฝันด้วยความหลง นำไปสู่....ภวตัณหา( ทุกข์ )

  นี้คือ ผลลัพธ์ของการ ไม่เดินแก่นมรรคหรือไม่เจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต นันทิราคะ ซึ่งเป็นเชื้อของ ตัณหา จะถูกปรุงแต่งโดย อกุศลเจตสิกทันที นี่คือ สมุทัย(เหตุปัจจัยแห่งทุกข์)ในอริยสัจ 4 นั่นเอง

ความจริงเชิงลึก : นันทิ (ความเพลิน) นั้นทำกิจร่วมกับ อุทธัจจเจตสิก (ความซัดส่ายฟุ้งซ่าน) เสมอ ทันทีที่จิต(อกุศลเจตสิก)เพลินไปในสุข หรือดิ้นรนในทุกข์ การรับรู้ของจิตจะกระเพื่อมหลุดจากความตั้งมั่นทันที นี่คือเหตุผลที่คนธรรมดาถูกความทุกข์ลากไปกินตลอด 24 ชั่วโมง เพราะสัญชาตญาณเก่า(อนุสัย)คอยตอบสนองแบบนี้อยู่ตลอดเวลา เพราะ ผัสสะและเวทนาเกิดตลอดเวลา อวิชชาเข้าแทรกแซงจิตได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีการเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต

3. พลิกเกมด้วย "แก่นมรรค":

จุดสร้างวิราคะและดับทุกข์ปัจจุบันขณะ

การเจริญแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ในทุก ๆ ผัสสะและเวทนา คือเครื่องมือเดียวที่ดับนันทิและบล็อกอกุศลเจตสิกได้อย่างเด็ดขาด วิราคะ (ความคลายกำหนัด/คลายความยึดถือ) จะเกิดขึ้นก็ตรงทางแยกนี้เอง(ที่จุดเวทนา) เมื่อแก่นมรรคทำกิจ จิตจะเปลี่ยนเวทนาจาก "การเป็นเหยื่อของอวิชชา" ให้กลายเป็น "แท่นเจริญปัญญา" ทันที ทุกข์จึงไม่อาจเกิดขึ้นมาได้ เพราะ แก่นมรรคเกิด(ปัญญาเกิด) อวิชชาย่อมดับลง ตามหลักอิทัปปัจจยตา

ขั้นตอนการเจริญแก่นมรรคสู้กับอวิชชาใน เวทนา 

(สร้างแก่นมรรคเป็นสัญชาตญาณใหม่ในชีวิตประจำวัน)

เพื่อไม่ให้จิตตกเป็นทาสและเป็นเหยื่อของอนุสัยกิเลส(กิเลสที่นอนนิ่งอยู่ในจิต) เมื่อมีความรู้สึกใด ๆ ปรากฏขึ้นในวันทำงานหรือในชีวิตประจำวัน ให้ฝึกฝนกลไก 3 จังหวะนี้(แก่นมรรค)จนกลายเป็นสัญชาตญาณใหม่: 

1. สติรู้ : สติระลึกรู้เท่าทันในทุกๆผัสสั(สัมผัส)และทุกๆเวทนา ตั้งสติให้มั่นคงไว้ที่ฐานกาย

มีสติเช็คสภาวะจิตปัจจุบันทันทีว่าเกิดเวทนาใดขึ้น (สุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ) เวทนาเกิดขึ้นตลอดเวลาตามปัจจัยคือ ผัสสะที่เกิดอยู่ตลอดเวลา สติเข้าไป "รู้" อาการกระเพื่อมของจิตโดยไม่ปฏิเสธสภาวะ เช่น รู้ว่ากายกำลังเจ็บ หรือรู้ว่าใจกำลังเพลิน

2. ปัญญาเห็น / ตื่น : ปัญญาตื่นจากภาพลวงตาที่ถูกอวิชชาปิดบังตา(ใจ)

ใช้ปัญญาเห็นความจริงว่า "เวทนาเป็นเพียงธรรมข้อหนึ่งที่ถูกรู้" มันเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัยคือ ผัสสะ มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตื่นรู้ขึ้นมาแยกแยะชัดเจนว่า ไม่มี "ผู้สุข" หรือ "ผู้ทุกข์" มีแต่ความรู้สึกเวทนาต่างๆที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

3. อุเบกขาวาง / ปล่อย : ปัญญาตัดวงจรการปรุงแต่งของ อกุศลเจตสิกทั้งหมด

ทำกิจอุเบกขา ไม่ยินดีในสุข ไม่ยินร้ายในทุกข์ และไม่เฉยแช่ในความรู้สึกกลาง ๆ ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ละนันทิราคะลงตรงนั้น วงจรตัณหาขาดสะบั้นลงทันที ทุกข์เกิดขึ้นไม่ได้ในปัจจุบันขณะ

การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงไม่ใช่การวิ่งหนีความทุกข์ทรมานทางกายหรือตามหาแต่ความสุขสบาย แต่คือการมีสติปัญญารู้เท่าทันเวทนาทุกรูปแบบ เพื่อบล็อกไม่ให้อกุศลเจตสิกเข้ามาเปลี่ยนความรู้สึกเหล่านั้นให้กลายเป็นความทุกข์ใจ ถ้าเดินแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องจนเป็นสัญชาตญาณ ทุกข์ก็หมดสิทธิ์เกิดขึ้นบนฐานจิตของท่าน นั่นก็คือ จุดที่ท่านดับทุกข์ได้นั่นเอง

   ข้อควรรู้ในจุด เวทนา

เวทนาเกิดตลอดเวลาตามปัจจัยเกิดคือ ผัสสะ ที่เกิดอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท จึงต้องมีการเจริญสติตลอดเวลา(เดินแก่นมรรค)จนสามารถละทั้ง...สุขเวทนา และ ทุกขเวทนา ได้กลายไปเป็น...อุเบกขาเวทนา(เวทนาเย็น)ซึ่งก็คือ..อทุกขมสุขเวทนา..นั่นเอง แต่เป็น เวทนารู้( เวทนาที่มีวิชชา )เมื่อเจริญสติไปถึงจุดๆหนึ่งจะรู้ได้ว่า...สุขเวทนา และ ทุกขเวทนา ไม่มีจริง เป็นเพียงเหตุปัจจัยของ ผัสสะ เท่านั้น จะส่งผลทำให้จิตรับรู้การไม่มีสุขและการไม่มีทุกข์ คือ ความเป็น ปกติ ( ไม่ยินดียินร้ายวางจิตเป็นกลางๆไม่เอนเอียง )ไม่มีทุกข์ใดๆ

สถานีที่ 3 : จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
มีสติ รู้ลึก และ รู้จริง ใน.... จิต....( สติรู้ จิตรู้ )

(ส่องกล้องสภาวะผู้รู้และการทำกิจของจิตในจิต)

สถานีนี้คือ "หัวใจ" ของสติปัฏฐานทั้งหมด เพราะธรรมทั้งปวงล้วนถูกรับรู้ที่สถานีจิตนี้ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรามีสติลงไปตามเห็นจิตในจิต เพื่อทำลายภาพลวงตา(อวิชชา)ชั้นสุดท้ายที่ลึกที่สุด นั่นคือความเข้าใจผิดรวบยอดที่ว่า "เราคือจิต จิตเป็นของเรา หรือมีตัวเราเป็นผู้รู้" แต่ในความจริง จิตเป็นแค่...กิริยารู้(อาการรู้)เท่านั้น เกิดๆดับๆ ไม่มีตัวตนจริงๆ

1. แยกแยะพิมพ์เขียวในจิต ตีแผ่จิต :

จิต ปรุงแต่งไม่เป็น จิตเป็นเพียงธาตุรับรู้เท่านั้น !

ปมหลงทางที่ใหญ่ที่สุดของคนธรรมดา คือการเหมารวมว่าอารมณ์ความนึกคิดทั้งหมดเป็นเนื้อเดียวกับจิต (ฆนสัญญาในนามธรรม) จนเกิดความกลัว ความกังวล เวลาจิตคิดลบหรือฟุ้งซ่าน แต่ในความเป็นจริงของระบบธรรมชาติ หน้าที่และกิจของระบบนามธรรมถูกแบ่งแยกกันอย่างเด็ดขาดดังนี้:

จิต (วิญญาณขันธ์): ทำกิจเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือ "รับรู้สิ่งต่าง ๆ (อารมณ์และธรรมทั้งปวง)" จิตเปรียบเสมือน "จอภาพสีขาวบริสุทธิ์" หรือ "กระจกเงาบานใหญ่" มีหน้าที่สะท้อนภาพที่ผ่านหน้ามันเท่านั้น จอภาพไม่เคยเลือกสี กระจกไม่เคยเลือกภาพ และที่สำคัญคือ จิตปรุงแต่งตัวเองไม่เป็น!

เจตสิก (สัญญาขันธ์ และ สังขารขันธ์) : คือสภาวะธรรมอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาปรุงแต่งจิต เกิดร่วมกับจิต ดับพร้อมจิต และปรุงแต่งย้อมสีจิตให้เป็นไปต่าง ๆ นานาตามเจตสิกนั้นๆ เช่น.......

ถ้า โลภเจตสิก (นันทิ) เข้ามาทำกิจ จิตก็กลายเป็น จิตมีราคะ (จอภาพถูกย้อมด้วยสีแดง)

ถ้า โทสเจตสิก เข้ามาทำกิจ จิตก็กลายเป็น จิตมีโทสะ (จอภาพถูกย้อมด้วยสีดำ)

ถ้า อุทธัจจเจตสิก เข้ามาทำกิจ จิตก็กลายเป็น จิตฟุ้งซ่าน

คำอุปมาล้างสมมติ : จิตเหมือน "น้ำบริสุทธิ์" เจตสิกเหมือน "สีผสมอาหาร" น้ำไม่เคยเปลี่ยนตัวเองเป็นสีแดงหรือสีดำ แต่เพราะสีที่หยดลงไปทำให้น้ำดูเปลี่ยนไป คนธรรมดามักมองเห็นแต่น้ำสีแดง น้ำสีดำ แล้วเหมาเข่งว่าเป็นผลงานของจิตทั้งหมด แต่ผู้เจริญแก่นมรรคจะส่องกล้องเห็นแยกกันว่า นี่คือน้ำ (จิตผู้รู้) และ นี่คือสี (เจตสิก) ที่กำลังละลายอยู่

2. บล็อกอกุศลเจตสิกด้วย "แก่นมรรค" 

(กฎอิทัปปัจยตา)หรือการบล็อกตัวการปรุงแต่งกิเลสตัณหา(อกุศลเจตสิก)

เมื่อเราส่องกล้องด้วยวิชชาตรวจเช็คจิตในปัจจุบันขณะตามคำสอนของพระพุทธองค์ว่าจิตมีราคะ โทสะ โมหะ หรือไม่ แล้วเราทำการ "เดินแก่นมรรค" (สติ สมาธิ ปัญญา) ลงไปบนฐานจิตอย่างต่อเนื่อง สภาวะธรรมฝ่ายดำ(อวิชชา)จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยตามหลักวิทยาศาสตร์ของจิต:

ตามธรรมชาติ จิตเกิดดับทีละดวงและรับอารมณ์ได้เพียงหนึ่งเดียวในหนึ่งขณะจิต

ในขณะที่แก่นมรรคกำลังทำงาน พื้นที่บนฐานจิตจะถูกจับจองโดย โสภณเจตสิก (กุศลเจตสิกฝ่ายดีงาม เช่น สติ หิริ โอตตัปปะ ปัญญา) อย่างเต็มพิกัด

เมื่อแสงสว่างเปิดอยู่(วิชชา) ความมืด(อวิชชา)ก็หมดสิทธิ์เข้าแทรกซึม อกุศลเจตสิกที่จ้องจะเข้ามาปรุงแต่งจึง "ถูกบล็อกโดยธรรมชาติของระบบ" นี่คือจุดดับทุกข์ในปัจจุบันขณะ ที่แท้จริง วิชชาเกิด => อวิชชาดับ => ตัณหาดับ => ทุกข์ดับ

3. ช็อตเด็ดสติเห็นอนัตตาในจิต:

สติเห็นจิตเกิด-ดับ อยู่ตลอดเวลาแบบ"ไม่ซ้ำหน้า"

เมื่อประคองกระแสแก่นมรรคเฝ้าสังเกตสถานีจิตนี้ไปเรื่อย ๆ ปัญญาญาณจะเห็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า "สติเห็นจิตเกิดดับอย่างต่อเนื่องแบบไม่มีซ้ำกันเลย" จิตจึงไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง(หาตัวตนจิตไม่ได้)

จิตที่หลงไปคิด ดับปุ๊บ => จิตดวงใหม่ที่ทำหน้าที่รู้ตัว เกิดขึ้นแทน

จิตที่เกิดความยินดี ดับปุ๊บ =>  จิตดวงใหม่ที่กลับสู่ความว่าง เกิดขึ้นแทน
เมื่อความต่อเนื่อง (สันตติ) ถูกตัดขาดด้วยปัญญา จิตจะเห็นแจ้งทันทีว่า ไม่มีจิตดวงไหนเที่ยงถาวรพอที่จะทึกทักว่าเป็นตัวเราได้เลย ดวงเก่าดับไปแล้ว ดวงใหม่พึ่งเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย จิตจึงคลายสมมติและเห็นความเป็น อนัตตา อย่างถอนรากถอนโคน

ขั้นตอนการเดินแก่นมรรคบล็อกอกุศลธรรมบนฐานจิต

(สูตรสลับขั้วเจตสิก)ปิดสวิตส์อกุศลเจตสิกด้วย กุศลเจตสิก(แก่นมรรค)

ในวันทำงานหรือชีวิตประจำวัน 24 ชั่วโมง เมื่อมีอารมณ์นึกคิดหรือความรู้สึกใด ๆ วิ่งเข้ามาที่ฐานจิต ให้ใช้กระบวนการ 3 จังหวะ(แก่นมรรค)เพื่อเปิดพื้นที่ให้เจตสิกฝ่ายขาว(กุศลเจตสิก)ทำงานทันที: 

1. สติรู้ : รู้เท่าทันแขกผู้มาเยือน( อกุศลเจตสิกทั้งหมด )

มีสติระลึกรู้เท่าทันอาการของจิตในปัจจุบันขณะทันที เช่น รู้ว่าจิตกำลังมีราคะ รู้ว่าจิตกำลังฟุ้งซ่าน หรือรู้ว่าจิตกำลังสงบ โดยมองดูมันเฉย ๆ ในฐานะ "ผู้สังเกตการณ์" ไม่ต้องอธิบายใดๆทั้งสิ้น

2. ปัญญาตื่น : แยกน้ำ( จิต )ออกจากสี( อกุศลเจตสิก )

ใช้ปัญญาตื่นรู้แยกแยะให้ออกว่า "จิตคือผู้รู้ (จอภาพ)" ส่วน "อารมณ์หรือกิเลสคืออกุศลเจตสิก (สีที่มาย้อม)" เห็นชัดเจนว่าเจตสิกเหล่านั้นเกิดดับอยู่บนฐานจิต แต่ไม่ใช่เนื้อแท้ของจิต และไม่ใช่ตัวเรา

3. อุเบกขาวาง : เปิดสว่าง( วิชชา ) และบล็อกมืด(อวิชชา)

ปล่อยวางความยึดถือในอารมณ์นั้น ๆ ไม่เข้าไปกระโดดร่วมวงปรุงแต่งต่อ เมื่อประคองแก่นมรรค (โสภณเจตสิก) ไว้ต่อเนื่อง อกุศลเจตสิกจะไม่มีพื้นที่ให้เกาะและสลายตัวไปเองตามหลักอิทัปปัจยตา

 การเดินมรรคบนฐานจิตอย่างสม่ำเสมอคือการสร้างความหนาแน่นและการเคลื่อนไหวให้แก่ฝ่ายวิชชา ช่วงแรกอกุศลเจตสิกอาจหาช่องแทรกได้บ้าง แต่เมื่อทำซ้ำ ๆ จนกลายเป็นความถี่ที่เสถียร ฐานจิตจะกลายเป็นภูมิคุ้มกันถาวร อกุศลเจตสิกจะกลายเป็นแขกแปลกหน้าที่เข้ามาปรุงแต่งได้ยากที่สุด กิเลสตัณหาไม่มีที่ตั้ง ทุกข์ดับลง

สถานีที่ 4: ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน 
มีสติ รู้ลึก และ รู้จริง ในธรรมทั้งปวง( รูปธรรมและนามธรรม )

(ส่องกล้องภาพรวมระบบและการเผากิเลสด้วยแก่นมรรค)

แม้ว่าคำว่า มีสติเห็น "ธรรมในธรรม" จะมีความหมายที่กว้างขวางครอบจักรวาล แต่พระพุทธองค์ทรงบีบแคบเข้ามาให้เราเจาะจงศึกษาเพียงบางธรรมที่เป็นจุดยุทธศาสตร์เท่านั้น คือ นิวรณ์ 5, ขันธ์ 5, อายตนะ 6  โพชฌงค์ 7

ความลับเชิงกลไกของสถานีนี้คือ "ในปัจจุบันขณะที่เรากำลังเจริญแก่นมรรคกันอยู่นั้น ธรรมทั้งหมดนี้จะปรากฏขึ้นมาทำกิจพร้อมกันทันที" โดยไม่ได้แยกทำงานทีละชิ้นเลย

 เช็ค ขันธ์ 5 นิวรรณ์ 5  อายตนะ 6 และ โพชฌงค์ 7  

 มองเห็นกลไกของระบบ 

เมื่อเราตั้งสติส่องกล้องมองดูในสถานีธรรม เราจะเห็นความสัมพันธ์เชิงเหตุปัจจัยของกุศลธรรม อกุศลธรรม และธรรมที่เป็นกลางอย่างชัดเจน:

  อายตนะ 6 (ประตูเชื่อมโลกภายนอก)

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(อายตนะภายใน) ทำหน้าที่เป็นสถานีรับส่งสัญญาณ เป็นสภาวะกลาง ๆ ตามธรรมชาติ การใช้แก่นมรรคเห็นอริยสัจ 4 ที่เกิดขึ้นทาง...อายตนะ 6 คือ การ..รู้ เห็นวางใน...กาย  เวทนา  จิต  ธรรมารมณ์ 

ขันธ์ 5 (วัตถุดิบรองรับอารมณ์)

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทำงานร่วมกันทันทีเมื่อมีผัสสะผ่านมาทางประตูอายตนะ ใช้แก่นมรรคเห็น อริยสัจ 4 ในขันธ์ 5  รู้  ปล่อย  วาง  ในขันธ์ 5 ทุกข์ดับ

  นิวรณ์ 5 (กิเลสฝ่ายอกุศล/ความมืด)

กิเลสขัดขวางจิตไม่ให้รับรู้ความดี (กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา) ที่อวิชชาส่งเข้ามาคุมขันธ์ 5 เพื่อปิดกั้นไม่ให้จิตเห็นความจริงในไตรลักษณ์ในขันธ์ 5 ด้วย วิชชา  เราจะใช้แก่นมรรคเจริญในฐานจิต เพื่อให้กุศลเจตสิกเกิดขึ้น แล้วอกุศลเจตสิกก็จะดับลง( นิวรณ์ 5 )

  โพชฌงค์ 7 (ฝ่ายกุศล/แสงสว่าง)

องค์ธรรมแห่งการตื่นรู้ (สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา) ที่เกิดขึ้นเมื่อเราเดินแก่นมรรค จะมีทั้ง สติ สมาธิ และปัญญา(ธรรมะวิจยะ)

 ชำระล้างระบบด้วย "สัมมัปปาทาน 4" (สัมมาวายามะ)

ในขณะที่สติเห็นธรรมในธรรม เราไม่ได้แค่นั่งดูระบบเฉย ๆ แต่จิต(กุศลเจตสิก)กำลังทำหน้าที่เป็น "เตาหลอม" เผากิเลสและนิวรณ์ 5 ที่กำลังแทรกแซงอยู่ในขันธ์ 5 ผ่านการทำกิจของ สัมมัปปาทาน 4 (ความเพียรชอบ 4 ประการ) ซึ่งก็คือตัว สัมมาวายามะ ในมรรคมีองค์ 8 นั่นเอง:

สัมมัปปาทาน 4 กลไกการทำงานบนฐานจิตปัจจุบันขณะ
1. สังวรประธาน เพียรระวัง: ตั้งสติคุมประตูอายตนะ 6 บล็อกไม่ให้อกุศลเจตสิกหรือนิวรณ์ตัวใหม่แทรกเข้ามาปรุงแต่งในขันธ์ 5
2. ปหานประธาน เพียรละ: ละและเผานิวรณ์หรืออกุศลธรรมเก่าที่กำลังปรากฏอยู่บนฐานจิตให้ดับลงไปทันทีด้วยการไม่ให้ค่า
3. ภาวนาประธาน เพียรเจริญ: ปลุกระบบ โพชฌงค์ 7 ให้ตื่นขึ้นทำกิจอย่างเต็มระบบ เพื่อสร้างสติ สมาธิ และปัญญาญาณ
4. อนุรักขนาประธาน เพียรรักษา: ประคองกระแสแก่นมรรค (โพชฌงค์) นี้ไว้ให้หมุนเวียนอยู่บนฐานจิตอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

ทะลุทะลวงสู่ "อริยสัจ 4" ดับทุกข์ที่ฐานจิต 

เมื่อสัมมัปปาทาน 4 ทำหน้าที่เผากิเลสในขันธ์ 5 อย่างต่อเนื่อง จิตจะทะลุเข้าสู่การเห็นแจ้งใน อริยสัจ 4 ทันทีในปัจจุบันขณะ:

มองเห็น ขันธ์ 5 และอายตนะที่กำลังแปรปรวนบีบคั้น => รู้ทุกข์(ถูกกำหนดรู้)

มองเห็น อาการนันทิ ความเพลิน หรือนิวรณ์ที่โผล่ขึ้นมาแล้วสลายไป => ละสมุทัย

มองเห็น สภาวะที่แก่นมรรคทำกิจแล้วนิวรณ์ดับลง จิตว่าง สงบ ตั้งมั่น => แจ้งนิโรธ

มองเห็น กระบวนการ รู้-ตื่น-วาง และโพชฌงค์ 7 ที่กำลังเจริญอยู่ => เจริญมรรค

สถานีนี้จึงเป็นสถานีสรุปยอดรวบของระบบทั้งหมด เป็นการนำมรรควิธีไปใช้ในการดับทุกข์ที่ฐานจิตอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรมมากที่สุด

ขั้นตอนการเจริญแก่นมรรคสรุปยอดระบบธรรม 

( เพื่อเผากิเลสที่ประตูอายตนะในขันธ์ 5 )

การเจริญสติปัฏฐาน 4 จะใช้ทั้ง...สติ  สมาธิ  ปัญญา...แบบครบถ้วนในจุดเดียวจึงจะมองเห็นทุกข์(ทุกขัง) และเหตุปัจจัยที่ทำให้ทุกข์เกิด(สมุทัย)และดับทุกข์ได้(นิโรธ) ก็คือ การใช้แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )เจริญบนฐานจิต(ขณะสติเจริญในฐานกาย) สติอยู่ที่ใด จิตจะอยู่ที่นั่น และติดตามมาด้วย สมาธิและปัญญา(สัมปชัญญะ)

เมื่อใช้ชีวิตประจำวัน 24 ชั่วโมง มีผัสสะกระทบผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้เดินแก่นมรรคในมิติของธรรมดังนี้: 

1. สติรู้ : เช็คระบบปัจจุบันขณะว่าเป็นอย่างไร?

มีสติระลึกรู้เท่าทันสภาวะธรรมที่กำลังปรากฏที่ประตูอายตนะทั้ง 6 ในขันธ์ 5 เช็คดูว่าขณะนี้มีนิวรณ์ปรุงแต่งคุมจิตอยู่ หรือมีโพชฌงค์กำลังทำงาน (รู้สภาวะตามจริง ไม่หลอกตัวเอง) ถ้าเดินแก่นมรรค นิวรณ์ 5 จะเกิดขึ้นไม่ได้ แก่นมรรคเป็น วิชชา(ปัญญา) ส่วน นิวรณ์ 5 เป็น ผลผลิตของ อวิชชา ดังนั้น เมื่อ วิชชา(ปัญญา)เกิด อวิชชาจะดับลง ตามหลักอิทัปปัจจยตา การเจริญสติอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิตจะส่งผลดีต่อการดับทุกข์โดยตรง เพราะสติคือธรรมที่ใช้ตัดวงจรทุกข์เป็นด่านแรก( นันทิ และ อุจธัจจะ โมหะ ) สติก่อให้เกิดธรรมที่เป็นกุศลมากมาย ไม่มีสติ ไม่มีอริยมรรคมีองค์ 8 

2. ปัญญาตื่น : เดินเครื่องเผากิเลส โดยนำ อตัมมยตา( การไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น )มาจัดการอกุศลเจตสิกทั้งหมด

ใช้ปัญญาตื่นรู้แยกแยะ เห็นขันธ์ 5 เป็นเพียงกระบวนการธรรมชาติ เดินเครื่องสัมมัปปาทาน 4 เผานิวรณ์ที่โผล่เข้ามา และปลุกโพชฌงค์ 7 ให้ตื่นตัวขึ้นทำกิจตรรกะแห่งวิชชา

3. อุเบกขาวาง : ปล่อยระบบคืนสู่ธรรมชาติ ทำให้จิตรับรู้ สุญญตา( ความว่าง )

วางความยึดมั่นถือมั่นในสภาวะธรรมทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศล จิตทำหน้าที่เป็นเพียงทางผ่านของธรรมชาติ ตัดวงจรทุกข์ลงสู่ความว่างตั้งมั่น ทะลุเข้าสู่อริยสัจ 4 ในปัจจุบันขณะ

สรุปภาพรวม "สติปัฏฐาน 4 คือโมเดลล้างทุกข์ใน 24 ชั่วโมง" 

สถานีที่ 1 (กาย): สติใช้กายและลมหายใจเป็นห้องแล็บ ดึงจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ


สถานีที่ 2 (เวทนา): สติสกัดกั้นวงจรความเพลิน (นันทิ) และอนุสัยตรงทางแยกของความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉย

สถานีที่ 3 (จิต): สติแยกแยะ "จิตผู้รู้" ออกจาก "เจตสิกเครื่องปรุง" ทำลายภาพลวงตาเรื่องตัวตน

สถานีที่ 4 (ธรรม): สติรู้คุมประตูอายตนะ เจริญโพชฌงค์เผานิวรณ์ในขันธ์ 5 ทะลุเข้าสู่อริยสัจ 4 ดับทุกข์ที่ฐานจิตวินาทีต่อวินาที มรรคจิตเกิดในปัจจุบันขณะนั้นทันที

 ทั้งหมดนี้ ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถของมนุษย์ไปได้!!!

..................................................................................................................................

 ย้ำเตือนเพื่อความไม่ประมาท:
หัวใจของการเดินแก่นมรรคบนฐานกายคือ มีสติใน "ทุกขณะจิต"

การเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ไม่ใช่เรื่องของการทำเป็นครั้งคราว ไม่ใช่การเลือกทำเฉพาะตอนนั่งสมาธิหรือตอนเดินจงกรม แต่พระพุทธองค์ทรงสำทับให้เรา "เจริญแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) บนฐานกายในทุกขณะจิต" ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อปิดกั้นโอกาสของอวิชชาอย่างเด็ดขาด( ไม่เปิดช่องว่างให้ อวิชชา ทำกิจของมัน )

"ความประมาทเพียงวินาทีเดียว คือการเปิดประตูให้อวิชชาเข้ามาฝังตัวบนฐานจิต"

อย่าลืมว่า อวิชชา ถูกฝังหรือโปรแกรมลงในจิตมนุษย์มาตั้งแต่แรกเกิดแล้ว( วงจรของอาสวะในวัฏสงสาร )ดังนั้น อวิชชา จึงเกิดมาคู่กับการเกิดขึ้นของมนุษย์ทุกๆชีวิตโดยตรง จุดนี้คือ จุดหินที่แก้ยากมากที่สุด การเดินสติหรือการเจริญสติ จะส่งผลทำให้ อวิชชา เสื่อมมนต์ขลังลงไปเรื่อยๆ

1. ทำไมต้องเจริญแก่นมรรคใน "ทุกขณะจิต" บนฐานกาย?

จิตของมนุษย์มีความไวสูงมาก เกิดดับเป็นแสนล้านครั้งในงูแลบลิ้น ถ้าเราเจริญสติที่ฐานกายแบบ "ติด ๆ ดับ ๆ" (ทำบ้างลืมบ้างไม่ต่อเนื่อง) จิตจะเหลือช่องว่างมหาศาลให้อวิชชาทำกิจทันที อย่าลืมอวิชชามันนอนเนื่อง(อวิชชานุสัย)มาในจิตตั้งแต่แรกเกิดของมนุษย์ทุกๆคนแล้ว ซึ่งช่องว่างเหล่านั้นเองคือพื้นที่ที่ อุทธัจจเจตสิก (ความฟุ้งซ่าน) และ นันทิ (ความเพลิน) อกุศลเจตสิกซึ่งเป็นผลผลิตของ อวิชชา จะลอบเข้ามาจับจองพื้นที่บนฐานจิตทันที

เมื่อมีการเจริญแก่นมรรคอยู่ที่ฐานกาย : สติจะรั้งจิตถูกตรึงอยู่กับรูปธรรมปัจจุบัน (เช่น ลมหายใจ หรือการขยับเคลื่อนไหว) โสภณเจตสิกจะหนาแน่น อกุศลเจตสิกตัวอื่นจะเข้ามาแทรกได้ยากมาก

เมื่อเผลอไม่เดินแก่นมรรคจากฐานกายเพียงขณะเดียว : จิต(อกุศลเจตสิก)จะซัดส่ายออกไปเกาะในอดีตบ้าง อนาคตบ้าง(อุจธัจจเจตสิก) วิ่งไปปรุงแต่งรูป สวน เสียง กลิ่น รส ทันที ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของวงจรความทุกข์

2. กายคือ "สมอเรือชิ้นเอก" และ "เกราะป้องกันภัยจากกิเลส"

ในวันทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวัน จิตต้องออกไปรับผัสสะที่รุนแรงอยู่ตลอดเวลา หากจิตไม่มีฐานยึดเหนี่ยว จิตจะปลิวไปตามแรงลมของโลกธรรมการปรุงแต่งสารพัดได้อย่างง่ายดาย( จิตรับรู้หลงไปกับอวิชชา )

การเดินแก่นมรรคบนฐานกายอยู่เนือง ๆ ในทุกขณะจิต จึงเหมือนการ "ทอดสมอเรือไว้กับหินผา" ต่อให้คลื่นลม (ผัสสะ/เวทนา) จะซัดส่ายเข้ามาแรงแค่ไหน เรือ (จิต) ก็จะไม่หลุดลอยคว่ำจมลงไปในทะเลทุกข์(อกุศลเจตสิกที่มาปรุงแต่ง)
มันคือเกราะกำบังชั้นแรกสุดที่คอยคัดกรองอารมณ์ก่อนจะดิ่งลึกเข้าไปถึงใจ

3. คาถากำกับความไม่ประมาท

"ลืมฐานกาย คือ การลืมปลุกสติให้ตื่น" ทันทีที่จิตหลุดลอยไปจากก้อนธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ(รูปกาย) ในปัจจุบันขณะ...จงรู้ตัวเถิดว่า ยาพิษแห่งอวิชชาได้เริ่มซึมเข้าสู่จิตแล้ว(ปรุงแต่ง) อวิชชาได้จังหวะทำกิจแล้ว อกุศลเจตสิกจะเริ่มทำการปรุงแต่งจิตให้เป็นทุกข์ทันที วิชชา หรือ อวิชชา ที่จะครองพื้นที่จิตได้มากที่สุด ถ้า วิชชา(ปัญญา)ครองจิตได้มากที่สุด ทุกข์ก็น้อยลง ถ้าวิชชายึดพื้นที่จิตได้ทั้งหมดแบบสิ้นเชิง ทุกข์ก็ดับลง ในทางตรงกันข้าม ถ้าอวิชชาครองจิตเมื่อใด ทุกข์เข้าหาจิตทันที

วิธีการแก้เกมอวิชชา :

จงสร้าง วิชชา(แก่นมรรค)ให้เกิด แล้วอวิชชามันจะดับไปเอง แก่นมรรค ถือว่าเป็น เหตุปัจจัย ที่ทำให้อวิชชาดับไป ตามหลักอิทัปปัจจยตา

ไม่ต้องพยายามขับไล่ความฟุ้งซ่าน ไม่ต้องโกรธตัวเองที่เผลอ แค่มีสติระลึก "รู้" กลับมาที่ความรู้สึกทางกายปั๊บ จิตจะ "ตื่น" จากฝันทันที แล้วล้างไพ่ปรุงแต่งทั้งหมดเพื่อ "วาง" ลงสู่ความเป็นจริงในวินาทีนั้นทันที ทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ ในทุกขณะจิตที่นึกได้ จนกระทั่งแก่นมรรคบนฐานกายกลายเป็นสัญชาตญาณอัตโนมัติของชีวิต ทุกข์ดับลงในที่สุด 

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่ ] 

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ] 

(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....)) 

(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))  

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...)) 

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..)) 

((  ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 กดดูที่นี่...)) 

((  อารมณ์ 6 คืออะไร? ตีแผ่อารมณ์ 6 )) 

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

  [ อนัตตาคืออะไร??? ]
  [  อัตตาคืออะไร??? ]
[ธรรมะเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก]

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))

((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
((ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ ))) 

(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..)) 
(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..)) 

((( ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ กดดูที่นี่...)))
(( ใช้แก่นมรรคแก้ปัญหาต่างๆ กดดูที่นี่....   )) 

 

Visitors: 9,256