การเดินมรรคในทุกขณะจิตเพื่อดับทุกข์ดับกิเลส


ศึกษาและเรียนรู้เรื่อง....จิต  เจตสิก  ผัสสะ  เวทนา
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..))) 
การเดินมรรคหรือเจริญมรรคในทุกขณะจิต มีประโยชน์มหาศาล โดยเฉพาะการดับทุกข์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ และแก้ปัญหาต่างๆจากการทำงาน จากการใช้ชีวิตได้แบบรอบด้าน การเดินมรรคหรือแก่นมรรคจะส่งผลทำให้..อกุศลเจตสิก..ไม่สามารถปรุงแต่งจิตได้ ตราบใดที่มีการเดินแก่นมรรคอย่างต่อเนื่อง(สติ สมาธิ ปัญญา)อวิชชา ตัณหา อุปาทาน จะเกิดขึ้นไม่ได้(โมหเจตสิก โลภเจตสิก ทิฏฐิเจตสิก ไม่เกิด)
ที่นี่..ขอแนะนำให้ท่านเดินมรรค(แก่นมรรค)ในทุกขณะจิตเท่าที่ทำได้ จะเกิดประโยชน์กับท่านโดยตรง
แก่นมรรค ประกอบไปด้วย...สติ สมาธิ ปัญญา..... 

     จิต คือ อะไร ???กี่ยวข้องกับ...เจตสิก  ผัสสะ  เวทนา  อย่างไร???
จิต คือ กิริยารู้ การรู้แจ้ง การรับรู้ในธรรมต่างๆ รับรู้ในอารมณ์ นี่คือ ความหมายของจิต
ความจริงเกี่ยวกับจิต จิตปรุงแต่งจิตเองไม่ได้ ต้องอาศัยเจตสิกเป็นตัวปรุงแต่งจิต
จงพยายามให้ จิต อยู่กับ สติ ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเจริญสติให้ทุกๆขณะจิต ไม่ว่าจะเป็นการรู้ลมหายใจเข้าออกหรืออิริยาบทการเคลื่อนที่ของกายในทุกๆอิริยาบท สติอยู่กับฐานกาย(ลมหายใจและอิริยาบทต่างๆ)จิตก็จะอยู่กับ สติ อย่างต่อเนื่อง ไม่มีเวลาจะไปรับรู้เรื่องอื่นๆ สติมากเท่าใดยิ่งเป็นการดี แต่สมาธิกับปัญญาต้องปรับให้สมดุลกัน อย่าให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไป สติมีมากคือดีเยี่ยม สมาธิถ้ามีมาก อาจจะนำไปสู่กิเลสละเอียดได้(รูปราคะและอรูปราคะ) ส่วนปัญญา ถ้ามีมากจนเกินไป ก็อาจฟุ้งซ่านในธรรมได้(อุจธัจจะสังโยชน์)    

   จิตเป็นธรรมอีกธรรมหนึ่งในบรรดาธรรมทั้งหลายทั้งปวง เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น ไม่มีตัวตนที่แน่นอนใดๆ(เป็นอนัตตา)เพราะจิตเป็นเพียงกิริยารู้เท่านั้น สำหรับเหตุปัจจัยให้จิตเกิดและดับคือ...อายตนะภายใน อายตนะภายนอก และ ผัสสะ เมื่อ 3 ธรรมนี้ประจวบกันหรือรวมตัวกัน จะเกิดการรับรู้( วิญญาณ ) เช่น การรับรู้ทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อไปกระทบ(ผัสสะหรือสัมผัส)กับอายตนะภายนอกหรืออารมณ์ 6 อันมี...รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมมารมณ์ อายตนะเหล่านี้จะจับกันเป็นคู่ๆ เช่น ตาคู่กับรูป หูคู่กับเสียง........ใจคู่กับธรรมมารมณ์(ความคิดต่างๆ สัญญาในอดีต)เป็นต้น จิตก็คือ ส่วนของ..วิญญาณขันธ์ในขันธ์ 5 เกิดและดับอยู่ตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว จึงไม่สามารถหาจิตที่แน่นอนได้ ไม่เที่ยงแท้และแน่นอน(อนิจจัง) แปรปรวนและเปลี่ยนแปลงเกิดดับไปเรื่อยๆเพราะถูกบีบคั้น(ทุกขัง) และไม่ใช่ตัวตน สัตว์บุคคล เรา เขา จิตไม่ใช่ของใครทั้งสิ้น บังคับควบคุมไม่ให้เกิดไม่ให้ดับไม่ได้(อนัตตา) จิตจึงไม่มีใครเป็นเจ้าของจิตจริง เป็นเพียงสภาวะการรับรู้ที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น
จิต เป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน หน้าที่ของจิตหรือกิจของจิต คือ การรับรู้ธรรมต่างๆที่มาปรุงแต่งจิตและผ่านเข้ามาในจิตเท่านั้น รับรู้ความเป็นไปของ...รูป(กาย)  เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ(ตัวจิตเอง)เพราะขันธ์ทั้ง 5 นี้ไม่สามารถรับรู้ได้ ต้องอาศัยจิต(วิญญาณ)รับรู้เท่านั้น แต่จิตก็ไม่ใช่เจ้าของ...รูปกาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จิตไม่มีสิทธิเข้าไปยึดและแทรกแซงในขันธ์ 5 (ผิดกิจของจิต)นอกจากการรับรู้ในขันธ์ 5 แล้ว จิตยังไปรับรู้ในอารมณ์ 6 (อายตนะภายนอก 6 )ถ้าขณะนั้นมีการเดินมรรค(จิตรับรู้การเดินมรรคในขณะจิตนั้นๆอยู่)เมื่อจิตรับรู้ในอารมณ์ 6 จะเกิดสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น...รู้  เห็น  วาง....จิตรู้สักแต่ว่ารู้(ในอารมณ์ 6 ) เห็นสักแต่ว่าเห็น แล้ววาง(อุเบกขา)ในอารมณ์ 6 เหมือนกรณีที่พระพุทธเจ้าท่านสอนพระพาหิยะในสมัยพุทธกาล จะเห็นได้ว่า การเดินมรรค(แก่นมรรค)คือ สติ สมาธิ ปัญญา มีความสำคัญมากๆต่อการรับรู้ของ จิต เพื่อไม่ให้จิตตกไปรับรู้..นันทิและราคะใน..อารมณ์ 6 อันเป็นที่มาของ ตัณหา(ทุกข์)ถ้าศึกษาไปลึกๆ(ไปดูในส่วนของ เจตสิก )จะเห็นว่า จิต ไม่ได้ทำอะไรเลย ทำหน้าที่แค่รับรู้เรื่องราว ทั้งดีและไม่ดี จิตจะรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด ส่วนจะรับรู้เรื่องราวใดเก็บไว้ ต้องไปดูที่เจตสิกต่อไป
หมายเหตุ : จิตรับรู้ผ่านทาง...ทวารทั้ง 6 ( ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ )เท่านั้น
 เจตสิก คือ ธรรมที่ประกอบกับจิต ธรรมที่มาปรุงแต่งจิตให้เป็นไปตามธรรมที่มาปรุงแต่ง(กุศล หรือ อกุศล) เจตสิกเป็นธรรมที่เกิดดับพร้อมๆกับจิต เกิดและดับในที่เดียววัตถุเดียวกัน อารมณ์เดียวกันกับจิต เพราะเหตุนี้ทุกความคิดเห็นจึงชี้ไปลงที่ จิต เป็นผู้กระทำการต่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่จิตกระทำ จิตเป็นเพียงแค่กิริยารับรู้เรื่องราวเท่านั้น ผู้กระทำหรือสิ่งที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นไปต่างๆนาๆก็คือ เจตสิกและธรรมประกอบ นี่เอง เช่น เวลาเรานึกหรือคิดเรื่องราวใดๆ ธรรมที่คิดคือ วิตกเจตสิก ถ้ามีการขยายความอธิบายเรื่องราวที่คิดนั้น ก็จะเป็น วิจารเจตสิกทำงาน จิตเป็นเพียงกิริยาที่รับรู้เรื่องราวต่างๆที่เจตสิกปรุงแต่งขึ้นเท่านั้น เช่นเดียวกันกับการเกิดทุกข์ขึ้น เช่น เกิดความโกรธ นี่คือ โทสะเจตสิกทำกิจหรือทำหน้าที่ ไม่ใช่จิตโกรธ จิตเป็นเพียงกิริยารับรู้การโกรธของโทสะเจตสิกเท่านั้น จะเห็นได้ว่า ทุกๆธรรมแยกกัน เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัย คำว่า ฉัน หรือ ของฉัน ตัวกู ของกู มันจึงไม่มีอยู่จริงๆ เป็น การปรุงแต่งอัตตาขึ้นมาของเจตสิก ซึ่งเกิดจากโมหะเจตสิกและทิฏฐิเจตสิกทำกิจหรือทำหน้าที่จึงออกมาเป็น...อัตตา..คือ ฉัน ของฉัน ตัวกู ของกู นั่นเอง ซึ่งทั้ง จิตและเจตสิก เป็น อนัจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งหมด อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์นี้

   การปรุงแต่งของ....เจตสิก..ออกมาใน 3 รูปแบบดังนี้คือ.-
1 ) ปรุงแต่งที่เป็นกุศล(ดี) จะมีกุศลเจตสิก 25 เจตสิก ทำหน้าที่ปรุงแต่งธรรมที่ดีๆให้จิตรับรู้ เช่น สติ สมาธิ(เอกัคคตาเจตสิก) ปัญญา...ฯลฯ แก่นมรรค ก็คือ กุศลเจตสิกนั่นเอง

2 ) ปรุงแต่งที่เป็นอกุศล(ไม่ดี) จะมีอกุศลเจตสิก 14 เจตสิกทำหน้าที่ปรุงแต่ง อกุศลธรรมทั้งหมด ซึ่งก็คือ บรรดา กิเลส อุปกิเลส อาสวะทั้งปวงนั่นเอง นี่คือ ที่มาของ...ทุกข์...ที่เกิดจากการปรุงแต่งของ..อกุศลเจตสิก...การปรุงแต่งของอกุศลเจตสิกจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ...อวิชชาทำกิจ...ในขณะที่จิตไม่มีการเดินมรรค อวิชชาจะเข้าแทรกทันที และอกุสลเจตสิกก็จะทำการปรุงแต่งร่วมกับ โมหะเจตสิก(อวิชชา)ทันที ตัณหา อุปาทาน จึงเกิดขึ้นมาได้

3 ) การปรุงแต่งที่เป็นกลางๆ(ไม่ดีและไม่เลว) จะมีเจตสิกกลุ่มที่ปรุงแต่งแบบกลางๆไม่ดีและก็ไม่เลว เข้ากับเจตสิกทั้ง 1 และ 2 ได้ตลอดเวลา เจตสิกกลุ่มนี้มี 13 เจตสิก เช่น ผัสสะเจตสิก เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก สังขารเจตสิก เจตนาเจตสิก....เป็นต้น

เจตสิกทั้ง 3 กลุ่มนี้ก็ทำงาน(ทำกิจ)ไปตามเหตุปัจจัยการเกิดดับ อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ทั้งหมด

ผัสสะ คืออะไร???
ผัสสะหรือสัมผัส คือ การกระทบหรือสัมผัสกันของสิ่ง 3 สิ่ง(ธรรม 3 ธรรม)คือ...อายตนะภายใน + อายตนะภายนอก(อารมณ์ 6 ) + วิญญาณ ทั้งสามธรรมนี้มาประจวบกระทบกันเข้า วิญญาณรับรู้ จึงเกิดผัสสะ(สัมผัส)ขึ้นมา ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือธรรมใดธรรมหนึ่งไป ผัสสะ ก็ไม่เกิดขึ้น ต้องครบทั้ง 3 ธรรมนี้จึงจะเรียกว่า ผัสสะ ที่สมบูรณ์ ผัสสะ เป็นเจตสิกแบบกลางๆเป็นธรรมที่เชื่อมธรรมทั้งปวงเข้าหากัน ถ้าปราศจากผัสสะ(ไม่มีผัสสะ) จิตก็ไม่เกิด เจตสิกก็ไม่เกิด เวทนาก็ไม่เกิด รวมทุกๆธรรม(ที่เป็นธรรมที่มาจากการปรุงแต่งทั้งหมด)เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มี ผัสสะ นี้คือ ความสำคัญของ ผัสสะ ที่ไม่มีพิษมีภัยใดๆต่อจิต

ผัสสะหรือสัมผัส เกิดขึ้นทางส่วนใดของขันธ์ 5 ในมนุษย์ ???
ผัสสะหรือสัมผัส จะเกิดขึ้นทาง...ทวาร 6 อันประกอบด้วย....ตา(จักขุผัสสะ) หู(โสตะผัสสะ) จมูก(ฆานะผัสสะ) ลิ้น(ชิวหาผัสสะ) กาย(กายผัสสะ) ใจ(มโนผัสสะ) เมื่อผัสสะเกิดขึ้นมา จิตจะรับรู้ผ่านทางมโนวิญญาณ(การรับรู้ทางใจ)ทุกๆผัสสะที่เกิดขึ้นในทวารทั้ง 6 ข้อมูลจะถูกนำมาประมวลผลที่...มโนผัสสะ(สัมผัสทางใจ)ทั้งหมด การปรุงแต่งของเจตสิก(กุศลเจตสิกหรืออกุศลเจตสิก)จะเกิดขึ้นในจุดนี้ เพราะผัสสะเกิด เวทนาเกิดตามมาทันที(รวดเร็วมาก) โลกของมนุษย์เกิดขึ้นเมื่อ ผัสสะเกิด ผ่านทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ...หรือทวาร 6 ไม่มีผัสสะ กิเลสเกิดขึ้นไม่ได้ อวิชชาเกิดขึ้นไม่ได้ นั่นคือ ทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้เช่นกัน(ตามหลักอิทัปปัจจยตา)ถ้าไม่มีผัสสะ การปรุงแต่งทุกๆชนิด(ทั้งกุศลและอกุศล)ก็ไม่เกิดขึ้น ห้ามไม่ให้มีผัสสะได้หรือไม่??? คำตอบคือ ไม่ได้ ยกเว้นเมื่อขันธ์ 5 ดับลงอย่างสิ้นเชิงทั้งหมด นี่คือเรื่องราวของผัสสะที่เกี่ยวข้องกับ...การเกิดทุกข์ และ ดับทุกข์  การปรุงแต่งกิเลสและอาสวะทั้งปวง ล้วนต้องผ่าน ผัสสะ ทั้งหมด และการปรุงแต่งธรรมที่เป็นกุศลรวมทั้งมรรคก็ต้องผ่าน ผัสสะ ทั้งหมดเช่นเดียวกัน

ผัสสะที่ทำให้เกิดทุกข์  และ ผัสสะที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์

1 ) ผัสสะที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมาในจิต อย่างที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ผัสสะเป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆไม่ได้ให้คุณหรือให้โทษใดๆกับจิต เป็นธรรมที่เชื่อมธรรมที่จะมาปรุงแต่งเท่านั้นไม่มีพิษภัยใดๆทั้งสิ้น เมื่อไม่มีการเดินมรรค(เจริญ สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกๆขณะจิต จะมีช่องว่างให้ อวิชชา(โมหะเจตสิก)เข้าแทรกได้ง่ายๆ ผัสสะที่เกิดขึ้น จึงมีอวิชชา(โมหะเจตสิก)เป็นองค์ประกอบร่วม พูดง่ายๆก็คือ อวิชชาครอบงำผัสสะนั่นเอง จึงเป็น อวิชชาผัสสะ(สัมผัสโง่ๆ)แบบฉบับของหลวงพ่อพุทธทาส โดยเฉพาะจุดประมวลผลกลางของผัสสะคือ มโนผัสสะ กลายไปเป็น อวิชชามโนผัสสะ หรือ สัมผัสทางใจแบบโง่ๆ(ไม่มีวิชชาในสิ่งที่ไปสัมผัส)สิ่งที่ติดตามมาก็คือ การปรุงแต่ง นันทิและราคะเกิดขึ้น(โลภเจตสิกทำกิจ)นำไปสู่การเกิดขึ้นของ...ตัณหาและทุกข์ติดตามมานั่นเอง นี่คือ...ที่มาแห่งทุกข์

อวิชชาผัสสะเกิด => อวิชชาเวทนาเกิด(เวทนาหลง) => ตัณหาเกิด => ทุกข์เกิด(อธิบายแบบง่ายๆ)

2 ) ผัสสะที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมา(ไม่เกิดตัณหา)คือ ผัสสะแบบใด??? ผัสสะ เกิดขึ้นตลอดเวลาในขันธ์ 5 เวทนาก็เกิดขึ้นพร้อมๆกันกับผัสสะและเกิดตลอดเวลาที่มีผัสสะ ตัวแปรที่การเกิดผัสสะและเวทนาจะไม่ก่อให้เกิดตัณหาก็คือ...วิชชา(ปัญญารู้แจ้ง)นี่คือ เหตุผลที่ว่า..ทำไมจึงต้องมีการเดินมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)อยู่ในทุกๆขณะจิต เมื่อมรรคเกิด อวิชชาย่อมดับลงทันที ไม่สามารถเกิดร่วมกันได้ ผัสสะที่มีวิชชาครอบงำ จึงเป็น วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด)ตามคำกล่าวของหลวงพ่อพุทธทาสเช่นเดิม เป็นผัสสะที่มีการเดินมรรคอย่างต่อเนื่อง ปัญญาเจตสิกปรากฎขึ้นในผัสสะ ส่งผลให้ไม่เกิดการปรุงแต่ง นันทิและราคะเกิดขึ้น(โลภเจตสิกและโมหเจตสิกดับลง)เมื่อไม่มี นันทิและราคะเป็นเชื้อ ตัณหาก็ดับลง นี่คือ จุดที่ทุกข์ดับลงนั่นเอง
จะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่ทำให้ ทุกข์เกิด คือ....อวิชชา....( อวิชชา => ตัณหา => อุปาทาน => ทุกข์ )
และปัจจัยที่ทำให้ ทุกข์ดับ คือ....วิชชา....( วิชชาเกิด => อวิชชาดับ => ตัณหาดับ => ทุกข์ดับ )
=========  นี่คือ.....กฎอิทัปปัจจยตา.........===========

เวทนา คืออะไร???
เวทนา คือ การเสวยอารมณ์ต่างๆ เช่น สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา(ไม่สุขและไม่ทุกข์)เวทนาเป็น เจตสิกในขันธ์ 5 ปรุงแต่งให้จิตรับรู้ใน...อารมณ์สุข ทุกข์ หรือ ไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนาเกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยของการเกิดเวทนา นั่นก็คือ ผัสสะ  เวทนาเจตสิกเป็นธรรมหรือเจตสิกที่เป็นกลางๆไม่ใช่ธรรมที่ทำให้เกิดทุกข์โดยตรง
ขอกล่าวถึงเวทนาใน 2 บทบาท

1 ) เวทนารู้ เป็นเวทนาที่ประกอบด้วยปัญญา(มีการเดินมรรคในทุกขณะจิต) เวทนาชนิดนี้จะไม่มีการปรุงแต่ง นันทิและราคะเกิดขึ้นในเวทนา ปัญญาเจตสิกแสดงผล ไม่ยินดี(นันทิ)ในสุขเวทนา ไม่ยินร้าย(นันทิ)ในทุกขเวทนา และไม่เผลอในอทุกขมสุขเวทนา นี่คือ ผลของการเดินมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )จะให้ผลลัพธ์เป็นเช่นนี้ ตัณหาจึงไม่เกิด และทุกข์ก็ไม่เกิด

2 ) เวทนาหลง เป็นเวทนาที่ประกอบด้วยอวิชชา(โมหเจตสิกทำกิจในเวทนาเจตสิก)จะเกิดการปรุงแต่งนันทิและราคะเมื่อเกิด สุขเวทนา(ไปเป็นกามตัณหา) ทุกขเวทนา(ไปเป็นวิภวตัณหา) และ อมทุกขมสุขเวทนา(ไปเป็น ภวตัณหา)
จะเห็นได้ว่า....เวทนา..ไม่ใช่ตัวปัญหาที่ทำให้เกิด ทุกข์ แต่ตัวปัญหาคือ...อวิชชา(โมหเจตสิก)....


เรียนรู้เรื่อง....จิต  เจตสิก  ผัสสะ  เวทนา ที่เกี่ยวข้องกับการดับทุกข์

จะเห็นได้ว่า....จิต เป็นกิริยารับรู้เรื่องทุกข์ 
เจตสิกคือธรรมที่ปรุงแต่งทุกข์(อกุศลธรรม)และดับทุกข์(กุศลธรรม)ให้กับจิต
ผัสสะ คือ ธรรมที่เชื่อมต่อทุกๆธรรมให้ทำกิจ(ปรุงแต่ง)
เวทนา คือ จุดปรุงแต่งของ เจตสิก ( กุศลเจตสิก หรือ อกุศลเจตสิก )สติเจตสิก ปัญญาเจตสิก หรือ โมหเจตสิก....
กิเลสเกิด(ทุกข์เกิด) หรือ กิเลสดับ(ทุกข์ดับ)จะเริ่มต้นที่จุด เวทนา นี่เอง

หมายเหตุ :  

กุศลธรรม(ธรรมที่ดีงาม เช่น สติ ปัญญา...)เกิดจากการปรุงแต่งของ..กุศลเจตสิก( เจตสิกยดี )


  อกุศลธรรม(กิเลสทั้งปวง)เกิดจากการปรุงแต่งของ..อกุศลเจตสิก( เจตสิกฝ่ายไม่ดี )

 สรุป

   ถ้ามรรคทำกิจ(เดินมรรคในทุกขณะจิต) =>> ตัณหาดับ =>> ทุกข์ดับ
   ถ้าอวิชชาทำกิจ(โมหเจตสิกทำกิจ) =>> ตัณหาเกิด =>> ทุกข์เกิด

ทั้งหมดที่กล่าวมาในเว็บเพจนี้ เกิดจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและมีระเบียบวินัยเท่านั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นมาแบบลอยๆเพียงชั่วข้ามคืนได้ ทุกๆอย่างมีเหตุปัจจัยเกิด ผลจึงออกมาเช่นนี้ ตามกฎอิทัปปัจจยตา การดับทุกข์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแต่อ่านเนื้อหา ต้องลงมือปฏิบัติจริง เห็นการเกิดดับด้วยปัญญาจริงๆไม่ใช่ความเข้าใจหรือนึกคิดเอาเอง ต้องรู้ ปฏิบัติ และเห็นได้ด้วยตัวเองเท่านั้น การดับทุกข์ในแต่ละวันจึงจะเกิดขึ้นได้จริงๆ ที่นี่แนะนำเรื่องการดับทุกข์ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของมนุษย์เท่านั้น ไม่ได้มีเป้าหมายที่ มรรคผลหรือนิพพานใดๆทั้งสิ้น แนะนำให้ทำปัจจุบันให้ดีก่อน ลดปัญหาได้ก็คือ ลดทุกข์และดับทุกข์รายวันได้นั่นเอง ไม่ต้องรอเข้าวัด ปฏิบัติได้ทุกๆที่และทุกๆเวลาได้ทันที ผลลัพธ์มันจะเกิดตามมาตามเหตุปัจจัยที่เราสร้างขึ้นเท่านั้น ขอให้ทุกๆท่านโชคดีไม่มีทุกข์ 

ธรรมที่ทำให้เกิด ทุกข์ ขึ้นใน จิต

มาดูหน้าตาของธรรมที่ทำให้เกิด....ทุกข์( กิเลส )...ขึ้นในจิตให้ชัดๆกัน

1 ) นิวรณ์ 5

2 ) กิเลส 10

3 ) อนุสัย 7 

4 ) สังโยชน์ 10

นี้คือ ธรรมหลักๆที่ทำให้เกิด ทุกข์ ขึ้นในจิต( จิตรับรู้จึงเป็นทุกข์ ) ถ้าสังเกตให้ดี ทุกๆธรรมทั้งหมด( 1-4 )ล้วนมี อวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น เช่น ในนิวรณ์ 5  กามฉันทะ(ความพอใจในกามคุณ)จะมี โลภเจตสิก+โมหเจตสิก+เจตนาเจตสิก จึงเกิดเป็น กามฉันทะ ขึ้นมา อกุศลเจตสิกจะเป็นธรรมที่ปรุงแต่งธรรมเหล่านี้( 1 - 4 )ขึ้นมาในขณะที่...ไม่มีการเดินมรรค( ไม่มี สติ สมาธิ ปัญญา )ในขณะจิตนั้นๆ อย่าลืมว่า...ผัสสะ...เกิดตลอดเวลา มันสามารถกระตุ้นการทำงานของ อวิชชา ได้ทันที ถ้าปราศจากการเดินมรรคในทุกๆขณะจิต

มรรคเกิด(เดินมรรคทุกขณะจิต) อวิชชาดับ ผลผลิตของอวิชชา( 1 - 4 ) ไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ ทุกข์จึงดับลง เพราะรากเหง้าของกิเลสทั้งปวง(ที่ทำให้เกิดทุกข์) ล้วนมาจาก...อวิชชา...ทั้งสิ้น

วิชชา(ปัญญาเจตสิก)เกิด   =>>   อวิชชาดับ(โมหเจตสิกดับ) 

วิชชา(ปัญญา) อยู่ใน...แก่นมรรค...เรียบร้อยแล้ว( แก่นมรรค =>> สติ สมาธิ ปัญญา )

วิชชา และ อวิชชา ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลงทันที

ตีแผ่เรื่อง.....อัตตา(ตัวตน ตัวกู) และ อัตตนิยะ( ของฉัน ของกู )
มิจฉาทิฏฐิ(ความเห็นผิดๆ)ตัวเดียวที่ทำให้เรายึด...อัตตา....
ถ้าทุกๆคนมี..สัมมาทิฏฐิ(ความเห็นที่ถูกต้อง) อัตตา ก็ไม่เกิดขึ้น
อัตตาคือ การสำคัญมั่นหมายว่า..มีตัวตน ตัวกู(เข้าใจผิดๆ)
เพราะมี อัตตา จึงทำให้มนุษย์เป็นทุกข์ และแบกภาระตัวตนอยู่ตลอดเวลา เพราะคิดว่ากายและจิตนี้เป็นของเรา จึงได้ทุกข์เต็มๆ
เพราะ อวิชชา(ความไม่รู้)จึงทำให้มนุษย์สร้าง อัตตา ขึ้นมาเป็นภาระ
เรามาสร้าง วิชชา กัน แต่ก่อนอื่น ต้องเรียนรู้ อัตตา ก่อน(มีวิชชาใน อัตตา)ว่ามันเป็นอย่างไร มาตีแผ่ให้เห็นอย่างชัดๆซะก่อน
ก่อนอื่นขอถามใจท่านก่อนว่า....ท่านคิดว่า กายที่ท่านอาศัยอยู่นี้เป็นของท่านหรือไม่??? และ จิตใจของท่าน เป็นของท่านจริงๆหรือไม่??? เรามาดูเรื่องราวจริงๆต่อไปนี้ จะได้เป็นคำเฉลยให้ท่านหายสงสัยในชีวิตสักที
ก่อนอื่นขอถามท่านว่า...ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ...เป็นของท่านหรือไม่???(ตอบในใจได้เลย)ทั้ง ดิน น้ำ ลม ไฟ เราสามารถสัมผัสและรับรู้ได้ชัดเจนด้วยกายสัมผัส สิ่งเหล่านี้มาจากธรรมชาติทั้งสิ้น ดินไม่ใช่ของเรา น้ำก็ไม่ใช่ของเรา ลมก็ไม่ใช่ของเรา ไฟก็ไม่ใช่ของเรา ทั้ง 4 สิ่งที่กล่าวมานี้ มันมาจากเหตุปัจจัยก่อให้เกิดทั้ง ดิน น้ำ ลม ไฟ มันไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ และสิ่งเหล่านี้ก็สามารถแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังงานต่อไปได้อีกหลายๆทอดและหลายต่อ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์(ไฟ) พลังงานน้ำ ทุกๆอย่างล้วนไม่ใช่ของเราทั้งสิ้น(แล้วไปยึดร่างกายทำไม???)
   ท่านรู้หรือไม่ว่า...ร่างกายของเราทุกๆคนทั้งหมด ล้วนมาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ...เป็นองค์ประกอบขึ้นมาเป็นร่างกายที่ก้าวเดินไปไหนมาไหนได้ อวัยวะที่เป็นเนื้อหนังคือส่วนของดิน ของเหลวในร่างกายคือ น้ำ ลมและอากาศที่เราหายใจเข้าไปคือ ลม และความอบอุ่นในร่างกายของเราคือ ไฟ มีเพียงเท่านี้ที่เป้นวัตถุที่จับต้องได้ และถ้าอยากรู้ชัดๆว่า มันจริงไหม???หรือแค่การมโนเอา ให้ดูของจริงๆตอนที่เก็บกระดูกไปลอยอังคารกัน มีแต่เถ้าถ่านและกระดูก(ดิน) ความชื้น(น้ำ) อากาศ(ลม)และความอุ่นของเถ้าถ่าน(ไฟ)นี่คือ จากสิ่งที่เรียกว่า...กาย สุดท้ายกลายเป็น...ดิน น้ำ ลม ไฟ..ไปซะแล้ว นี่คือ ความเป็นจริงของสิ่งปรุงแต่งทุกๆชนิด ความเหมือนในความต่าง แก้วน้ำ เสื้อผ้า ที่นอน รถยนต์ อาหาร ฯลฯ ที่อยู่ใกล้ตัวของท่าน ทั้งหมดมีองค์ประกอบมาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ...ทั้งสิ้น มากหรือน้อยเป็นไปตามเหตุปัจจัยของการปรุงแต่ง ลองทุบแก้วน้ำแล้วเผาด้วยอุณหภูมิสูง และเผาเสื้อผ้า ท่านว่าจะเหลืออะไร??? ก็ไม่พ้นไปจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ....( กลับสู่สภาพเดิม )
โดยสรุปคือ...ทั้งหมดที่เป็นวัตถุที่สัมผัสได้ด้วย...ตา หู จมูก ลิ้น กาย...ล้วนมาจาก..ดิน น้ำ ลม ไฟ...เป็นองค์ประกอบทั้งหมดครับ แล้วตัวเราแทรกอยู่ตรงไหน??? ทุกๆวันนี้ เราทุกๆคนก็บริโภค...ดิน น้ำ ลม ไฟ...ทั้งหมด อาหาร(ดิน) น้ำดื่ม(น้ำ) ลม(อากาศหายใจ) ไฟ(ความอบอุ่นในร่างกาย)นี้คือ การตีแผ่ร่างกายของมนุษย์ อันนี้คือที่เป็นรูปธรรมสัมผัสได้ด้วยตัวเอง ซึ่งสุดท้าย กายก็ไม่มีตัวตนจริงๆ(เกิดขึ้นมาชั่วคราวแล้วก็ดับไป) ถ้ามีตัวตนจริงๆต้องสั่งไม่ให้ร่างกายของเรา ไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตาย มนุษย์ทำได้ไหม??? แล้วนับประสาอะไร นามธรรม อย่างจิตใจที่มันสัมผัสไม่ได้ด้วยกาย ยิ่งมองไม่เห็นตัวตนได้อย่างชัดเจน ถ้าเราไปยึดจิตใจ ก็เท่ากับเราไปยึดเอาสิ่งที่ไม่มีตัวตน(อนัตตา)
พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่อง...สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นที่ถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้อง....แต่การเข้าไปยึดว่า ร่างกายและจิตใจนี้เป็นของเรา คือ...เป็นความเห็นและความรู้ที่ผิดๆ( มิจฉาทิฏฐิ )เพราะไปบิดเบือนความจริงของธรรมชาติหรือการเข้าไปยึดเอาธรรมชาติมาเป็นของตนเองนั่นเอง
กฎของสิ่งปรุงแต่งคือ...สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่ง(สังขตธรรม)ทั้งรูปธรรมที่จับต้องได้และนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ล้วนอยู่ภายใต้กฎ....อนิจจัง(ไม่เที่ยงแท้และไม่แน่นอน) ทุกขัง(ถูกบีบคั้นไม่สามารถคงอยู่ในสภาพเดิมได้) อนัตตา( ไม่ใช่ตัวตน ไม่สามารถควบคุมบังคับได้) นี่คือ สัจธรรม ที่พระพุทธเจ้าค้นพบจากธรรมชาติ

   อัตตา(ตัวตน)
 

อัตตา (Atta)หมายถึง ตัวตน หรือ สิ่งที่ถือว่าเป็นเรา( ตัวฉัน ตัวกู ) ในเชิงความหมายทางพุทธศาสนา อัตตามีลักษณะที่สำคัญคือ 

- ความเป็นเจ้าของ: ความรู้สึกว่าเป็นเรา (I-ness)

- การบังคับบัญชา: ความรู้สึกว่าเราสามารถสั่งให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้

ความคงที่ : มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นสิ่งเที่ยงแท้ ถาวร

                   อวิชชา => มิจฉาทิฏฐิ => สร้าง อัตตา 
ในความเป็นจริง : พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าทุกๆสรรพสิ่งเป็น อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน บังคับควบคุมไม่ได้) เพราะไม่มีสิ่งใดที่เราบังคับบัญชาได้อย่างแท้จริง และทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยแล้วดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีใครเป็นเจ้าของสิ่งใด ผู้คนส่วนใหญ่จะคิดว่า กายนี้เป็นของเรา เป็นตัวเรา ใจเป็นของเรา เราเป็นคนคิดเองและทำเอง นี่คือ..มิจฉาทิฏฐิ(ความเห็นที่ผิดๆ)แบบเต็มๆ เพราะจริงๆแล้ว รูปกายนี้ไม่ใช่ของเรา จิตใจก็ไม่ใช่ของเรา แล้วอะไรคือ..ของเรา...คำตอบคือ..ไม่มีเลย เพราะทุกๆอย่างมันเป็น อนัตตา ทั้งหมด ทั้งรูปกายและจิต มันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรามาตั้งแต่แรกเกิดขึ้นมาบนโลกแล้ว ถ้ามันใช่ของเรา เราต้องสั่งกายไม่ให้เจ็บป่วย ไม่ให้แก่ ท่านทำได้หรือไม่??? เราสั่งจิตไม่ให้เกิดดับได้ไหม??? คำตอบคือ จิตเกิดดับอยู่ตลอดเวลา เราสั่งไม่ได้ห้ามไม่ได้ บังคับควบคุมมันไม่ได้ทั้งกายและจิต สิ่งใดที่บังคับและควบคุมไม่ได้ สิ่งนั้นเป็น อนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา ดังนั้น ทุกๆสรรพสิ่งบนโลกใบนี้จึงเป็น อนัตตา ทั้งหมดทั้งสิ้น นี้คือ สัจธรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้

กายมาจากไหน??? 
กายหรือรูป(กาย)มาจากการรวมตัวกันของ...ดิน น้ำ ลม ไฟ...หรือ มหาภูตรูป รู้ได้อย่างไรว่ากายมาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ...ให้ไปดูตอนที่เผาร่างกายเรียบร้อยแล้ว เหลืออะไร??? ก็มีเพียงกองเถ้าถ่านและกระดูก ซึ่งก็คือ ดินนั่นเอง ในนั้นยังมีความชื้น(น้ำ)และอากาศ(ลม) ความอบอุ่น(ไฟ) แสดงให้เห็นว่าเมื่อเราตายไปแล้ว กายนี้ก็กลับสู่ธรรมชาติเดิมของมันคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีเพียงเท่านั้น มีใครแบกทรัพย์สินเงินทองไปได้บ้างไหม??? จะรวยเป็นแสนล้าน ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่แบกสมมติทั้งหลายไปได้( เงิน ทอง ลาภ ยศ ฯลฯ)
จิต มาจากอะไร??
จิต(วิญญาณขันธ์) มาจากการปรุงแต่งของ...สังขาร เราไม่ใช่เจ้าของจิต เพราะไม่มีเราตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว 
อัตตนิยะ (Attaniya)หมายถึง สิ่งที่เนื่องด้วยตัวตน หรือ ของของตน (Belonging to self) หาก "อัตตา" คือตัวผู้เล่น "อัตตนิยะ" ก็คือบริวารหรือสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับผู้เล่นนั้น:

สิ่งที่เนื่องกับกาย: เช่น เสื้อผ้า ทรัพย์สิน เงินทอง บ้านเรือน

สิ่งที่เนื่องกับจิต: เช่น ความคิดของเรา ความจำของเรา เวทนาของเรา

ความหมายโดยสรุป: คือความสำคัญมั่นหมายว่า "นี่เป็นของเรา" (My-ness)การเข้าไปยึดว่าเป็น...ของเราในสิ่งต่างๆ 
ความสัมพันธ์และการทำงานของใจ 
พระพุทธเจ้าทรงอุปมาไว้บ่อยครั้งว่า เมื่อใดที่ความยึดถือใน อัตตา (ตัวเรา) เกิดขึ้น ความยึดถือใน อัตตนิยะ (ของของเรา) จะตามมาทันที 

ตัวอย่าง: เมื่อเรามองว่า "ร่างกาย" นี้คือ อัตตา (ตัวเรา) "ความเจ็บปวด" ที่เกิดขึ้นในร่างกายนั้น ก็จะถูกยึดว่าเป็น อัตตนิยะ (ความเจ็บของเรา) ทั้งที่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ ร่างกายก็เป็นธรรมอีกธรรมหนึ่ง สิ่งต่างๆก็เป็นอีกธรรมหนึ่ง(สิ่งหนึ่ง)เท่านั้น 

การพิจารณาเพื่อการละวาง หากใช้โยนิโสมนสิการพิจารณาลงไปในมโนผัสสะ: 

1.เห็นตามจริง: เมื่อไม่มี "อัตตา" (ตัวตน) ที่แท้จริงอยู่ในขันธ์ 5 "อัตตนิยะ" (ของของตน) ย่อมมีไม่ได้

2.การแยกแยะ: เป็นเพียงธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตนเอง เช่น เวทนาทำหน้าที่เสวยอารมณ์ ไม่ได้มี "เรา" ไปเสวย และไม่มี "เวทนาของเรา"

3.ผลจากการเห็น: เมื่อเห็นว่าทั้งสองสิ่งนี้เป็นเพียง "สมมติ" ที่จิตปรุงแต่งขึ้นมา ความสำคัญมั่นหมาย (นันทิ) ในสิ่งเหล่านั้นก็จะจางคลายลง 
การแยกแยะระหว่าง "ตัวตน" และ "สิ่งที่เนื่องด้วยตัวตน" จะช่วยให้เห็นวงจรของความทุกข์ได้ชัดเจนขึ้นว่า มันเริ่มจากการสร้าง "ตัวเรา" ขึ้นมาแบก "ของของเรา" นั่นเอง ถ้าไม่มีอัตตา อัตตนิยะก็ไม่เกิดขึ้น

...........................................................................................................................

ตีแผ่ "อัตตา"(ตัวกู) และ "อัตตนิยะ"(ของกู) :
กระชากหน้ากากสมมติ สู่ความจริงแห่ง...อนัตตา....

ในโลกของสมมติ เราใช้ชีวิตอยู่กับคำว่า "เรา"(สิ่งสมมติ) และ "ของเรา"(สิ่งสมมติ) จนเป็นความเคยชิน แต่ในโลกของความจริง (ปรมัตถธรรม) ความเคยชินนี้เองคือ "ม่านบังตา" หรือ อวิชชา(ความไม่รู้)ที่ขังจิตไว้ในกองทุกข์ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกลไกนี้ให้ถึงราก

1. ตีแผ่ "อัตตา" (The Core of 'I'): ภาพลวงตาว่าเป็นตัวเรา(สิ่งสมมติว่าเป็นเรา)

"อัตตา" คือความสำคัญมั่นหมายว่า มีผู้บงการ อยู่เบื้องหลังกายและใจนี้( ยึดขันธ์ 5 ว่าเป็นของเรา)

แก่นของมันคืออะไร?: คือความรู้สึกว่ามี "จุดศูนย์กลาง" (Center) ที่ทำหน้าที่รับรู้ สั่งการ และเป็นเจ้าของชีวิต

การตีแผ่สมมติ: ลองแยกแยะดูทีละส่วน หาก "กาย" คืออัตตา ทำไมเราสั่งไม่ให้แก่ไม่ได้? หาก "จิต" คืออัตตา ทำไมเราบังคับให้มีความสุขตลอดเวลาไม่ได้? เราไม่สามารถบังคับแต่ละธรรมในขันธ์ 5 ได้เลย( รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)

ความจริงที่ถูกซ่อนไว้: อัตตาไม่มีอยู่จริงโดยลำพัง แต่มันเกิดจากการที่ "ความจำ" (สัญญา) และ "ความปรุงแต่ง" (สังขาร) ทำงานร่วมกันซ้ำๆ จนเกิดเป็นความรู้สึกว่ามี "คนหรือมีตน" อยู่ในนั้น ทั้งที่แท้จริงมีเพียง "กระบวนการของเหตุปัจจัย"ของธรรม ที่ไหลไปตามธรรมชาติเท่านั้น


2. ตีแผ่ "อัตตนิยะ" (The Extension of 'Mine'): อาณาเขตของตัวตน

เมื่อมีการสร้าง "จุดศูนย์กลาง" (อัตตา) ขึ้นมาแล้ว จิตจะลากเส้นขยายอาณาเขตออกไปรอบตัว เรียกว่า "อัตตนิยะ"

แก่นของมันคืออะไร?: คือการทอดสายตาออกไปแล้วประทับตราว่า "นี่ของฉัน" (My-ness) ไม่ใช่เพียงทรัพย์สินภายนอกเท่านั้น แต่รวมถึง:

อัตตนิยะทางกาย: แขนของฉัน ผมของฉัน ความสวย/หล่อของฉัน

อัตตนิยะทางใจ: ความคิดของฉัน ความรู้ของฉัน "ธรรมะของฉัน" แม้แต่ความสงบที่เกิดจากการปฏิบัติ จิตก็ยังแอบไปยึดว่าเป็น "ความสงบของฉัน"

การตีแผ่สมมติ: อัตตนิยะคือ "เงา" ของอัตตา ตราบใดที่มีตัวตน (เงา) ย่อมมีสิ่งที่เนื่องด้วยตนเสมอ การพยายามละของนอกกายแต่ไม่ละความถือมั่นในใจ ก็เท่ากับเพียงแค่เปลี่ยน "ของยึด" ชิ้นใหม่เท่านั้น


3. กลไกการ "ตีแผ่" เพื่อถอนอาสวะ (The Deep Insight)

การจะเข้าถึงแก่น ไม่ใช่การท่องจำนิยาม แต่คือการใช้ โยนิโสมนสิการ เข้าไปดูในขณะที่มี "ผัสสะ" เกิด

1.เห็นธรรมทำกิจ: ในขณะที่ตาเห็นรูป หรือใจนึกคิด ให้มองเห็นว่า "นั่นคือธรรมแต่ละธรรมที่ทำหน้าที่ของมัน" (เช่น สัญญาทำหน้าที่จำ สังขารทำหน้าที่ปรุง)

2.แยกสมมติออกจากความจริงสมมติ: "ฉัน" กำลังโกรธ (มีทั้งอัตตาและอัตตนิยะ)

ความจริง: "โทสะ" กำลังทำกิจของมันตามเหตุปัจจัย จิตเป็นเพียงสภาวะที่เข้าไปรับรู้ แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของโทสะนั้น

ละนันทิ (ความเพลิน): เมื่อเห็นว่าไม่มีใครในความโกรธ ความยินดีในความโกรธ (นันทิราคะ) จะดับลง เพราะไม่มี "อัตตา" ตัวไหนจะไปเสวยความโกรธนั้นได้


บทสรุป: การเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบสิ้น

การตีแผ่อัตตาและอัตตนิยะ ไม่ใช่การทำให้ตัวตนหายไปจากโลกสมมติ (เรายังต้องใช้ชื่อ ใช้หน้าที่ในสังคม) แต่เป็นการ "อยู่กับสมมติโดยไม่หลงสมมติ" เมื่อกายนี้ยังไม่ดับ การเรียนรู้กลไกของจิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป จนกว่าจะเห็นแจ้งว่า "ทุกธรรมเป็นอนัตตา" อย่างแท้จริง เมื่อนั้น "ผู้แบก" จะหายไป เหลือเพียง "ธรรม" ที่ทำกิจของมันอย่างอิสระและสงบเย็น


"ธรรมใดทำกิจผิดคือ บิดเบือนธรรมชาติ... เมื่อเห็นตามจริง ความยึดมั่นย่อมสิ้นไป"
..................................................................................................................................

หลุมพรางที่มองไม่เห็น: อัตตาและอัตตนิยะ เป็น มิจฉาทิฏฐิ
ทำไม อัตตา และ อัตตนิยะ จึงทำให้ความอยากของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด?

หากเราเคยตั้งคำถามว่า "ทำไมเมื่อได้สิ่งที่ต้องการมาแล้ว ความสุขจึงอยู่กับเราเพียงชั่วคราว แล้วเราก็เริ่มอยากได้สิ่งใหม่ต่อไปไม่หยุด?" คำตอบไม่ได้อยู่ที่สิ่งของภายนอก แต่อยู่ที่กลไกการทำงานของจิตที่สร้าง "ตัวเรา" และ "ของของเรา" ขึ้นมาอย่างผิดธรรมชาติ

1. อัตตา: "ถังที่ก้นรั่ว" (The Bottomless Pit of Self)

เมื่อจิต(เจตสิก)สร้างสมมติว่ามี "อัตตา" (ตัวเรา) ขึ้นมา ความรู้สึกลึกๆ ที่ตามมาคือ ความพร่อง หรือความไม่มั่นคง เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว อัตตาเป็นสิ่งที่ไม่มีจริง มันจึงต้องหา "อาหาร" มาหล่อเลี้ยงตัวตนไว้ตลอดเวลา

กลไกความอยาก: เมื่อมี "ตัวเรา" เราจึงต้องทำให้ตัวเรานั้น "เด่นกว่า" "เก่งกว่า" หรือ "สำคัญกว่า" คนอื่น

ทำไมจึงไม่สิ้นสุด?: เพราะอัตตาถูกสร้างขึ้นมาจากความปรุงแต่ง (สังขาร) ซึ่งมีลักษณะเกิดขึ้นและดับไป มันจึงคงสภาพเดิมไม่ได้ จิตจึงต้องคอยหา "ความสำเร็จใหม่ๆ" หรือ "การยอมรับใหม่ๆ" มาเติมเต็มอยู่เสมอ เปรียบเสมือนการเติมน้ำลงในถังที่ก้นรั่ว ยิ่งเติมเท่าไหร่ก็ไม่เคยเต็ม

2. อัตตนิยะ: "สายใยที่ดึงรั้ง" (The Endless Web of Ownership)

เมื่อมี "อัตตา" (ตัวตน) จิตย่อมสร้าง "อัตตนิยะ" (ของของตน) ขึ้นมาเพื่อเป็นบริวารล้อมรอบตัวตนนั้น

กลไกความอยาก: จิตเริ่มแผ่ขยายอาณาเขตว่า "นี่คือทรัพย์สินของฉัน" "นี่คือความคิดของฉัน" "นี่คือความภูมิใจของฉัน"

ทำไมจึงไม่สิ้นสุด?: ยิ่งอาณาเขตของ "ของของตน" ขยายกว้างขึ้นเท่าไหร่ ภาระในการปกป้องและรักษา (อารักขสัมปทา) ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ความอยากเปรียบเทียบ เมื่อเห็นผู้อื่นมี "อัตตนิยะ" ที่ดูดีกว่า จิตจะเกิดแรงผลักดันให้ต้องมีให้เท่าเทียมหรือเหนือกว่า เพื่อรักษาความสำคัญของ "อัตตา" เอาไว้


3. วงจรนันทิ: ความเพลินที่ขังเราไว้ในความอยาก

พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า ตัวการที่ทำให้ อัตตา และ อัตตนิยะ ทำงานได้ไม่หยุดคือ "นันทิ" (ความเพลิน)

1.ผัสสะเกิด: เมื่อมีการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

2.เวทนาเกิด: เกิดความรู้สึกพอใจ (สุขเวทนา)

3.นันทิทำงาน: จิตเข้าไป "เพลิน" ในสุขนั้น แล้วสร้างสมมติขึ้นมาทันทีว่า "ฉัน (อัตตา) กำลังมีความสุข" และ "ความสุขนี้เป็นของฉัน (อัตตนิยะ)"
4.
ตัณหาตามมา: เมื่อสำคัญมั่นหมายว่าเป็นของฉัน จิตจะเกิดความอยากครอบครอง (กามตัณหา) หรืออยากให้คงอยู่ตลอดไป (ภวตัณหา)

ผลลัพธ์: ความอยากจึงหมุนวนเป็นวงจรไม่รู้จบ เพราะจิตหลงเชื่อในสมมติที่ตัวเองสร้างขึ้นมานั่นเอง


4. วิธี "หยุด" ความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุด

การจะหยุดความอยาก ไม่ใช่การบังคับไม่ให้ยาก แต่คือการ "ตีแผ่สมมติ" ด้วยปัญญา(แก่นมรรค):

เห็นความจริง: ฝึกมองเห็นว่าสิ่งที่เรียกว่า "เรา" และ "ของๆ เรา" เป็นเพียงการประชุมกันของเหตุปัจจัยชั่วคราว

ละนันทิ: เมื่อเวทนาเกิดขึ้น ให้รู้เท่าทันความเพลิน ไม่ปล่อยให้จิตปรุงแต่งไปเป็น "นันทิราคะ"

คืนสู่ธรรมชาติ: เมื่อเห็นแจ้งว่าทุกธรรมเป็น อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน) และไม่มีอะไรที่เป็น อัตตนิยะ (ของตน) อย่างแท้จริง ความทะยานอยากจะหมดที่ตั้ง เปรียบเสมือนไฟที่สิ้นเชื้อ ย่อมดับไปเองตามธรรมชาติ


 "ความอยากไม่ได้จบลงที่การมีครบทุกอย่าง แต่จบลงที่การเห็นตามจริงว่า... ไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไร แม้แต่ตัวเราเอง"

ตีแผ่ "อัตตา" ในยุคดิจิทัล: 

เมื่อความอยากถูกขยายขอบเขตด้วยโลกสมมติ 

ในวันที่โลกหมุนไวและเต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ กลไกของ "ตัวเรา" และ "ของของเรา" ทำงานหนักกว่าเดิมหลายเท่า นี่คือภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัดในชีวิตประจำวัน

1. อัตตาบนหน้าจอ: การสร้างตัวตนจำลอง (Digital Self) 

ในยุคปัจจุบัน "อัตตา" ไม่ได้อยู่แค่ในกายเนื้อ แต่มันถูกขยายไปอยู่ใน Social Media

การสร้างอัตตา: เราสร้างโปรไฟล์ที่ดูดี เลือกมุมกล้องที่สวยที่สุด เพื่อสร้าง "ตัวตนสมมติ" ขึ้นมา

ความอยากที่ไม่สิ้นสุด: เมื่อมีคนกดไลก์ (Like) หรือชื่นชม อัตตาจะพองโตและเกิด "นันทิ" (ความเพลิน) ทำให้เราอยากได้การยอมรับมากขึ้นไปอีก เราจึงติดอยู่ในวังวนของการสร้างภาพลักษณ์เพื่อให้ "ตัวฉัน" ดูสำคัญอยู่เสมอ

ความจริง: ยอดไลก์และคำชมคือ "สัญญา" (ความจำ) และ "สังขาร" (ความปรุงแต่ง) ที่เกิดขึ้นแล้วดับไป แต่มนุษย์กลับยึดมันเป็นอัตตาที่ต้องหล่อเลี้ยงไม่ให้หายไป 

2. อัตตนิยะกับลัทธิบริโภคนิยม: "สิ่งของที่นิยามความเป็นเรา" 

เราไม่ได้ซื้อของเพียงเพื่อใช้งาน แต่เราซื้อเพื่อบ่งบอกว่า "เราเป็นใคร" นี่คือการทำงานของ อัตตนิยะ อย่างเต็มรูปแบบ

การขยายอาณาเขต: รถที่ขับ กระเป๋าที่ถือ หรือนาฬิกาที่ใส่ จิตจะประทับตราว่าสิ่งเหล่านี้คือ "อัตตนิยะ" (ของของฉัน)

ความอยากที่ไม่สิ้นสุด: เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน หรือเทรนด์ใหม่มา จิตจะรู้สึกว่า "อัตตนิยะ" เดิมที่มีอยู่นั้นเริ่มด้อยค่าลง ทำให้ "อัตตา" (ตัวเรา) รู้สึกพร่องตามไปด้วย เราจึงต้องดิ้นรนหา "ของใหม่" มาเติมเต็มอาณาเขตแห่งตัวตนนี้อย่างไม่รู้จบ

ความจริง: สิ่งของเหล่านั้นเป็นเพียงวัตถุตามธรรมชาติที่เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา แต่จิตที่บิดเบือนธรรมชาติไปยึดว่ามันคือส่วนหนึ่งของตนเอง จึงเกิดทุกข์เมื่อมันเก่าหรือล้าสมัย 

3. "ความเห็นผิด" ที่ทำร้ายเรามากที่สุด 

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของ อัตตาและอัตตนิยะ ในยุคนี้คือ "ความสำคัญมั่นหมายในความคิดและอารมณ์"

ความคิดของฉัน: เมื่อใครมาวิจารณ์ความคิดเรา เราจะรู้สึกเหมือนถูกทำร้ายร่างกาย เพราะเรายึดเอา "ความคิด" (สังขาร) เป็น "อัตตนิยะ" (ของฉัน)

ความเจ็บปวดของฉัน: เมื่อเกิดความทุกข์ เราไม่ได้มองว่า "ความทุกข์กำลังทำงาน" แต่เรามองว่า "ฉันทุกข์" นี่คือการดึงเอาเวทนามาเป็นตัวตน ทำให้ความทุกข์นั้นหนักหนาสาหัสกว่าความเป็นจริง 

4. ทางออก: ใช้ชีวิตด้วย "วิชชา" ในโลกสมมติ 

การตีแผ่สมมติไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลิกใช้ Social Media หรือทิ้งทรัพย์สินทั้งหมด แต่คือการ "รู้เท่าทัน":

1.ใช้แต่ไม่ยึด: มีโทรศัพท์ที่สวยงามได้ แต่รู้ว่ามันคือเครื่องมือ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของตัวตน (ลดอัตตนิยะ)

2.ดูมโนผัสสะ: เมื่อเห็นคนอื่นมีมากกว่า แล้วใจเริ่มอยาก (ตัณหาเกิด) ให้รีบกลับมาดูที่จิต เห็นความปรุงแต่งนั้นเป็นเพียงธรรมะอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น แล้ววางมันลงด้วยการ "ไม่ให้ความสำคัญมั่นหมาย"

3.อยู่กับ "ปกติ" (Pakati): กลับมาอยู่กับลมหายใจ หรือความรู้สึกตัวที่เรียบง่าย เห็นว่าในขณะนี้ไม่มีอะไรขาดพร่อง เมื่อไม่มี "อัตตา" ที่หิวโหย ความทะยานอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุดก็ไม่มีที่ตั้งให้ไปเกาะ 

บทสรุปส่งท้าย: "ในโลกที่ทุกคนพยายาม 'เป็นใครสักคน' การมองเห็นว่า 'ไม่มีใครอยู่จริง' คืออิสรภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"

การตีแผ่ อัตตา ฝ่ายดี

1. ตีแผ่ "อัตตาฝ่ายดี" (The Trap of Positive Self)

มักจะมีคำถามว่า "ถ้าเราเป็นคนดี มีศีลธรรม ช่วยเหลือสังคม นั่นเป็นอัตตาที่ควรเก็บไว้ใช่หรือไม่?"

แก่นที่ต้องตีแผ่: แม้จะเป็น "อัตตาฝ่ายดี" (เช่น ฉันเป็นคนใจบุญ, ฉันเป็นนักปฏิบัติธรรม) แต่มันก็ยังเป็น อัตตา อยู่ดี

อันตรายที่ซ่อนอยู่: เมื่อใดที่เรายึดถือความเป็น "คนดี" เป็นตัวตน (อัตตา) และยึด "บุญ" หรือ "ความสงบ" เป็นของตน (อัตตนิยะ) เราจะเกิดความทะยานอยากในแบบที่ละเอียดขึ้น คืออยากให้คนชื่นชมในความดีของเรา หรือโกรธเคืองเมื่อมีคนมาดูหมิ่นความดีนั้น

การนำไปใช้: สอนให้ผู้คน "ทำดีโดยไม่มีตัวตนผู้ทำ" คือทำตามหน้าที่ ทำตามเหตุปัจจัย แต่ไม่ยึดผลของความดีนั้นมาสวมทับเป็นตัวเรา (ละความสำคัญมั่นหมายในตนเอง)


2. ตีแผ่ "กลไกมโนผัสสะ" กับการสร้างเงาของอัตตา

เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของจิตที่ละเอียดขึ้น เราควรเพิ่มเนื้อหาเรื่อง "ผัสสะคือจุดกำเนิด"

กระบวนการลวงตา: เมื่อมโนผัสสะเกิด (ใจนึกคิด) จิตที่ขาดสติจะเข้าไป "ฉวยวิญญาณ" ในขณะนั้นมาเป็นเราทันที

ตัวอย่าง: ความคิดแวบขึ้นมาว่า "พรุ่งนี้อยากกินส้มตำ"

กลไก: หากไม่เท่าทัน จิตจะสรุปทันทีว่า "ฉันอยากกิน" (อัตตาเกิด) และ "ความอยากนี้เป็นของฉัน" (อัตตนิยะเกิด)

การตีแผ่: แท้จริงแล้ว "ความอยาก" คืออาการของสังขารที่ปรุงขึ้นมาจากเหตุปัจจัย (เช่น ความจำรสชาติเดิม) มันทำงานของมันเองตามธรรมชาติ (ธรรมทำกิจ) หากเราเห็นทันที่ผัสสะ เราจะเห็นว่า "ความอยากมีอยู่ แต่ไม่มีผู้อยาก"


3. ส่วนสำคัญ: "ความไม่สำคัญมั่นหมาย" (Atammayata)

นี่คือส่วนที่จะช่วยปิดท้ายเนื้อหาให้ถึงแก่นที่สุดครับ คือการเพิ่มหลักการที่ว่า "เราจะไม่เข้าไปเป็นสิ่งนั้น"

ธรรมะแต่ละธรรม: ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ ความว่าง หรือความสงบ ให้มองว่ามันคือ "ธรรมแต่ละธรรม"

การวางใจ: เมื่อเห็นว่าไม่มีอัตตาไปรองรับ และไม่มีอัตตนิยะไปแผ่ขยาย ความอยากที่จะให้สิ่งนั้นคงอยู่ หรือความอยากจะผลักไสสิ่งนั้นจะหายไปเอง เพราะ "ไม่มีที่ตั้งของความทะยานอยาก"

"ความทุกข์ไม่ได้เกิดจากการมีสิ่งต่างๆ แต่เกิดจากการมี 'ตัวเรา' เข้าไปเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านั้น" หากตีแผ่สมมติจนเห็นความจริงได้ว่า 'แม้แต่จิตก็เป็นเพียงธรรมหนึ่งที่ทำงานตามหน้าที่' เมื่อนั้นโลกทั้งใบจะไม่มีอะไรให้เราต้องแบกอีกต่อไป

หยุด "บ้าระห่ำ" กับมายา "ตัวกู-ของกู"

ในละครชีวิตเรื่องนี้ เราหลงนึกว่าเราเป็น "ตัวเอก" ที่ต้องครอบครองทุกอย่างให้ได้มากที่สุด แต่ความจริงที่น่าตกใจก็คือ... เวทีนี้ไม่มีนักแสดง มีแต่บทละครที่ร่ายไปตามเหตุปัจจัย

อย่าบ้าระห่ำสะสม: เพราะสิ่งที่เรียกว่า "อัตตนิยะ" (ของของกู) มันคือของหยิบยืมมาจากโลกชั่วคราว เมื่อถึงเวลาดับเครื่อง (ตาย) แม้แต่เส้นผมเพียงเส้นเดียวเรายังเอาไปไม่ได้ แล้วจะใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อแบกของหนักไปทำไม?

อย่าบ้าระห่ำแบกหน้าตา: เพราะ "อัตตา" (ตัวกู) คือภาพลวงตาที่จิตปรุงขึ้นมาหลอกตัวเองว่าเราสำคัญ เมื่อเราตายไป ไม่เกินกี่ปีชื่อเราก็ถูกลืม ความยิ่งใหญ่ที่เราพยายามสร้างมาแทบตาย ก็เป็นเพียง "สมมติ" ที่จางหายไปในอากาศ

เข้าสู่ความปกติ: การตีแผ่สมมติไม่ได้ทำให้เราเสียอะไรไปเลย แต่มันทำให้เรา "ได้ความสงบ" กลับคืนมา เรายังคงทำหน้าที่การงานได้ ยังสร้างฐานะได้ แต่ทำด้วยใจที่เบาสบาย เพราะรู้เท่าทันว่า "ทำกิจตามเหตุปัจจัย แต่ไม่เอาใจไปแบกสมมติ"

"เลิกเป็นเจ้าของโลก แล้วกลับมาเป็นผู้ดูโลกอย่างเข้าใจ... เมื่อเห็นว่าไม่มี 'ตัวเรา' ที่ต้องปรนเปรอ ความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุดก็จบลงตรงนั้น"

มนุษย์เราเกิดมาในโลกที่เต็มไปด้วย "ป้ายชื่อ" เราถูกสอนให้เชื่อในสิ่งที่บรรพบุรุษอุปโลกน์ขึ้นมา จนลืมไปว่าแท้จริงแล้ว... ธรรมชาติไม่เคยมีชื่อเรียก

1. สมมติเรื่อง "ชื่อชั้นและหัวโขน"

มนุษย์บ้าระห่ำกับการสะสม "คำนำหน้าชื่อ" และ "ตำแหน่ง" เพื่อสร้างอัตตาให้ดูพองโต

ความบ้าบอ: เรายอมอดหลับอดนอน ยอมโกงกิน ยอมฟาดฟันคนอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งคำว่า "ท่าน" "ประธาน" หรือ "เศรษฐี"

ตีแผ่ความจริง: หัวโขนเหล่านี้มีค่าอยู่แค่บนกระดาษและในหูของผู้ฟังเท่านั้น เมื่อกายนี้ดับลง หรือแม้แต่ตอนหลับสนิท ตำแหน่งเหล่านั้นหายไปไหน? ความจริงคือมันไม่เคยมีอยู่จริง มันเป็นเพียง "การตกลงกันของกลุ่มคน" เพื่อใช้เป็นเครื่องมือจัดการสังคม แต่เรากลับเอามาเป็นเครื่องมือทำร้ายตัวเอง

2. สมมติเรื่อง "ความรวย-ความจน"

เราถูกขังอยู่ในระบบที่เรียกว่า "ตัวเลข" และ "กระดาษที่บอกมูลค่า"

ความบ้าบอ: มนุษย์ยอมแลกเวลาทั้งชีวิต (ซึ่งเป็นของจริงที่มีจำกัด) ไปเพื่อสะสมตัวเลขในบัญชี (ซึ่งเป็นของสมมติ) แล้วก็เอาตัวเลขนั้นไปแลกสิ่งของเพื่อมาปรนเปรอ "อัตตนิยะ" (ของของกู) ให้ดูเหนือกว่าคนอื่น

ตีแผ่ความจริง: ความรวยความจนเป็นเพียง "ระดับของกิเลสที่ถูกสมมติครอบไว้" ธรรมชาติไม่รู้จักธนบัตร ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่เคยแบ่งแยกคนรวยหรือคนจน มีเพียงจิตที่ปรุงแต่งไปเองว่า "ฉันมีมากกว่า" จึง "สำคัญกว่า" ทั้งที่ความจริงเราทุกคนก็แค่ยืมทรัพยากรโลกมาใช้ชั่วคราวแล้วก็ต้องคืนไปในที่สุด ไม่มีใครเอาทรัพย์สินและหัวโขนไปได้แม้แต่คนเดียว

3. สมมติเรื่อง "ความงาม-ความน่าเกลียด"

มนุษย์ติดกับดักในรูปทรงที่เรียกว่า "ร่างกาย" จนกลายเป็นบ้าเป็นหลัง

ความบ้าบอ: เราทุ่มเงินมหาศาลเพื่อชะลอการเสื่อมของสังขาร (ที่ยังไงก็ต้องเสื่อม) เราสร้างมาตรฐานความงามขึ้นมาขังตัวเอง ใครไม่ตรงตามสมมติก็ทุกข์ใจ

ตีแผ่ความจริง: ร่างกายคือการรวมตัวของ "ธาตุตามธรรมชาติ" ที่ไหลเวียนเปลี่ยนไปมา ผิวพรรณคือเครื่องห่อหุ้มของเน่าเสียข้างใน หากตีแผ่ออกมาดูจริงๆ (อสุภะ) ความงามหายไปไหนหมด? มีเพียงสัญญา (ความจำ) ที่ไปหมายมั่นเอาเองว่าแบบนี้คือสวย แบบนั้นคือไม่สวย

4. สมมติเรื่อง "เวลา" (อดีต-อนาคต)

เราบ้าระห่ำกับการแบกความหลัง และกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

ความบ้าบอ: มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ลงโทษตัวเองซ้ำๆ ด้วยการนึกถึงอดีตที่จบไปแล้ว และขู่ตัวเองให้กลัวด้วยการปรุงแต่งอนาคตที่ยังไม่มีจริง

ตีแผ่ความจริง: เวลาเป็นเพียงเครื่องมือวัดการหมุนของโลก ความจริงมีเพียง "ขณะปัจจุบัน" (Now) เท่านั้น มโนผัสสะที่เกิดตอนนี้คือของจริง ส่วนอดีตและอนาคตคือ "ขยะความคิด" ที่เราเก็บมาสร้างอัตตาให้ดูมีสตอรี่ มีเรื่องราว

บทสรุป: ตื่นจากฝันร้ายของสมมติ

การตีแผ่สมมติบ้าบอเหล่านี้ ไม่ได้เพื่อให้เราเลิกใช้ชีวิตในโลก แต่เพื่อให้เรา "เลิกอิน" จนเกินไป(ไม่บ้าปรุงแต่ง):

เล่นไปตามบท: เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นหัวหน้า เป็นลูกน้อง ได้ตามสมมติ แต่ใจต้องรู้ว่า "นี่คือการแสดง"

อย่าเอามาเป็นเจ้าของ: ใช้ของสมมติ (เงิน, บ้าน, รถ) ได้ แต่อย่ายึดว่าเป็น "ของของกู" เพราะถ้ามันหายไปหรือเสื่อมไป ใจที่รู้ความจริงจะไม่เจ็บปวด

เห็นธรรมทำกิจ: มองเห็นทุกอย่างเป็นเพียงการไหลไปของเหตุปัจจัย ไม่มีใครได้อะไร และไม่มีใครเสียอะไร เพราะตั้งแต่แรกเริ่ม... ไม่มีใครอยู่ที่นี่จริงๆ

"เลิกบ้าระห่ำแบกโลกที่ไม่มีอยู่จริง แล้วกลับมาอยู่อย่างเรียบง่ายในฐานะ 'ธรรมชาติ' กันเถอะ"

วิธีทำลาย...อัตตา...ด้วยตัวเอง

1. ฝึก "คืนชื่อ" ให้ธรรมชาติ (ละอัตตนิยะ) 

ปกติปุถุชนจะใส่คำว่า "ของฉัน" ไว้หลังทุกสิ่งเสมอ เช่น รถของฉัน, เงินของฉัน, ลูกของฉัน

วิธีทำ: ให้ฝึกพูดในใจสั้นๆ เมื่อเห็นสิ่งเหล่านั้นว่า "สิ่งนี้เป็นของยืมโลกมา"วันหนึ่งมันก็สลายไปตามธรรมชาติ

ทำไมจึงง่าย?: เพราะเราไม่ต้องทิ้งของจริงๆ เราแค่ "เปลี่ยนทัศนคติ" ในใจ เมื่อรู้ว่าเป็นของยืม เวลาเข็มไมล์รถขึ้นเยอะ หรือเงินหายไปบ้าง ใจจะเบาลงเพราะรู้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งก็ต้องคืนเจ้าของเดิมคือ "ธรรมชาติ" ไปอยู่ดี 

2. ฝึก "แยกกริยาออกจากตัวตน" (ละอัตตา) 

เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นกับกายหรือใจ ปุถุชนมักจะกระโดดเข้าไป "เป็น" สิ่งนั้นทันที เช่น "ฉันโกรธ", "ฉันหิว", "ฉันป่วย"

วิธีทำ: ให้ใช้คำว่า "ความ..." นำหน้าแทนคำว่า "ฉัน"
เปลี่ยนจาก "ฉันโกรธ" เป็น "มีความโกรธเกิดขึ้น"

เปลี่ยนจาก "ฉันหิว" เป็น "มีความหิวปรากฏขึ้น"

เปลี่ยนจาก "ฉันปวดหัว" เป็น "มีความปวดทำงานอยู่ที่หัว"

ทำไมจึงง่าย?: วิธีนี้คือการ "ตีแผ่สมมติ" แบบแยกส่วน (Dissociation) เมื่อเราเปลี่ยนคำพูดในใจ จิตจะถอยออกมาเป็น "ผู้ดู" ไม่ได้ลงไปเป็น "ผู้เจ็บ" หรือ "ผู้โกรธ" อัตตาจะไม่มีที่เกาะ เพราะเราเห็นมันเป็นเพียงปรากฏการณ์ (ธรรมทำกิจ) 

3. ฝึก "ลดความสำคัญมั่นหมาย" ในมโนผัสสะ 

ปุถุชนมักจะเชื่อทุกอย่างที่ตัวเองคิด และคิดว่านั่นคือ "ตัวตน" ของเรา

วิธีทำ: เมื่อมีความคิดแวบขึ้นมา ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ให้บอกตัวเองว่า "นั่นแค่ความคิด ไม่ใช่เรา"

ทำไมจึงง่าย?: แค่รู้เท่าทันว่าความคิดคือ "ขยะหรือสมบัติที่ลอยมาตามลม" เรามีหน้าที่แค่ดูมันลอยมาแล้วลอยไป ไม่ต้องไปจับมาเป็น "ความคิดของกู" 

สรุปสูตรลัดสำหรับปุถุชน: 

"ดู... แต่ไม่เอามาเป็น"( แบกไว้มันหนักและทุกข์ )

1.ดูร่างกายทำงาน: เหมือนดูเครื่องจักรที่มันต้องแก่ ต้องหิว ต้องปวด (ไม่ใช่เราปวด)

2.ดูจิตปรุงแต่ง: เหมือนดูละครที่ตัวละครมันขี้โมโห ขี้โลภ (ไม่ใช่เราโลภ)

3.ดูโลกภายนอก: เหมือนดูนิทรรศการที่เขาจัดไว้ให้ชมชั่วคราว (ไม่ใช่ของของเรา) 

วิธีนี้คือการ "ละนันทิ" (ความเพลิน) ในแบบที่ปุถุชนทำได้ทันทีครับ เมื่อเราเลิกเพลินที่จะเข้าไปเป็นเจ้าของอารมณ์ อัตตาก็จะค่อยๆ เหี่ยวแห้งไปเองเพราะไม่มีอาหารหล่อเลี้ยง

สูตรลัดตัดความบ้าระห่ำของสมมติ: "ดู-เห็น-วาง" 

ในโลกที่ทุกคนกำลังรบกันเพื่อแย่งชิงสมมติ เราขอมอบอาวุธที่เงียบสงบที่สุดให้ท่านเอาไปใช้ "หยุดทุกข์"

1. ดู (Observe)

ไม่ต้องไปดูคนอื่น: เลิกสอดส่องว่าใครมีมากกว่า ใครดีกว่า ใครร้ายกว่า

กลับมาดูที่ตัวเรา: ดูมโนผัสสะที่เกิดขึ้น ดูความอยากที่มันพุ่งขึ้นมา ดูความโกรธที่มันก่อตัว ดู "ธรรมแต่ละธรรม" ที่มันกำลังทำหน้าที่ของมันในกายในใจนี้ เหมือนดูละครโรงใหญ่ที่เปลี่ยนฉากไปเรื่อยๆ

2. เห็น (Realize)

เห็นความจริง: เมื่อดูไปเรื่อยๆ ปัญญาจะ "เห็น" เองว่า อ๋อ... ไอ้ที่นึกว่าเป็นเราน่ะ มันไม่มีอยู่จริงหรอก มันมีแต่ความเกิด-ดับ มีแต่เหตุปัจจัย

เห็นสมมติ: เห็นชัดว่าเงิน ตำแหน่ง ชื่อเสียง มันก็แค่ป้ายชื่อที่โลกแปะไว้ชั่วคราว เห็นแล้วว่ามันบ้าบอแค่ไหนที่จะเอาชีวิตทั้งชีวิตไปแลกกับสิ่งที่รักษาไว้ไม่ได้สักอย่างเดียว

3. วาง (Let go)

วางเพราะรู้: ไม่ใช่ "ทิ้ง" แบบคนสิ้นหวัง แต่คือ "วาง" เพราะรู้ว่ามันไม่ใช่ของของเรา (ละอัตตนิยะ)

ไม่ยึด: มือยังทำงานอยู่ ใจยังทำหน้าที่หาเงินเลี้ยงชีพอยู่ แต่ "ไม่ยึด" มาเป็นตัวกู ของกู ใครจะนินทาเหยียดหยาม หรือใครจะเยินยอสรรเสริญ ใจมันก็แค่รับรู้แล้ววางลง เพราะเห็นแล้วว่ามันก็แค่สมมติที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป


บทสรุป: ชนะโดยไม่ต้องสู้

"เมื่อเราเลิกเป็นเจ้าของสมมติ เราก็ไม่ต้องรบกับใครเพื่อปกป้องสมมตินั้น... เราแค่บอกทางที่สว่างให้เขาดู ส่วนเขาจะเดินตามหรือไม่ นั่นก็เรื่องของเขา ใจเราวางแล้ว เราจบแล้ว"

วิธีการสร้าง วิชชา ใน อัตตา( ทำลายอัตตา )

วิชชาถอนรากอัตตา: เคล็ดวิชาสำรวจใจเพื่อความหลุดพ้น

ในโลกของสมมติ เราถูกหล่อหลอมให้เชื่อว่ามี "ตัวตน" (อัตตา) ที่เที่ยงแท้ แต่ในทางธรรม การสร้าง "วิชชา" หรือความรู้แจ้ง คือการเข้าไป "ตีแผ่สมมติ" เพื่อให้เห็นความจริงว่าทุกสรรพสิ่งรวมถึงจิตใจนั้นเป็น "อนัตตา"

1. โยนิโสมนสิการ: ประตูบานแรกสู่การเห็นแจ้ง

การจะทำลายอัตตาได้ ต้องเริ่มจากการเลิกมองแบบฉาบฉวย แต่ให้ใช้การ "คิดให้ถูกวิธี" หรือโยนิโสมนสิการในทุกมโนผัสสะที่เกิดขึ้น:

หยุดปรุงแต่ง: เมื่อมีสิ่งกระทบ (ผัสสะ) ให้สังเกตอาการของจิตที่เริ่มสร้าง "ความสำคัญมั่นหมาย" ว่านั่นคือเรา นั่นคือของเรา

แยกแยะกิจ: มองให้เห็นว่า "ธรรมแต่ละธรรมกำลังทำกิจของตน" เช่น ตาทำหน้าที่เห็น จิตทำหน้าที่รู้ ไม่ใช่ "เรา" เป็นคนเห็นหรือคนรู้

2. กลวิธี "ละนันทิในเวทนา" (ตัดวงจรการสร้างตัวตน)

อัตตามักเติบโตได้ดีในความเพลิน (นันทิ) เมื่อเกิดความพอใจหรือไม่พอใจ จิตจะรีบเข้าไปยึดถือทันที

ฝึกสติที่เวทนา: เมื่อความรู้สึก (สุข/ทุกข์/เฉยๆ) เกิดขึ้น ให้เพียงแค่ "รู้" แต่ไม่ "เล่นด้วย"

หยุดนันทิราคะ: การไม่เพลินไปในเวทนา จะช่วยป้องกันไม่ให้สังขารปรุงแต่งตัวตนขึ้นมาครอบงำจิตใจ

3. การทำลาย "ความสำคัญมั่นหมาย" ในตนเอง

อัตตาที่แข็งแกร่งที่สุดคือ "มานะ" หรือการเปรียบเทียบและการถือตัวถือตน:

ถอนความยึดมั่น: ฝึกมองว่าร่างกายและจิตใจนี้เป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติที่ไหลไปตามเหตุปัจจัย

เรียนรู้อย่างไม่จบสิ้น: ตราบใดที่กายนี้ยังไม่ดับ การเรียนรู้เพื่อขัดเกลาอัตตายังต้องดำเนินต่อไป โดยมีเป้าหมายคือการอยู่กับโลกด้วย "จิตที่ปกติ" (Pakati)

4. บทสรุป: เมื่อวิชชาเกิด อัตตาก็ดับ

การสร้างวิชชาไม่ใช่การทำให้ตัวตนหายไปจากโลกสมมติ แต่คือการ "รู้เท่าทันสมมติ" จนจิตไม่หลงเข้าไปยึดถือ เมื่อเห็นชัดตามความเป็นจริงว่า "ทุกธรรมเป็นอนัตตา" ความทุกข์ที่เกิดจากการแบกอัตตาก็จะสลายไปโดยธรรม

ข้อคิดปิดท้าย: "ไม่มีใครบรรลุธรรม มีแต่ธรรมที่ปรากฏชัดตามความเป็นจริง เมื่อวิชชาตีแผ่สมมติจนหมดสิ้น อัตตาก็เป็นเพียงเงาที่ไม่มีตัวตน"

  การชำแหละตัวตน(อัตตา)ในขันธ์ 5 ( แยกชิ้นส่วนต่างๆ )

การชำแหละกองสังขาร: แยกส่วน "ตัวตน" ออกเป็นมโนภาพ

1. ชำแหละ "รูป" (Rupa) — กองสสาร

หากเราถอดรูปออกมาดู เราจะพบเพียง ธาตุ 4 ที่หยิบยืมมาจากโลก:

ชิ้นส่วน: ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง (ธาตุดิน), เลือด เหงื่อ น้ำดี (ธาตุน้ำ), ความร้อนในกาย (ธาตุไฟ), ลมหายใจและการเคลื่อนไหว (ธาตุลม)

ความจริงที่ปรากฏ: เมื่อแยกออกมาแล้ว "ผม" ก็ไม่ใช่เรา "ตับ ไต ไส้ พุง" ก็เป็นเพียงก้อนสสารที่ไหลไปตามเหตุปัจจัย มีความเสื่อมสลาย (อนิจจัง) เป็นธรรมดา

2. ชำแหละ "เวทนา" (Vedana) — กองความรู้สึก

คือชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่ "เสวยรส" ของอารมณ์:

ชิ้นส่วน: สุข (สบายกายสบายใจ), ทุกข์ (ไม่สบายกายไม่สบายใจ), อทุกขมสุข (เฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์)

ความจริงที่ปรากฏ: เวทนาเหมือน "พองน้ำ" ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เมื่อเราชำแหละดู จะพบว่าความสุขไม่ได้อยู่ถาวร ความทุกข์ก็มาแล้วไป ไม่มีใครเป็นเจ้าของความรู้สึกเหล่านี้ได้จริง

3. ชำแหละ "สัญญา" (Sanna) — กองความจำหมาย

คือชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่เป็น "ป้ายชื่อ" หรือ "สมุดบันทึก":

ชิ้นส่วน: การจำได้ว่านี่คือสีแดง นี่คือเสียงนก นี่คือชื่อเรา นี่คือความทรงจำในอดีต

ความจริงที่ปรากฏ: สัญญาเหมือน "พยับแดด" ที่หลอกตาเราให้เชื่อว่าเป็นของจริง ทั้งที่มันเป็นเพียงการหมายมั่นตามความคุ้นเคยเดิมๆ เท่านั้น

4. ชำแหละ "สังขาร" (Sankhara) — กองการปรุงแต่ง

ชิ้นส่วนนี้คือ "โรงงานปรุงรส" ของจิต:

ชิ้นส่วน: ความคิดปรุงแต่ง ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความเมตตา เจตนาที่ผลักดันให้ทำสิ่งต่างๆ

ความจริงที่ปรากฏ: สังขารเหมือน "ต้นกล้วย" ที่เมื่อแกะกาบออกทีละชั้นเพื่อหาแก่น (Core) กลับพบแต่ความว่างเปล่า ความคิดเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยกระทบ ไม่ใช่เราเป็นคนสั่งให้คิด

5. ชำแหละ "วิญญาณ" (Vinnana) — กองการรับรู้

ชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่เป็น "ตัวรู้" ผ่านช่องทางต่างๆ:

ชิ้นส่วน: การรู้แจ้งทางตา (เห็น), หู (ได้ยิน), จมูก (ดมกลิ่น), ลิ้น (ลิ้มรส), กาย (สัมผัส), ใจ (รับรู้อารมณ์)

ความจริงที่ปรากฏ: วิญญาณเหมือน "นักเล่นกล" ที่เปลี่ยนร่างไปตามอายตนะที่มากระทบ เมื่อไม่มีรูปกระทบตา วิญญาณทางตาก็ดับ มันไม่ใช่สิ่งอมตะที่เที่ยงแท้


บทสรุปแห่งวิชชา: การเห็นแจ้งใน "อนัตตา" ใน ขันธ์ 5 

ในขันธ์ 5 "ชิ้นไหนคือเรา หรือ ของเรา ???"

ถ้ารูปคือเรา... ทำไมเราบังคับไม่ให้มันแก่ไม่ได้?
ถ้าสุขคือเรา... ทำไมเราเก็บมันไว้ตลอดไปไม่ได้?

การชำแหละแบบวิภัชวาท(แยกแยะ แยกชิ้นส่วน)จะทำให้เห็นว่า "จิต" ก็เป็นเพียงกองธรรมหนึ่งที่หลงไปยึดกองธรรมอื่นๆ ว่าเป็นตัวตน (อัตตา) เมื่อวิชชาเกิดขึ้น จิตจะเห็นความจริงว่า "ทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา" และเมื่อนั้น "นันทิ" หรือความเพลินในการยึดถือก็จะจางคลายลงไปเอง

"เปรียบเหมือนการกำมือเข้า หากเราค่อยๆ แบมือออกทีละนิ้ว เราจะพบว่า 'กำมือ' นั้นไม่มีอยู่จริง มีเพียงนิ้วมือ 5 นิ้วที่เคลื่อนมาบรรจบกันชั่วคราวเท่านั้น"

ในร่างกายของมนุษย์ที่ประกอบขึ้นเป็นตัวตนของมนุษย์ ล้วนมาจากสิ่งปรุงแต่ง(สังขาร)ทั้งสิ้น
กายหรือรูปกาย ร่างกาย ก็มาจากการรวมตัวกันของ....ดิน น้ำ ลม ไฟ...ตามที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ตอนต้นแล้ว
จิตใจ(ส่วนของวิญญาณขันธ์) เวทนา สัญญา สังขาร ทั้งหมดนี้เป็น นามธรรม สัมผัสไม่ได้ด้วยกาย ล้วนเป็นสิ่งที่มาจากการปรุงแต่งทั้งสิ้น แล้วใครที่ปรุงแต่ง คำตอบคือ...ธรรมและธรรมชาติ...ร่วมกันปรุงแต่งให้เป็นมนุษย์ขึ้นมา  ทุกๆการปรุงแต่ง ทุกๆสรรพสิ่งที่เกิดมาจากการปรุงแต่ง ล้วนเป็น...อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา...ทั้งหมดทั้งสิ้น

  ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))

    (( ดับทุกข์ใน 24 ชม.แบบปุถุชน กดดูที่นี่..))


Visitors: 5,698