Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

อนัตตา รูปและนามทั้งปวงเป็น.... อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน)



บรรดารูปและนามทั้งปวงในโลกและจักรวาลนี้เป็น...อนัตตา...ทั้งหมด
ในโลกและในจักรวาลนี้ มีเพียง 2 สิ่งนี้เท่านั้นคือ รูป และ นาม เท่านั้น

 อนัตตา จุดแตกหัก มิจฉาทิฏฐิ( ความเห็นผิด ความรู้ที่ผิดๆ )

ตีแผ่ "อนัตตา" ความจริงขั้นสูงสุดที่เปลี่ยนชีวิตจากการหลงผิด

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังเหนื่อยล้ากับการแบกรับความคาดหวัง ความผิดหวัง หรือความรู้สึกว่า “ทำไมชีวิตไม่ได้ดั่งใจเลย” ความทุกข์ทั้งหมดนั้นอาจเกิดจากความหลงผิดเพราะอวิชชาเพียงข้อเดียว คือการมองเห็นว่าทุกอย่างเป็น "ตัวเรา ของเรา" ตัวกู ของกู  อวิชชา(ความไม่รู้ในวิชชา)จะเป็นตัวสร้า...อัตตา(ทุกข์)ขึ้นมาใน...จิต..

วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับคำว่า "อนัตตา" ซึ่งเป็นแก่นแท้ในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าทรงนำมาใช้เพื่อ "ตีแผ่สมมติ" และลอกคราบความหลงผิดจากอวิชชา เพื่อให้จิตได้เห็นความจริงและหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง

 อนัตตา แปลว่าอะไร? 

คำว่า "อนัตตา" มักถูกแปลว่า "ความไม่มีตัวตน" จนทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า ปฏิบัติธรรมแล้วจะกลายเป็นความว่างเปล่า ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย หรือกลายเป็นลัทธิปฏิเสธโลก แต่ในทางปฏิบัติที่แท้จริง อนัตตา มีความหมายที่ลึกซึ้งและชัดเจน 3 นัยยะ ดังนี้:

      ขอบเขตความหมายของ...อนัตตา...

1.  บังคับบัญชาไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ : สิ่งใดก็ตามที่เป็นอนัตตา สิ่งนั้นเราไม่สามารถใช้อำนาจ สั่งการ บังคับ ควบคุม หรืออ้อนวอนให้มันเป็นไปตามใจปรารถนาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น เราสั่งไม่ให้ร่างกายแก่ไม่ได้ สั่งไม่ให้ใจเจ็บปวดไม่ได้

2.  ไม่มีแก่นสารที่เที่ยงแท้ : สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นจากการรวมกันของเหตุปัจจัยชั่วคราว(ปรุงแต่ง)เมื่อหมดเหตุปัจจัย สิ่งนั้นก็สลายตัวไป ไม่มีตัวตนคงที่ถาวรยืนฟ้ายืนดินเป็นอมตะ เพราะทุกๆสรรพสิ่งทั้งรูปธรรมและนามธรรมล้วนเป็น...อนัตตา...ทั้งสิ้น

3.  ไม่ใช่ตัวตนอย่างแท้จริง : มันเป็นเพียงกระบวนการของธรรมชาติ (ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตน) ที่เราไปทึกทักเอาเองด้วยความหลงว่านี่คือ "ตัวฉัน" หรือ "ของฉัน" ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์

 อุปมาเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน : ลองจินตนาการถึง "รถยนต์" หนึ่งคัน คำว่า "รถยนต์" เป็นเพียงชื่อสมมติที่ใช้เรียก แต่ถ้าเราถอดพวงมาลัย ล้อ เครื่องยนต์ เบาะนั่ง ออกมากองแยกกันตรงหน้า... ถามว่า "ไหนคือรถยนต์?" คำตอบคือ ไม่มีรถยนต์อยู่จริง มีเพียงชิ้นส่วนต่างๆ มาประกอบกันชั่วคราวเท่านั้น ร่างกายและจิตใจของเราก็เช่นเดียวกัน! เป็นเพียงธาตุทั้ง 5 มาประชุมรวมตัวกันชั่วคราวเท่านั้น สุดท้ายมันก็ดับสลายไปตามเหตุปัจจัยของมันตามธรรมชาติ

 ตีแผ่อนัตตา ใน "รูปธรรม" และ "นามธรรม"

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรานำกล้องจุลทรรศน์แห่งปัญญา มาส่องดูสิ่งที่เรียกว่า "ตัวเรา" ซึ่งแยกออกได้เป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ รูปธรรม (ร่างกาย) และ นามธรรม (จิตใจ) เพื่อดูว่ามีตรงไหนที่เป็นตัวเราจริงๆ?

1. การตีแผ่อนัตตาใน "รูปธรรม" (สิ่งที่มีรูปร่าง สัมผัสได้)

รูปธรรม คือ ร่างกาย กายภาพ และลมหายใจเข้าออกของเรา สมมติโลกบอกว่านี่คือ "ร่างกายของฉัน" แต่ลองโยนิโสมนสิการดูตามความเป็นจริง จะเห็นความเป็นจริงดังต่อไปนี้....

ความจริงของกาย : ร่างกายนี้ประกอบขึ้นจากธาตุ 4 คือ ดิน (เนื้อ กระดูก) น้ำ (เลือด) ลม (ลมหายใจ) ไฟ (ความอบอุ่น) เราต้องคอยเติมอาหาร เติมน้ำ เติมลมหายใจเข้าไปตลอดเวลาเพื่อประคับประคองรูปกายนี้ไว้ ไม่ส่วนใดที่เป็นของเราเลย

ทำไมรูปกายจึงเป็นอนัตตา? : เพราะเราสั่งกายนี้ไม่ได้ ถ้ามันเป็นของเราจริง เราต้องสั่งว่า “จงอย่าแก่นะ จงอย่าป่วยนะ ผมห้ามหงอกนะ หน้าห้ามเหี่ยวหลังห้ามปวดนะ” แต่กายนี้ไม่เคยฟังคำสั่งของเราเลย พอกล้ามเนื้อเหนื่อย... มันก็เพลีย พอระบบย่อยมีปัญหา... มันก็ปวด กายทำกิจตามธรรมชาติของมัน ไม่ใช่ตัวเรา ดิน น้ำ ลม ไฟ มันก็ทำกิจของมันตามธรรมชาติ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ สุดท้ายก็เสื่อมสลายไปตามธรรมชาติของมัน

2. การตีแผ่อนัตตาใน "นามธรรม" (ความรู้สึก ความคิด และตัวจิต)

ส่วนนี้คือจุดที่คนติดและหลงมากที่สุด( มิจฉาทิฏฐิ )เพราะเรามักทึกทักว่า "ความรู้สึกของฉัน" หรือ "ความคิดของฉัน" ลองแยกแยะนามธรรมออกเป็นส่วนๆ ดังต่อไปนี้ดูกัน........

-  เวทนา (ความรู้สึกสุข-ทุกข์) : วันนี้จิตใจเบิกบาน สักพักมีเรื่องกระทบใจก็กลายเป็นทุกข์ อึดอัด เครียด... สังเกตดูเถิด เราสั่งให้ใจมีความสุขตลอด 24 ชั่วโมงไม่ได้ ความรู้สึกเหล่านี้ผ่านเข้ามาทางมโนผัสสะ ทำกิจของมันแล้วก็ดับไป มันจึงเป็นอนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน บังคับไม่ได้)

-  สัญญา (ความจำได้หมายรู้) : ความจำ เรื่องในอดีต บางทีเราอยากลืมแต่ใจก็ดันจำ บางเรื่องอยากจำแต่สมองก็ดันลืม มันทำงานของมันเองตามเหตุปัจจัย เราไม่สามารถบังคับควบคุมมันได้ ถ้าเป็นของเราจริงๆ มันต้องบังคับและควบคุมได้ทั้งหมด นี่คือ อนัตตา

-  สังขาร (ความปรุงแต่ง): ความคิดฟุ้งซ่าน คิดดี คิดร้าย คิดกังวล ความคิดเหมือนฟองอากาศที่ผุดขึ้นมาเองในใจ เราไม่ได้สั่งให้มันคิด แต่มันคิดของมันเองตามสัญญาที่เคยบันทึกไว้ เราควบคุมการปรุงแต่ง(สังขาร)ไม่ได้ จึงเป็น อนัตตา

-  วิญญาณ หรือ จิต (ธาตุรับรู้): ตัวจิตที่ทำหน้าที่วิ่งไปรู้ลมหายใจ วิ่งไปรับรู้ความคิด วิ่งไปฟังเสียง จิตก็ทำหน้าที่เกิด-ดับ เป็นกระบวนการสืบต่ออย่างรวดเร็ว ไม่มีจิตที่เที่ยงแท้ถาวรดวงเดียวที่นั่งอยู่ตลอดไป จิตจึงเป็นธรรมตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่เพียงรับรู้เท่านั้น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตน

การขับเคลื่อน "แก่นมรรค" (สติ สมาธิ ปัญญา)
เพื่อเข้าถึงความจริงของ.....อนัตตา.......

การที่เราจะเห็นแจ้งว่ารูปและนามเป็นอนัตตาได้นั้น ไม่ใช่แค่การท่องจำหรือคิดเอา แต่คือการใช้ "แก่นมรรค"(วิชชา) ทำงานร่วมกันในหนทางปฏิบัติ เพื่อเข้าไป "ลอกคราบ" สมมติในใจทีละชั้น ดังกระบวนการทำงานร่วมกันดังต่อไปนี้:

1. ใช้ "สติ" ตรวจจับมโนผัสสะ 

เมื่อมีอารมณ์ ความคิด หรือความทุกข์ผุดขึ้นมาทางใจ (มโนผัสสะ) แทนที่จิตจะกระโดดเข้าไป "เป็น" ผู้ทุกข์ หรือเข้าไปยินดียินร้าย

ทางปฏิบัติ: เราใช้ สติ ทำหน้าที่ระลึกรู้เท่าทันสภาวะธรรมนั้นทันที เช่น รู้ว่ามีความโกรธผุดขึ้น รู้ว่ามีความกังวลผุดขึ้น สติจะคอยตัดความเพลิน (ละนันทิ) ไม่ให้จิตหลงเข้าไปเสพหรือปรุงแต่งต่อ และถอยออกมาเป็นเพียง "ผู้สังเกตการณ์"

 2. ใช้ "สมาธิ" ตรึงจิตให้ตั้งมั่น เป็นกลาง 

เมื่อสติระลึกรู้เท่าทันแล้ว สมาธิ (สัมมาสมาธิ) จะทำหน้าที่ตรึงจิตให้ตั้งมั่นอยู่กับความปกติ ไม่ฟุ้งซ่านไหลไปตามแรงเหวี่ยงของอารมณ์

ทางปฏิบัติ: สมาธิจะช่วยให้จิตมีสภาวะที่เรียกว่า "จิตตั้งมั่น" และเป็นกลางต่อทุกสภาวะธรรม ไม่พยายามไปกดข่มหรือบังคับให้อารมณ์นั้นหายไป (เพราะรู้ว่าบังคับไม่ได้) แต่นิ่งดูอยู่ด้วยใจที่มั่นคง เหมือนคนยืนมองสายน้ำที่ไหลผ่านไปโดยไม่กระโดดลงไปในน้ำ

 3. ใช้ "ปัญญา" ตีแผ่สมมติ เห็นแจ้งความเป็นอนัตตา 

เมื่อจิตนิ่งและตั้งมั่นด้วยสมาธิแล้ว ปัญญา จะทำหน้าที่สำคัญที่สุด คือการแกะรอยและวิเคราะห์สภาวะธรรมที่กำลังปรากฏตรงหน้าตามความเป็นจริง โดยใช้โยนิโสมนสิการ(พิจารณาแบบรอบด้านและรอบคอบ)ร่วมกับวิภัชวาท( แยกแยะสิ่งต่างๆออกจากกัน)

ทางปฏิบัติ: ปัญญาจะเข้ามา "ถอดรหัส" ให้เห็นว่า:  ความทุกข์ที่ผุดขึ้นมานั้น มันเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย (ไม่ใช่เราสั่งให้เกิด)
มันตั้งอยู่ชั่วคราว และสุดท้ายก็ดับไปเอง (มันควบคุมไม่ได้) นี่คือ อนัตตา 

"ปัญญาจะสรุปความจริงชิ้นเอกว่า : ไม่มี 'ตัวเรา' ที่เป็นทุกข์ มีแต่ 'ความทุกข์' ที่กำลังเกิดขึ้นแล้วดับไป"ตามเหตุปัจจัยเกิดและดับ เมื่อปัญญาตีแผ่สมมติจนเห็นชัดว่าไม่มี "ผู้ครอบครอง" รูปนามนี้ จิตจะคลายความสำคัญมั่นหมายในตนเองลง ละนันทิราคะในเวทนาได้ในที่สุด

 สรุปความเชื่อมโยงของแก่นมรรคในอนัตตา: หากไม่มี สติ เราจะหลงเข้าไปเป็นอารมณ์นั้นทันที... หากไม่มี สมาธิ จิตจะฟุ้งซ่านเกินกว่าจะมองเห็นสภาวะธรรมตามความเป็นจริง... และหากไม่มี ปัญญา เราก็จะได้เพียงความสงบ แต่ไม่สามารถตัดรากถอนโคนความหลงผิดจากอวิชชาว่ามีตัวตนได้เลย

การใช้ สติ สมาธิ ปัญญา ทำงานร่วมกัน จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งเดียวที่ช่วยลอกคราบสมมติโลกออก เพื่อเปิดเผยความจริงอันเที่ยงแท้ของ อนัตตา

 บทสรุปการเห็นแจ้ง: คลายความสำคัญมั่นหมาย ดับทุกข์ที่ต้นตอ

เมื่อปัญญาได้ "ตีแผ่สมมติ" จนเห็นชัดเจนแล้วว่า ทั้งรูปธรรม (ร่างกาย) และนามธรรม (จิตใจและความคิด) ต่างเป็นอนัตตา ผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นกับใจของผู้ปฏิบัติทันที:

1.  ละนันทิราคะในเวทนา : เมื่อรู้ว่าความคิดหรือความทุกข์ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวของเรา เป็นเพียงธรรมชาติที่ผ่านมาแล้วดับไป จิตจะไม่กระโดดเข้าไปเพลิน (ละนันทิ) หรือจมดิ่งไปกับมัน จิตจะทำหน้าที่เพียงแค่ "รับรู้" แล้วปล่อยให้ธรรมะนั้นทำกิจของมันไปและดับไปเองตามธรรมชาติ

2.  หมดความสำคัญมั่นหมายในตนเอง: จิตจะเลิกแบก "ตัวกู ของกู" ความเครียด ความกดดันในชีวิตจะลดลงอย่างมหาศาล เพราะเข้าใจแล้วว่าโลกนี้มีแต่สภาวะธรรมที่ไหลไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีใครมีอำนาจวิเศษไปบังคับอะไรได้

"เมื่อเข้าใจอนัตตา... คุณจะเลิกเป็นผู้ทุกข์ แล้วกลายเป็นเพียงผู้เฝ้าดูธรรมชาติด้วยความเบาสบาย"

 

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]

((  ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 กดดูที่นี่...)) 

((  อารมณ์ 6 คืออะไร? ตีแผ่อารมณ์ 6 ))
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

  [ อนัตตาคืออะไร??? ]
  [  อัตตาคืออะไร??? ]
[ธรรมะเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก]

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))

((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
((ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ ))) 

(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..)) 

 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..)) 

((( ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ กดดูที่นี่...)))
(( ใช้แก่นมรรคแก้ปัญหาต่างๆ กดดูที่นี่....   )) 

 

แปลภาษา / Translate Page

*ระบบจะเปิดหน้าต่างใหม่เพื่อแปลเนื้อหาโดย Google

Visitors: 9,662