ที่มาของทุกข์ในมนุษย์ทุกๆคนและวิธีดับทุกข์ด้วยแก่นมรรค

ที่มาของทุกข์ในมนุษย์ทุกๆคนบนโลกใบนี้ 

"คุณกำลังทุกข์เพราะเรื่องที่เกิดขึ้น... หรือกำลังทุกข์เพราะ 'ภาพหลอน' ที่จิตคุณวาดขึ้นมาเอง?" 

มนุษย์เราแปลก... เราไม่ได้ร้องไห้เพราะโดนมีดบาดชั่วนิรันดร์ แต่เรากลับทนทุกข์ทรมานเป็นปีๆ กับคำพูดหรือเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วนับสิบปี! 

ความจริงที่แสนเจ็บปวดและน่าเสียดายที่สุดคือ "ความทุกข์เกิน 90% ของมนุษย์ เป็นความทุกข์ที่จิตใจผลิตขึ้นมาเองซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว" เรากำลังทำกิจบิดเบือนธรรมชาติ กระโดดลงไปเป็นตัวละครที่โดนโบยตีในโลกมโนภาพของตัวเอง ทั้งที่ธรรมชาติของใจเป็นเพียง 'ผู้ดู' หน่วยรับรู้ ไม่ใช่ 'ผู้เล่น' ตามกลไกการเกิดทุกข์

เว็บไซต์นี้จะไม่ได้มาชวนคุณนั่งสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบเยือกเย็นแบบชั่วคราว หรือสอนให้คุณหนีปัญหาโลกภายนอก แต่เราจะพาคุณดิ่งลึกไป ถอดรื้อโครงสร้างและตีแผ่สมมติ ถอนรากถอนโคน "ที่มาแห่งทุกข์" ของมนุษย์จนถึงแก่นแท้ เพื่อให้คุณได้ "ตื่น" และ "ถึงบางอ้อ" ว่า... ที่ผ่านมา ไม่มีใครทำให้คุณทุกข์ได้เลย นอกจากความไม่รู้ (อวิชชา) ในจิตของคุณเอง 

เตรียมเปิดตาเนื้อ และตื่นรู้ด้วยปัญญา... เพราะเมื่อใดที่คุณแยกแยะสมมติออกจากความจริงได้ เมื่อนั้น "ผู้ทุกข์" จะไม่มีอยู่จริงอีกต่อไปในตัวของคุณ!

ที่มาของทุกข์ในมนุษย์ทุกๆคน

ไม่ว่าทุกข์จะมาจากทางกายหรือทางจิตใจ จิตจะเป็นหน่วยรับรู้ทุกข์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นใน...ขันธ์ 5 ( ร่างกายและจิตใจของมนุษย์ )  

 ที่มาของทุกข์ในมนุษย์ทุกคนมีแหล่งที่มาจากแหล่งใดบ้าง? 

ที่มาของทุกข์ในมนุษย์ไม่ได้มาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดินฟ้าอากาศ หรือโชคชะตากำหนดมาให้แบบลอยๆ แต่มีแหล่งกำเนิดจาก 2 แหล่งใหญ่ ดังต่อไปนี้คือ...........

1.  แหล่งธรรมชาติของกาย (ทุกข์ตามธรรมชาติ): เกิดจากการที่กายนี้เป็นสิ่งปรุงแต่ง (สังขาร) ต้องแปรปรวน ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ร่างกายของมนุษย์ประกอบไปด้วย...ดิน น้ำ ลม ไฟ...ซึ่งแปรปรวนอยู่ตลอดเวลาไม่แน่นอนอะไร

2.  แหล่งกลไกของจิต (ทุกข์ที่สร้างขึ้นใหม่): เกิดจากการทำงานของจิต(เจตสิก)ที่หลงไปยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) ในขันธ์ 5 และ อารมณ์ 6 ที่มากระทบ ไม่มีวิชชา(ปัญญา)รู้เท่าทันธรรมชาติ จึงเกิดการดิ้นรนและต่อต้านความจริง 

ทุกข์ทางกาย และ ทุกข์ทางใจ มีอะไรบ้าง?

ทุกข์ทางกาย : คือความบีบคั้นทางระบบประสาทและชีวภาพ เช่น ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย ความแก่ชรา และการแตกสลายของร่างเนื้อ

ทุกข์ทางใจ : คือความบีบคั้นทางอารมณ์และความรู้สึก เช่น ความโศกเศร้า (โสกะ) ความร่ำไรรำพัน (ปริเทวะ) ความไม่สบายใจ (โทมนัส) ความคับแค้นใจ (อุปายาส) การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก และการประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก 

 ทุกข์ทางกาย กับ ทุกข์ทางใจ แตกต่างกันอย่างไร? 

"กายโดนลูกศรยิง แต่อย่าให้ใจโดนศรดอกที่สอง"(คำสอนของพระพุทธเจ้า) 

ลักษณะ ทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจ
ตัวแสดงหลัก ระบบประสาทและเนื้อหนัง (รูปธรรม) ความจำได้หมายรู้ อารมณ์ และการปรุงแต่ง (นามธรรม)
ความหลีกเลี่ยง หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นไปตามกฎพระไตรลักษณ์ธรรมชาติ หลีกเลี่ยงได้ หากมีปัญญาเท่าทัน
ขอบเขต เกิดขึ้นและจบลงตามระบบกลไกของร่างกาย สามารถขยายใหญ่โตและวนเวียนไม่รู้จบด้วย "การปรุงแต่ง"

คนทั่วไปมักคิดว่า ทุกข์เกิดจากสิ่งภายนอกไม่ถูกใจ หรือเกิดจากความรู้สึกแย่ๆ แต่ในแก่นลึกแล้ว ที่มาของทุกข์ในมนุษย์มี "ตอใหญ่ หรือจุดหลักๆ" ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอยู่ 2 ประการ:

ความหลงมโนผัสสะ : มนุษย์ไม่ได้ทุกข์เพราะโลกภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) แต่ทุกข์เพราะ "ภาพสะท้อน" ที่จิตเอามาวาดต่อในใจ (มโนผัสสะ) เราไม่ได้ทุกข์เพราะคนอื่นด่า แต่เราทุกข์เพราะ "ความคิดและคำพูดนั้นที่ยังวิ่งวนอยู่ในหัวเรา" ณ ปัจจุบันต่างหาก จิตไปคว้าเอาเงาของอดีตมาเป็นความจริงในปัจจุบัน จึงเกิดทุกข์ขึ้นมาจากการปรุงของเราเอง

ความบิดเบือนหน้าที่ของจิต : ธรรมชาติของจิตเป็นเพียง "ธาตุรู้" ที่ทำหน้าที่รับรู้สิ่งต่างๆ แล้วดับไปตามกฎอนัตตา แต่ที่มาของทุกข์เกิดจากการที่จิตทำกิจผิดธรรมชาติ คือ แทนที่จะเป็นเพียง "ผู้ดู" มันกลับกระโดดลงไปเป็น "ผู้เล่น" ไปซ่อม ไปสร้าง ไปผลักไส หรือไปดึงดูดสิ่งเหล่านั้นไว้ นั่นคือจุดกำเนิดของความบีบคั้น( ทุกข์ )

  ทุกข์ในปฏิจจสมุปบาทเริ่มต้นจากจุดใด? 

หากมองลึกลงไปในสายพานการทำงานของจิต (ปฏิจจสมุปบาท) จุดเริ่มต้นที่เป็นสารตั้งต้นคือ "อวิชชา" (ความไม่รู้แจ้งในความจริง) เมื่อไม่รู้ความจริง เมื่อมี "ผัสสะ" (การกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เกิดขึ้น จิตจะรับรู้ "เวทนา" (ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ) ทันใดนั้น ความไม่รู้จะทำให้จิต(เจตสิก)กระโดดเข้าไปปรุงแต่งเกิด "นันทิ" หรือ "ตัณหา" (ความอยาก/ความทะยานอยาก) ทันที ซึ่งนี่คือจุดสตาร์ทที่เปลี่ยน "ความรู้สึกธรรมดา" ให้กลายเป็น "กลไกแห่งความทุกข์" ที่พร้อมจะก่อตัวเป็นภพและชาติต่อๆไป 

กองทุกข์ทั้งปวงของมนุษย์หมายถึงอะไร? 

กองทุกข์ทั้งปวง สรุปสั้นๆ ด้วยคำของพระพุทธองค์คือ "อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 เป็นทุกข์" 

มันคือการที่จิตเข้าไปสวมรอย ยึดมั่นถือมั่นว่า กาย (รูป) ความรู้สึก (เวทนา) ความจำ (สัญญา) ความปรุงแต่งดีชั่ว (สังขาร) และตัวรับรู้ (วิญญาณ) ว่าเป็น "ตัวเรา" หรือ "ของๆ เรา" เมื่อสิ่งที่เรายึดแปรปรวนไป จิตจึงเหมือนตกลงมาจากที่สูงและเกิดความบีบคั้นอย่างรุนแรง( ทุกข์ทางใจอย่างรุนแรง ) 

 วิธีดับทุกข์ทางกาย และ วิธีดับทุกข์ทางใจ ทำอย่างไร?

วิธีดับทุกข์ทางกาย: ดับด้วยการ "เยียวยาตามเหตุปัจจัย" หิวก็กิน ร้อนก็อาบน้ำ ป่วยก็รักษาด้วยยา นอนหลับพักผ่อน เป็นการบริหารธาตุขันธ์ให้อยู่รอดไปวันๆ (ดับทุกข์ทางกายไม่มีวันถาวร ตราบใดที่ยังมีขันธ์ 5)

วิธีดับทุกข์ทางใจ: ดับด้วยการ "หยุดและตัดวงจรการปรุงแต่ง" เมื่อเวทนาเกิดขึ้น (เช่น เจ็บแผล) ให้รู้ซื่อๆ ว่ามีเวทนาทางกายเกิดขึ้น แต่ "ไม่เปิดช่อง" ให้จิตเอาเวทนานั้นมาปรุงแต่งต่อเป็นความน้อยใจ เสียใจ หรือโกรธแค้น หงุดหงิดใจ (ละนันทิในเวทนา) 

 วิธีดับทุกข์รวมทั้งทางกายและทางใจทำอย่างไร? 

คือการปฏิบัติหน้าที่ต่อทั้งสองส่วนอย่างถูกต้อง แยกแยะสมมติออกจากความจริง

ทางกาย: ทำหน้าที่ดูแล เยียวยา บริหารขันธ์ไปตามสมมติและเหตุปัจจัยอย่างรับผิดชอบด้วย สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)

ทางใจ: ทำหน้าที่เห็นตามความเป็นจริงว่า ทั้งกายและใจนี้เป็นเพียง "ธรรมชาติต่างๆ ที่ทำกิจของตนเอง" ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา  ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นของธรรมชาติล้วนๆเพียวๆ( เข้าใจธรรมชาติ )

 การใช้แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ดับทุกข์ในแต่ละมิติ

 วิธีดับทุกข์ทางกายด้วยแก่นมรรค

สติ : ระลึกรู้เท่าทันความจริงของกาย เช่น เห็นความเจ็บไข้ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางกายภาพ เป็นธรรมชาติของกายที่ต้องเจ็บป่วย( ตถตา )เป็นเช่นนั้นของมัน

สมาธิ : ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน ไม่ซัดส่ายไปกับความปวดกระวนกระวาย มีจิตใจที่สงบอยู่ภายในแม้กายจะแปรปรวน ( แยกกาย กับ จิตที่รับรู้มันคนละส่วนกัน กายเจ็บ จิตอย่าไปเจ็บแทนกาย )

ปัญญา : เห็นแจ้งว่ากายนี้เป็นเพียงธาตุ 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) มารวมกันชั่วคราว มีความเสื่อมเป็นธรรมดา ไม่ใช่เรา( เห็นความเสื่อมไปของ...ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ..ตามธรรมชาติของมัน ) 

 วิธีดับทุกข์ทางใจด้วยแก่นมรรค

แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)อารักขาจิต

สติ: ระลึกรู้เท่าทัน "มโนผัสสะ" (การคิด ปรุงแต่ง อารมณ์ที่ผุดขึ้นในใจ) ทันทีที่มันเริ่มก่อตัว

สมาธิ: จิตตั้งมั่นเป็นผู้สังเกตการณ์ (ผู้ดู) ไม่กระโดดลงไปร่วมวง เล่นละครไปกับความคิดหรืออารมณ์นั้นๆ

ปัญญา: ใช้ "โยนิโสมนสิการ" มองเห็นชัดเจนว่า ทุกธรรมที่ผุดขึ้น รวมถึง "ตัวจิต" ที่ไปรู้เอง ต่างก็เป็นอนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีความสำคัญมั่นหมายในตนเอง 

 วิธีดับทุกข์ทั้งทางกายและทางใจด้วยแก่นมรรค 

รวมสติ สมาธิ และปัญญา(แก่นมรรค) ยกระดับขึ้นสู่การ "แยกรูป แยกนาม"(วิภัชวาท) เห็นชัดเจนว่า "กายเจ็บ (รูป/เวทนากาย)" เป็นสิ่งถูกรู้ ส่วน "จิตที่รับรู้ (นาม)" ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ทั้งสองส่วนไม่ได้หลอมรวมกัน จิตตั้งมั่นเป็นอิสระเหนือความเจ็บไข้และอารมณ์ปรุงแต่งทั้งปวง  

เพื่อสลายความทุกข์ทางใจไม่ให้เหลือซาก การปฏิบัติจะต้องก้าวข้ามการ "พยายามทำให้จิตสงบ" หรือ "การพยายามละความโกรธ/ความโลภ" ไปสู่การ "ถอดรื้อตัวผู้ยึด"( ทุกข์เกิด เพราะเข้าไปยึดในทุกข์) ดังนี้:

เปลี่ยนจาก "การละอารมณ์" เป็น "การละความเพลิน (นันทิ) ในเวทนา": เมื่อเกิดความไม่พอใจ หรือความปวดหัวใจขึ้นมา คนส่วนใหญ่จะพยายามหาวิธีดับความรู้สึกนั้น ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ แก่นที่แท้จริงคือ "เห็นความรู้สึกนั้นด้วยใจที่ปรกติ โดยไม่เติมฟืน (ไม่เพลิน/ไม่คลุกคลี / ไม่หมกมุ่น) เข้าไปในเวทนานั้น" เมื่อขาดความเพลิน สังขารปรุงแต่งจะขาดสิ่งหล่อเลี้ยง(เหตุปัจจัยให้เกิด)และฝ่อตัวลงไปเองตามธรรมชาติ ดับไปเองของมัน

เห็นแจ้งว่า "จิตก็เป็นอนัตตา" : ตราบใดที่ยังคิดว่า "ฉันกำลังปฏิบัติ" "ฉันกำลังละความทุกข์" หรือ "จิตของฉันต้องสะอาด" ตราบนั้นจะไม่มีวันดับทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง เพราะยังมี "ตัวเรา" ซ่อนอยู่เบื้องหลังแก่นมรรคเสมอ วิธีดับลึกถึงแก่นคือการโยนิโสมนสิการจนเห็นชัดว่า จิตก็เป็นเพียงธรรมชาติตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่รับรู้ของมันเท่านั้น ไม่มีใครเป็นเจ้าของจิต จิตไม่ใช่เรา และเราไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่ของเรา และไม่มีใครเป็นเจ้าของจิต(ไม่มีเราตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว) เมื่อไม่มี "ผู้รับผลของทุกข์" ทุกข์นั้นย่อมกลายเป็นโมฆะ 

 พระพุทธเจ้าสอนเรื่องดับทุกข์ทางใจทำอย่างไร? 

พระพุทธองค์ทรงเน้นย้ำให้เราทำลาย "อุปาทาน" และ "ตัณหา" ผ่านการปฏิบัติที่ตรงเป้าที่สุด คือ: 

"เมื่อเห็น ย่อมสักว่าเห็น... เมื่อได้ยิน ย่อมสักว่าได้ยิน... เมื่อรู้แจ้ง ย่อมสักว่ารู้แจ้ง..."( ใน...อารมณ์ 6 ) ให้ใช้หลัก...รู้  เห็น  วาง....ในอารมณ์ 6 

และทรงสอนให้ "ละนันทิ (ความเพลิน) ในเวทนา" ทันทีที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบสิ่งใดแล้วเกิดอารมณ์สุขหรือทุกข์ขึ้นมา ทรงสอนให้ตัดกระแสความเพลินนั้นทิ้งอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดการปรุงแต่งกลายเป็น "นันทิราคะ" ซึ่งเป็นยางเหนียวที่ผูกจิตไว้กับกองทุกข์ 

 สรุป: ที่มาของทุกข์ในมนุษย์และวิธีดับทุกข์ด้วยแก่นมรรค 

มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับ "พิมพ์เขียวของความทุกข์ทางกาย" ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องบริหารจัดการไปตามเหตุปัจจัย แต่ "ความทุกข์ทางใจ" เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากความไม่รู้ (อวิชชา) แล้วหลงไปสำคัญมั่นหมายในตนเอง ยึดขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวเรา 

การดับทุกข์ที่แท้จริงด้วย แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) จึงไม่ใช่การไปบังคับไม่ให้กายป่วย หรือบังคับไม่ให้จิตคิด แต่คือการใช้ โยนิโสมนสิการ เข้าไปถอดรื้อและ "ตีแผ่สมมติ" ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า... มีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเองอยู่ตามธรรมชาติ จิตก็เป็นเพียงธรรมธรรมหนึ่ง ไม่มี "เรา" อยู่ในนั้นเลยแม้แต่หยดเดียว เมื่อจิตคลายความยึดมั่นถือมั่นลง การเรียนรู้ในโลกสมมติก็ดำเนินต่อไปอย่างปกติ โดยไม่มีผู้ทุกข์อีกต่อไป

"ความทุกข์ไม่ได้ดับไปด้วยการทำลายสิ่งใด แต่ดับไปด้วยการเข้าใจสิ่งนั้นตามความเป็นจริง" ด้วย...วิชชาหรือปัญญารู้แจ้ง

อยากให้เพิ่มแง่คิดว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนวิชชาเพื่อให้เรากลายเป็นคนไร้ความรู้สึก หรือเป็นก้อนหินที่ไม่มีความเจ็บปวด แต่ทรงสอนให้เรา "แยกแยะสมมติออกจากความจริง" กายยังเจ็บได้ตามกลไกชีวภาพ จิตยังมีความคิดผุดขึ้นได้ตามธรรมชาติ แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเอง" ไม่มีสิ่งใดเลยที่ควรค่าแก่การเข้าไปสำคัญมั่นหมายมั่นใจว่าเป็นตนเอง หรือ ของของตน ถ้าเป็นของตน เราต้องสั่งได้ แต่ความเป็นจริง เราไม่สามารถสั่งกายไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ป่วย ไม่ให้ตายไม่ได้ เราสั่งจิตไม่ให้คิดก็ไม่ได้ นี่คือ...ความจริง....

   ถ้าท่านฝึกฝนแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ให้เข้มแข็งและแข็งแกร่งจนเชี่ยวชาญและชำนาญสูง บอกได้คำเดียวว่า... ท่านจะไม่มีทุกข์...จึงเรียกให้ท่านมาดูด้วยตัวเอง( เอหิปัสสิโก )พิสูจน์ความจริงได้ตลอดเวลา(อกาลิโก )สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัวไว้ คือ ความจริงทุกประการ

  ส่วนวิธีการฝึกฝนแก่นมรรคได้อธิบายรายละเอียดไว้ทั้งหมดในเว็บไซต์นี้แล้วครับ จงเน้นเรื่อง สติ ให้มากเป็นพิเศษ เพราะถ้า สติ ไม่แกร่งมากพอ สมาธิและปัญญาเกิดยากนะครับ

 

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...)) 

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค )) 

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?)) 

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 

 

แปลภาษา / Translate Page

*ระบบจะเปิดหน้าต่างใหม่เพื่อแปลเนื้อหาโดย Google

Visitors: 6,712