Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

มรรคสมังคีคืออะไร?มีความสำคัญต่อการดับไปของทุกข์(กิเลส)อย่างไร?

ไขรหัส "มรรคสมังคี" : กุญแจปลดล็อกความทุกข์ 24 ชั่วโมง

เคยมุมมองติดขัดกับการปฏิบัติธรรมไหมครับ?

นั่งสมาธิเท่าไรใจก็ไม่สงบ พยายามตั้งสติทั้งวันก็เหนื่อยเกร็ง หรือพยายามคิดพิจารณาธรรมจนกลายเป็นความฟุ้งซ่าน...

สาเหตุหลักที่คนส่วนใหญ่ปฏิบัติธรรมแล้วยังพบบางอย่างที่ "ติดขัด" ไม่ใช่เพราะเราไม่มีความเพียร แต่เป็นเพราะเรากำลัง "แยกองค์ธรรมออกจากกัน" ยังไม่เข้าใจองค์ธรรมที่จะนำมาใช้งานในการปฏิบัติอย่างถูกต้อง(เกาถูกที่คัน)

วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจ "มรรคสมังคี" ธรรมะระดับแก่นที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ ซึ่งเป็นเครื่องมือดับทุกข์ที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังมากๆ และทำได้จริงในทุกๆ วินาทีของชีวิตประจำวันทุกท่าน

 "มรรคสมังคี" คืออะไร? (ความหมายและที่มา)

คำว่า "สมังคี" แปลว่า ความพรั่งพร้อม ความพร้อมเพรียง หรือความร่วมมือเป็นสามัคคีธรรม

มรรคสมังคี จึงหมายถึง "ภาวะที่องค์มรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) รวมตัวกันเป็นเนื้อเดียว ประชุมพร้อมกันในขณะจิตเดียว"

ในพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ทรงเปรียบองค์มรรคมีองค์ 8 เหมือน "เชือก 8 เส้น" ที่นำมาตีเกลียวรวมกันเป็นเชือกเส้นเดียว เชือกเส้นนี้จึงมีกำลังมหาศาลพอที่จะถอนรากถอนโคนอวิชชาและความหลงผิดได้

หากเราใช้สติอย่างเดียว สมาธิอย่างเดียว หรือปัญญาอย่างเดียว ก็เหมือนการใช้เชือกเส้นเล็กรอบเดียวไปฉุดดึงของหนัก(อวิชชา กิเลส) มันย่อมขาดและไม่ได้ผล แต่เมื่อเกิด มรรคสมังคี องค์ธรรมทั้งหมดจะทำงานร่วมกันเป็นระบบออโตเมชั่นทันที จึงสามารถดับอวิชชา(กิเลส)ได้ในปัจจุบันขณะจิตเดียว

เครื่องยนต์แห่งมรรคสมังคี : 3 พลังที่ต้องประชุมพร้อมกัน

เมื่อผัสสะ (การกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ปรากฏขึ้น มรรคสมังคีจะทำงานผ่าน 3 องค์ประกอบหลักในเสี้ยววินาที:

                  [ ผัสสะกระทบ / มโนผัสสะ ]
                             │
                             ▼
 ┌────────────────────────────────────────────────────────┐
 │                   มรรคสมังคี                            │
 │                                                        │
 │  1. สมาธิ (ตั้งมั่น)  : จิตเป็นกลาง ไม่ไหลตามอารมณ์            │
 │  2. สติ (ระลึกทัน)   : ดักจับสภาวะตรงหน้าทันท่วงที             │
 │  3. ปัญญา (รู้แจ้ง)   : ส่องเห็นอนัตตา ตีแผ่สมมติบัญญัติ         │
 └────────────────────────────────────────────────────────┘
                             │
                             ▼
      [ นันทิ/ความเพลิน ดับลง ──► อุปาทานขันธ์ 5 หลุดออก ]

สมาธิ (ความตั้งมั่น): ทำหน้าที่เป็นฐานที่มั่น ทำให้จิตไม่ดิ้นรน ไม่ไหลไปยินดียินร้ายเมื่อเกิดเวทนา
สติ (ความระลึกได้): ทำหน้าที่จับสภาวะตรงหน้า ไม่ปล่อยให้เกิดการปรุงแต่งของอวิชชา(โหเจตสิก)เกิดขึ้น
ปัญญา/สัมปชัญญะ (ความรู้ชัด): ทำหน้าที่ถอดถอนสมมติ ส่องลงไปเห็นว่าอารมณ์หรือความคิดนั้น "ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เป็นเพียงสภาวธรรมที่เกิด-ดับตามเหตุปัจจัย (อนัตตา)"

เมื่อ 3 สิ่งนี้ประชุมพร้อมกัน(มรรคสมังคี) ตัณหาและความเพลิน (นันทิ) จะตั้งอยู่ไม่ได้ ความทุกข์จึงถูกตัดขาดทันที!

มรรคสมังคี ดับทุกข์ (ดับกิเลส) ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร?

ความอัศจรรย์ของมรรคสมังคี(การรวมตัวกันขององค์ธรรม) คือ "ไม่จำกัดกาลและสถานที่" (อกาลิโก) คุณไม่ต้องรอไปเข้าสำนักปฏิบัติธรรม ไม่ต้องรอวันหยุด ไม่ต้องรอไปเข้าวัด และไม่ต้องนั่งขัดสมาธิเสมอไป

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้สดๆ ในชีวิตประจำวัน :

 ขณะถูกต่อว่า หรือทำงานเจอปัญหา (ผัสสะทางหู/ใจ)

กรณีแบบไม่มีมรรคสมังคี(สติ สมาธิ ปัญญา) :

เสียงกระทบหู => ใจแปลความหมาย => เกิดความโกรธ => ยึดว่า "เขาด่าเรา" => สังขารปรุงแต่งต่อจนเกิดความทุกข์ใจ

กรณีแบบเกิดมรรคสมังคี:

1. สติ ระลึกทันความโกรธหรือเสียงที่มากระทบ

2. สมาธิ อุ้มจิตไว้ให้อยู่ในความตั้งมั่นเป็นกลาง ไม่พุ่งออกไปปะทะ

3. ปัญญา ตีแผ่ความจริงทันทีว่า เสียงก็แค่คลื่นเสียง ความโกรธก็เป็นเพียงสภาวธรรมที่เกิดขึ้นตามปัจจัย ไม่มี "ตัวเรา" อยู่ในคำด่านั้น

 ขณะความคิดฟุ้งซ่านหรือความกังวลพุ่งขึ้นมา (มโนผัสสะ)

เพียงแค่สติ สมาธิ ปัญญา ประชุมพร้อมกัน(มรรคสมังคี) จิตจะถอยออกมาเป็น "ผู้สังเกต" มองเห็นความคิดเป็นเหมือนเมฆที่ลอยผ่านท้องฟ้า ความคิดกลายเป็นเพียง "สิ่งที่ถูกรู้" ไม่ใช่ "ตัวเราที่กำลังคิด" เมื่อไม่ลงไปเล่นด้วย ความคิดกังวลนั้นก็ดับไปเองตามธรรมชาติ

สรุป : ทางรอดที่เรียบง่ายของมนุษย์ทุกๆคน

การปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นไม่ใช่เรื่องซับซ้อนที่ต้องท่องจำตำรามากมาย แต่มันคือการ "ซ้อมจิตให้เกิดมรรคสมังคี" ในทุกๆ ผัสสะของชีวิตประจำวัน

เมื่อใดที่ขาดมรรคสมังคี(สติ สมาธิ ปัญญา) : ขันธ์ 5 จะกลายเป็น "ตัวเรา" และรับแบกความทุกข์ไว้เต็มๆ

เมื่อใดที่เกิดมรรคสมังคี: สติปัฏฐาน 4 ย่อมบริบูรณ์ อริยสัจ 4 ย่อมถูกทำกิจ ขันธ์ 5 แสดงความเป็นอนัตตา และจิตจะเข้าถึงความโปร่ง เบา เป็นอิสระทันที

"มรรคสมังคี จึงไม่ใช่ธรรมะไกลตัว แต่คือวิชชาดับทุกข์ตรงหน้า ที่คุณสามารถปลุกให้ตื่นขึ้นได้ในทุกๆ ลมหายใจ" 

มรรคสมังคี ทำงานอย่างไร? 

คำว่า "สมังคี" หมายถึง ความพรั่งพร้อม หรือความร่วมมือเป็นสามัคคีธรรม 

ปกติในชีวิตประจำวัน จิตของเรามักจะมีองค์ธรรมทำงานแบบกระจัดกระจาย เช่น มีสติแต่ขาดสมาธิ หรือมีสมาธิแช่นิ่งแต่ขาดปัญญา แต่เมื่อเกิด มรรคสมังคี องค์ธรรมฝ่ายกุศลทั้งหมด (ย่อรวบลงเป็น สติ-สมาธิ-ปัญญา) จะ "ประชุมพร้อมกันในขณะจิตเดียว" ตรงจุดที่มี ผัสสะ (การกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือมโนผัสสะทางใจ) 

       กระบวนการทำงานของมรรคสมังคีใน 1 ขณะจิต 

                  [ ผัสสะ / สภาวธรรม ปรากฏ ]
                             │
                             ▼
┌────────────────────────────────────────────────────────┐
│                   มรรคสมังคี                            │
│                                                        │
│  1. สติ (จับ)   : ระลึกเท่าทันสภาวะตรงหน้าทันที               │
│  2. สมาธิ (ตั้ง) : ตั้งมั่น เป็นกลาง ไม่ไหลไปยินดียินร้าย          │
│  3. ปัญญา (ส่อง): ถอดถอนสมมติ เห็นอนัตตา/ความเกิด-ดับ      │
└────────────────────────────────────────────────────────┘
                             │
                             ▼
         [ นันทิ/ตัณหา ตัดขาด ──► ทุกข์/อุปาทาน ดับลง ]

 

1. สติ (ทำหน้าที่จับ): ดักระลึกรู้สภาวธรรมที่ปรากฏสดๆ ตรงหน้าทันที ไม่ปล่อยให้หลุดลอยไปปรุงแต่ง

2. สมาธิ (ทำหน้าที่ตั้ง): ทรงตัวตั้งมั่น อุ้มจิตไว้ให้อยู่ในความเป็นกลาง (อุเบกขา) ไม่วิ่งตามอารมณ์ที่ชอบ (ยินดี) หรือไม่ชอบ (ยินร้าย)

3. ปัญญา/สัมปชัญญะ (ทำหน้าที่ส่อง): ทำการ "ตีแผ่สมมติ" ในเสี้ยววินาที ส่องเห็นความจริงว่า สภาวะนั้นเป็นเพียง รูป-นาม / ธาตุตามธรรมชาติ / ขันธ์ 5 ที่เกิดตามเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา (อนัตตา) 

มรรคสมังคี นำไปดับกิเลส (ดับทุกข์) ได้อย่างไร? 

การดับกิเลสหรือดับทุกข์ของมรรคสมังคี ไม่ใช่การไป "สู้หรือไปฆ่ากิเลส" แต่เป็นการ "ตัดสายโซ่แห่งเหตุปัจจัย (ปฏิจจสมุปบาท) ไม่ให้กิเลสและตัณหาตั้งอยู่ได้" 

กลไกการดับทุกข์เป็นไปตามขั้นตอนดังนี้: 

มรรคสัมงคีตัด "นันทิ" (ความเพลิน) ตรงผัสสะและเวทนา 

ตามธรรมชาติ เมื่อมีผัสสะกระทบ => ย่อมเกิด เวทนา (สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ) 

หากขาดมรรคสมังคี : จิตจะเกิด นันทิราคะ (ความเพลินและพอใจ) ในสุขเวทนา หรือเกิด ปฏิฆะ (ความขัดเคือง) ในทุกข์เวทนา กิเลส (โลภ โทสะ โมหะ) จึงงอกงามขึ้น

เมื่อเกิดมรรคสมังคี : มรรคสมังคีจะเข้าไปตั้งรับตรงผัสสะ/เวทนานั้นทันที ปัญญาจะส่องเห็นว่า "เวทนาก็เป็นเพียงสภาวธรรมชั่วคราว ไม่ใช่เรา" เมื่อไม่มีผู้เข้าไปเป็นเจ้าของเวทนา นันทิราคะจึงถูกตัดขาดทันที

สังขารปรุงแต่งดับลง (ไร้ผู้ก่อภพ) 

เมื่อความเพลิน (นันทิ) ถูกตัด สังขารปรุงแต่ง(อกุศลเจตสิก)ที่จะวิ่งไปสร้างเป็นกิเลสหรือเรื่องราวต่อก็ตั้งอยู่ไม่ได้ กิเลสที่กำลังจะเกิดจึง "ดับไปตั้งแต่ยังไม่ทันก่อตัว"

อุปาทานในขันธ์ 5 ถอดถอน (เกิด นิโรธ) 

เมื่อกิเลสตัณหาและกิเลสอวิชชาไม่ทำงาน จิตก็จะไม่เข้าไปยึดถือในขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ว่าเป็นตัวเรา ของเรา( ผลของ มรรคสมังคีทำกิจ ) 

จากเดิมที่ยึดว่า "ฉันโกรธ"  => เหลือเพียง "ความโกรธเป็นแค่สังขารธรรมที่ดับไปเอง"

จากเดิมที่ยึดว่า "ฉันปวด/ฉันทุกข์"  => เหลือเพียง "เวทนากำลังทำกิจของเวทนา" 

เมื่อความยึดถือ(อุปาทาน)ดับลง ความทุกข์ใจทั้งปวงจึงดับสนิทลงตรงนั้นเอง ทำได้ในทุกๆที่และในทุกๆเวลา นี่คือ ธรรมะขนานแท้.... 

สรุปภาพรวม 

กิเลสและความทุกข์ อาศัย "ความหลงในสมมติ" เป็นอาหาร 

เมื่อ มรรคสมังคี เกิดขึ้น สติ สมาธิ และปัญญา ที่ประชุมพร้อมกันจะทำหน้าที่เหมือน "แสงสว่างที่ส่องเข้าไปในห้องมืด" ทันทีที่แสงสว่างปรากฏ ความมืด (อวิชชา/กิเลส) ก็หายไปทันทีโดยไม่ต้องไปไล่ขับเคลื่อนใดๆให้เหนื่อย

 ดังนั้น มรรคสมังคี จึงเป็น "วิชชาดับทุกข์สายตรง" ที่ทำได้ทันทีในชีวิตประจำวัน เมื่อใดที่สติ สมาธิ ปัญญา รวมตัวกันในผัสสะขณะใด ขณะนั้นกิเลสอวิชชาและนันทิและทุกข์ย่อมดับลงทันทีในปัจจุบันขณะจิต(ขณะเจริญแก่นมรรคคือ สติ สมาธิ ปัญญา)

บทสรุป “มรรคสมังคี”

มรรคสมังคี คือ วิชชาดับทุกข์ตรงหน้า ที่อยู่ในตัวเราของเราทุกๆคน และทำได้ทันทีในชีวิตประจำวันในทุกๆที่และทุกๆเวลา

หลายคนเข้าใจผิดว่า "มรรคสมังคี" เป็นเรื่องสูงส่ง เป็นสภาวะระดับพระอริยเจ้าที่ต้องรอให้เกิดตอนบรรลุธรรมเท่านั้น หรือต้องไปนั่งสมาธิในป่าในวัดถึงจะทำได้  แต่ในความจริงแล้ว มรรคสมังคี ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยแม้แต่น้อย! มันคือ "ศักยภาพที่มีอยู่แล้วในจิตใจของมนุษย์ทุกๆคน" เพียงแค่เรายังไม่เคยรู้วิธีปลุกมันขึ้นมาใช้งานในชีวิตประจำวันเท่านั้นเอง ของดีที่อยู่ใกล้ตัวของเราทุกๆคน

จงปลุก "3 องค์ธรรม" ในตัวคุณ ให้รวมพลังเป็นเนื้อเดียว

ในทุกๆ ผัสสะของชีวิตประจำวัน (ตาเห็น หูได้ยิน ความคิดพุ่งขึ้นมา) มรรคสมังคีจะทำงานทันที เมื่อคุณ "ปลุก 3 สิ่งนี้พร้อมกัน" ในขณะจิตเดียว:

                  [ ผัสสะกระทบ / มโนผัสสะ ]
                             │
                             ▼
┌────────────────────────────────────────────────────────┐
│             มรรคสมังคี (3 องค์ธรรมในตัวเรา)                 │
│                                                        │
│  1. สติ   : "รู้ทัน" สภาวะตรงหน้า ไม่หลุดลอยไป               │
│  2. สมาธิ : "ตั้งมั่น" เป็นกลาง ไม่ปรุงแต่งรัก/เกลียด             │
│  3. ปัญญา : "รู้แจ้ง" ว่าเป็นแค่อนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา               │
└────────────────────────────────────────────────────────┘
                             │
                             ▼
     [ นันทิ/ความเพลิน ดับ ──► ทุกข์/กิเลส ดับลงทันที ]

1. สติ (ระลึกได้): ไม่ใช่การเกร็ง แต่คือการ "รู้ทัน" สภาวะที่เกิดขึ้นตรงหน้าทันที เช่น รู้ว่ามีความโกรธ รู้ว่ามีความกังวล รู้ว่ากำลังก้าวเดิน
2. สมาธิ (ความตั้งมั่น): ไม่ใช่การนั่งหลับตาแช่นิ่ง แต่คือการ "วางใจเป็นกลาง" ไม่ดิ้นรน ไม่ไหลไปตามอารมณ์ชอบ (ยินดี) หรือไม่ชอบ (ยินร้าย)
3. ปัญญา/สัมปชัญญะ (ความรู้ชัด): คือการ "มองเห็นความจริง" ว่า สภาวะที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียง รูป-นาม / ขันธ์ 5 ที่เกิดตามเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ไม่มี "ตัวเรา" อยู่ในนั้นเลย (อนัตตา)

วิธีนำไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน (ดับทุกข์ทันที 24 ชั่วโมง)

ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ทำงานอะไร อยู่บนรถเมล์ หรือนั่งกินข้าว มรรคสมังคีเกิดขึ้นได้เสมอผ่าน 3 สเต็ปง่ายๆ นี้:

 สเต็ปที่ 1:  มีสติ "รู้ทัน" เมื่อมีผัสสะกระทบ

เมื่อเจอคำด่า เจองานด่วน หรือมีความคิดกังวลพุ่งขึ้นมา ให้มีสติ "รู้ทันสภาวะนั้นสดๆ" ทันที (สติทำงาน)

 สเต็ปที่ 2: มีสมาธิ "หยุดตั้งหลัก" ไม่ไหลตามอารมณ์

แทนที่จะรีบโต้ตอบ หรือรีบไปคิดต่อ ให้ถอยออกมานิดหนึ่ง ใจตั้งมั่น ไม่ยินดียินร้ายกับอารมณ์นั้น (สมาธิทำงาน)

 สเต็ปที่ 3: มีปัญญา "ตีแผ่สมมติ" คลายความยึดถือ ยึดมั่น ถือมั่น

ส่องสว่างลงไปทันทีว่า "ความคิดนี้/อารมณ์นี้ เป็นเพียงสภาวธรรมที่เกิดขึ้นแป๊บเดียวก็ดับไป ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา" (ปัญญาทำงาน)

ตัวอย่างการใช้วิชชาดับทุกข์ในสถานการณ์จริง

ขณะทำงานแล้วโดนตำหนิ:

สภาวะเดิม (ขาดมรรค): เสียใจ โกรธ คิดซ้ำๆ ว่า "เขาทำไมทำกับเราแบบนี้" (ทุกข์แบกไว้เต็มๆ)

สภาวะใหม่ (เกิดมรรคสมังคี): สติตั้งทัน => สมาธิทรงตัวเป็นกลาง => ปัญญาส่องเห็นว่า เสียงที่กระทบหูดับไปแล้ว ความโกรธเป็นแค่สังขารปรุงแต่งชั่วคราว ไม่ใช่ตัวเรา => ทุกข์ใจดับลงทันที ทำงานต่อได้สบาย

ขณะกังวลเรื่องอนาคต/ฟุ้งซ่าน:

เดิม (ขาดมรรค): ความคิดพุ่งขึ้นมา แล้วไหลตามความคิดไปเป็นชั่วโมง

ใหม่ (เกิดมรรคสมังคี): สติเห็นความคิด => สมาธิไม่ลงไปเล่นด้วย => ปัญญาส่องว่าความคิดก็แค่ "สิ่งที่ถูกรู้" ไม่ใช่ตัวเรา => ความคิดนั้นหลุดควับ ดับลงต่อหน้าต่อตา

สรุปแก่นแท้

"มรรคสมังคี ไม่ใช่การไปหาธรรมะจากข้างนอกมาใส่ตัว แต่คือการเปิดสวิตช์แก่นมรรคคือ สติ สมาธิ ปัญญา ที่มีอยู่แล้วในใจของทุกๆคน ให้กลับมารวมพลังกันตรงผัสสะหน้างาน"

เมื่อใดที่คุณใช้ มรรคสมังคี ตีแผ่ความจริงในชีวิตประจำวัน เมื่อนั้น กิเลสจะตั้งอยู่ไม่ได้ ความทุกข์จะถูกตัดขาด และคุณจะพบกับความโปร่ง เบา เป็นอิสระกลางโลกสมมตินี้ได้อย่างแท้จริง

 

(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่ ] 

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]

(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))

(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...)) 

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

((  ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 กดดูที่นี่...))

((  อารมณ์ 6 คืออะไร? ตีแผ่อารมณ์ 6 ))

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

  [ อนัตตาคืออะไร??? ]
  [  อัตตาคืออะไร??? ]
[ธรรมะเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก]

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))

((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
((ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ ))) 

(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..)) 
(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..)) 

((( ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ กดดูที่นี่...)))
(( ใช้แก่นมรรคแก้ปัญหาต่างๆ กดดูที่นี่....   )) 

    

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。 

 

 

Visitors: 12,523