มาร่วมมือกันหยุดตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของกิเลสอวิชชาตลอดชีพ

ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่า พวกเราทุกๆคน รวมถึงท่านที่เกิดมาบนโลกใบนี้
ล้วนตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของ..กิเลสอวิชชา..โดยทั่วถึงกันทุกๆคน ไม่มีใครที่หลีกเลี่ยงได้แม้แต่พระพุทธเจ้า(ก่อนที่จะตรัสรู้)ล้วนตกเป็นทาสและเป็นเหยื่อของ กิเลสอวิชชา โดยทั่วถึงกันทั้งหมดทั้งสิ้น
มันถึงเวลาที่จะปลดแอกจาก..กิเลสอวิชชาหรือยัง? พระพุทธเจ้าท่านปลดแอกจาก..กิเลสอวิชชาไปแล้วเมื่อสองพันกว่าปีที่ผ่านมา แล้วพวกเราทำอะไรอยู่? ไม่คิดที่จะออกจากทุกข์ซ้ำซากนี้หรือ? ตราบใดที่ กิเลสอวิชชายังเกาะติดเราไปทุกภพทุกชาติแบบไม่จบสิ้นหมุนวนไปเรื่อยๆแบบไม่มีจุดจบ เราก็จะรับความทุกข์ทรมานไปเรื่อยๆแบบไม่มีที่สิ้นสุด พระพุทธเจ้าท่านได้ฝากวิชชาเพื่อดับกิเลสอวิชชาไว้เรียบร้อยแล้ว
หยุดกิเลสอวิชชาครอบงำมนุษย์
กิเลสอวิชชาคืออะไร?
อวิชชา เป็นกิเลสละเอียด(ในอนุสัยและสังโยชน์)และเป็นรากเหง้า(รากแก้ว)ของกิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง อวิชชาสวะ(กิเลสอวิชชาที่นอนเนื่องอยู่ในจิตใจแบบข้ามภพข้ามชาติ)มันฝังตัวอยู่ในจิตแบบข้ามภพข้ามชาติไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด ตราบใดที่ยังไม่สามารถดับ กิเลสอวิชชา ได้อย่างสิ้นเชิงและถาวร ที่มนุษย์บนโลกต้องทนทุกข์ทรมานก็มาจากสิ่งนี้
กิเลสอวิชชา คือ ความไม่รู้จริงไม่รู้แจ้งในธรรมทั้งปวง โดยเฉพาะอริยสัจ 4 ไตรลักษณ์ จึงเกิดการบิดเบือนธรรมชาติ ส่งผลให้จิตรับรู้ข้อมูลผิดๆจิตจึงเศร้าหมองเป็นทุกข์จากการปรุงแต่งของอวิชชา(โมหะเจตสิก) ตัวอวิชชาเป็นนามธรรมและเป็นกิเลสตัวพ่อหรือประธานกิเลสทั้งปวง บรรดากิเลสน้อยใหญ่ทั้งหมด ล้วนมีอวิชชาเป็นองค์ประกอบอยู่ทุกๆตัว กิเลสอวิชชาฝังรากลึกอยู่ในจิตแบบข้ามภพข้ามชาติไปเรื่อยๆแบบไม่มีที่สิ้นสุด บรรดากิเลสโลภ โกรธ หลง ก็มาจากกิเลสอวิชชาเป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น กิเลสอวิชชามันสามารถทำให้มนุษย์สามารถทำได้ทุกๆอย่างที่นำมาซึ่งความทุกข์ใจ มันบังตาบังใจทำให้เรามองไม่เห็นความเป็นจริงในธรรมชาติ มันป้อนปัญหาความเครียด ความกังวลใจ ซึมเศร้า ฟุ้งซ่าน ฯลฯ ให้กับมนุษย์ทุกๆคนบนโลกใบนี้ แต่ธรรมชาติก็ยังมีความยุติธรรมเสมอ ส่งพระพุทธเจ้ามาเปิดเผยความจริง(วิชชา)เผยแผ่ความจริงต่างๆให้มนุษย์ทั้งโลกได้เข้าใจวิธีการจัดการกับ กิเลสอวิชชา แต่มีส่วนน้อยมากที่เข้าใจ(ไม่ถึง 1% ของมนุษย์ทั้งโลก) ส่วนใหญ่ยังคงนิยมชมชอบหลงใหลอยู่ในกิเลสอวิชชาแบบกอดติดไม่ยอมห่าง ยอมทนทุกข์ทรมานตามกิเลสอวิชชาบงการไว้ แต่ก็มีมนุษย์ส่วนน้อยที่มองเห็นโทษ เห็นทุกข์ เห็นภัย เห็นปัญหาต่างๆ ที่มาจากกิเลสอวิชชาที่ทำร้ายมนุษย์แบบไม่มีที่สิ้นสุด จึงลุกขึ้นมาประกาศก้องไม่ยอมเป็นเหยื่อและเป็นทาสของกิเลสอวิชชาอีกต่อไป แล้วท่านหล่ะ?คิดว่าถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่จะประกาศเอกราชความเป็นไท ประกาศอิสระภาพไม่ยอมตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของกิเลสอวิชชาอีกต่อไป หรือจะยอมตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของกิเลสอวิชชาต่อไปเรื่อยๆในทุกๆภพและทุกๆชาติแบบไม่สิ้นสุด!!! ท่านสามารถเลือกทางเดินได้ทันที.....
เปรียบกิเลสอวิชชาเหมือนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
อาสวะกิเลสที่หมักดองอยู่ในจิตใจแบบข้ามภพข้ามชาติเพาะเชื้อกิเลสอวิชชาให้เจริญงอกงามขึ้นมาเหมือนดั่งต้นไม้ต้นหนึ่งที่เจริญเติบโตขึ้นมาตามลำดับ จากเมล็ดจนเติบโตเป็นรากแก้วฝังลึกลงในดิน จากต้นเล็กๆกลายเป็นต้นใหญ่ มีกิ่งก้านและใบไม้เต็มต้นไม้นั้น กิ่งก้านและใบทั้งหมด ก็เปรียบเสมือนกิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายที่เจริญเติบโตมาจากเมล็ดพันธุ์และรากแก้ว เช่น นิวรณ์ 5 กิเลส 10 อนุสัย 7 สังโยชน์ 10 อุปกิเลส 16 อาสวะ 4 เป็นต้น. ถ้าเราจะกำจัดต้นไม้ให้ตายทั้งหมด(กำจัดกิเลสทั้งหมด) เราไปทำลายใบไม้ กิ่งไม้ ลงมือตัดต้นไม้ เหลือแต่ลำต้นบางส่วน ต้นไม้ต้นนั้นจะตายลงหรือไม่? คำตอบคือ ไม่ตราบใดที่ต้นไม้นั้นยังมีรากแก้วอยู่ มันก็สามารถแตกกิ่งก้านและใบไม้ขึ้นมาใหม่ได้ตลอดเวลา เฉกเช่นเดียวกันกับกิเลส ตัวกิเลสต้นเรื่องหรือกิเลสรากเหง้า(อวิชชา)ยังไม่ถูกทำลายหรือกำจัด บรรดากิเลสน้อยใหญ่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา กิเลสอวิชชาเป็นรากเหง้า(เปรียบได้ดั่งรากแก้วต้นไม้)ของกิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง กิเลสน้อยใหญ่แสดงผลปรุงแต่งจิตให้เป็นทุกข์ได้ เพราะมีแรงผลักและแรงหนุนจากกิเลสอวิชชานั่นเอง และกิเลสน้อยใหญ่ทุกๆตัว(รวมกิเลสตัณหา)ล้วนมีกิเลสอวิชชาเป็นองค์ประกอบหลักและองค์ประกอบร่วมทั้งสิ้นจึงจะทำการปรุงแต่งจิตให้เศร้าหมองไม่ผ่องใสได้ ที่มนุษย์ทุกๆคนในโลกใบนี้มีทุกข์ เพราะตกเป็นเหยื่อของกิเลสอวิชชานำทุกข์มาให้มนุษย์ถึงที่โดยไม่ต้องเรียกร้องใดๆมันจัดการมาประเคนทุกข์ให้ถึงที่เลย เราทุกๆคนถูกกิเลสอวิชชาครอบงำมาตั้งแต่แรกเกิดแบบข้ามภพข้ามชาติไม่จบไม่สิ้น ตราบใดที่กิเลสอวิชชายังไม่ดับแบบสิ้นเชิงและถาวร
ทำไมกิเลสอวิชชามันจึงเจริญงอกงามได้ดีในมนุษย์?
เหตุปัจจัยที่ทำให้กิเลสอวิชชางอกงามในมนุษย์ก็คือ นิวรณ์ 5 ที่เป็นอาหารของ กิเลสอวิชชา และ อโยนิโสมนสิการ(การไม่พิจารณาสิ่งต่างๆโดยแยบคาบ)การเพลิดเพลิน(นันทิ)ในกามฉันทะ พยาบาท ง่วงเหงาซึมเศร้า ฟุ้งซ่านรำคาญใจหงุดหงิด ลังเลสงสัยในตนเองและในธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อนให้ กิเลสอวิชชา เจริญงอกงามได้ดี
แล้วจะตัดรากถอนโคนกิเลสอวิชชาได้อย่างไร?
เหมือนการต้องการตัดต้นไม้ให้ตายทั้งต้น ก็ต้องจัดการถอนรากถอนโคนออกให้หมด ต้นไม้นั้นจึงจะตายแบบถาวร เช่นเดียวกันกับกิเลสทั้งปวง(ต้นไม้ทั้งต้น) กิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวงล้วนมาที่มาหรือราเหง้ามาจาก กิเลสอวิชชา เป็นสารตั้งต้นทั้งหมด ดังนั้นการที่จะกำจัดกิเลสมากมายนั้น ไม่ต้องไปไล่ดับหรือกำจัดทีละตัว มันเหนื่อย ยุ่งยากและลำบาก อาจทำให้ท้อแท้และถอยไม่ไปต่อก็ได้ วิธีการก็ทำเหมือนการจัดการต้นไม้แบบถอนรากถอนโคนมันทิ้งไปเลย(จัดการกับกิเลสอวิชชา)บรรดากิเลสบริวารน้อยใหญ่ของมันก็จะดับและพังทลายไปเอง เมื่อรากแก้วของต้นไม้ไม่มี(กิเลสอวิชชาไม่มี)บรรดากิ่งไม้ใบไม้ก็ดับตายไปทั้งหมด(กิเลสบริวารน้อยใหญ่ดับไปทั้งหมด)เป็นการแก้ปัญญหาหรือดับปัญหาที่ต้นเหตุโดยตรง ซึ่งตรงจุดมากที่สุด(เกาถูกที่คัน)ทุกวันนี้ มนุษย์ส่วนใหญ่(มากกว่า 80%)มาแก้ปัญหา(จัดการกิเลส)ที่ปลายเหตุ ไปไล่ดับกิเลสตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งมันทำได้ยากและเหนื่อยจนเกิดความท้อแท้และท้อถอยที่จะเอาชนะกิเลสได้ ต้องมาพิจารณาถึงหลักความจริงของเหตุและผลหรือเหตุปัจจัยการเกิดและการดับไปของกิเลสต้นทางปลายทาง ที่มาที่ไปของกิเลสแต่ละตัวมาจากไหนและไปอย่างไร? เราจะใช้ สติ สมาธิ ปัญญา ในการจัดการกับกิเลสทั้งหมด กิเลสทั้งหมด(รวมกิเลสอวิชชา)จะแพ้ทาง สติ สมาธิ ปัญญา เมื่อธรรมทั้ง 3 องค์นี้เกิดขึ้นพร้อมๆกับ(ธรรมสามังคี)กิเลสอวิชชาและกิเลสน้อยใหญ่จะดับลง ดังนั้น สติ สมาธิ ปัญญา จึงเป็นเหตุปัจจัยที่จะนำไปจัดการกับ กิเลสอวิชชา ให้ดับไปในปัจจุบันขณะจิต ไม่ต้องรออนาคตหรือรอชาติหน้าให้ยุ่งยากและสิ้นหวัง ตรงนี้และที่นี่ ทันทีเดี๋ยวนี้ ต่อไปนี้จะขอเรียก สติ สมาธิ ปัญญา ว่า แก่นมรรคหรือวิชชา ซึ่ง วิชชาหรือแก่นมรรค ก็คือ องค์ธรรมทั้ง 3 รวมกัน( สติ สมาธิ ปัญญา )นำไปใช้ในการดับ กิเลสอวิชชาและบริวารน้อยใหญ่ทั้งหมด เอาความรู้แจ้ง(วิชชา)ไปดับ ความไม่รู้(อวิชชา) กิเลสดับ ทุกข์ดับในปัจจุบันขณะนั้นทันที ไม่ต้องรอชาติหน้าอีกต่อไป.....
แล้วจะต้องให้ปฏิบัติหรือทำอย่างไร?
วิธีการปฏิบัติขั้นตอนต่างๆให้ไปศึกษาและปฏิบัติตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่า ความสำเร็จใดๆ(รวมถึงการดับกิเลสอวิชชา)ต้องใช้เวลานะครับ ไม่สามารถเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน ถ้าไม่ผ่านการฝึกฝนจน วิชชาหรือแก่นมรรคแก่กล้าจนสามารถดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิตได้ทันที ท่านต้องไปผ่านการฝึกฝนให้วิชชาแก่กล้าพอประมาณมาก่อน ทุกอย่างจึงจะเป็นความจริงได้ ต้องมีก้าวแรกก่อนจึงจะมีก้าวต่อๆไป ความสม่ำเสมอและความต่อเนื่อง ความเพียรพยายามสูง ระเบียบวินัยในตนเองเป็นสิ่งสำคัญมากๆสำหรับผู้ฝึกฝนทุกๆท่าน
ไม่มีใครกินข้าวแทนคุณได้ นอกจากคุณจะกินด้วยตนเอง
ไม่มีใครที่จะดับกิเลสอวิชชาแทนคุณได้ นอกจากตัวของคุณเอง
เริ่มทันที เริ่มที่นี่ เริ่มตรงนี้ ไม่มีคำว่าผลัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไป
ความสำเร็จ อยู่ที่คุณเพียงคนเดียวเท่านั้น คนอื่นทำแทนไม่ได้
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))