วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? เกี่ยวข้องกับทุกข์อย่างไร?



วิชชาคืออะไร? และ อวิชชาคืออะไร?
 วิชชา(ปัญญา)  =>>  ทุกข์ดับ
 อวิชชา(ความไม่รู้)  =>>  ทุกข์เกิด
วิชชา คือ ความรู้แจ้งในธรรมทั้งปวง มีวิชชา(ปัญญา)ดับกิเลสได้ทุกๆตัว(รวมทั้งตัณหา อุปาทาน)เพียงเจริญ แก่นมรรค ในทุกๆขณะจิต
อวิชชา คือ ความไม่รู้แจ้งในธรรมทั้งปวง ต้นเหตุหรือเหตุปัจจัยของ กิเลส ทั้งปวง(รวมทั้ง ตัณหา อุปาทาน)จงเจริญแก่นมรรคในฐานกาย

ปราศจากสติ  =>>  สมาธิไม่เกิด  =>> ปัญญาไม่เกิด

"สูตรสำเร็จของการสร้างวิชชา"
เคล็ดลับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ อยู่ที่การ....
  สร้างวิชชา(ปัญญา)ให้เกิดขึ้นในทุกขณะจิต

วิชชา(ปัญญา)เกิด => อวิชชา(ความไม่รู้)ดับ(หลักอิทัปปัจจยตา)

เจริญสติ  =>ใช้โยนิโสมนสิการ + วิภัชวาท => เกิดวิชชา (ปัญญา)=> ยถาภูตญาณทัสสนะ  => ความสิ้นทุกข์

เป็นความหมายในพุทธศาสนา ซึ่งจะไม่เหมือนวิชาในทางโลกิยะ(โลกปรุงแต่ง) ธรรมในโลกนี้มีเพียง 2 ประการเท่านั้น คือ รูปธรรม(สัมผัสได้ด้วยกาย) และ นามธรรม(สัมผัสได้ด้วยใจ) ดังนั้น การมีวิชชาหรือปัญญาในธรรมทั้งปวง จึงหมายถึง การมีวิชชาหรือปัญญาใน..รูปธรรม กับ นามธรรม นั่นเอง บรรดา อวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน หรือกองทุกข์ทั้งปวง ล้วนเป็น นามธรรมทั้งสิ้น การมีวิชชาในธรรมเหล่านี้ จึงเป็นทางที่จะนำไปสู่การดับธรรมเหล่านี้นั่นเอง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วย..วิชชาหรือปัญญา...รู้การเกิดทุกข์ และรู้วิธีการดับทุกข์( อริยสัจ 4 ) องค์ประกอบของ วิชชาหรือปัญญาจะเกิดขึ้นมาได้ ต้องมีธรรมอื่นเป็นองค์ประกอบหรือเหตุปัจจัยให้เกิด วิชชาหรือปัญญา ซึ่งแต่ละธรรมมีความเชื่อมโยงกัน

  สติ เกิด  => สมาธิ เกิด  =>  ปัญญา เกิด => แก่นมรรค เกิด
    แก่นมรรคก็คือ วิชชา นั่นเอง
  สติ ตัดวงจรทุกข์เป็นด่านแรก
  ปัญญา ดับทุกข์แบบสิ้นเชิง

ในที่นี้จะนำมาเพียงแก่นของมรรคเป็นหลัก คือ  สติ  สมาธิ  ปัญญา  ซึ่งเป็นธรรมที่อยู่ใน อริยมรรคมีองค์ 8 มานำเสนอ เพื่อให้ท่านได้เข้าใจแบบง่ายๆในการนำไปใช้แบบง่ายๆ

แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )เกี่ยวข้องกับ วิชชา และ อวิชชาโดยตรง อ่านไปเรื่อยๆแล้วท่านก็จะเข้าใจได้ดี เพราะ วิชชา(ปัญญา)อยู่ใน...แก่นมรรค..นั่นเอง ท่านเดินแก่นมรรคหรือเจริญแก่นมรรคในทุกๆขณะจิต ก็คือ การสร้างสติและปัญญาในทุกขณะจิตนั่นเอง

  วิชชา และ อวิชชา จะเป็นธรรมที่ตรงข้ามกัน ไม่สามารถเกิดพร้อมกันได้

      วิชชาเกิด    =>>  อวิชชาดับ =>> ทุกข์ดับ
      อวิชชาเกิด  =>>  วิชชาดับ =>> ทุกข์เกิด

การเกิดขึ้นของทุกข์( จากกิเลสตัณหา )

อวิชชาเกิด => ตัณหาเกิด => อุปาทานเกิด => ทุกข์เกิด
อวิชชาดับ => ตัณหาดับ => อุปาทานดับ => ทุกข์ดับ

ท่านไม่ต้องไปไล่ดับหรือทำลายอวิชชาใดๆทั้งสิ้น เพียงสร้างเหตุปัจจัยให้วิชชาเกิด(ปัญญาเกิด)เพียงเท่านั้น อวิชชาก็จะดับไปเอง เพราะทั้งสองธรรมนี้(วิชชา และ อวิชชา)ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งต้องดับลง(ตามด้านบน)นี่คือ เหตุผลที่ให้ท่านเจริญแก่นมรรคหรือเดินแก่นมรรคในทุกขณะจิต เพื่อให้ วิชชา เกิดในทุกขณะจิตนั่นเอง เมื่อวิชชาเกิด อวิชชาก็จะดับลง ตัณหาดับตาม(เพราะเหตุปัจจัยของการเกิดตัณหาดับลง)นั่นคือ จุดดับลงของทุกข์ที่ท่านเจอในแต่ละวัน ให้ท่านตั้งมั่นดับทุกข์ในแต่ละวันก็พอ ปัญหาน้อยลง ทุกข์ไม่มี ท่านว่าดีหรือไม่ดี? ไม่ต้องไปคิดหวังบรรลุมรรคผลหรือนิพพานใดๆทั้งสิ้น เอาเพียงแค่จัดการทุกข์ในแต่ละวันได้ก็พอแล้วครับ
 
 
1. วิชชา (ความรู้แจ้งชัด / ตัวทำลายอวิชชาและสมมติ)
วิชชา คือ ธรรมที่สำคัญมากที่สุดในการดับทุกข์ ถ้าจิตมีวิชชาหรือปัญญา อวิชชาจะเกิดขึ้นไม่ได้ นั่นคือ จุดดับของทุกข์( กิเลส )พระพุทธเจ้าสอน วิชชา(ปัญญา)ให้กับมนุษย์ เพื่อเอาชนะ อวิชชา ในมรรคมีองค์ 8 คือ วิชชาหรือปัญญาแบบครบถ้วน ฐานของ วิชชา ในมรรคมีองค์ 8 คือ ศีล( สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)และเหตุปัจจัยร่วมคือ สัมมาวายามะ ถ้าปราศจากความเพียร สติ สมาธิ ปัญญา ไม่เกิดขึ้น มรรคมีองค์ 8 จึงเป็นองค์รวมธรรมแห่งการดับ อวิชชา คำตอบอยู่ที่มรรคมีองค์ 8 ในเว็บไซต์นี้จึงขอย่อมรรคมีองค์ 8 เหลือเพียง แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )เพื่อปุถุชนบุคคลทั่วๆไปจะได้นำไปปฏิบัติได้ง่ายๆ ไม่ต้องไปหวังบรรลุมรรคผลนิพพานใดๆ นำธรรมของพระพุทธเจ้ามาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันก็พอแล้ว ทุกข์น้อยลง ปัญหาน้อยลง ทำเพียงเท่านั้น ก็ถือว่า เป็นผู้มี วิชชาหรือปัญญา ตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้แล้ว ผมจะพยายามอธิบายแบบพื้นๆง่ายๆให้สามัญชนคนธรรมดาสามารถเข้าใจธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนแบบง่ายๆ นำไปใช้ได้ทันที ถือว่าเป็นการนำธรรมะขั้นสูงที่พระพุทธเจ้าสอนมาขยายความแบบบ้านๆชาวบ้านทั่วๆไปเข้าใจได้ง่ายๆนำไปปฏิบัติได้ทันที
   จุดสำคัญจริงๆคือ ท่านสร้าง วิชชาหรือปัญญาให้เกิดขึ้นในตัวของท่านก็พอแล้ว ไม่ต้องไปสนใจ อวิชชา มันจะดับไปเองของมันโดยอัตโนมัติ เปรียบเทียบแบบง่ายๆ ในห้องมืด( อวิชชา ) ถ้าท่านจะทำให้ห้องนั้นสว่างขึ้น ท่านต้องไปไล่ความมืดหรือไม่??? เพียงแค่ท่านเปิดสวิทส์ไฟฟ้าสว่างขึ้น( วิชชา ) ความมืด( อวิชชา )ก็หายไปหมด เพราะความมืดกับความสว่าง มันเกิดขึ้นพร้อมกันไม่ได้ เหมือนกรณีของ...วิชชา และ อวิชชา...ทั้งสองธรรมนี้เกิดขึ้นพร้อมกันไม่ได้ ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลง เช่น  วิชชาเกิด  อวิชชาจะดับลง  ถ้าอวิชชาเกิด  วิชชาจะดับลง เป็นธรรมที่ตรงกันข้ามกัน เหมือนความมืดกับความสว่าง  ดังนั้น เราเดินหน้าสร้างวิชชา(ปัญญา)ทำเพียงเท่านี้ ขอเพียงในทุกๆขณะจิต ท่านมี...สติ สมาธิ ปัญญา...เป็นองค์ประกอบจิต ให้จิตรับรู้ใน...แก่นมรรค..นี้ อวิชชามันจะดับไปเอง
 วิชชา เกิด =>  อวิชชา ดับ => ตัณหา ดับ => อุปาทาน ดับ => ทุกข์ ดับ
การเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา) ก็คือ การสร้าง วิชชาหรือปัญญา นั่นเอง 
วิชชา คือ ความรู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริงของธรรมชาติในธรรมทั้งปวง เป็นแสงสว่างที่เกิดขึ้นเมื่อจิตหลุดพ้นจากตัณหาและอุปาทาน เป็นสภาวะที่ปัญญาญาณทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง วิชชา(ปัญญา)เกิดขึ้นมาได้จากการ...ฟัง  คิดวิเคราะห์แยกแยะพิจารณาด้วยเหตุและผล 

ปัญญา(วิชชา) คือ ธรรมที่พระพุทธเจ้าใช้ดับอวิชชาหรือ ตรัสรู้อริยสัจ 4 นั่นเอง
เหตุให้เกิด ปัญญาหรือวิชชาตามข้อ 1-3 ด้านล่าง จงใช้โยนิโสมนสิการ คือ การพิจารณาโดยแยบคายถี่ถ้วนรอบคอบและรอบด้าน รวมถึงการใช้ วิภัชวาท คือ การวิเคราะห์แยกแยะรูปธรรมและนามธรรมให้เห็นชัดเจน แยกแยะ สมมติ ออกจาก ปรมัตถ์ ให้เห็นชัดเจนเช่นกัน

1. สุตมยปัญญา  ปัญญาเกิดจากการฟัง
2. จินตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิดวิเคราะห์ต่างๆ
3. ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการเจริญภาวนาในธรรมต่างๆโดยเฉพาะ สติปัฏฐาน 4 นั่นคือ แหล่งสร้างปัญญา ทุกข์ที่มาจากรูปธรรมและนามธรรมอยู่ในสติปัฏฐาน 4 การดับทุกข์ด้วยปัญญาก็อยู่ในที่เดียวกัน เพราะสติปัฏฐาน 4 คือ แหล่งสร้าง สติ สมาธิ ปัญญา อย่างแท้จริง

  ปัจจัยที่ทำให้เกิด วิชชา(ปัญญา)คือ ต้องมีสติ  สมาธิ เพื่อนำไปสู่...ปัญญา....
การดับทุกข์ในชีวิตประจำวันของปุถุชนคนธรรมดาที่ต้องหาเลี้ยงชีพสามารถทำได้ ไม่ต้องบรรลุมรรคนิพพานใดๆทั้งสิ้น เพียงใจไม่เป็นทุกข์ หรือทุกข์น้อยลง ปัญหาน้อยลง ทำแค่นั้น จงใช้ปัญญาแยกแยะความจริงให้ออก

 จาก "ปรุงกุศล" สู่ "วิชชาเต็มรูปแบบ" (วางแพ) เป็นการใช้ วิชชา ขั้นสูง(ดบทุกข์ถาวร)

ในการสร้างวิชชาสำหรับคนทำงานหรือคนธรรมดานั้น เราจะแบ่งการฝึกปัญญาออกเป็น 2 ช่วงชัดเจน เพื่อให้ผู้อ่านค่อยๆ ไต่ระดับไปตามจริต:

ขั้นตอนการฝึก ลักษณะการทำงานของจิต ผลลัพธ์ทางโลกและทางธรรม
ขั้นต้น: ปรุงกุศลเจตสิก ตั้งใจฝึกฝน ดึงเอา สติ สมาธิ ปัญญา มาใช้ในการทำงานและดำเนินชีวิตประจำวัน เจตนาปรุงแต่งความคิดที่เป็นประโยชน์ มีโฟกัส ไม่เครียด ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มีความสุขุม ความทุกข์หยาบๆ ในการทำงานดับลง
ขั้นสูง: เกิดวิชชา (หยุดปรุงทั้งหมด) ปัญญาญาณเห็นแจ้งว่า แม้แต่ตัวกุศลเจตสิกหรือจิตเองก็เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน จิตจึง หยุดปรุงแต่งทั้งหมด ทั้งกุศลและอกุศล สลัดคืนอุปาทาน จิตปล่อยวางเครื่องมือ "วางแพลงกองไว้ที่ฝั่งแม่น้ำ" เข้าสู่ความว่างบริสุทธิ์และสภาวะจิตที่ไม่มีทุกข์อย่างแท้จริง

"วิชชา ไม่ใช่การไปนั่งท่องจำตำรา แต่คือการฝึกฝนปัญญาให้เห็นความจริงของรูป-นามในชีวิตประจำวัน จนจิตฉลาดพอที่จะเลิกวิ่งไปกำถ่านไฟร้อนๆ เลิกบังคับควบคุมสิ่งที่เป็นอนัตตา และยอมหยุดปรุงแต่งเพื่อพบกับความสงบที่แท้จริง"
ในโลกและในจักรวาลนี้ มีเพียง 2 สิ่งนี้เท่านั้น คือ  รูป  กับ   นาม
จงมี วิชชา(ปัญญา)ใน...รูป  กับ  นาม...แล้วความทุกข์จะไม่มี
ไม่มี ตัวเรา ไม่มี ของเรา มีแต่...รูป  กับ  นาม....ทำกิจเท่านั้น


ความรู้แจ้งในอริยสัจ 4 และไตรลักษณ์: จิตเห็นตรงตามจริงว่า ขันธ์ 5 นามรูป และแม้กระทั่งตัวจิตเอง ล้วนเป็นอนัตตา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มีแต่ธรรมที่เกิดมาจากเหตุปัจจัยทั้งสิ้น และก็ดับไปตามเหตุปัจจัยในที่สุด

การตีแผ่และแยกแยะสมมติ: วิชชาทำหน้าที่เหมือนแสงสว่างที่ฉายให้เห็นว่า สมมติทั้งหลายที่โลกแต่งตั้งปรุงแต่งขึ้นนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงธรรมชาติแต่ละธรรมที่ทำกิจของตนเอง ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

หน้าที่ของวิชชาในระบบจิต: ทำหน้าที่ดับความหลงผิด เมื่อวิชชาเกิดขึ้น อวิชชาย่อมไม่มีที่ยืน ส่งผลให้กระบวนการปรุงแต่งที่เป็นทุกข์หยุดชะงักลงทันที

 ความสัมพันธ์ของ "วิชชา" และ "อวิชชา" (กลไกหักล้างในวิถีจิต)
 
1) เป็นสภาวะที่ตรงข้ามและทำลายกันโดยตรง 
วิชชาและอวิชชา ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันในขณะจิตเดียวได้

ถ้าจิตมี อวิชชา ครอบงำ = วิชชาจะดับ (เกิดความมืด หลงปรุงแต่งจิต)
หมายความว่า..ขณะนั้น โมหเจตสิกกำลังปรุงแต่งจิตให้หลงผิดอยู่ ซึ่งโมหเจตสิกก็คือ อวิชชา นั่นเอง และจะมีอกุศลเจตสิกอื่นมาร่วมกับโมหเจตสิกเพื่อปรุงแต่งจิตไปในทางเกิดกิเลสหรือทุกข์นั่นเอง เช่น โมหเจตสิก+โลภเจตสิก => เกิดความโลภ  และ โมหเจตสิก+โทสเจตสิก => เกิดความโกรธ  เป็นต้น นี่คือ ที่มาของ...กิเลส..ที่เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์


ถ้าจิตเกิด วิชชา (รู้แจ้ง) = อวิชชาจะดับทันที (เกิดแสงสว่าง หักล้างความมืด) 
หมายความว่า...ขณะนั้น(ขณะเดินมรรค) ปัญญาเจตสิกปรุงแต่งจิตให้ฉลาด เห็นทุกสิ่งตามความเป็นจริง จิตจึงปฏิเสธการรับรู้บรรดากิเลสตัณหาทั้งปวง ทุกข์จึงไม่เกิดขึ้น เช่น การเจริญสติปัฏฐาน 4 จะเห็นความจริงต่างๆเปิดเผย ปัญญาจะตีแผ่ความจริง

เปรียบเหมือนห้องที่มืดสนิท (อวิชชา) ทันทีที่เราเปิดไฟเปิดสวิตช์ความสว่าง (วิชชา) ความมืดจะหายไปในพริบตา โดยไม่ต้องวิ่งไปไล่ความมืดเลย

2) เป็นจุดเปลี่ยนทิศทางของปฏิจจสมุปบาท 
สองธรรมนี้คือตัวกำหนดว่าจิตจะดำเนินไปในเส้นทาง "เกิดทุกข์" หรือ "ดับทุกข์"

สายเกิดทุกข์ (เพราะมีอวิชชา): อวิชชา => สังขาร => วิญญาณ ........ => กองทุกข์ทั้งหมดจึงเกิดขึ้น

สายดับทุกข์ (เพราะวิชชาเกิด): วิชชาเกิด => อวิชชาดับ => สังขาร (การปรุงแต่งผิดๆ) ดับ => กองทุกข์ทั้งหมดจึงดับลง

ตารางเปรียบเทียบใน 2 ธรรมนี้คือ....  วิชชา  กับ  อวิชชา 

หัวข้อเปรียบเทียบ อวิชชา (ความมืด/ความหลง) วิชชา (ความสว่าง/ความรู้แจ้ง)
มุมมองต่อสมมติ หลงเชื่อในสมมติ ยึดมั่นว่าเป็น "ตัวเรา-ของเรา" ตีแผ่สมมติ แยกแยะออก เห็นเป็น "อนัตตา"
การทำงานเมื่อมีผัสสะ เกิดนันทิ (ความเพลิน) ปรุงแต่งเป็นตัณหา สักแต่ว่ารู้ ละนันทิในเวทนาได้ทันที
สภาพของจิตใจ หนัก อึดอัด วุ่นวาย ดิ้นรนตามการปรุงแต่ง เบา โปร่ง ปกติ (เป็นกลางต่อทุกสรรพสิ่ง)
ผลลัพธ์สุดท้าย สร้างกองทุกข์ วนเวียนไม่รู้จบ ดับสิ้นเชิงซึ่งกองทุกข์ จิตคืนสู่ธรรมชาติ

วิชชา(ปัญญา) คืออะไร?
วิชชา  คำว่า “วิชชา” แปลว่า  ความรู้แจ้ง ความรู้ถูกต้อง ความรู้ตามความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงความรู้ทางโลก หรือความจำได้มาก
แต่หมายถึง “ปัญญาที่เห็นความจริงของชีวิต” เช่น เห็นว่า.....ทุกสิ่งไม่เที่ยง สิ่งทั้งหลายเป็นทุกข์เมื่อเข้าไปยึดมั่น
ไม่มีตัวตนถาวรที่ควรยึดถือ  กิเลสเป็นเหตุแห่งทุกข์  การดับกิเลสทำให้พ้นทุกข์

วิชชาจึงเป็น “แสงสว่างแห่งปัญญา” ที่ทำให้จิตหลุดจากความหลงในระดับสูง
และวิชชาหมายถึงความรู้แจ้งใน อริยสัจ 4  คือ
  1. ทุกข์ ( ทุกขัง )
  2. เหตุแห่งทุกข์ ( สมุทัย )
  3. ความดับทุกข์ ( นิโรธ )
  4. ทางดับทุกข์( มรรคมีองค์ 8 )
และวิชชายังหมายถึงความรู้แจ้งใน...
ปฏิจจสมุปบาท, สติปัฏฐาน 4 , อริยมรรคมีองค์ 8


2. อวิชชา( ความไม่รู้ )
ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่า..อวิชชา..สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ถ้าปราศจากการเจริญแก่นมรรคหรือไม่ได้เดินแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา) เหตุผลคือ ผัสสะ เกิดอยู่ตลอดเวลาไม่มีวันหลับวันนอนตราบใดที่เราทุกๆคนยังมีลมหายใจอยู่ เมื่อ ผัสสะเกิด ถ้าไม่มีการเดินแก่นมรรคในทุกๆขณะจิต อวิชชานุสัย(กิเลสที่นอนเนื่องมากับจิตแบบข้ามภพข้ามชาติ)จะทำงานทันที นี่คือ เหตุผลที่ว่า...ทำไมต้องมีการเจริญแก่นมรรคหรือเดินก่นมรรคอยู่ในทุกๆขณะจิต เพื่อไม่ให้ อวิชชา เข้าแทรกในช่องว่างเล็กๆ( Gap )เมื่อเราไม่เดินแก่นมรรค ให้ วิชชา(แก่นมรรค)ทำกิจอย่างต่อเนื่องในฐานจิต
(ความไม่รู้แจ้งในธรรมทั้งปวง / ตัวต้นเหตุแห่งการปรุงแต่งของอกุศลเจตสิกหรืออกุศลธรรมทั้งปวง)
ในเชิงระบบของจิต อวิชชา ไม่ได้แปลว่าความโง่เขลาแบบไม่มีความรู้ในทางโลก แต่หมายถึง ความไม่รู้แจ้งในความจริงของธรรมชาติ (สัจธรรม) เป็นอาการที่จิตถูกโมหะ(อวิชชา)บดบังจนมองเห็นสิ่งต่างๆ คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง
อวิชชา เป็นรากเหง้าของกิเลสและอาสวะทั้งหลายทั้งปวง จัดการอวิชชาได้ คือ การจัดการกิเลสและอาสวะได้ทั้งหมด วัฏฏสงสารหรือสังสารวัฏฏ์เกิด เพราะมีอวิชชาเป็นเหตุปัจจัยของการเกิด

อวิชชาดับ => กิเลสดับ => กรรมไม่เกิด => วิบากไม่เกิด
กิเลส => กรรม  => วิบาก คือ วัฏฏสงสารที่ไม่มีวันจบสิ้น
อวิชชา คือ เหตุปัจจัยของ...กิเลสน้อยใหญ่..ทั้งปวง


ความไม่รู้ในอริยสัจ 4 : ไม่รู้ว่าอะไรคือทุกข์ที่แท้จริง ไม่รู้ว่าจิตกำลังเข้าไปรับรู้สร้างเหตุแห่งทุกข์ (ตัณหา) และไม่รู้วิธีการดับทุกข์


การหลงสมมติว่าเป็นอัตตา: อวิชชาทำให้จิตเกิดความเข้าใจผิด(รับรู้แบบผิดๆ)อย่างฝังรากลึก ว่ามี "ตัวเรา"(อัตตา) มี "ของเรา"(อัตตนิยะ) อยู่จริงๆ หลงคิดว่าจิตนี้เป็นตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร ยึดมั่นในสมมติโลกจนแยกแยะไม่ออก(จิตหลงผิดหรือจิตที่มีอวิชชา)

หน้าที่ในระบบจิต: เป็นต้นตอใหญ่ (หัวหน้ากลุ่มกิเลส) ที่คอยจ่ายงานให้ "สังขาร"(อปุญญาภิสังขาร) ปรุงแต่งจิตไปเรื่อยๆ เกิดเป็นนันทิราคะ ความเพลิน ความทะยานอยาก (ตัณหา) และอุปาทาน นำมาซึ่งทุกข์ในที่สุด

ท่านรู้หรือไม่ว่า...อวิชชา ติดตัวมนุษย์ทุกๆคนมาตั้งแต่กำเนิดแล้ว ธรรมชาติมอบให้กับมนุษย์ทุกๆคนมาตั้งแต่เกิดเรียบร้อยแล้ว เพราะความไม่รู้(อวิชชา)จึงทำให้เราปรุงแต่งบรรดา..กิเลส ตัณหา อุปาทาน...ขึ้นมาในจิต จึงต้องแบกทุกข์ไว้ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก จึงมาบอกทางดับทุกข์( อวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน )ให้กับมนุษย์ แต่จะมีใครสักกี่คนที่เข้าใจในสิ่งที่พระพุทธองค์สอนไว้??? ส่วนใหญ่ถูก อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กินเรียบแทบทั้งโลก คนที่กิเลสมากหรือกิเลสน้อยหรือไม่มีกิเลสเลย ก็อยู่ตรงจัดการ อวิชชา ได้หรือไม่???
กิเลส ทุกๆตัวมี อวิชชา เป็นองค์ประกอบร่วมทั้งหมดทั้งสิ้น( ตัณหาเป็นกิเลสอีกตัว )

อวิชชาเกิด  => ตัณหาเกิด  => อุปาทานเกิด  => ทุกข์เกิด  

อวิชชาดับ  => ตัณหาดับ  => อุปาทานดับ  => ทุกข์ดับ

อวิชชาดับสิ้นเชิง(พระอรหันต์)บรรดากิเลสทั้งปวงดับยกเข่งทั้งหมด  

 อวิชชา คืออะไร?  อวิชชา “อ” แปลว่า ไม่


“วิชชา” คือ ความรู้แจ้ง   ดังนั้น “อวิชชา” จึงหมายถึงความไม่รู้จริง ไม่รู้จริงในวิชชา ความหลงผิด ไม่เห็นตามความเป็นจริง
อวิชชาไม่ใช่แค่ “ไม่รู้หนังสือ” หรือ “ไม่มีการศึกษา” แต่คือการไม่รู้ธรรมชาติของชีวิต ไม่รู้ความจริงของธรรมชาติ เช่น
  • เห็นของไม่เที่ยงว่าเที่ยง
  • เห็นทุกข์ว่าเป็นสุข
  • เห็นสิ่งไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน
  • ยึดมั่นในกาม โลภ โกรธ หลง
  • ไม่รู้เหตุแห่งทุกข์
อวิชชาจึงเป็น “รากเหง้าของกิเลสทั้งหมด” และเป็น...มิจฉาทิฏฐิ...

 ความสัมพันธ์ของวิชชาและอวิชชา   ธรรมสองอย่างนี้เป็น “คู่ตรงข้ามกันโดยตรง”

อวิชชาวิชชา
ความมืด แสงสว่าง
ความหลง ความรู้แจ้ง
เห็นผิด เห็นถูก
ทำให้เกิดทุกข์ นำไปสู่การดับทุกข์
อวิชชาทำให้จิต “หลงยึด”  แต่วิชชาทำให้จิต “รู้และปล่อยวาง”

 อวิชชาทำให้เกิดทุกข์อย่างไร?
ทุกข์ ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ แต่เกิดจากการไม่รู้ในธรรมที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมา เมื่อไม่รู้(มีอวิชชา)จึงเกิดการเข้าไปปรุงแต่งของ..อกุศลเจตสิก(กิเลส)จึงทำให้เกิด ทุกข์ ขึ้นในจิตใจของมนุษย์นั่นเอง ความไม่รู้(อวิชชา)จึงนำมาซึ่งกองทุกข์ทั้งปวง ทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก(ทุกข์ซ้ำซาก) ก็มีรากเหง้ามาจาก อวิชชา นี่เอง


พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า.....อวิชชาเป็นต้นทางของปฏิจจสมุปบาท   เริ่มต้นว่า..........

เพราะอวิชชา จึงมีสังขาร  เพราะสังขาร จึงมีวิญญาณ …  และนำไปสู่ ชรา มรณะ และทุกข์ทั้งปวง

ความหมายคือ  เมื่อ “ไม่รู้จริง”
→ ใจก็หลงยึด → เกิดตัณหา → เกิดการดิ้นรน แสวงหา ยึดถือ → เกิดทุกข์ซ้ำ ๆ
ดังนั้น  อวิชชา   จึงเปรียบเหมือน “รากของต้นไม้แห่งทุกข์”

 วิชชาดับทุกข์อย่างไร?
วิชชา คือ การรู้แจ้งในธรรมทั้งปวง วิชชาจะรู้ธรรมที่ทำให้เกิดทุกข์ และวิชชาก็คือรู้วิธีดับทุกข์ เมื่อวิชชาเกิดขึ้นในฐานจิต  อวิชชาก็จะดับลง เพราะทั้งสองธรรมนี้เกิดพร้อมกันไม่ได้ในขณะจิตเดียว ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลง เป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา เมื่อวิชชาเกิด  อวิชชาย่อมดับลง นั่นคือ ทุกข์ดับลง นั่นเอง


เมื่อวิชชาเกิดขึ้น  ใจจะเริ่มเห็นตามจริงว่า สิ่งปรุงแต่งทั้งหลายเกิดแล้วดับ ไม่มีอะไรควรยึดมั่นอย่างถาวร
กิเลสทำให้ใจเร่าร้อน  การปล่อยวางทำให้เกิดอิสระ เมื่อเห็นจริงเช่นนี้
→ ตัณหาลดลง → ความยึดมั่นลดลง → กิเลสค่อย ๆ ดับ → ทุกข์จึงดับตาม
ดังนั้น วิชชา  จึงเป็น “เหตุแห่งความหลุดพ้น”  และเป็นธรรมที่ตรงข้ามกับอวิชชาโดยสิ้นเชิง

 ความสัมพันธ์ของ...วิชชา และ อวิชชา กับสัมมาทิฏฐิและมิจฉาทิฏฐิ

ธรรมเกี่ยวข้องกับ
อวิชชา มิจฉาทิฏฐิ
วิชชา สัมมาทิฏฐิ
กล่าวคือ
เมื่อมีอวิชชา → ย่อมเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ)
เมื่อมีวิชชา → ย่อมเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ)

จึงอาจสรุปได้ว่า...........

อวิชชา คือ “รากของความเห็นผิด” หรือ มิจฉาทิฏฐิ
วิชชา คือ “รากของความเห็นถูก”  หรือ  สัมมาทิฏฐิ


สรุปสั้นที่สุด

อวิชชา = ไม่รู้ความจริง → เกิดกิเลส → เกิดทุกข์

วิชชา = รู้ความจริง → ดับกิเลส → ดับทุกข์

และเส้นทางปฏิบัติธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ก็คือการเปลี่ยนจาก “อวิชชา” ไปสู่ “วิชชา” นั่นเอง
โดยทางปฏิบัติคือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ มรรคมีองค์ 8  นั่นเอง
.................................................................................................................................

การสร้าง "วิชชา" (ความรู้แจ้งชัดเพื่อตีแผ่สมมติ) ผ่านแก่นมรรค ทั้ง สติ สมาธิ และปัญญา นั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่การบังคับจิตให้ทำสิ่งแปลกปลอม แต่คือการจัดสรรเหตุปัจจัยให้จิตกลับคืนสู่ "ความเป็นปกติ (ปกติธรรม)" เพื่อให้ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตนเองอย่างตรงไปตรงมา
ในภาคปฏิบัติสำหรับคนธรรมดาที่ต้องทำงานและใช้ชีวิตประจำวัน เราสามารถวางระบบการทำงานของ สติ สมาธิ และปัญญา ให้ประสานเป็นหนึ่งเดียว (มรรคสมังคี) เพื่อเปลี่ยนจากความหลง (อวิชชา) มาเป็นความรู้แจ้ง (วิชชา) ได้ตามขั้นตอนดังนี้

1. การทำงานประสานกันของ "สติ-สมาธิ-ปัญญา" ในวิถีจิต

เมื่อมี มโนผัสสะ (การกระทบทางใจ) หรือการรับรู้ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แก่นมรรคทั้ง 3 จะทำหน้าที่เสมือนทีมงานที่คอยปกป้องและชำระจิตไม่ให้อกุศลเจตสิกปรุงแต่ง อันนำมาซึ่งกิเลส :
[ผัสสะ/เวทนาเกิดขึ้น] 
        │
        ▼
 1. สติ (ผู้ระลึกรู้)    ──► ทำหน้าที่ "จับยึด" สังเกตเห็นความจริงที่กำลังปรากฏ
        │
        ▼
 2. สมาธิ (ผู้ตั้งมั่น)  ──► ทำหน้าที่ "ตั้งมั่นเป็นกลาง" ไม่กระโดดลงไปคลุกหรือปรุงแต่ง
        │
        ▼
 3. ปัญญา (ผู้เห็นแจ้ง)  ──► ทำหน้าที่ "ตีแผ่สมมติ" เห็นแจ้งความเป็นอนัตตา (วิชชาเกิด)
2. เจาะลึกหน้าที่ของแก่นมรรคแต่ละองค์ (ภาคปฏิบัติ)

ในการสร้างวิชชาเพื่อทำลายอวิชชา จิตจะใช้องค์มรรคทั้ง 3 ทำกิจเฉพาะตัว โดยไม่มี "ตัวเรา" เข้าไปแทรกแซง:
 
1) สติ (สติสัมปชัญญะ): เครื่องตรวจจับและหยุดนันทิ

หน้าที่: เมื่อมีอายตนะกระทบ เกิดเวทนา (สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ) สติจะทำหน้าที่ระลึกได้ทันทีว่า "มีสิ่งนี้เกิดขึ้น"

จุดปฏิบัติ: สติจะเข้ามา "ละนันทิในเวทนา" คือเห็นอาการเพลิน อาการดิ้นรน ยินดียินร้ายของจิตอย่างรวดเร็ว สติที่คมชัดจะตัดวงจรไม่ให้จิตไหลไปตามกระบวนการปรุงแต่งของสังขาร  สติจะดึงจิตมาอยู่ที่ฐานกายไม่ให้ไหลไปสู่ นันทิราคะ

2) สมาธิ (จิตตั้งมั่น): เครื่องแยกผู้รู้ออกจากสิ่งที่ถูกรู้

หน้าที่: สมาธิในที่นี้ไม่ใช่การนั่งหลับตาเพ่งให้ดิ่งนิ่ง (ฌานแบบแข็งทื่อ) แต่คือ "ขณิกสมาธิ" หรือความตั้งมั่นของจิตใจที่เป็นกลาง (จิตผู้รู้)

จุดปฏิบัติ: สมาธิจะทำหน้าที่แยก "จิต" ออกจาก "เจตสิก/อาการของจิต" ทำให้จิตมีสภาวะเป็น "ผู้สังเกตการณ์" ที่ตั้งมั่น ไม่กระโดดลงไปเป็นผู้ร่วมเล่น ละความสำคัญมั่นหมายในตนเองลงชั่วคราว จิตจึงมีความเปรียบเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนภาพตามจริงโดยไม่บิดเบือน

3) ปัญญา (ญาณทัศนะ / โยนิโสมนสิการ): เครื่องตีแผ่สมมติ (เกิดวิชชา)

หน้าที่: เมื่อสติจับอารมณ์ได้ สมาธิตั้งมั่นเป็นกลาง ปัญญาจะทำหน้าที่ใช้วิธี โยนิโสมนสิการ มองทะลุสมมติเข้าไปสู่ความจริง

จุดปฏิบัติ: ปัญญาจะเห็นแจ้งว่า ทุกธรรมรวมถึงตัวจิตเองล้วนเป็นอนัตตา มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา อยู่ในนั้นเลย ปัญญาชำแหละให้เห็นว่า "ความทุกข์มีอยู่ แต่ไม่มีผู้ทุกข์" เมื่อปัญญาตัดความหลงผิดในสมมติสำเร็จ แสงสว่างแห่ง "วิชชา" ก็จะปรากฏขึ้นอย่างเต็มภูมิ

"ตาเห็น หูได้ยิน ใจกระทบ (ผัสสะ) => สติระลึกรู้เท่าทันเวทนา => สมาธิตั้งมั่นเป็นกลางไม่ไหลตาม => ปัญญาเห็นแจ้งว่าเป็นเพียงธรรมชาติทำกิจ (อนัตตา)"

เมื่อฝึกฝนเช่นนี้บ่อยๆ จิตจะเริ่มเกิดความชำนาญ (ทักษะ) ในการเปลี่ยนอวิชชาเป็นวิชชาโดยอัตโนมัติ กิเลสพอกพูนไม่ได้ กองทุกข์ดับลง จิตคืนสู่ความปกติธรรมที่แท้จริง

........................................................................................................................

วิชชา และ อวิชชา เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับการเกิดทุกข์และดับทุกข์อย่างไร?

หากเรามองจิตใจเป็น "ระบบการทำงานหนึ่ง" วิชชาและอวิชชาคือ "ตัวเปลี่ยนทิศทาง (Switch)" ตัวใหญ่ที่สุดของระบบนี้
 
พวกมันทำหน้าที่เป็นประธานชี้ชะตากระบวนการ ปฏิจจสมุปบาท (กฎแห่งเหตุและผลที่ทำให้เกิดทุกข์หรือดับทุกข์) โดยจะเข้าควบคุมและทำงานผ่าน มโนผัสสะ (การกระทบทางใจ) ในชีวิตประจำวันของเราทันทีที่มีอารมณ์มากระทบ ดังนี้
 
1. สายเกิดทุกข์: มี "อวิชชา" เป็นตัวขับเคลื่อน
 
เมื่อจิตยังไม่มีปัญญาญาณ(ไม่มีปัญญาเจตสิกปรุงแต่งจิต) อวิชชา (ความไม่รู้แจ้ง) จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าขบวนการ จ่ายงานให้กิเลสพอกพูนและสร้างกองทุกข์ขึ้นมาผ่านกลไกต่อไปนี้:
 
[ผัสสะ/รับรู้] ──► [เกิดเวทนา] ──► [อวิชชาเข้าแทรก] ──► [เกิดนันทิราคะ (เพลิน)] ──► [ตัณหา/อุปาทาน] ──► [กองทุกข์เกิด]

หลงในสมมติ: อวิชชาทำให้จิตเกิดความเข้าใจผิดอย่างฝังรากลึกว่า ขันธ์ 5 หรือนามรูปนี้เป็น "ตัวเรา-ของเรา" (เกิดสักกายทิฏฐิและความสำคัญมั่นหมายในตนเอง)สร้างสังขาร (การปรุงแต่ง): พอใจกระทบเรื่องราวแล้วเกิดเวทนา (เช่น ได้ยินคำนินทาแล้วเกิดทุกขเวทนา) อวิชชาจะสั่งให้จิตเกิด นันทิ (ความเพลิน/จมแช่) ปรุงแต่งต่อไปด้วยความโกรธ ความโลภ ความหลง

ผลลัพธ์: จิต(เจตสิก)สร้าง "ตัณหา" (ความทะยานอยาก) และ "อุปาทาน" (ความยึดมั่นถือมั่น) เพราะคิดว่ามี ตัวเรา กำลังเดือดร้อน

กองทุกข์ทั้งหมดจึงเกิดขึ้นเพราะมีอวิชชาเป็นเชื้อไฟ

2. สายดับทุกข์: มี "วิชชา" เป็นตัวทำลายอวิชชา ตัณหา อุปาทาน

เมื่อเราฝึกฝนจิตใจผ่านแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) จนเกิด วิชชา (ความรู้แจ้งชัด) แสงสว่างนี้จะเข้าไปตัดวงจรแห่งความทุกข์แบบถอนรากถอนโคน: 

[ผัสสะ/รับรู้] ──► [เกิดเวทนา] ──► [วิชชาเข้าแทรก] ──► [ละนันทิ (สักแต่ว่ารู้)] ──► [ตัณหา/อุปาทานดับ] ──► [ทุกข์ดับสิ้นเชิง]

ตีแผ่สมมติ: วิชชาจะทำหน้าที่แยกแยะสมมติออกจากความจริง ชำแหละให้จิตเห็นตรงตามสัจจะว่า ทุกธรรมรวมถึงตัวจิตเองล้วนเป็น อนัตตา (ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา)
ละนันทิในเวทนา: เมื่อมีผัสสะมากระทบและเกิดเวทนา วิชชา (ปัญญา) จะทำงานร่วมกับสติและสมาธิ ตัดกระบวนการปรุงแต่งทันที จิตจะ สักแต่ว่ารู้ ไม่เกิดนันทิราคะ ไม่มีความเพลินไหลไปตามอารมณ์
ผลลัพธ์: เมื่อไม่มีความหลงผิดในสมมติ จิตย่อมไม่สร้างตัณหาและอุปาทาน เมื่อไม่มีความยึดมั่นว่ามี "ตัวเรา" มารองรับความทุกข์ "ความทุกข์จึงมีอยู่...แต่ไม่มีผู้ทุกข์" วงจรปฏิจจสมุปบาทสายเกิดทุกข์จึงดับสลายลงทันที 
อวิชชา คือ ตัวเปิดประตูรับกิเลส นำจิตไป "หลงสมมติ" ปรุงแต่งนันทิในเวทนา จนกลายเป็น "สายเกิดทุกข์"
 
วิชชา คือ ตัวปิดสวิตช์ความหลง นำจิตไป "ตีแผ่สมมติ" เห็นแจ้งในอนัตตา ละนันทิในเวทนา จนกลายเป็น "สายดับทุกข์"

การปฏิบัติธรรมทั้งหมดจึงไม่ใช่การวิ่งไปดับทุกข์ที่ปลายเหตุภายนอก แต่คือการสร้างเหตุปัจจัย (สติ สมาธิ ปัญญา) เพื่อเปลี่ยนปุ่มสั่งการภายในใจ จาก อวิชชา ให้กลายเป็น วิชชา 

............................................................................................................................

3 ขั้นตอนลัดดับทุกข์ในชีวิตประจำวันด้วย....

       "สติ สมาธิ ปัญญา" หรือ แก่นมรรค(มรรคมีองค์ 8 )

เคยรู้สึกไหม? วันทั้งวันเราโดนเรื่องราวรอบตัวดึงให้ดิ่ง เดี๋ยวเครียดเรื่องงาน เดี๋ยววุ่นวายใจกับคำพูดคนอื่น จิตใจวิ่งวุ่นจนเหนื่อยล้า  แท้จริงแล้ว ความทุกข์ไม่ได้เกิดจาก "สิ่งที่เข้ามาสะกิด" แต่เกิดจาก "จิตเราที่กระโดดเข้าไปปรุงแต่งต่อ" ต่างหาก! ถ้าคุณอยากเคลียร์ใจให้โล่ง เบา และเป็นอิสระ นี่คือ "3 ขั้นตอนลัด" ที่จะเปลี่ยนใจพังๆ ผุๆให้กลับมาฟิต มีประสิทธิภาพสูง ด้วยการทำงานร่วมกันของ สติ สมาธิ และปัญญา 
 
 3  ขั้นตอน รีเซ็ตจิตใจ ทะลุทะลวงทุกๆความทุกข์ทั้งปวง 

 ขั้นที่ 1 : สติ = 'กดหยุด' : ตั้งสติจับอาการให้ไว ละความเพลิน

เมื่อมีอะไรมากระทบใจ (มโนผัสสะ) ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความนอยด์ หรือความเหงา หน้าที่แรกคือ "รู้ตัว" ให้เร็ว

สติจะทำหน้าที่เหมือนสวิตช์ กดหยุด ไม่ปล่อยให้ใจไหลตาม (ละนันทิในเวทนา) แค่รู้เท่าทันว่า "อ๋อ ตอนนี้มีความรู้สึกนี้เกิดขึ้นนะ" โดยยังไม่ต้องไปห้ามหรือไปตัดสินมัน

ขั้นที่ 2 : สมาธิ = 'ถอยออกมาดู' : สมาธิตั้งมั่นเป็นกลาง ไม่กระโดดลงไปเล่น

สมาธิที่แท้จริงไม่ใช่การนั่งหลับตานิ่งๆ แต่คือการที่ใจเรา "ตั้งมั่นเป็นกลาง" แยกตัวเองออกจากความรู้สึกนั้นๆ

เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนคุณกำลังยืนมองรถวิ่งอยู่บนถนน (ความรู้สึกคือรถ จิตของคุณคือคนมอง) คุณแค่ดูมันอยู่ห่างๆ อย่างปลอดภัย ไม่กระโดดลงไปขวางรถ หรือโดดขึ้นไปขับรถคันนั้นจนเกิดอุบัติเหตุทางอารมณ์

ขั้นที่ 3 : ปัญญา = 'ตีแผ่ความจริง' : ปัญญามองเห็นทุกสิ่งเป็น...อนิจจัง(ไม่เที่ยง)  ทุกขัง(เป็นทุกข์)   อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน)

เมื่อสติจับได้ และสมาธิถอยออกมาดู ปัญญาจะทำหน้าที่สูงสุด คือการ "มองเห็นตามจริง" ว่า ความคิด ความเครียด หรือแม้กระทั่งตัวจิตเอง ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปตามธรรมชาติ เป็น อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ควรไปยึดมั่น ถือมั่น ยึดติดใดๆทั้งสิ้น ผ่านมาแล้ว มันก็ผ่านไป

ไม่มีอะไรที่เป็น "ตัวเรา" หรือ "ของเรา" อย่างแท้จริงเลย ทุกอย่างเป็นแค่ธรรมชาติที่ทำหน้าที่ของมันเอง เมื่อใจเห็นความจริงข้อนี้ (เกิดวิชชา) จิตจะยอมปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ความทุกข์จึงสลายตัวไปทันที

ใน 1 วัน เราไม่จำเป็นต้องวิ่งไปเปลี่ยนโลกภายนอก แค่เปลี่ยนวิธีการทำงานภายในใจ:

"ตาเห็น หูได้ยิน => มีสติรู้ทัน => สมาธิเป็นกลางตั้งมั่น => ปัญญาปล่อยวาง"
รู้  เห็น  วาง  ,  รู้   ปล่อย   วาง  , รู้    ตื่น    วาง

เท่านี้คุณก็สามารถรักษาความปกติสุขของใจได้ตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.] 

(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))

(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
((  ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 กดดูที่นี่...)) 

((  อารมณ์ 6 คืออะไร? ตีแผ่อารมณ์ 6 ))
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

  [ อนัตตาคืออะไร??? ]
  [  อัตตาคืออะไร??? ]
[ธรรมะเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก]

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))

((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
((ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ ))) 

(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..)) 

 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..)) 

((( ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ กดดูที่นี่...)))
(( ใช้แก่นมรรคแก้ปัญหาต่างๆ กดดูที่นี่....   )) 

แปลภาษา / Translate Page

*ระบบจะเปิดหน้าต่างใหม่เพื่อแปลเนื้อหาโดย Google

Visitors: 8,706