Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )เป็นสิ่งสำคัญ

ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)เป็นสิ่งสำคัญ

ถ้าท่านไม่มีความรู้ในแก่นมรรค ท่านจะดับกิเลสและดับทุกข์ไม่ได้เลย

ถ้าท่านอยู่กับ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในทุกขณะจิต กิเลส(ทุกข์)จะหาท่านไม่พบ ตราบใดที่ยังสามารถครองแก่นมรรคได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จงใช้แก่นมรรคเป็นที่อยู่ของจิต(วิหารธรรม)ปลอดภัย ปลอดกิเลส ปลอดทุกข์ในทุกขณะจิต
ถ้าท่านมี "สัมมาทิฏฐิ" คือความเห็นที่ถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้อง ตั้งแต่เริ่มต้น ท่านไม่ต้องเสียเวลาเดินอ้อมโลกเป็นสิบๆ ปี แต่สามารถถอดถอนความหลงผิด และเห็นการทำงานของธรรมตามความเป็นจริงได้ทันทีในชีวิตประจำวัน กิเลสและทุกข์สามารถดับในปัจจุบันขณะจิตเดียวได้

ก่อนที่ท่านจะดับทุกข์ได้(ดับกิเลส) ท่านจำเป็นต้องมีความรู้ในองค์ธรรมต่างๆที่จะนำไปใช้ในการดับทุกข(ดับกิเลส)สำหรับองค์ธรรมที่ท่านจะต้องเรียนรู้ให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในที่นี้ก็คือ สติ สมาธิ ปัญญา หรือ แก่นมรรค(วิชชาหรือปัญญา)เราจะนำองค์ธรรมเหล่านี้ไปใช้ในการดับทุกข์หรือดับกิเลสทุกๆตัว แก่นมรรคก็คือ แก่นอริยมรรคมีองค์ 8 ที่พระพุทธเจ้าใช้ตรัสรู้นั่นเอง เราจะนำเอาแก่นมาปฏิบัติตรง เพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติและการจดจำของปุถุชนคนธรรมดาที่ต้องฟันฝ่ากับโลกที่วุ่นวายในแต่ละวัน เราจะนำมาปรับใช้เพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตประจำวันที่ง่ายที่สุด จดจำได้ง่ายที่สุด เพราะเป็นวิถีชีวิตของเรา

ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรคเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆสำหรับทุกๆท่านที่ต้องการดับทุกข์(ดับกิเลส)ในชีวิตประจำวันในแต่ละวัน ทั้ง ความเครียดจากการงาน ความซึมเศร้า ความกังวลต่างๆ ความฟุ้งซ่าน ปัญหาสารพัดที่ถาโถมเข้าใส่ซึ่งก็คือกิเลสนั่นเอง แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ซึ่งถือว่าเป็น วิชชา(ปัญญา)จะแก้ปัญหาให้กับท่านอย่างตรงจุด(เกาถูกที่คัน)วัตถุประสงค์ของการนำแก่นมรรคมาแนะนำให้ท่านปฏิบัติ ไม่ได้ให้ท่านตั้งความหวังบรรลุมรรคผลหรือนิพพานใดๆ(นอกจากบารมีท่านถึงจริงๆ)แต่แก่นมรรคจะช่วยท่านแก้ปัญหารายวัน ในปัจจุบันขณะได้จริง ซึ่งก็คือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้น(กิเลสที่เกิดขึ้น)แก่นมรรคดับกิเลสและดับทุกข์คือ การแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากที่สุด ปัญหาต่างๆหรือความทุกข์เป็น นามธรรม ต้องแก้ไขด้วยนามธรรมเท่านั้น ทุกข์จึงจะสามารถดับลงได้ในปัจจุบันขณะ แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ท่านต้องมีศีลเป็นบาทฐานรองรับในการปฏิบัติเจริญแก่นมรรคที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้

เรียนรู้และทำความเข้าใจใน แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )

อริยมรรคมีองค์ 8 ทั้งหมดจะมี 8 ธรรมเป็นองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ทั้งหมดนี้ก็คือ วิชชา(ปัญญา)นั่นเอง เป็นความเห็นชอบที่ถูกต้อง เป็นความรู้(วิชชา)ที่ถูกต้อง ที่พระพุทธเจ้าวางไว้ เพื่อให้พวกเราปฏิบัติตามหนทางนี้(มรรค) แต่ในที่นี้ขอย่อองค์มรรคทั้ง 8 เหลือเพียงแก่นมรรคเท่านั้นคือ...สติ(มาจากสัมมาสติ)  สมาธิ(มาจากสัมมาสมาธิ)  ปัญญา(มาจากสัมมาทิฏฐิ) สัมมาทิฏฐิ ความหมายคือ ความเห็นชอบ , ความเห็นที่ถูกต้อง , ความรู้ที่ถูกต้อง(ปัญญาที่ถูกต้อง) ผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจก่อนว่า ต้องมีศีลเป็นบาทฐานรองรับ(เพื่อดับกิเลสหยาบ)ในเบื้องต้นก่อนจะเข้าสู่การเจริญแก่นมรรค แต่การมี สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ก็ครอบคลุมไปถึงศีลทุกข้อ(สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)ในส่วนสัมมาวายามะจะเกิดขึ้นโดยตรงจากการใช้องค์ธรรมสติ สมาธิ ปัญญา ความเพียรพยายามเผากิเลสจะเกิดขึ้นอัตโนมัติเมื่อมีการเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)นี่คือ ที่มาของ...แก่นมรรค หรือ วิชชา(ปัญญา)...ที่เราจะนำไปใช้ในการดับกิเลส(ดับทุกข์)ในปัจจุบันขณะจิต

แก่นมรรคเกิด => นิโรธเกิด => สมุทัยดับ => ทุกข์ดับ

วิชชา(แก่นมรรค)เกิด => นิโรธเกิด => ตัณหาดับ(สมุทัยดับ) => ทุกข์ดับ

1 ) สติ คือ องค์ธรรมองค์แรกที่จะนำไปใช้ในการดับทุกข์หรือดับกิเลสที่เกิดขึ้นในแต่ละวันของการดำเนินชีวิตสำหรับปุถุชนทั่วๆไป สติ ธรรมนี้ไม่ใช่การระลึกรู้ทั่วๆไปแบบชาวบ้าน แต่คือ ธรรมที่จะนำไปใช้ในการตัดกระแสกิเลสในการดับทุกข์ ดังนั้น ผู้เรียนรู้เรื่องสติจะต้องรู้ลึกและรู้จริงในธรรมนี้(สติ)เป็นพิเศษจึงจะสามารถนำธรรมนี้ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการตัดกระแสกิเลสที่เกิดขึ้นในแต่ละวันได้ สติ ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มข้นเชี่ยวชาญและชำนาญสูงระดับมหาสติ(สติที่มีความว่องไวสูง) ดังนั้น สติ คำนี้จึงไม่ใช่สติระลึกรู้แบบธรรมดาทั่วๆไป แต่จะเป็นเครื่องมือหรือวิชชาอีกตัวหนึ่งที่จะใช้ในการดับทุกข์(ดับกิเลส)โดยตรง กิเลสมันมีความแรงและพลังมากมายอยู่ในตัว ดังนั้น องค์ธรรมที่จะนำมาใช้ในการดับกิเลสจะต้องมีแรงและพลังเหนือกว่ากิเลสจึงจะสามารถเอาชนะกิเลสได้ นี่คือ สิ่งที่ท่านจำเป็นต้องรู้ก่อนที่จะเข้าสู่วงจรของการดับกิเลสหรือดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจิตที่สามารถเห็นความจริงได้ด้วยตัวของท่านเอง(เอหิปัสสิโก) ไม่ต้องรออนาคต ไม่ต้องรอชาติหน้า(อกาลิโก)เดี๋ยวนี้และขณะนี้ทันที......

  การฝึกสติให้แก่กล้า

อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า สติแบบธรรมดาทั่วๆไป เอากิเลสไม่อยู่หรือตัดกิเลสที่มีพลังสูงไม่ได้ จะต้องใช้สติแบบพิเศษที่ผ่านการฝึกฝนมาแบบเข้มข้นเท่านั้น การฝึกฝนให้มีสติแก่กล้าและเข้มข้นไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย แต่ต้องค่อยๆฝึกฝนไปในแต่ละวันนะครับ ไม่ใช่แบบก้าวกระโดดจะให้ได้ทันทีทันใด ความสำเร็จของการฝึกฝนสติให้แก่กล้าจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ไม่สามารถเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนหรือชั่วข้ามวันได้ ไม่มีทางลัดอื่นนอกจากฝึกฝนไปเรื่อยๆในแต่ละวัน จนถึงวันหนึ่ง ความสำเร็จจากการฝึกฝนสติมันจะออกผลมาเอง ท่านจะเห็นอานุภาพของสติอย่างชัดเจนว่า ทำไมพระพุทธเจ้าพระองค์จึงเน้นย้ำเรื่องการเจริญสติเป็นพิเศษ เพราะคือ องค์ธรรมแรกที่ใช้ในการดับกิเลสอวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นจุดแรกหรือด่านแรก ถ้าปราศจากการมีสติ สมาธิก็ไม่เกิด ปัญญาก็ไม่เกิด องค์มรรคก็ไม่เกิด กิเลสก็ดับไม่ได้ ทุกข์ก็ดับไม่ได้ นี่คือ เหตุและผลของการฝึกสติให้แก่กล้า เพื่อให้เกิด สมาธิและปัญญาให้ครบองค์แก่นมรรคนั่นเอง เพื่อเราจะได้นำองค์ธรรมทั้ง 3 นี้ไปใช้ในการดับกิเลส(ดับทุกข์)ต่อไป

  วิธีการฝึกสติเพื่อนำไปใช้ดับกิเลส(แก้ปัญหาต่างๆ)ในชีวิตประจำวัน

1.1 การฝึกสติกำหนดระลึกรู้ลมหายใจเข้า-ออก( อานาปานสติ ) การฝึกแบบนี้เหมาะสำหรับการอยู่นิ่งๆ เช่น การนั่งสมาธิหรือนอนทำสมาธิจะชั่วขณะหรือเป็นเวลานานก็ได้ โดยจะเริ่มต้นจากการนั่งในท่านั่งที่สบายๆ ผ่อนคลาย ไม่เกร็ง ไม่เพ่งใดๆอาจจะนั่งสมาธิหรือนั่งบนเก้าอี้ โซฟา หรือท่านอนก็ได้(แต่เสี่ยงหลับ)ขั้นแรกให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้ายาว รู้ว่าลมหายใจเข้ายาว พอลมหายใจออกยาว ก็รู้ว่าลมหายใจออกยาว(กำหนดรู้อยู่ภายในใจ ไม่ต้องออกเสียง)ให้กำหนดรู้ลมเข้าลมออกยาวเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงจุดๆหนึ่งธรรมชาติของร่างกายมันจะเปลี่ยนไปเป็นลมหายใจสั้นโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปเพ่ง ไม่ต้องไปเกร็งใดๆทั้งสิ้น(เพราะมันจะไม่เป็นธรรมชาติ)กำหนดรู้แบบผ่อนคลายไปเรื่อยๆจนถึงลมเบาแผ่วลงเรื่อยๆ นั่นคือ จุดที่จิตเริ่มมีสมาธิแล้ว(ขณิกสมาธิ)ให้ท่านฝึกเช่นนี้ในทุกๆวันๆละ 10-30 นาทีอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง มีวินัยในตนเอง มีความอดทนและเพียรพยายามสูง การทำบ้างไม่ทำบ้าง ขาดความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอจะเกิดประโยชน์น้อย สติจะยังไม่กล้าแกร่งและไม่เข้าขั้นนำไปดับกิเลสในปัจจุบันขณะได้ ถ้าท่านสังเกตให้ดีๆที่นี่..จะเน้นการดับกิเลสหรือดับทุกข์ดับปัญหาต่างๆในปัจจุบันขณะจิตเป็นหลัก จะไม่รออนาคตหรือชาติหน้า เน้นที่ปัจจุบันขณะที่เห็นจริงทันทีเดี๋ยวนี้และพิสูจน์ได้เท่านั้น เห็นความจริงที่ปรากฎในปัจจุบันขณะเท่านั้น

1.2 การฝึกสติกำหนดรู้ในอิริยาบทต่างๆ( กายคตาสติ ) เช่น การยืน เดิน นั่ง นอน ทำกิจกรรมต่างๆ แม้แต่เข้าห้องน้ำ แปรงฟัน ดื่มน้ำ พูดคุย ฯลฯ จะมีสติระลึกรู้ในอิริยาบทเหล่านี้ทั้งหมด การปฏิบัติช่วงแรกๆอาจจะเกร็งบ้าง แต่พอนานๆเข้าจะเป็นไปอัตโนมัติ(จากผ่านการฝึกฝนจนชำนาญ) ความหมายของการฝึกสติ ทั้งฝึกดูลมหายใจและฝึกสติรู้ในอิริยาบทต่างๆ จะส่งผลทำให้สติดีขึ้น ระลึกรู้ได้รวดเร็ว ประการสำคัญคือ สตินิ่งมีสมาธิ(จิตมีสมาธิสูง)สติอยู่ที่ใด จิตจะอยู่ที่นั่น เพราะสติคือธรรมฝ่ายกุศลหรือฝ่ายดีที่ปรุงแต่งจิตให้ออกมาดี ทั้งสติและจิตจะมีอารมณ์เดียวกัน เกิดดับพร้อมกัน เกิดขึ้นในที่เดียวกัน ดังนั้น การมีสติอยู่ที่ฐานกาย(ลมหายใจหรืออิริยาบทต่างๆ)จึงปลอดภัยมากที่สุดสำหรับจิต(ปลอดภัยจากหมู่มารผจญคือกิเลสทั้งหลายทั้งปวง)พระพุทธเจ้าจึงเน้นให้มีสติอยู่ที่ฐานกาย เพราะมันจะปลอดภัยจากเหล่ากิเลส โดยเฉพาะกิเลสตัวแม่อย่าง อวิชชา(โมหเจตสิก)ที่พร้อมจะเข้าปรุงแต่งจิตทุกเมื่อถ้าสติไม่ทำงาน แต่ถ้าสติเดินเครื่องอยู่(สติอยู่กับฐานกาย)อวิชชา(โมหเจตสิก)จะเข้าแทรกแซงไม่ได้ เพราะเป็นธรรมอยู่คนละขั้วกัน ถ้าสติเกิด สัมปชัญญะ(ปัญญา)มักจะเกิดตามมาด้วย อวิชชาจะดับลง เหมือนกรณีความมืด(อวิชชา)กับความสว่าง(สติปัญญา)จะเข้ากันไม่ได้ อย่างหนึ่งเกิด อีกอย่างหนึ่งจะดับลงในทุกๆครั้งเสมอ นี่คือ เหตุผลที่ให้คงสติ(เจริญสติ)ในทุกขณะจิต เพื่อป้องกันอวิชชาเข้าครอบงำจิต เมื่อมีสติสัมปชัญญะ อวิชชาย่อมดับลง(ตามหลักอิทัปปัจจยตา)ทั้งสองธรรมนี้ไม่สามารถเกิดร่วมกันได้ เราจึงมีการนำหลักการนี้(หลักเหตุและผล)ไปใช้ในการดับกิเลสหรือดับทุกข์ โดยทั่วๆไปการเจริญสติด้วยกระบวนการระลึกรู้อิริยาบทต่างๆในแต่ละวัน(กายคตาสติ)จะเกิดขึ้นมากที่สุด สิ่งที่ติดตามมาจากการเจริญกายคตาสติก็คือ จิตมีสมาธิในปัจจุบันขณะ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานสูง ความประมาทและความผิดพลาดต่างๆลดลงทันที ท่านอาจจะสลับการเจริญอานาปานสติ(รู้ลมหายใจเข้าออก)กับกำหนดรู้อิริยาบทต่างๆ(กายคตาสติ)สลับกันไปมาได้เลยแล้วแต่โอกาสและความเหมาะสมเป็นหลัก ให้ท่านฝึกไปเรื่อยๆจนเป็นวิถีชีวิตประจำวันไปเลย ถึงจุดนั้นท่านจะเข้าใจบริบททั้งหมดทั้งมวลที่แนะนำการฝึกสติให้กล้าแกร่งและเข้มข้น ทำไมจึงย้ำนักย้ำหนา เคี่ยวเข็ญนักหนาเรื่องการฝึกฝน การจะเอาชนะข้าศึก(กิเลส)ไม่ใช่เรื่องง่ายๆต้องใช้พลังงานสูงเป็นพิเศษ สติแบบธรรมดาทั่วๆไปปราบกิเลสไม่ได้ ต้องใช้สติแบบพิเศษจึงจะสามารถทำได้ ดังนั้น จงมีสติในทุกๆเวลา(ทุกขณะจิต)เพื่อป้องกัน อวิชชาแทรกเข้าครอบงำและปรุงแต่งจิต อวิชชาหรือโมหเจตสิก(ความหลง) จะแพ้ทาง สติ(ความระลึกรู้) ท่านครองสติได้มากเท่าใด กิเลสจะเกิดขึ้นยากเท่านั้น โดยเฉพาะกิเลสอวิชชา(กิเลสตัวแม่กิเลสตัวพ่อ) สติคือธรรมที่สกัดกั้น ความฟุ้งซ่าน ความกังวล ความซึมเศร้า ความทุกข์ใจต่างๆ ถ้าท่านอยู่กับสติตลอดเวลา ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะปัญหาเหล่านี้ก็คือ กิเลสนั่นเอง เช่น จิตฟุ้งซ่านคือ กิเลสอุจธัจจะ ความเครียดหงุดหงิดคือ กิเลสโทสะหรือกิเลสปฏิฆะ เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ สติเอาอยู่แน่นอน 

จงฝึกฝนให้สติกล้าแกร่งเป็นวิถีชีวิตประจำวัน

2 ) สมาธิ หลายๆท่านอาจยังเข้าใจเรื่องสมาธิแบบผิดๆอยู่ว่า การทำสมาธิต้องเข้าป่าเข้าวัด ต้องไปนั่งหลังขดหลังแข็ง ที่ถูกต้องก็คือ สมาธิ สามารถทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา การสร้างสมาธิไม่เพียงการนั่งหรือเดินจงกรมเท่านั้น ท่านสามารถทำสมาธิในขณะนั่งบนรถเมล์ได้ ขณะเดินก็ได้(คือการมีสติ) อย่าลืม สติ เป็นปัจจัยการเกิดสมาธิอีกปัจจัยหนึ่ง สมาธิคือ เอกัคคตาเจตสิก ที่ปรุงแต่งจิตให้มีอารมณ์เดียว(จิตมีสมาธิ) ทำไมต้องเป็น สมาธิ ก็เพราะ สมาธิ เป็นปัจจัยการเกิดขึ้นของ ปัญญา และ สมาธิ ยังดับนิวรณ์ 5 ได้แบบชั่วคราวด้วย สติและสมาธิจะไปตัดหรือดับนิวรณ์ 5 ได้แบบชั่วขณะ(ที่มีการเดินแก่นมรรค) สติสมาธิเกิด นิวรณ์ดับลง เพราะนิวรณ์ทุกๆตัวมีองค์ประกอบของ อวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นตัวหมุนให้นิวรณ์มีพลังแก่กล้า เมื่อสติสมาธิเกิด อวิชชาจึงดับลง(โมหเจตสิกดับ) นิวรณ์จึงดับลงตามอวิชชานั่นเอง อย่าลืม จิต รับรู้ได้ทีละเรื่องหรือทีละอารมณ์เท่านั้น ไม่สามารถรับรู้ได้หลายๆเรื่องหรือหลายๆอารมณ์ในเวลาเดียวกันได้(ในขณะจิตเดียว)ดังนั้น จิตอยู่กับสติและสมาธิเป็นอารมณ์ จะไม่สามารถรับเอานิวรณ์หรือธรรมที่เป็นอกุศลอื่นๆ(อกุศลเจตสิก)มาปรุงแต่งจิตพร้อมๆกันได้ และกุศลเจตสิกปรุงแต่งจิต(สติสมาธิ) อกุศลเจตสิกจะดับลงทันที(อวิชชาและนิวรณ์)สติ สมาธิ ปัญญา จะเป็นธรรมฝ่ายกุศลที่เกื้อกูลและค้ำจุนซึ่งกันและกัน(ถ้าขาดกันมรรคจะไม่เกิด) ท่านไม่ต้องไปเพ่งสมาธิจนเครียดหรืออยากให้สมาธิเกิด(เพราะนั่นคือ ภวตัณหา)เพียงสร้างสติให้เกิดขึ้นในอานาปานสติและกายคตาสติ สมาธิมันจะเกิดขึ้นติดตามมาเอง การไปเพ่งสมาธิ ไปเครียดกับสมาธิ กิเลสหลายตัวมาเยือนท่านได้ง่ายๆ โดยเฉพาะ กิเลสอุจธัจจะ(ฟุ้งซ่าน) เกิดความเครียด หงุดหงิดใจ(กิเลสปฏิฆะ) ทำสมาธิไม่ได้ดั่งใจ นี่คือ ความเข้าใจในธรรมจะนำพาท่านสามารถทำสมาธิได้แบบง่ายๆในทุกๆที่และทุกๆเวลา ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องของแต่ละองค์ธรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญและความจำเป็นต่อการดับกิเลส(ดับทุกข์)โดยตรง ท่านไม่ต้องไปเรียกร้องให้สมาธิเกิด ถ้าท่านหมั่นและขยันเจริญสติอยู่เป็นประจำทุกๆวัน สมาธิจะมาหาท่านโดยอัตโนมัติ สมาธิจะเป็นปัจจัยหรือจิ๊กซอร์นำไปสู่ปัญญาในลำดับถัดไป สติ ส่งเสริมให้เกิดสมาธิ และ สมาธิ ส่งเสริมให้เกิดปัญญาติดตามมา  

จงฝึกฝนและ รู้ลึก รู้จริง ใน สมาธิ

3 ) ปัญญา ธรรมนี้ไม่ใช่ปัญญาที่รู้กันทั่วๆไป ไม่ใช่ปัญญาจากการศึกษาเล่าเรียนในห้องเรียนประถม มัธยม มหาวิทยาลัย แต่เป็นปัญญาองค์ธรรมชั้นเลิศในการรู้แจ้งและเห็นจริงตามความเป็นจริงของแต่ละธรรม ไม่ใช่การคิดเอา มโนเอา หรืออ่านหนังสือมากๆ แต่เป็นปัญญาหรือวิชชาใน อริยสัจ 4 ไตรลักษณ์ ในปฏิจจสมุปบาท ในขันธ์ 5 ในรูปและนาม นี้คือ องค์ธรรมที่ชื่อ ปัญญาหรือวิชชา สำหรับสนามฝึกฝนปัญญาที่ดีที่สุดก็คือ สติปัฏฐาน 4 ถ้ารู้ลึกและรู้จริงในสติปัฏฐาน 4 นั่นคือ ท่านเข้าถึงโพธิปักขิยธรรม 37 ประการไปเรียบร้อยแล้ว(สามัคคีธรรม 37)ใน สติปัฏฐาน 4 พระพุทธเจ้าท่านได้เฉลยอริยสัจ 4 ไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะในอริยสัจ 4 จะต้องมีวิชชาหรือปัญญาในเรื่อง ทุกข์( ทุกข์และสมุทัย) และ การดับทุกข์(นิโรธและมรรค)ท่านเจาะเข้าไปลึกๆในธรรมนี้ ปัญญาจะเกิดขึ้นทันที ท่านจะเห็นเส้นทางการเกิดขึ้นของทุกข์(จากสมุทัย)และการดับไปของทุกข์(จากมรรค) อริยสัจ 4 คือ ปฏิจจสมุปบาทอย่างย่อ ส่วนรายละเอียดและกระแสการเกิดและกระแสการดับไปของทุกข์ ต้องไปดูที่ปฏิจจสมุปบาท แบบอนุโลมคือกระแสการเกิดขึ้นของทุกข์(จากอวิชชาทำงาน) แบบปฏิโลม(ย้อนกลับ)คือ การเจริญแห่งมรรคคือการดับไปของทุกข์(อวิชชาดับ) แก่นมรรคเกิด กิเลสอวิชชา(กิเลสตัวแม่)ดับลง

  ปฏิจจสมุปบาท แบบอนุโลม(ตามกระแส)

อวิชชาเกิด(โมหเจตสิก) => สมุทัยเกิด(ตัณหาเกิด) => ทุกข์เกิด

แบบอนุโลม อวิชชา(โมหเจตสิก)ทำงาน(ทำกิจ)อวิชชาก็คือ โมหเจตสิก ไปปรุงแต่ง นันทิ ในจุดที่เกิดผัสสะและเวทนา ซึ่งนันทิเป็นเชื้อให้เกิด ราคะและตัณหาติดตามมา ตัณหาเป็นสมุทัย(เหตุแห่งทุกข์)ให้เกิดทุกข์ขึ้น ทุกข์เป็นผลของการเกิดขึ้นของสมุทัยคือ ตัณหา (ตามหลักอิทัปปัจจยตา) เมื่อสมุทัยดับลง ทุกข์จึงดับลง ภพ ชาติ ชรามรณะดับลงตาม

 ปฏิจจสมุปบาท แบบปฏิโลม(ย้อนกลับ)

วิชชา(มรรค)เกิด => นิโรธเกิด => สมุทัยดับ => ทุกข์ดับ

วิชชาเกิด => อวิชชาดับ => ตัณหาดับ => ทุกข์ดับ

เมื่อมีการเจริญมรรค(หรือแก่นมรรค)เป็น มรรคสมังคี เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะจิตเดียว วิชชาหรือปัญญาเกิด จะส่งผลทำให้อวิชชา(โมหเจตสิก)ดับลงทันที เพราะทั้งสองธรรมนี้ไม่สามารถเกิดร่วมกันได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา เมื่อวิชชาเกิด นิโรธจึงเกิด ส่งผลให้สมุทัยดับลงและส่งผลทำให้ทุกข์ดับลง(ตามหลักอิทัปปัจจยตา)นี่คือ การดับกิเลสหรือดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจิตเดียวจะออกมาแบบนี้(อธิบายด้วยหลักเหตุและผลหรือหลักอิทัปปัจจยตา)ไม่ต้องรออนาคต ไม่ต้องรอชาติหน้า เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ปัจจุบันขณะนี้ทันที พิสูจน์ให้เห็นได้ทันทีไม่ต้องรอเวลาในอนาคตใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าท่านเข้าถึงแก่นมรรคเป็นอย่างดีแล้ว ปัญหาต่างๆจะจบลงอย่างรวดเร็วและทันใจ(ดับทุกข์ในปัจจุบันขณะได้ทันที) วิชชาหรือปัญญา คือ ธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์แบบสิ้นเชิงและถาวร จงศึกษาวิชชาหรือปัญญาให้มากๆ(ในสติปัฏฐาน 4 ) จิตของท่านจะมีวิชชาเกิดขึ้น จะรอดพ้นจากกิเลสอวิชชาและกิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง

 

(( ให้ศึกษา สติปัฏฐาน 4 จากลิ้งค์ด้านล่าง ))

จงฝึกฝนและ รู้ลึก รู้จริง ใน ปัญญา(วิชชา)

เพิ่มเติมการฝึก สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)

ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค( เพิ่มเติม )

การเดินทางในธรรมะ(ปฏิบัติธรรม)ของผู้คนส่วนใหญ่มักเป็นการ "เดินอ้อมโลก" หรือวนเวียนอยู่ในรูปแบบการปฏิบัติที่ซับซ้อน ในบางครั้งอาจจะติดรูปแบบและพิธีการมากจนเกินไป ทั้งนี้เพราะขาด ความรู้และความเข้าใจอันถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) ตั้งแต่เริ่มต้น หลายคนเข้าใจว่า สติ สมาธิ และปัญญา เป็นสิ่งที่ต้องพยายามเค้น บังคับ หรือเพ่งสร้างขึ้นมาใหม่ ทั้งที่แท้จริงแล้ว แก่นมรรคทั้ง 3 คือกลไกธรรมชาติที่ต้องเข้าไป "เข้าใจตามความเป็นจริง" เพื่อถอดถอนความเข้าใจผิด และสลายความสำคัญมั่นหมายในตนเอง (อัสสมิมานะ)

สติ สมาธิ ปัญญา ในระดับสัญชาตญาณโลกียะ ไม่สามารถเอาชนะกิเลสและสังขารปรุงแต่งที่มีกำลังกล้าแกร่งได้ การจะดับทุกข์(ดับกิเลส)ได้จริงในปัจจุบันขณะจิตเดียว จึงจำเป็นต้องฝึกฝน แก่นมรรค ให้เข้มแข็งและตรงรอบสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน 24 ชั่วโมง

1. สติในแก่นมรรค – มีสติในทวารทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ต่อเนื่องมากที่สุด(เจริญสติในทุกขณะจิต)โดยเฉพาะที่มโนผัสสะ(ศูนย์กลางการประมวลผลของผัสสะรวม)เมื่อสติเกิด โมหเจตสิก(อวิชชา)จะดับลง ไม่สามารถไปปรุงแต่ง นันทิราคะ ไปเป็นตัณหาได้ ตัณหาขาดเชื้อจึงดับลง ส่งผลให้ทุกข์ไม่เกิดขึ้น(ทุกข์ดับ)

สติทั่วไป กับ สติแก่นมรรค : สติทางโลกทำหน้าที่เพียงระลึกได้ในเรื่องราวภายนอก (ไม่ลืมของ ไม่ประมาท) แต่ สติในแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ทำหน้าที่ระลึกรู้เท่าทัน สภาวะธรรม ภายในจิตใจอย่างคมกริบ สามารถดับอวิชชา(โมหเจตสิก)ลงได้

จุดตัดที่มโนผัสสะ : เมื่ออายตนะภายในกระทบกับอารมณ์ 6 เกิด "มโนผัสสะ"ขึ้น สติจะเข้าไประลึกรู้ทันทีตรงจุดกระทบ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้จิตไหลไปเสพ เวทนา แล้วปรุงแต่งเป็น นันทิราคะ(ความเพลิดเพลินยินดี/ยินร้าย)เป็นการตัดกระแสอวิชชา(โมหเจตสิก)ที่เวทนา

การนำไปใช้จริง: ไม่ต้องตั้งท่า ไม่เกร็ง ไม่เพ่ง แต่ใช้จิตที่ผ่อนคลายและเป็นปกติ ระลึกรู้เท่าทันสภาวะที่ปรากฏ โดยมองเห็นทุกสิ่งเป็นเพียงสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ใช่ "เรา" และไม่มี "เรา" เข้าไปเป็นเจ้าของ( เพราะทั้งรูปและนามทั้งปวงไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา )

2. สมาธิในแก่นมรรค  จิตตั้งมั่นเป็นปกติ (ปกติจิต) ท่ามกลางผัสสะ

หลุมพรางของการเพ่งและกดข่ม: การหนีไปนั่งหลับตาเงียบๆ หรือกดข่มอารมณ์ มักทนทานต่อผัสสะในชีวิตจริงไม่ได้ และยังสร้างอัตตาซ้อนอัตตาจากการติดสุขในความสงบ( เกิดกิเลสซ้ำซ้อน )

แก่นแท้ของสัมมาสมาธิ: คือภาวะ "ปกติจิต" จิตที่มีความตั้งมั่น หนักแน่น ทรงตัวเป็นกลาง ไม่แกว่งไกวไปตามยินดียินร้าย แม้กำลังเกิดผัสสะแรงๆหรือเผชิญงานหนัก

การนำไปใช้จริง: เปลี่ยนสนามทำงานและปัญหาชีวิตให้เป็นสนามฝึกสมาธิ วางเฉยต่อความดิ้นรนฟุ้งซ่านโดยไม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน รักษาจิตใจภายในให้สงบและเป็นอิสระ ในขณะที่ร่างกายและสมองกำลังขับเคลื่อนทำงานทางโลก จงมีสติอยู่ที่ฐานกาย สมาธิจะเกิดขึ้นเอง

3. ปัญญาในแก่นมรรค – ตีแผ่สมมติ ถอนความสำคัญมั่นหมายในตน

ความต่างของปัญญา: สุตมยปัญญา (ความจำ) ไม่สามารถถอดถอนกิเลสได้ แต่ ภาวนามยปัญญา คือความรู้แจ้งเห็นจริงที่เกิดจากการมองเห็นกลไกจิตตามความเป็นจริงด้วยปัญญา

กระบวนการตีแผ่สมมติ: ใช้ โยนิโสมนสิการ แยบคายเข้าไปแยกแยะว่า ชื่อเสียง หน้าตา ข้าวของ เงินทอง หรือแม้แต่ "ตัวเรา" เป็นเพียงสมมติทางโลก เพื่อถอดถอน อัสสมิมานะ (ความยึดถือว่ามีตัวตน)

การนำไปใช้จริง: พิจารณาเห็นแจ้งใน อนัตตา ว่าทุกสิ่งคือ "ธรรมะแต่ละธรรมที่กำลังทำกิจของตนเอง" กาย ความคิด เวทนา ทำหน้าที่ไปตามเหตุปัจจัย เมื่อไม่มี "ตัวเรา" เข้าไปยึด ความดิ้นรนปกป้องตัวตนก็สลายไป ความทุกข์จึงดับลงอย่างแท้จริง

กลไกการทำงานร่วมกันใน 24 ชั่วโมง

เมื่อมีอารมณ์หรือเหตุการณ์มากระทบในชีวิตประจำวัน แก่นมรรคทั้ง 3 จะประสานงานกันทันที:

1. สติ รู้เท่าทันที่มโนผัสสะ ตัดกระแสนันทิราคะตั้งแต่ต้นลม

2. สมาธิ ทรงตัวตั้งมั่นเป็นปกติจิต ไม่แกว่งไกวไปตามแรงกระทบ

3. ปัญญา ตีแผ่สภาวะนั้นว่า เป็นเพียงสมมติและเป็นอนัตตา (ธรรมทำกิจของธรรม)

เมื่อมีความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรคอย่างถูกต้อง การปฏิบัติธรรมจะไม่ใช่เรื่องของการแยกตัวไปปฏิบัติ แต่คือการดำเนินชีวิตประจำวันด้วย สัมมาทิฏฐิ ที่ตรงทาง และไม่ต้องเสียเวลาเดินอ้อมโลกอีกต่อไป ไม่สับสนกับการปฏิบัติธรรมอีกต่อไป เอาสั้นๆง่ายๆไม่เรื่องเยอะ 

การฝึก สติ สมาธิ ปัญญา ในระดับแก่นมรรค ไม่ใช่การตั้งท่าฝึกแบบเอาเป็นเอาตาย แต่คือการ "ปรับกลไกการรับรู้ของจิต" ในชีวิตประจำวันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อถอดถอนความเข้าใจผิด (อวิชชา) และสลายความสำคัญมั่นหมายในตนเอง โดยมีรายละเอียดและแนวทางปฏิบัติเจาะลึกในแต่ละองค์ธรรมดังนี้

1. สติ (แก่นแห่งการสกัดกั้นและตัดกระแสอวิชชาในผัสสะ)

แก่นแท้: สติในแก่นมรรค ไม่ใช่แค่การระลึกได้ว่ากำลังทำอะไร (สติทางโลก) แต่คือ "ตัวรู้เท่าทันที่จุดตัดอวิชชาในมโนผัสสะ" ทำหน้าที่ตั้งรับตรงการกระทบระหว่าง อายตนะ + อารมณ์ เพื่อสกัดไม่ให้จิตไหลไปเสพ เวทนา แล้วปรุงแต่งเป็น นันทิราคะ (ความเพลิดเพลินยินดี/ยินร้าย)

วิธีฝึกเจาะลึกในชีวิตประจำวัน:

จับที่ "จุดกระทบ" ไม่ใช่ "เรื่องราว": เมื่อ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง (เช่น โดนต่อว่า) จิตธรรมชาติจะวิ่งออกไปหา "เนื้อหาคำพูด" ทันที ให้ฝึกดึงจิตมารู้สึกถึง "อาการวูบวาบหรือการกระทบภายในใจ" (มโนผัสสะ) ในวินาทีแรกนั้นทันที สติกลับมาที่ฐานกาย

รู้ทันนันทิราคะในเวทนา: เมื่อเกิดความพอใจ (สุขเวทนา) หรือไม่พอใจ (ทุกขเวทนา) ให้ระลึกรู้ว่า นั่นคือ "เวทนา" ไม่ใช่ "เรา" ไม่ต้องเข้าไปเกร็ง ดับ หรือผลักไส เพียงแค่รู้เท่าทัน กระแสการปรุงแต่งต่อจะถูกตัดลงทันที

ฝึกสติแบบผ่อนคลาย (ไม่เกร็ง): ไม่ใช่การเพ่งจ้องจนปวดหัว แต่ใช้จิตที่เป็นปกติ ระลึกรู้สภาวะตามจริง ลมหายใจเข้า-ออก ร่างกายที่ขยับ หรืออารมณ์ที่ผุดขึ้น แล้วปล่อยให้มันทำหน้าที่ของมันไป

2. สมาธิ (แก่นแห่งความทรงตัวเป็น "ปกติจิต" ท่ามกลางผัสสะ)

แก่นแท้: สัมมาสมาธิ ไม่ใช่การนั่งหลับตาเพ่งนิ่งจนดับการรับรู้ หรือหนีโลกไปหาความสงบ แต่คือ "ภาวะปกติจิต" — จิตที่มีความตั้งมั่น หนักแน่น ทรงตัวเป็นกลาง ไม่แกว่งไกวไปตามยินดียินร้าย แม้กำลังเสพผัสสะหรือทำงานหนักในชีวิตประจำวัน

วิธีฝึกเจาะลึกในชีวิตประจำวัน:

เปลี่ยนสนามทำงานเป็นสนามสมาธิ: เมื่อต้องเผชิญความเครียด งานด่วน หรือเสียงรบกวน ให้มองสิ่งเหล่านั้นเป็น "แรงดันทดสอบจิต" ฝึกตั้งจิตให้อยู่ในภาวะ "ผู้ดู" ไม่ไหลไปเป็น "ผู้เล่น" ในอารมณ์ มีสติอยู่กับปัจจุบันที่ฐานกาย

วางเฉยต่อความดิ้นรน: เวลาจิตเกิดความฟุ้งซ่าน หรือความอยากรีบร้อน ให้รักษาความตั้งมั่นโดยการ "ไม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความดิ้นรนนั้น" มองเห็นความดิ้นรนเป็นเพียงสภาวะธรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

ทรงสมาธิในการเคลื่อนไหว: ฝึกรักษาความตั้งมั่นของจิตใจภายในให้สงบเย็นและหนักแน่น ในขณะที่ร่างกายและสมองกำลังคิด แก้ปัญหา หรือขับรถ โดยไม่ต้องทิ้งงานทางโลก

3. ปัญญา (แก่นแห่งการตีแผ่สมมติ และถอนความสำคัญมั่นหมายในตน)

แก่นแท้: ภาวนามยปัญญา ไม่ใช่การจำตำราหรือการคิดเชิงเหตุผล แต่คือ "ความรู้แจ้งเห็นจริง" ผ่านการใช้ โยนิโสมนสิการ แยบคายเข้าไป "ตีแผ่สมมติ" ถอดถอนความเข้าใจผิดว่ามีตัวเรา (อัสสมิมานะ) และเห็นแจ้งใน อนัตตา

วิธีฝึกเจาะลึกในชีวิตประจำวัน:

พิจารณาแยกแยะสมมติออกจากสัจจะ: เมื่อเกิดความทุกข์กับตำแหน่ง หน้าตา เงินทอง หรือคำสรรเสริญนินทา ให้ใช้ปัญญาตีแผ่ว่า สิ่งเหล่านี้คือ "สมมติทางโลก" ที่มนุษย์กำหนดขึ้นเพื่อใช้สื่อสาร แต่ในทางสัจจะแท้จริง ไม่มีสิ่งใดเป็นแก่นสารให้ยึดถือได้เลย

มองเห็น "ธรรมทำกิจของธรรม": ฝึกสังเกตการทำงานของกายและใจในทุกวันว่า รูป กาย ความคิด ความจำ ความรู้สึก ล้วนทำหน้าที่ของมันเองตามเหตุปัจจัย:

ความคิดไม่ได้เกิดเพราะเราสั่ง แต่มันคิดของมันเอง(เจตสิกปรุงแต่งเอง)

ความโกรธไม่ได้เกิดเพราะเราอยากโกรธ แต่มันเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

ถอนความสำคัญมั่นหมายในตนเอง: เมื่อเห็นชัดว่าทุกธรรมเป็นอนัตตา จิตจะค่อยๆ ปลดล็อกความดิ้นรนที่จะปกป้อง "ตัวกู-ของกู" ทำให้ความทุกข์ทั้งปวงสลายลง เพราะไม่มี "ผู้รับความทุกข์" เหลืออยู่ มีเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติเท่านั้น

สรุปวงจรการใช้องค์ธรรมร่วมกันใน 24 ชั่วโมง

เมื่อมีอารมณ์หรือเหตุการณ์มากระทบในชีวิตประจำวัน:

1. สติ คมกริบ รู้เท่าทันมโนผัสสะทันที ไม่ให้ไหลไปสร้างนันทิราคะ

2. สมาธิ ทรงตัวตั้งมั่นเป็นปกติจิต ไม่แกว่งไกวไปตามแรงกระทบนั้น

3. ปัญญา ตีแผ่สภาวะนั้นทันทีว่าเป็นเพียง "สมมติ" และเป็น "อนัตตา" (ธรรมทำกิจของธรรม)

เมื่อทั้ง 3 องค์ธรรมทำงานสอดประสานกันเป็นแก่นมรรค การปฏิบัติธรรมจะกลายเป็นเรื่องเดียวกับชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องเดินอ้อมโลกอีกต่อไปครับ

ความจริง( สัจธรรม )

เพียงท่านฝึกแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )อย่างจริงจังให้เชี่ยวชาญและชำนาญสูงเพียงเท่านี้ ท่านก็สามารถนำแก่นมรรคมาดับกิเลส(ดับทุกข์)ได้แล้ว ดับทุกข์ในปัจจุบันขณะและในทุกๆที่และทุกๆเวลา ท่านจะสามารถนำแก่นมรรคไปเป็นอาวุธแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างครบถ้วนในธรรมเดียวในชีวิตประจำวันได้ทันที................... 

ถ้า สติ สมาธิ ปัญญา ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี จะไม่มีวันพลาดในการดับกิเลสและดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจิตเดียวเลย นี่คือ ความจริง.....

 

(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))

(( การสร้างปัญญา(วิชชา)ในสติปัฏฐาน 4 ))

(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา )) 

(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
 

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..
 

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.] 

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ] 

((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์)) 

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))  

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))  

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ] 

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))  

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))  

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))  

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))   

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 
 

 

 

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。

 

Visitors: 12,969