Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

ตัวแปรของทุกข์เกิดและทุกข์ดับคือ อวิชชา และ วิชชา(ปัญญา)

ตัวแปรที่ทำให้ ทุกข์เกิดขึ้น และ ตัวแปรที่ทำให้ ทุกข์ดับลง

หรือเหตุปัจจัยที่ทำให้ ทุกข์เกิดขึ้น และ เหตุปัจจัยที่ทำให้ ทุกข์ดับลง

เราจะมาดูกันใน 2 เรื่องหลักๆคือ ทุกข์เกิด และ ทุกข์ดับ ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับตัวแปรหรือเหตุปัจจัยอยู่ 2 ตัวแปรหรือ 2 เหตุปัจจัยหลักๆดังต่อไปนี้

1 ) ทุกข์เกิดขึ้น

ทุกข์ในมนุษย์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? อะไรเป็นตัวแปรหรือเหตุปัจจัยการเกิดขึ้นของทุกข์ในมนุษย์ เรามาเจาะลึกถึงจุดเกิดทุกข์ไล่เรียงไปถึงต้นทางการเกิดขึ้นของทุกข์ให้เห็นกันชัดๆ

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า..... 

"ทั้งในกาลก่อนและในบัดนี้ เราย่อมบัญญัติสอนแต่เรื่อง ทุกข์ และ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เท่านั้น" 

อริยสัจ 4 ธรรมที่อธิบายเรื่องทุกข์เกิดและทุกข์ดับฉบับย่อ

1. ทุกข์  คือ สภาวะที่ถูกบีบคั้น สภาวะที่ไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมได้( ผล )

2. สมุทัย คือ เหตุให้เกิดทุกข์หรือปัจจัยที่ทำให้ทุกข์เกิดคือ ตัณหาทั้ง 3 ( เหตุ )

...................  1 - 2  ทุกข์เกิด   ..................................................................

3. นิโรธ คือ ความดับไปแห่งทุกข์ ซึ่งเป็นผลของการเจริญมรรค ( ผล )

4. มรรค หนทางแห่งการดับไปแห่งทุกข์หรือธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ ( เหตุ )

...................  3 - 4   ทุกข์ดับ    ..................................................................

ทุกข์ ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆไม่มีที่มาไม่มีที่ไป(เหตุและผล) ทุกข์เป็นผลของเหตุคือ ตัณหา ซึ่งตัณหาทั้ง 3 คือ กามตัณหา ภวตัณหส วิภวตัณหา จะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเวทนาที่มีอวิชชาครอบงำ

มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการวิ่งไล่ดับความทุกข์ที่ปลายเหตุ พยายามปราบความโกรธ ความโลภ หรือความเครียด ความฟุ้งซ่าน ความกังวลต่างๆ แต่กลับไม่เคยสงสัยเลยว่า "อะไรคือสารตั้งต้นที่แท้จริงที่ผลิตกองทุกข์ขึ้นมาไม่จบไม่สิ้น?" 

หากเราไม่อาจมองเห็นกระบวนการทำงานของจิตตามความเป็นจริง (กฎธรรมชาติ) เราก็จะติดอยู่ในวงจรอุบาทว์ของการเป็น "ผู้รับกรรม" และ "ผู้เป็นทุกข์" อยู่เรื่อยไป บทความนี้จะตีแผ่รากเหง้าแห่งการเกิดทุกข์ และนำเสนอพิมพ์เขียวแห่งการดับทุกข์อย่างเจาะลึกถึงแก่นแท้ที่มาของทุกข์ 

 ตัวแปรแห่งการเกิดทุกข์ (สารตั้งต้นฝั่งมืดอวิชชา) 

ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ และไม่ได้เกิดจากสิ่งภายนอกหรือคนอื่นทำ แต่เกิดจาก "ห่วงโซ่แห่งสารตั้งต้น" ภายในจิตใจของเราทุกๆคนตามลำดับดังนี้: 

  [ อวิชชา (สารตั้งต้นทุกข์แบบข้ามภพข้ามชาติ) ]
                 ↓
  [ ผัสสะ + เวทนา (การกระทบ & อารมณ์) ]
                 ↓ (ขาดโยนิโสมนสิการ)
  [ นันทิราคะ => ตัณหา (กิเลสทั้งปวง) ]
                 ↓
  [ อุปาทาน => ภพ => ชาติ (ความมีตัวตน / ตัวกู) ]
                 ↓
       กองทุกข์ทั้งปวงเกิดขึ้น

อวิชชา:เมล็ดพันธุ์ทุกข์ฝังลึกข้ามภพข้ามชาติ(กิเลสละเอียด)
โปรแกรมอวิชชาติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิดของมนุษย์ทุกๆชีวิต : อวิชชา ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่มันคือ กิเลสละเอียดระดับรากเหง้า (อนุสัย) ที่ติดตัวมนุษย์ทุกๆคนมาตั้งแต่ปฏิสนธิแบบข้ามภพข้ามชาติ ซ้ำแล้วซ้ำอีกแบบไม่รู้จบสิ้น ไม่มีมนุษย์ปถุชนคนใดในโลกที่ลืมตาดูโลกแล้วหลีกเลี่ยงอวิชชาไปได้

ความหลงในสมมติ : อวิชชาทำหน้าที่สร้าง "ความไม่รู้ตามความเป็นจริง" บิดเบือนธรรมชาติให้จิตหลงเข้าใจผิดว่า มีตัวเราจริงๆ มีของเราจริงๆ (อัสสมิมานะ) เกิดการตั้งราคาและหลงติดในสมมติโลกที่ปรุงแต่งสิ่งต่างๆขึ้นมา 
 
กิเลสทั้งปวงเริ่มกระจาย : การแตกหน่อเมื่อเจอผัสสะ (กิเลสหยาบ)
- เมื่อรากแก้วอวิชชาเจอน้ำ(เปรียบเทียบ) : เมื่อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกับโลกอายตนะภายนอก (ผ่านผัสสะ) จะเกิดความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ (เวทนา)
- ตัณหาและนันทิทำงาน : หากขาดการมองเห็นตามความเป็นจริงด้วยวิชชาแล้ว  อวิชชาจะสั่งการให้อกุศลเจตสิกปรุงแต่งให้เกิด นันทิราคะ (ความเพลิดเพลินยินดี/ยินร้าย) กระโจนลงไปเสพเมื่อเกิดเวทนา เกิดเป็น ตัณหา (ความอยากได้ อยากเป็น หรืออยากผลักไส)
- จากกิเลสละเอียด(อวิชชา) จึงแตกตัวระเบิดออกเป็น กิเลสหยาบ คือ ความโลภ (อยากเอาเข้าตัว) ความโกรธ (เมื่อไม่ได้ดั่งใจ) และความหลงมัวเมา(โมหะ) 
 
กองทุกข์ทั้งปวง : ปลายทางของการมี "ตัวตน"(อัตตา)
 อวิชชา คือ ตัวสร้าง อัตตา(ตัวตน ตัวกู ) 
เมื่อตัณหาและกิเลสสืบต่อ จิต(อกุสลเจตสิก)จะสร้าง อุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) ล็อกเป้าว่า "เวทนานี้เป็นของฉัน" เกิด ชาติ คือความรู้สึกว่า "มีตัวฉันผู้รับกรรม/ผู้เป็นทุกข์"
ตราบใดที่ยังมี "ผู้เสพ" ย่อมมี "ผู้ทุกข์" กองทุกข์ทั้งปวง (ความบีบคั้น ความเศร้าโศก ความคับแค้นใจ) จึงถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบในปัจจุบันขณะ
 
ตัวแปรแห่งการดับทุกข์ (แก่นมรรค = วิชชา)

สติ มาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ก็คือ วิชชา(ปัญญา) 

เมื่อสลับสวิตส์สารตั้งต้นในกระแสปฏิจจสมุปบาท กระบวนการทั้งหมดจะพลิกกลับทันที การดับทุกข์ที่แท้จริงไม่ใช่การบังคับจิตไม่ให้มีความอยาก แต่คือการใส่หรือสร้าง "วิชชา" เข้าไปถอดถอนอวิชชาออกจากจิต 

  [ วิชชา / แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ]
                 ↓
  [ โยนิโสมนสิการในมโนผัสสะ ]
                 ↓
  [ การละนันทิในเวทนา (ตัดสายชนวนตัณหา) ]
                 ↓
  [ อุปาทานตกไป (ไม่มีตัวฉัน / อนัตตา) ]
                 ↓
       กองทุกข์ทั้งปวงดับสนิท (นิโรธเกิด) 

แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ก็คือ "วิชชา" 

แท้จริงแล้ว อริยมรรคมีองค์ 8 ทั้งหมด สามารถย่อรวบยอดลงมาเหลือ "สติ สมาธิ ปัญญา" ซึ่งเป็นองค์ธรรมพื้นฐานที่ทุกคนเข้าใจได้ง่าย และแก่นมรรคนี้เองก็คือ "วิชชา" ที่นำมาใช้เป็นเหตุปัจจัยในการทำลายอวิชชา! 

สติ (ตัวดักจับกิเลสในมโนผัสสะ): ตั้งมั่นระลึกรู้เท่าทันใน กาย เวทนา จิต ธรรม เมื่อเกิดมโนผัสสะกระทบ สติจะทำหน้าที่เป็นตัวระลึกรู้ ไม่ปล่อยให้จิตหลงละเมอไปตามอารมณ์ที่มากระทบ

สมาธิ (พลังทรงจิต): จิตตั้งมั่น สงบนิ่ง ไม่หวั่นไหว มีกำลังมากพอที่จะหยุดการกระโจนลงไปเสพอารมณ์

ปัญญา (วิชชา/เห็นตามจริง): ทำหน้าที่เป็นตัวหลักในการใช้ โยนิโสมนสิการ ปอกลอกสมมติ ตีแผ่ให้เห็นว่า สังขาร ขันธ์ 5 อายตนะ หรือแม้แต่จิต ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นเพียงธรรมะแต่ละธรรมที่ทำหน้าที่ตามธรรมชาติ (อนัตตา) เมื่อปัญญาทำงาน อวิชชาระดับรากเหง้าของกิเลสทั้งปวงก็ไม่มีที่เกาะอีกต่อไป 

การละนันทิในเวทนา : จุดตัดสายชนวนในปัจจุบันขณะ 

เมื่อเกิดผัสสะและมีเวทนา (สุข/ทุกข์/เฉยๆ) เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สติและสมาธิ จะทรงจิตไว้ ส่วน ปัญญา จะเห็นว่าเวทนาเป็นเพียงสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป จิตรับรู้ด้วยสติ เห็นด้วยปัญญา วางด้วยอุเบกขา(รู้ เห็น วาง)

จิตเกิดการ "ละนันทิ" (ไม่เพลิดเพลิน ไม่ยินดียินร้าย ไม่สืบต่ออารมณ์) ตัดวงจรไม่ให้เวทนาถักทอกลายเป็นตัณหาและกิเลสหยาบอื่นๆอีกต่อไป

ความดับลงแห่งกองทุกข์ (นิโรธ) 

เมื่อไม่มีตัณหาและนันทิ อุปาทาน ก็ไร้ที่เกาะ ชาติ (ความยึดถือว่ามีตัวฉัน) ตกไป

เมื่อไม่มี "ตัวฉัน"(อัตตา) ขึ้นมารองรับ ทุกข์ทางใจจึงไม่มีที่ตั้ง กองทุกข์ทั้งปวงดับสนิท จิตคืนสู่สภาวะความเป็นปกติ (ตถตา) ไม่บิดเบือนธรรมชาติอีกต่อไป 

 สรุปแก่นแท้ "ทุกข์เกิดและทุกข์ดับ" 

มิติ ฝั่งเกิดทุกข์ (สมุทยสัจจ์) ฝั่งดับทุกข์ (นิโรธ/มรรคสัจจ์)
สารตั้งต้น อวิชชา (กิเลสละเอียด/อนุสัยข้ามภพข้ามชาติ) วิชชา = แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)
กลไกในจิต ปรุงแต่งสมมติ => เกิดตัณหา และ นันทิราคะ โยนิโสมนสิการ => ละนันทิในเวทนา
ผลลัพธ์ เกิดอุปาทาน / มีตัวฉัน => เกิดกองทุกข์ ถอดถอนสมมติ / เห็นอนัตตา => ทุกข์ดับสนิท

"มนุษย์ส่วนใหญ่เสียเวลาทั้งชีวิตไปกับการไล่ดับความโกรธ ความโลภ และความทุกข์ที่ปลายเหตุ... โดยไม่เคยรู้เลยว่า ตราบใดที่ไม่ดับ 'อวิชชา' ด้วย 'สติ สมาธิ ปัญญา' (แก่นมรรค) เพื่อละนันทิในเวทนา... กิเลสและกองทุกข์ทั้งปวงก็พร้อมจะผลิต 'ตัวเรา' ขึ้นมารับบาปได้ทุกปัจจุบันขณะ" 

ที่มาของทุกข์ (ทางใจ) ของมนุษย์ทุกๆ คน 

ความทุกข์ทางกาย (เช่น ความเจ็บป่วย ความแก่ ความหิว) เป็นเรื่องของกฎธรรมชาติทางธาตุ 4 แต่ "ทุกข์ทางใจ" ของมนุษย์ทุกคน มีที่มาจากสิ่งเดียวคือ "ความบิดเบือนธรรมชาติของอวิชชา" ทำให้จิตรับรู้ข้อมูลแบบผิดๆ 

จิตไม่ยอมรับความจริง: เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) หรือความไม่สมปรารถนาขึ้นในโลก จิตที่มีความหลง(จิตที่มีอวิชชา)จะพยายามต้านกระแสธรรมชาติ

การยึดถือสมมติ: ทุกข์ทางใจไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ภายนอก แต่เกิดจากการที่จิตเข้าไปตั้งความหมาย (สมมติ) ว่าสิ่งนั้น "ดี-ชั่ว/ชอบ-ไม่ชอบ/เป็นของเรา-ไม่เป็นของเรา" แล้วยึดถือไว้ เมื่อสิ่งนั้นแปรปรวนไป จิตจึงถูกบีบคั้นและเกิดเป็นทุกข์ทางใจทันที 

เหตุปัจจัยหรือตัวแปรต้นเรื่องที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นในมนุษย์ 

หากมองเป็นสมการธรรมชาติ ตัวแปรต้นเรื่องที่กวักมือเรียกกองทุกข์ให้ทำงาน มี 2 ตัวแปรหลักที่ทำหน้าที่ส่งไม้ต่อกัน: 

1. ตัวแปรตั้งต้นและดั้งเดิม (อวิชชา): การมองไม่เห็นตามความเป็นจริงว่า สังขารและจิตนี้ไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา)

2. ตัวแปรปัจจุบันขณะ (ตัณหา & นันทิราคะ): เมื่อเกิดการกระทบทางอายตนะ (ผัสสะ) แล้วเกิดความรู้สึก (เวทนา) ตัวแปรนี้จะทำงานทันทีด้วยการ "ดื้อดึงและเพลิดเพลิน"

อยากให้สุขอยู่นานๆ (กามตัณหา/ภวตัณหา)

อยากให้ความทุกข์หายไปเร็วๆ (วิภวตัณหา)

เมื่อมีความอยากและผลักไส ตัวแปรทุกข์จึงระเบิดออกทันที 

รากเหง้า (ต้นเรื่อง) ที่มาของทุกข์ในมนุษย์ 

รากเหง้าที่แท้จริงลึกที่สุดของมนุษย์ทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น คือ "อวิชชา" (กิเลสละเอียดระดับอนุสัย) 

เมล็ดพันธุ์ข้ามภพข้ามชาติ: อวิชชาไม่ใช่สิ่งที่คุณเพิ่งสร้างขึ้นมาในชาตินี้ แต่มันคือ "โปรแกรมดั้งเดิม" ที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่ปฏิสนธิแบบข้ามภพข้ามชาติ เป็นรากแก้วที่หล่อเลี้ยงกิเลสทั้งปวงให้เจริญงอกงาม

การสร้าง "ตัวกู-ของกู": รากเหง้านี้เองที่คอยหลอกลวงจิตตลอดเวลาว่า "มีตัวฉันอยู่ในร่างกายนี้ มีตัวฉันเป็นผู้รู้สึก" ตราบใดที่ยังถอนรากเหง้าอวิชชานี้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ภพกี่ชาติ มนุษย์ก็ต้องพกรังแห่งทุกข์นี้ติดตัวไปเสมอทุกหนทุกข์แห่ง 

2 ) ทุกข์ดับลง

ทุกข์ในมนุษย์จะดับลงแบบลอยๆหรือไร้ซึ่งเหตุปัจจัยมัน(ไร้เหตุผล)เป็นไปไม่ได้ เพราะทุกข์ก็เป็นธรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่ง(ของอวิชชา) การที่ทุกข์จะดับลงได้ต้องมีเหตุปัจจัยแห่งการดับทุกข์มารองรับ

ตัวแปรหรือเหตุปัจจัย (ธรรม) ที่ใช้ในการดับทุกข์ 

เมื่อฝั่งเกิดทุกข์มีอวิชชาเป็นสารตั้งต้น ฝั่งดับทุกข์ก็มีตัวแปรฝั่งสว่างที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง นั่นคือ "วิชชา" หรือ "อริยมรรค"( อริยมรรคคือ วิชชา ) 

วิชชา (ความรู้แจ้งตามจริง): การส่องไฟสว่างเข้าไปปอกลอกสมมติ ทำให้จิตเห็นว่า “ธรรมทั้งหลายทำกิจของตนเองไปตามธรรมชาติของแต่ละธรรม ไม่มีใครเป็นเจ้าของ”

โยนิโสมนสิการ: การแยบคายในจิตเมื่อเกิดมโนผัสสะ ไม่ปล่อยให้จิตหลงไหลไปตามอารมณ์

การละนันทิ: การหยุดสืบต่ออารมณ์ในเวทนา ตัดสายชนวนไม่ให้กิเลสและตัณหาเติบโต 

แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ดับทุกข์ได้อย่างไร? 

เมื่อย่ออริยมรรคมีองค์ 8 ลงมาเหลือ "แก่นมรรค" ทั้ง ๓ ส่วนนี้จะทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว (สามัคคีธรรม) ในการดับทุกข์ปัจจุบันขณะ: 

 [ สติ ]   ──► ดักจับมโนผัสสะ รู้เท่าทันเวทนาทันที
   ↓
 [ สมาธิ ] ──► ทรงจิตให้ตั้งมั่น ไม่กระโจนลงไปเสพอารมณ์ (ละนันทิ)
   ↓
 [ ปัญญา ] ──► ตีแผ่สมมติ เห็นเป็นเพียงอนัตตา อวิชชาตกลงไป ──►  ทุกข์ดับสนิท 

 

1. สติ (ตัวรู้เท่าทัน): ทำหน้าที่เป็น "ยามเฝ้าประตู"(ทั้ง 6 ) เมื่ออารมณ์กระทบใจ สติจะระลึกรู้ทันทีว่ามีความรู้สึกเกิดขึ้น ไม่ปล่อยให้จิตเผลอละเมอ

2. สมาธิ (ตัวตั้งมั่น): ทำหน้าที่เป็น "กำลังตัดกระแส" ทำให้จิตนิ่ง มั่นคง พอที่จะหยุดความอยาก ละความเพลิดเพลิน (ละนันทิ) ในเวทนานั้น

3. ปัญญา (ตัวถอดถอน): ทำหน้าที่เป็น "ผ่าสมมติ" เห็นแจ้งว่าเวทนา สังขาร หรือตัวจิตเอง ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา (อนัตตา) เมื่อปัญญาเห็นแจ้ง ตัวตนตกไป ทุกข์จึงไม่มีที่ตั้ง! ( ทุกข์ดับ )

การสร้างเหตุปัจจัยดับทุกข์ (การสร้างแก่นมรรค) 

การสร้างแก่นมรรคไม่ใช่การนั่งหลับตาเพียงอย่างเดียว แต่คือ "การฝึกเจริญวิชชาในชีวิตประจำวัน": 

สร้างสติ : ฝึกระลึกรู้สภาวะตามจริงในมโนผัสสะวันละเล็กละน้อย รู้เท่าทันความคิด อารมณ์ โกรธ รู้ว่าโกรธ สุข รู้ว่าสุข โดยไม่เข้าไปเป็นผู้โกรธหรือผู้สุข

สร้างสมาธิ : ฝึกความตั้งมั่นของจิต อยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การหายใจ (อานาปานสติ) หรือการเสพรับอายตนะ โดยรักษาจิตให้อยู่ในภาวะปกติ (ปกติตามธรรมชาติ)

สร้างปัญญา (โยนิโสมนสิการ) : ฝึกพิจารณาแยบคายเน้นย้ำอยู่เสมอว่า "สิ่งนี้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมะทำกิจของมันเอง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา" 

ทั้ง วิชชา และ อวิชชา จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าขาดปัจจัยหนุนต่อไปนี้คือ ผัสสะ(สัมผัส)ซึ่ง ผัสสะคือ ธรรมที่เปิดโลก จิตเกิดดับ(รับรู้)ไปตาม ผัสสะ นี้คือปัจจัยของการเกิดขึ้นของธรรมทั้งปวง ผัสสะ เกิดขึ้นเมื่ออายตนะมากระทบกัน(สัมผัสกัน)และ ผัสสะเกิดขึ้นตลอดเวลาห้ามเกิดไม่ได้ตราบใดที่ขันธ์ 5 ยังไม่ดับลงอย่างสิ้นเชิง 

มีวิธีการอื่นๆ ดับทุกข์ในมนุษย์ได้หรือไม่? 

คำตอบทางสัจธรรมคือ "ไม่มีวิธีอื่นเลย!" 

การดับทุกข์ชั่วคราว (เบี่ยงเบนอารมณ์) : การไปเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง การออกกำลังกาย หรือการกินของอร่อย เป็นเพียง "การข่มทุกข์ หรือการย้ายที่ตั้งของอารมณ์" เพื่อให้จิตลืมชั่วคราว แต่มันไม่ได้ทำลายอวิชชา เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ทุกข์ก็กลับมาใหม่เหมือนเดิม

แก่นมรรคคือทางเดียว (เอกายนมรรค) : การดับทุกข์ทางใจอย่างถอดถอนรากโคน มีเพียงทางเดียวเท่านั้น คือการสร้างเหตุปัจจัยแห่ง "วิชชา/แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)" เพื่อไปปอกลอกสมมติและทำลายอวิชชาลงอย่างสิ้นเชิง ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า "ทางนี้เป็นทางสายเอก สายเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย" 

"มนุษย์อาจค้นพบหมื่นวิธีในการย้ายความทุกข์หรือข่มความทุกข์ไว้ชั่วคราว... แต่มีเพียงวิธีเดียวในจักรวาลที่จะถอนรากถอนโคนความทุกข์ทางใจได้ นั่นคือการสร้าง 'สติ สมาธิ ปัญญา' (แก่นมรรค) เข้าไปดับ 'อวิชชา' ในปัจจุบันขณะเท่านั้น"

 

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]  

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่...  

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...)) 

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
 

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 
 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]  

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))  

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))  

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))  

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))  

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..)) 

 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
  

 

 

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。 

 

Visitors: 11,154