Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

กระแสการเกิดทุกข์และการดับของทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท

การเกิดขึ้นของทุกข์ และ การดับลงของทุกข์ในกระแสปฏิจจสมุปบาท

ความหมายของ การเกิดทุกข์ และ การดับทุกข์ในที่นี้จะหมายถึง การเกิดทุกข์และดับทุกข์ในปัจจุบันขณะนี้และเวลานี้เท่านั้น ไม่ใช่รออนาคตหรือชาติหน้าแบบข้ามภพข้ามชาติ ต้องขณะเกิดและดับเดี๋ยวนี้เท่านั้น

กระแสปฏิจจสมุปบาทเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะนี้เดี๋ยวนี้และเกิดอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เกิดชาติหน้าหรือในอนาคต แต่คือ กระแสการหมุนวนอยู่ในปัจจุบันทุกขณะ เป็นกระแสการเกิดขึ้นของทุกข์ ณ ปัจจุบันในขณะนี้ของมนุษย์ทุกๆคน ในปฏิจจสมุปบาทจะมี 2 สภาวะ คือ ทุกข์เกิด หรือ ทุกข์ดับ เท่านั้น และจะมีเพียงสภาวะเดียวเท่านั้นที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะจิต ไม่ทุกข์เกิด ก็จะเป็นทุกข์ดับ และสภาวะนี้ก็คือ สภาวะที่จิตมีวิชชาหรือปัญญา(ทุกข์ดับ) หรือสภาวะที่จิตมีอวิชชา(ทุกข์เกิด)ซึ่งเป็นการแสดงรายละเอียดกลไกการเกิดขึ้นของทุกข์และการดับลงของทุกข์ในอริยสัจ 4 ซึ่งอริยสัจ 4 คือ บทสรุปของปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง

วงจรการเกิดทุกข์ในปัจจุบันขณะจิต(ในกระแสปฏิจจสมุปบาท)

อวิชชา=> สังขาร=> วิญญาณ=> นามรูป=> ฉฬายตนะ=> ผัสสะ

=> เวทนา=> ตัณหา=> อุปาทาน=> ภพ=> ชาติ=> ชรามรณะ..(ทุกข์)

อธิบายกลไกการเกิดทุกข์ในกระแสปฏิจจสมุปบาท(ด้านบน)

ปฏิจจสมุปบาทคือ กระแสการเกิดขึ้นของทุกข์ในปัจจุบันขณะ(อนุโลม)

   บุคคลทั่วๆไปแบบดิบๆ(ยังเข้าไม่ถึงธรรม)อวิชชายังครอบงำจิตอยู่อย่างเหนียวแน่นในขันธ์ 5 เราไปดูเริ่มตั้งแต่นามรูปกายเกิดพร้อม อายตนะภายในพร้อมหรือฉฬายตนะพร้อม(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พร้อมทำงาน)เมื่ออายตนะภายในไปกระทบ(ผัสสะ)กับอายตนะภายนอก(อารมณ์ 6)คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์(ความคิดต่างๆ ความจำต่างๆ)วิญญาณของจิต(การรับรู้ของจิต)จะเข้าไปรับรู้ในอารมณ์ 6 จึงเกิด ผัสสะ(อวิชชาผัสสะ) ขึ้นมาและติดตามมาด้วย เวทนา(ความรู้สึก สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์)อวิชชา(โมหเจตสิก)จะเข้าไปปรุงแต่ง นันทิราคะ ที่จุด เวทนาทันที นำไปสู่..ตัณหา(ทุกข์)ในอริยสัจ 4 นี่คือที่มาแห่งทุกข์จากตัณหา(สมุทัย)เกิดขึ้นตลอดเวลา ณ ปัจจุบันขณะจิตที่มีการเกิดขึ้นของ เวทนา( ผัสสะและเวทนาเกิดขึ้นตลอดเวลา)ถ้าท่านพบกับ ผัสสะแรงๆ เช่น ถูกตำหนิหรือถูกด่าอย่างรุนแรง สติหลุด(ภพและชาติของโทสะเกิด) ทุกขเวทนาเกิดทันที และเมื่อโทสะดับลง(ชรามรณะของโทสะเกิด)ทุกข์จึงดับลง กิเลส(ทุกข์)ก็ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา เกิดขึ้นเมื่อมี อวิชชาผัสสะ(สัมผัสที่ไม่มีปัญญา)เท่านั้น และมันเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งเท่านั้น เหตุปัจจัยดับลง ทุกข์มันก็ดับลงเช่นกัน จะเห็นได้ว่า การเกิดขึ้นของทุกข์(การเกิดขึ้นของกิเลส)มาจากความไม่รู้ในวิชชา(ปัญญา)หรือจิตที่ถูกอวิชชาครอบงำ จิตเลยโง่ไม่รู้ความจริงนั่นเอง กิเลสคือตัวการทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมาในจิตใจของมนุษย์ ตัณหาเป็นกิเลสอีกตัวหนึ่งในบรรดากิเลสทั้งหลายทั้งปวง ผัสสะและเวทนาไม่ได้ทำให้เกิดกิเลสตัณหา แต่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดกิเลสตัณหาเมื่อทั้งสองธรรมนี้ถูกอวิชชาครอบงำ ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดกิเลสตัณหาก็คือ นันทิราคะ(ซึ่งเป็นเชื้อ)และเหตุปัจจัยของ นันทิราคะ ก็คือ อวิชชา(โมหเจตสิก) ตามแผนผังด้านล่างนี้

อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง => นันทิราคะ ปรุงแต่ง => ตัณหา(ทุกข์)

นี่คือ เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้น โดยไล่เรียงจากผล(ทุกข์)ไปถึงต้นเหตุหรือต้นเรื่อง แต่เหตุที่ใกล้ทุกข์มากที่สุดก็คือ ตัณหา(สมุทัย) มนุษย์ทุกๆชีวิตที่เกิดมาบนโลกใบนี้ล้วนถูกอวิชชาครอบงำมาตั้งแต่แรกเกิด และจะเป็นไปแบบนี้ไปเรื่อยๆซ้ำแล้วซ้ำอีกแบบข้ามภพข้ามชาติ ตราบใดที่ยังไม่สามารถดับทุกข์ได้แบบสิ้นเชิงและถาวร(อย่างพระอรหันต์) ทุกข์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั้งความเครียด ความกังวล ความฟุ้งซ่าน ซึมเศร้า ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็คือกิเลสที่ครอบงำจิตใจของเรานั่นเอง การแก้ปัญหาเหล่านี้จะมาลงที่...การใช้ สติ สมาธิ ปัญญา...ในทุกขณะจิต สติ สมาธิ ปัญญา แบบปุถุชนทั่วๆไปไม่สามารถเอาชนะปัญหากิเลสเหล่านี้ได้ ถึงแม้บางครั้งสามารถแก้ไขได้ แต่แก้ไขได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น จะไม่เหมือนกรณี สติ สมาธิ ปัญญา ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีซึ่งมีพลังในการทำลายกิเลส(ทุกข์)ได้ดีกว่า ที่นี่..เน้นการดับกิเลส(ดับทุกข์)เช่น ความเครียด ความกังวล ความฟุ้งซ่าน ฯลฯ ในปัจจุบันขณะเท่านั้น เป็นรูปธรรมเห็นผลทันที ไม่ต้องรอชาติหน้าใดๆ ทุกข์(กิเลส)มันเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะนี้ ต้องทำการดับกิเลส(ดับทุกข์)ในปัจจุบันขณะนี้ทันที ซึ่งสามารถทำได้ พระพุทธเจ้าท่านเน้นสอนในเรื่องปัจจุบันขณะ ไม่จำกัดกาลเวลา(อกาลิโก)ทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา และที่สำคัญคือ ต้องพิสูจน์ได้ ไม่มโน ไม่เลื่อนลอย ไม่เพ้อเจ้อ เพียงท่านฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา อย่างถูกต้องจนถึงระดับแก่กล้าและกล้าแกร่ง ซึ่งวิธีการฝึกมีทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ สติฝึกจาก อานาปานสติ สมาธิมาตรงๆ ปัญญาฝึกจากสติปัฏฐาน 4 ถ้าท่านฝึกอย่างมีระเบียบและวินัยสูงเป็นพิเศษ ไม่เกิน 6 เดือน สติ สมาธิ ปัญญา ของท่านจะกล้าแกร่ง สามารถนำไปเจริญบนฐานจิต(ฐานกาย)ถึงจุดนั้น กิเลส(ทุกข์)จะหาท่านไม่พบ นี่คือ เรื่องจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ตลอดเวลา ปฏิบัติได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา 

อธิบายกลไกการดับทุกข์ในกระแสปฏิจจสมุปบาท

ปฏิจจสมุปบาทคือกระแสการดับไปของทุกข์ในปัจจุบันขณะ(ปฏิโลม)

การเกิดสภาวะทุกข์ดับ(วิชชาหรือปัญญาเกิด)ในกระแสปฏิจจสมุปบาท เกิดจากการเจริญมรรค(ในอริยสัจ 4 )เมื่อเกิดมรรคสมังคี(การรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวขององค์มรรค)ในปัจจุบันขณะจิต จะส่งผลให้อวิชชาดับลงทันที กระแสแห่งทุกข์ดับลงทั้งระบบ สายป่านปฏิจจสมุปบาทดับลงตรงเวทนา(สังสารวัฏฏ์ขาดตอน)วิชชา(ปัญญา)ไม่สามารถเกิดร่วมกับอวิชชาได้ ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งต้องดับลงทันที เหมือนกรณีความมืดกับความสว่าง เมื่อความสว่าง(วิชชา)เกิดขึ้น ความมืด(อวิชชา)ย่อมดับลง ฉันใดฉันนั้น สภาวะนี้เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะจิต ไม่ต้องรออนาคต ไม่ต้องรอชาติหน้า เดี๋ยวนี้และขณะนี้ทันที ทุกๆท่านสามารถพิสูจน์ความจริงนี้ได้ตลอดเวลา ท่านยังไม่ต้องเชื่อ ความจริงต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองเท่านั้น อย่าเพิ่งไปเชื่อสิ่งใดโดยไร้เหตุผล ถ้าท่านสังเกตให้ดีๆ ที่นี่..จะเน้นการเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)เป็นจุดหลักๆ และใช้เป็นที่อยู่หรือเรือนของจิต(วิหารธรรม) จะส่งผลทำให้ จิตปลอดภัยจากกิเลส(ทุกข์)น้อยใหญ่ทั้งปวง โดยเฉพาะรากเหง้าของกิเลสทั้งหลายทั้งปวงคือ อวิชชา ฐานกาย(อานาปานสติและกายคตาสติ)คือ สถานที่ที่ปลอดภัยมากที่สุดของจิต ปลอดภัยจาก...อวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน ทุกข์ทั้งปวง ท่านอย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่กล่าวมา จนกว่าจะพิสูจน์ด้วยตัวของท่านเองเท่านั้น

เทคนิคและวิธีการดับทุกข์(ดับกิเลส)ในกระแสปฏิจจสมุปบาท 

วงจรการดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจิต(ในกระแสปฏิจจสมุปบาท) 

วิชชาเกิด(อวิชชาดับ)=> อวิชชาดับใน(สังขาร=> วิญญาณ=> นามรูป=> ฉฬายตนะ=> ผัสสะ=> เวทนา ) => ตัณหาดับ=> อุปาทานดับ=> ภพดับ=> ชาติดับ=> ชรามรณะดับ..(ทุกข์ดับ) 

ให้ท่านเจริญสติ(อานาปานสติหรือกายคตาสติก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม) สมาธิ และปัญญา(แก่นมรรค)เกิดขึ้นพร้อมๆกันเป็น มรรคสมังคี(การรวมตัวกันขององค์มรรค)ในปัจจุบันขณะจิตอย่างต่อเนื่อง พึงระลึกรู้ตัวอยู่เสมอว่ากระแสปฏิจจสมุปบาทเกิดขึ้นตลอดเวลาในปัจจุบันขณะจิต ตราบใดที่ผัสสะและเวทนาเกิดขึ้น(ผัสสะและเวทนาเกิดอยู่ตลอดเวลา)ดังนั้น ถ้าเราเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิต อวิชชา(โมหเจตสิก)จะเข้าแทรกไม่ได้(อวิชชาดับลง)แก่นมรรคก็คือ วิชชา(ปัญญา)นั่นเอง เมื่อวิชชา(ปัญญา)เกิด อวิชชา(โมหเจตสิก)จะดับลง สองธรรมนี้ไม่สามารถเกิดร่วมกันได้ เมื่อวิชชา(ปัญญา)เกิดกลไกในปฏิจจสมุปบาทจะเปลี่ยนไปดังนี้......

เริ่มต้นจาก...ฉฬายตนะ(อายตนะภายในทำกิจบนวิชชา) 

วิชชาฉฬายตนะ(อายตนะภายในที่มีวิชชา) => วิชชาผัสสะ => วิชชาเวทนา 

วิชชาผัสสะ => วิชชาเวทนา => ตัณหาดับ(ทุกข์ดับ)

คำอธิบายเมื่อมีการเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา) อวิชชาฉฬายตนะ(เดิม)ดับลงและจะถูกแทนที่ด้วย...วิชชาฉฬายตนะ(อายตนะภายใน6ที่มีวิชชา) ผัสสะจะเป็น วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด) เวทนาจะเป็น วิชชาเวทนา(เวทนารู้)ทันที มาดูที่ฉฬายตะ(อายตนะภายใน)ตา หู จมูก ลิ้น กาย ส่วนนี้ไม่รับรู้อารมณ์(เพราะเป็นส่วนของรูปธรรมที่ไม่รับรู้ใดๆ) เรามาดูที่ส่วนของใจ(จิต)ซึ่งเป็นส่วนที่รับรู้(วิญญาณ)ทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย..แล้วมาประมวลผลการรับรู้ที่ใจ(มโนวิญญาณ)เมื่อมีการเจริญสติในปัจจุบันขณะ สติจะดึงจิต(วิญญาณ)มาที่ฐานกาย(ลมหายใจหรืออิริยาบทต่างๆ)ซึ่งจะส่งผลให้ผัสสะเปลี่ยนไปตามการรับรู้(วิญญาณ)มาที่อายตนะภายใน(ฐานกาย)ทันที ส่งผลให้เวทนาเปลี่ยนไปตามผัสสะด้วย เป็นเวทนารู้(อุเบกขาเวทนา/เวทนาเย็น)แต่ถ้ากระแสปฏิจจสมุปบาทเดิมที่เป็นไปตามปกติที่มีอวิชชาทำกิจ ผัสสะจะเป็น อวิชชาผัสสะ(สัมผัสโง่ๆ) เวทนาก็จะเป็น อวิชชาเวทนา(เวทนาโง่ๆ)ซึ่งจะนำไปสู่ ตัณหา(ทุกข์)นี่คือ วิธีตัดกระแสกิเลส(กระแสทุกข์)ในปฏิจจสมุปบาทด้วยแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในปัจจุบันขณะจิต แก่นมรรคจะเปลี่ยนแปลงกลไกและโครงสร้างในปฏิจจสมุปบาททันที กิเลสไม่เกิด(ทุกข์ไม่เกิด)เพราะขาดเหตุปัจจัยคือ...อวิชชา(โมหเจตสิก) นันทิราคะ ตัณหาจึงดับลง(ทุกข์ดับ)เป็นการตัดตอนกิเลส(ทุกข์)ด้วยเทคนิคการเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต นี่คือ อานุภาพของการเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิต การดับทุกข์(ดับกิเลส)เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะทันที ไม่ต้องรออนาคต ไม่ต้องรอชาติหน้า เดี๋ยวนี้ขณะนี้ทันที พระพุทธเจ้าจะเน้นเรื่องปัจจุบันขณะจิต อดีตมันดับไปแล้ว ส่วนอนาคตยังมาไม่ถึง ดังนั้น จึงทำปัจจุบันขณะตรงนี้และเดี๋ยวนี้เท่านั้นคือสิ่งที่ถูกต้องตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์

การตัดวงจรปฏิจจสมุปบาทในปัจจุบันขณะตรงช่วงผัสสะและเวทนาตามแนวทางของพระพุทธเจ้า 

การตัดวงจร ปฏิจจสมุปบาทในปัจจุบันขณะ ตรงช่วง ผัสสะ และ เวทนา คือจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในการเจริญสติปัฏฐานเพื่อวิมุตติ เพราะเป็นจุดหักเหเดียวที่ตัดสินว่า จิตจะหมุนไปตาม สายสมุทัย (สายเกิดทุกข์) หรือจะหมุนไปสู่ สายนิโรธ (สายดับทุกข์) 

พระพุทธองค์ทรงชี้จุดตัดนี้ไว้อย่างคมชัดในหลายพระสูตร (เช่น ผัสสะมูละสูตร และ ฉฉักกสูตร) ซึ่งเมื่อถอดออกมาเป็นกลไกการปฏิบัติจริงในสภาวะปรมัตถ์ จะมีลำดับและสภาวะดังนี้:

1. โครงสร้างวงจรช่วงเกิดทุกข์ (สายสมุทัย) 

ในวิถีจิตของปุถุชน วงจรจะวิ่งผ่านจุดนี้ไปอย่างรวดเร็วมากจนมองไม่ทัน: 

ฉฬายตนะ => ผัสสะ => เวทนา =>[อวิชชา/นันทิ] => ตัณหา => อุปาทาน => ภพ...........( กองทุกข์ทั้งปวง )

1. ผัสสะ: อายตนะภายใน (เช่น ตา/กาย/ใจ) + อายตนะภายนอก (รูป/สัมผัส/ธรรมารมณ์) + วิญญาณ ประจวบกัน

2. เวทนา: สุขเวทนา, ทุกขเวทนา, หรือ อทุกขมสุขเวทนา (อุเบกขา) เกิดขึ้นทันทีเป็นวิบากแท้ๆ ตามธรรมชาติ

3. จุดรั่วไหลสู่ตัณหา: เมื่อจิต ขาดสติและปัญญา อวิชชาที่นอนเนื่องอยู่จะส่งผลให้เกิด นันทิ (ความเพลิน) ในสุขเวทนา 
เกิด ปฏิฆะ (ความขัดเคือง) ในทุกขเวทนา 
หรือเกิด อวิชชา ในอุเบกขาเวทนา => ดึงจิตไปสู่ ตัณหา (ความทะยานอยาก/อยากให้คงอยู่หรืออยากให้หายไป) ทันที

2. กลไกการตัดวงจรตรงจุดต่อ (สายนิโรธ) 

การตัดวงจรไม่ได้หมายถึงการไปหยุดไม่ให้ผัสสะหรือเวทนาเกิดขึ้น (เพราะตราบใดที่ยังมีชีวิต ร่างกายและอายตนะยังทำหน้าที่อยู่) แต่คือ การไม่ปล่อยให้อวิชชาใน "เวทนา" ปรุงแต่งสืบต่อกลายเป็น "ตัณหา" 

ผัสสะ => เวทนา +[สติ-สมาธิ-ปัญญา ] => ตัณหาดับ => อุปาทานดับ => นิโรธเกิด(ทุกข์ดับ)
 

กระบวนการตัดวงจรในปัจจุบันขณะทำได้ด้วย ธรรมะ 3 ประการ 

ที่ฐานกาย/มโนทวาร: 

ก. การตั้ง"สติ"หยุดกระแสอวิชชาและนันทิที่ผัสสะ (สักว่ารู้ สักว่าเห็น) 

เมื่อกระทบผัสสะ สติที่ตั้งมั่นอยู่ที่ฐานกาย/จิต จะทำหน้าที่เป็น "นายประตู" กำหนดรู้เท่าทันทันทีที่ผัสสะเกิด ไม่เปิดโอกาสให้จิตแล่นออกไปปรุงแต่งอารมณ์ภายนอก ดังพระพุทธพจน์ที่ทรงสอนพระพาหิยะว่า: 

"เมื่อเห็น จักเป็นสักว่าเห็น, เมื่อฟัง จักเป็นสักว่าฟัง, เมื่อรู้แจ้ง จักเป็นสักว่ารู้แจ้ง..." 

ข. การถอดถอน "นันทิ" ในเวทนาด้วย "สมาธิและปัญญา" 

เมื่อเวทนาปรากฏขึ้น (ไม่ว่าจะสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ):

ในสุขเวทนา: ไม่เข้าไปเพลิดเพลิน (ละนันทิ) เห็นว่าเป็นเพียงสภาพที่ทนอยู่ได้ยาก ไม่เที่ยง

ในทุกขเวทนา: ไม่เกิดความขัดเคืองใจ (ละปฏิฆะ) เห็นว่าเป็นเพียงสภาวะธรรมตามเหตุปัจจัย

ในอุเบกขาเวทนา: ไม่ปล่อยให้จิตหลงลืมสติ (ละอวิชชา) 

ค. การแทงตลอดด้วย "โยนิโสมนสิการในตถตา" (ปัญญา) 

จิตเข้าถึงปัญญาที่เห็นแจ้งว่า ทั้งผัสสะและเวทนาที่กำลังปรากฏอยู่นี้:

อนิจจัง: เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป(มันเป็นเช่นนั้นของมัน : ตถตา)

อนัตตา: ทำกิจของตนเองตามเหตุปัจจัย ไม่มี "เรา" เป็นผู้รับเวทนา และเวทนานั้นก็ไม่ใช่ตัวเรา

ตถตา: มันเป็นเช่นนั้นเองตามธรรมชาติของมัน

3. สภาวะจิตเมื่อวงจรถูกตัดในปัจจุบันขณะ 

เมื่อสามารถตัดวงจรตรงจุด เวทนา => ตัณหา ได้ในผัสสะนั้นๆ:

ขันธ์ 5 ยังคงทำหน้าที่: ตาเห็นรูป กายรับสัมผัส สุข/ทุกขเวทนาทางกายยังคงปรากฏตามวิบากเดิม

แต่ไม่มีผู้เสพ/ผู้ยึด: มโนเวทนาฝ่ายกิเลส (อภิชฌาและโทมนัส) ไม่เกิดขึ้น

อุปาทานดับ: ความยึดมั่นถือมั่นใน "ตัวตน" หรือความรู้สึกว่า "ฉันกำลังทุกข์ / ฉันกำลังสุข" พังทลายลง

จิตเป็นวิสุทธิ: สภาวะจิตในขณะนั้นคือ ความสงบเย็น (นิพพานในปัจจุบันขณะ) เพราะกระแสภพชาติและตัณหาถูกตัดขาดลงตรงหน้าทันที

 

สรุปกลไกในปฏิจจสมุปบาทสอนสิ่งใดให้กับเรา

1 ) เห็นกลไกการเกิดขึ้นของทุกข์(ที่มีอวิชชาเป็นสารตั้งต้น)

2 ) เห็นกลไกการดับไปของทุกข์(ที่มีวิชชาเป็นสารตั้งต้น)

3 ) เห็นอริยสัจ 4 ในปฏิจจสมุปบาท(ทุกข์เกิด และ ทุกข์ดับ)

จงสร้างมรรคสมังคีให้เกิด(สร้างแก่นมรรค)

แล้วทุกอย่างจะลงตัวของมันเอง(ทุกข์ดับ)

สิ่งที่อยากจะแนะนำท่านผู้อ่านทุกๆท่าน

แนะนำให้ท่านศึกษาหัวข้อต่างๆทั้งในเมนูหลัก(ด้านบน)และเมนูย่อย(ด้านข้าง)ค่อยๆศึกษาไปเรื่อยๆ แล้วท่านจะเห็นช่องทางในการดับทุกข์(ดับกิเลส)ในปัจจุบันขณะอย่างชัดเจน อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่ท่านเห็น แต่ท้าให้ท่านพิสูจน์ด้วยตัวเองเท่านั้น..... 

การดับทุกข์ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าเข้าใจหลักการและวิธีการแบบตรงๆ

ไม่งง ไม่เดินอ้อมโลก ไม่พายเรือวนอยู่ในอ่างแบบหาฝั่งไม่เจอ

 

 

(( ที่ตั้งของจิตที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ ))

(( วิธีฝึกแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา )) 

(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...)) 

(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... )) 

(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ )) 

(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ ))  

(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))  

(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))  

(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค )) 

(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
 

(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา )) 

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]  

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]  

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]    

((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))   

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...)) 

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))  

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ] 
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]  

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย )) 

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....)) 

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))   

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))  

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))   

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 

 

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。 

Visitors: 19,670