นันทิความเพลิดเพลินความหมกมุ่น

นันทิ : เชื้อของตัณหา
ศาสตร์และศิลปะแห่งการ "ละนันทิในเวทนา"
ถอดรหัส "นันทิ" : ตัดวงจรความเพลิน ดับต้นตอแห่งความทุกข์
"เมื่อนันทิไม่มี ตัณหาก็ไม่มี เมื่อตัณหาไม่มี ความทุกข์ทั้งปวงก็ดับสิ้น"
1. นันทิและความหมายของนันทิ
"นันทิ" (Nandi) หมายถึง ความเพลิน ความยินดีลุ่มหลง หรือความติดใจใจในอารมณ์ ความหมกมุ่น ในทางปฏิบัติ นันทิคืออาการที่จิตเข้าไป "เกาะ" หรือ "แช่อิ่ม" อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยความเพลินโดยที่เราไม่รู้ตัว เป็นสภาวะธรรมธรรมชาติที่มีกำลังเบาบางในตอนแรก แต่พร้อมที่จะขยายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อขาดสติ ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับ อุจธัจจะ( ฟุ้งซ่าน )
2. นันทิมีความสำคัญอย่างไรต่อการเกิด ตัณหาตามหลักปฏิจจสมุปบาท นันทิคือ "เชื้อไฟ" ที่ทำให้เกิดตัณหา (ความทะยานอยาก)
เมื่อมีการกระทบ (ผัสสะ) และเกิดความรู้สึก (เวทนา) จิตจะยังไม่ทุกข์ทันที
แต่เมื่อจิตเริ่มเกิด "นันทิ" (ความเพลินใจ/ยินดียินร้าย) ในเวทนานั้น อาการเพลินจะพัฒนาไปเป็น "นันทิราคะ" (ความกำหนัดด้วยความเพลิน) ซึ่งก็คือ "ตัณหา" นั่นเอง
ดังนั้น นันทิจึงเป็นสะพานเชื่อมสำคัญไปสู่ตัณหา(ทุกข์) หากเราไม่ดับนันทิ ตัณหาจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และลากจิตไปสู่ความปรุงแต่ง (สังขาร)ตัณหา และความทุกข์ในที่สุด
นันทิไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่สอดแทรกและทำงานร่วมกับ ขันธ์ 5 ตลอดเวลา:
1. รูป (กาย/สิ่งกระทบ): เพลินไปกับรูปลักษณ์ ความสบายทางกาย หรือความหลงใหลในวัตถุ หมกมุ่นในความสวยความงามของกาย
2. เวทนา (ความรู้สึก): เพลินติดใจในความรู้สึกสุข (อยากให้อยู่ตลอดไป) หรือเพลินจมแช่ในความรู้สึกทุกข์ (ผลักไสด้วยความขุ่นมัว)
3. สัญญา (ความจำได้หมายรู้): เพลินคิดถึงความทรงจำในอดีต เรื่องราวเก่าๆ ที่เคยประทับใจหรือเจ็บปวด
4. สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง): เพลินไปกับการฟุ้งซ่าน ปรุงแต่งเนื้อหา วางแผน หรือคิดจินตนาการไปเองหรือฝันลมๆแล้งๆ
5. วิญญาณ (การรับรู้): เพลินไปกับการรับรู้สภาวะต่างๆ ในขันธ์ 5 ดึงดันที่จะรู้และยึดครอง
นันทิจะเข้าไปทำกิจ (บิดเบือนธรรมชาติ) ผ่านช่องทางการรับรู้ทั้ง 6 ทาง:
ตา + รูป: เพลินในการดู ภาพที่สวยงาม ภาพที่ดึงดูดใจ( เพลิดเพลินกับรูป )
หู + เสียง: เพลินในการฟัง เสียงเพราะๆ หรือเสียงที่ถูกใจ
จมูก + กลิ่น: เพลินในกลิ่นหอม กลิ่นที่พึงใจ
ลิ้น + รส: เพลินในการลิ้มรสอาหาร รสชาติที่อร่อย
กาย + โผฏฐัพพะ: เพลินในสัมผัสทางกาย ความนุ่มนวล ความสบาย
ใจ + ธรรมารมณ์: เพลินในความคิด อารมณ์ที่เกิดขึนภายในใจ (มโนผัสสะ) โรคเครียด โรคซึมเศร้าเกิดที่จุดนี้
หากพิจารณาตามสภาวะธรรมและกลไกของธรรมชาติ (โดยเฉพาะในวงจรปฏิจจสมุปบาท) นันทิ (ความเพลิน/ความยินดีลุ่มหลง/ความหมกมุ่น) จะเกิดขึ้นที่ "รอยต่อระหว่าง เวทนา (ความรู้สึก) กับ ตัณหา (ความทะยานอยาก)"
เราสามารถอธิบายจุดเกิดของนันทิออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับกลไกของจิต และ ระดับสภาวะที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน ดังนี้
ในกระบวนการทำงานของจิตที่เกิดขึ้นเร็วมาก นันทิจะสอดแทรกเข้ามาในจุดนี้:
จุดปะทุ: หลังจากตา หู หรือใจ มีการกระทบอารมณ์ (ผัสสะ) แล้วเกิดความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ (เวทนา) ขึ้นมา... ณ วินาทีนั้นเองคือจุดที่นันทิเกิดขึ้น ( นันทิ มาจาก อกุศลเจตสิกปรุงแต่งจิต )
ทำหน้าที่เป็นสะพาน: จิตจะขยับเข้าไป "กระเพื่อม" หรือ "แช่อิ่ม" ยินดียินร้ายในความรู้สึกนั้นทันที อาการที่จิตเข้าไปเพลินแช่อยู่ตรงนั้นแหละครับคือ นันทิ ซึ่งถ้าเราละไม่ทัน นันทิจะแปรสภาพเป็น ตัณหา (ความดิ้นรนทะยานอยาก) ทันที
ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ สำหรับคนทั่วไป นันทิเกิดขึ้นที่ "ความรู้สึกนึกคิดและอาการของจิต" ใน 3 ลักษณะหลักๆ :
เกิดที่ "มโนผัสสะ" (ทางใจ): เกิดขึ้นที่ความคิดแวบแรก เมื่อมีความคิดหรืออารมณ์ผุดขึ้นมาในใจ แล้วจิตวิ่งเข้าไป "คลุก" ไปสนุกกับการคิดต่อ วิ่งตามเรื่องราวที่ปรุงแต่งด้วยความเพลิน
เกิดที่ "ความติดใจในความสุข" (สุขเวทนา): เกิดขึ้นที่ความรู้สึกสบาย ทั้งทางกายและทางใจ เช่น สบายใจจังเลย อร่อยจังเลย แล้วใจมันอยากแช่อยู่ในอารมณ์นั้นนานๆ ไม่ยอมอ้าปากรับความจริงข้ออื่น
เกิดที่ "ความจมแช่หรือการหมกมุ่นในความทุกข์" (ทุกข์เวทนา): หลายคนเข้าใจผิดว่านันทิเกิดเฉพาะตอนมีความสุข แต่จริงๆ แล้วเวลาเราโกรธ เศร้า หรือหงุดหงิด แล้วใจเราเข้าไป "จมแช่" หมกมุ่น คิดวนเวียนอยู่กับความทุกข์นั้นไม่ยอมปล่อย อาการเพลินจมแช่ในความทุกข์นั้นก็คือ นันทิ(เพลินในทุกข์ หมกมุ่นในทุกข์) เช่นเดียวกัน (เรียกว่าเพลินด้วยความขุ่นมัว)
การจะดับนันทิได้ ไม่ใช่การบังคับหรือสะกดจิต แต่คือการใช้ "แก่นมรรค" ทำหน้าที่ร่วมกันอย่างสมดุล:
เจริญสติ (รู้เท่าทัน): ทันทีที่จิตแวบไปเกาะอารมณ์ สติต้องระลึกรู้ได้ไว คล้ายกับการเห็นควันไฟก่อนที่ไฟจะลุกโชน
เจริญสมาธิ (ตั้งมั่น/เป็นกลาง): เมื่อรู้แล้ว จิตตั้งมั่นอยู่กับฐาน (เช่น ลมหายใจ หรือความรู้สึกตัว) ไม่กระโจนตามความเพลินนั้นไป มีใจที่นิ่งและปกติ
เจริญปัญญา (เห็นแจ้งอนัตตา): เห็นตามจริงว่า นันทิ ความเพลิน หรือแม้กระทั่งตัวจิตเอง ก็เป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตนเอง" เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่ใช่ตัวตนของเรา จึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปเพลินหรือยึดมั่น ใช้หลัก...รู้ เห็น วาง...มันทิ้งไป(ขยะทางความเพลิน)
เมื่อแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ทำงานร่วมกันจนสามารถ "ละนันทิ" ได้ทันท่วงที ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ:
จิตคืนสู่ความปกติ (ปกติธรรมชาติ): จิตจะไม่ถูกลากไปปรุงแต่งเป็นสังขารที่ยืดเยื้อ ใจจะเบา โปร่ง และสงบเย็น
สลัดถอนความหลงผิด: จิตจะเห็นแจ้งว่าไม่มี "ผู้ทุกข์" มีแต่สภาวะธรรมที่เกิดดับตามเหตุปัจจัย
เข้าถึงความไม่สำคัญมั่นหมาย: อัตตาตัวตนจะค่อยๆ ถูกถอดถอนออกไป เพราะไม่มีนันทิไปคอยป้อนเชื้อไฟให้ความยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไป
กระบวนการถอดถอนความหลงผิด: จากสภาวะโลก สู่การดับ "นันทิ" ที่ต้นตอ
"ทุกธรรมทำหน้าที่ของตนเอง จิตก็เป็นธรรมอีกธรรมหนึ่ง... เมื่อไม่สำคัญมั่นหมาย ย่อมไม่เพลิน (ละนันทิ) ในสิ่งทั้งปวง"
การตีแผ่สมมติ เพื่อเห็นตามความเป็นจริง
(เชื่อมโยง: สมมติคือเหยื่อล่อลวงให้จิตเกิด "นันทิ")นันทิก็เหมือนเชื้อก่อโรค ไปเป็นโรคตัณหา
ในชีวิตประจำวัน เราต้องอยู่กับโลกของ "สมมติ" ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ ตำแหน่ง หน้าที่การงาน หรือคำชื่นชมยินดี พระพุทธเจ้าทรงสอนวิชชาเพื่อให้เรา "ตีแผ่สมมติ" แยกแยะมันออกจากความจริงแท้ (ปรมัตถ์)
กลไกของสมมติ: สมมติไม่ใช่สิ่งผิด และเราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธมัน แต่สมมติคือ "เหยื่อล่อ" ชั้นดีที่ทำให้จิตเกิด นันทิ (ความเพลิน) เมื่อเราได้ยินคำชม จิตจะเพลินไปกับสมมติว่า "เราเก่ง" เมื่อได้ทรัพย์สิน จิตจะเพลินไปกับสมมติว่า "ของเรา" เราเก่ง เราดี ฯลฯ
การเชื่อมโยงสู่การละนันทิ: เมื่อเรารู้เท่าทันด้วยปัญญาว่า ทุกอย่างเป็นเพียงสิ่งสมมติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป จิตจะเริ่มคลายความยึดมั่น อาการที่ใจจะวิ่งไป "เพลิน" หรือ "แช่อิ่ม" (นันทิ) ในสมมติเหล่านั้นจะลดน้อยลง จนเห็นความจริงว่าไม่มีสิ่งใดน่าเอาชนะหรือยึดครอง
โยนิโสมนสิการในมโนผัสสะ(เชื่อมโยง: การสกัดกั้น "นันทิ" ไม่ให้บิดเบือนธรรมชาติ)
เมื่อมีสิ่งกระทบเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือแม้กระทั่งความคิดที่แวบขึ้นมาในใจ (มโนผัสสะ) ธรรมชาติของธรรมทั้งหลายเขาจะทำกิจของเขาเองอย่างตรงไปตรงมา เช่น ความคิดเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป จิตทำหน้าที่รู้แล้วก็ดับไป
ปัญหาเมื่อขาดโยนิโสมนสิการ( การพิจารณาโดยแยบคายละเอียดรอบด้าน ): หากเราไม่มีสติมนสิการอย่างแยบคาย ทันทีที่มโนผัสสะเกิดขึ้น จิตจะกระโจนเข้าไปเกิด นันทิ (ความเพลิน/ยินดียินร้าย) ในความคิดนั้นทันที นันทิจะทำหน้าที่บิดเบือนธรรมชาติ เปลี่ยนจากความจำหรือความคิดธรรมดาๆ ให้กลายเป็นเรื่องราวปรุงแต่ง (สังขาร) ที่ยืดเยื้อเผาลนใจ
การเชื่อมโยงสู่การละนันทิ: การเจริญโยนิโสมนสิการในมโนผัสสะ คือการเฝ้าสังเกตด้วยความแยบคายในเสี้ยววินาทีที่จิตกระทบอารมณ์ เพื่อให้เห็นว่า จิตก็เป็นเพียงธรรมอีกธรรมหนึ่ง ไม่ใช่เรา เมื่อเห็นเช่นนี้ สติจะตัดวงจรไม่ให้เกิดนันทิในเวทนาที่ตามมา เป็นการดับเชื้อไฟแห่งการปรุงแต่งตั้งแต่ต้นทาง( โยนิโสมนสิการ ทำให้เกิดปัญญาเหมือนการคิด วิเคราะห์ แยกแยะธรรม )
ความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง และการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด
(เชื่อมโยง: ผลลัพธ์สูงสุดของการละนันทิ คือการทลายอัตตา)
แนวทางการปฏิบัติหลักที่เป็นประดุจเข็มทิศคือ "ความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง" ไม่สำคัญมั่นหมายว่าตัวเราเก่ง ตัวเราดี หรือตัวเราเป็นผู้บรรลุธรรม เพราะความสำคัญมั่นหมายคือยอดภูเขาน้ำแข็งของ "อัตตาตัวตน" นันทินำไปสู่ มิจฉาทิฏฐิได้ง่ายๆ
ความสำคัญมั่นหมายเกิดจากนันทิที่สะสม: การที่เรายังรู้สึกว่ามี "ตัวเรา" อยู่หนาแน่น เป็นเพราะเราปล่อยให้จิตเกิด นันทิ ในขันธ์ 5 อยู่เรื่อยๆ (เพลินในกาย เพลินในสุขเวทนา เพลินในความคิดของตนเอง) จนจิตหลงผิด(จิตที่ถูกอวิชชาครอบงำ)คิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นตัวตนจริงๆ
การเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด: ตราบใดที่กายนี้ยังไม่ดับขันธ์ หน้าที่ของผู้ปฏิบัติคือการใช้สติ สมาธิ ปัญญา สังเกตและ "ละนันทิ" ในทุกๆ อารมณ์ที่เข้ามากระทบอย่างต่อเนื่อง เมื่อไม่มีนันทิ ย่อมไม่มีตัณหา เมื่อไม่มีตัณหา ความสำคัญมั่นหมายว่ามี "ตัวเรา" ก็จะถูกถอดถอนออกไปโดยธรรมชาติ เหลือเพียงสภาวะธรรมที่ทำงานตามเหตุปัจจัยอย่างบริสุทธิ์ ขอให้รู้ไว้ว่า ทุกๆสรรพสิ่งมันเป็น อนัตตา ทั้งหมดทั้งสิ้น
อนัตตา = ไม่ใช่ตัวตน บังคับควบคุมไม่ได้
บทสรุปเกี่ยวกับ นันทิ
1. กับดักของ "นันทิในธรรม" (ความเพลินในสภาวะดี)
นี่คือจุดที่นักปฏิบัติหลงทางกันมากที่สุด คือการเกิดนันทิในอารมณ์ฝ่ายกุศล หรือที่เรียกว่า "เพลินในสภาวะธรรม" ใน รูปฌาณ และ อรูปฌาณ( รูปราคะ และ อรูปราคะ ) เพลิดเพลินหลงอยู่อยู่ในความสงบ และความว่าง
สภาวะที่เกิดขึ้น: เวลาปฏิบัติแล้วจิตเริ่มสงบ เบา โปร่ง โล่ง สว่าง หรือมีความสุขอย่างล้ำลึก จิตจะเข้าไปเกิด "นันทิ" คือเข้าไปแช่อิ่ม ยินดี และพยายามจะรักษาอาการเหล่านั้นไว้ให้อยู่กับเรานานๆ หลงดีใจคิดว่าตนเองบรรลุธรรมแล้ว( จุดอันตราย )
สิ่งที่ต้องอธิบายเพิ่ม: ต้องชี้ให้เห็นว่า แม้จะเป็นอารมณ์ที่ดี ความสงบ หรือความสว่าง แต่ตราบใดที่จิตยังเกิดนันทิ (ความเพลินยึดครอง) ในสภาวะนั้น มันก็ยังเป็น "สังขารปรุงแต่ง" และเป็นธรรมที่มีเกิดมีดับ หน้าที่ของเราคือต้อง "ละนันทิแม้ในความสงบนั้น" เพื่อคืนสู่ความปกติธรรมดา ไม่ใช่ไปติดอยู่ในอู่ข้าวอู่น้ำของความสงบ ความว่าง แบบถอนตัวไม่ขึ้น
2. นันทิ คือ "ยางเหนียว" ที่เชื่อมจิตไว้กับภพ
เพื่อให้ผู้ใช้วิชชา(ปัญญา)เห็นภาพความน่ากลัวของนันทิ เราสามารถใช้คำอุปมาอุปไมยที่เห็นภาพชัดตามแนวทางพุทธพจน์
คำอธิบายสภาวะ: นันทิเปรียบเสมือน "ยางเหนียว" หรือกาวชั้นดี ทันทีที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง หรือใจคิด แล้วเกิดความรู้สึก (เวทนา) หากไม่มีนันทิ จิตกับอารมณ์นั้นจะแยกกันเด็ดขาดเหมือนน้ำบนใบบัว แต่พอมีนันทิเกิดขึ้น มันจะทำหน้าที่เหมือนกาวที่ดึงเอาสภาวะธรรมนั้นๆ มาเชื่อมติดกับจิตทันที( จิตรับรู้ความเพลิน ) จนจิตหลงผิดคิดว่าอารมณ์นั้นคือ "เรา" หรือ "ของเรา"
คีย์สำคัญ: การละนันทิ จึงไม่ใช่การไปทำลายอารมณ์ภายนอก (ไม่ต้องไปดับรูป เสียง กลิ่น รส) แต่คือการ "ล้างยางเหนียว" ออกจากใจ เพื่อให้อารมณ์ส่วนอารมณ์ จิตส่วนจิต ทุกธรรมทำหน้าที่ของตนเองอย่างเป็นอิสระ ตีแผ่และแยกธรรมให้ชัดเจนจนไม่เข้าไปยึดใน นันทิ
หมายเหตุ : นันทิ คือ เปรียบเสมือนยาพิษหรือเชื้อโรค นำโทษ นำทุกข์ นำภัย นำปัญหามาให้กับท่านโดยตรง
3. ความต่างระหว่าง "ละนันทิ" กับ "การกดข่มอารมณ์"
ผู้ปฏิบัติใหม่มักเข้าใจผิดว่า การละนันทิคือการห้ามคิด ห้ามรู้สึก หรือการบังคับจิตให้นิ่งเป็นหิน จริงๆไม่ใช่ แต่คือ การกำหนดรู้เหมือนทุกข์
ข้อผิดพลาด (บิดเบือนธรรมชาติ): การพยายามกดข่มอารมณ์ ปฏิเสธความจริง หรือโกรธตัวเองเวลามีความโลภความโกรธแทรกเข้ามา นั่นไม่ใช่การละนันทิ แต่เป็นการเพิ่ม "โทสะ/ความขุ่นมัว" เข้าไปปรุงแต่งต่อ( เพิ่มการปรุงแต่ง )
ความจริงในทางปฏิบัติ: การละนันทิคือ "การเห็นแล้วปล่อย" รู้ ปล่อย วาง จิตคิด...รู้ว่าคิดแล้วกลับมาที่ฐาน (สติ/ลมหายใจ) โดยไม่มีความยินดียินร้าย ไม่ต้องไปไล่ดับความคิด ไม่ต้องไปห้ามความรู้สึก ปล่อยให้ความคิดและเวทนาเขาดับไปเองตามธรรมชาติ หน้าที่ของเรามีแค่อย่าส่งจิตเข้าไปเกาะแช่ (ละความเพลิน) เท่านั้นพอ ให้ดึงสติมาที่ฐานกาย จิตก็จะตามมาเอง
"การปฏิบัติธรรมเพื่อละนันทิ ไม่ใช่การทำตนเองให้เป็นผู้ไร้ความรู้สึก แต่คือการมีความรู้สึกอย่างปุถุชนทั่วไป ทว่ามีสติปัญญาคมกล้าพอที่จะไม่กระโจนลงไปแช่อิ่มในอารมณ์เหล่านั้น... รู้ทุกอย่าง สัมผัสทุกสิ่ง แต่ไม่ยึดครองสิ่งใดไว้เลย"
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))