นันทิความเพลิดเพลินความหมกมุ่น



นันทิ : เชื้อของตัณหา
ศาสตร์และศิลปะแห่งการ "ละนันทิในเวทนา"

ถอดรหัส "นันทิ" : ตัดวงจรความเพลิน ดับต้นตอแห่งความทุกข์

"เมื่อนันทิไม่มี ตัณหาก็ไม่มี เมื่อตัณหาไม่มี ความทุกข์ทั้งปวงก็ดับสิ้น"

1. นันทิและความหมายของนันทิ
 
นันทิและความหมายของ...นันทิ....

"นันทิ" (Nandi) หมายถึง ความเพลิน ความยินดีลุ่มหลง หรือความติดใจใจในอารมณ์ ความหมกมุ่น ในทางปฏิบัติ นันทิคืออาการที่จิตเข้าไป "เกาะ" หรือ "แช่อิ่ม" อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยความเพลินโดยที่เราไม่รู้ตัว เป็นสภาวะธรรมธรรมชาติที่มีกำลังเบาบางในตอนแรก แต่พร้อมที่จะขยายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อขาดสติ ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับ อุจธัจจะ( ฟุ้งซ่าน )

2. นันทิมีความสำคัญอย่างไรต่อการเกิด ตัณหา
 
นันทิมีความสำคัญอย่างไรต่อการเกิดตัณหา???

ตามหลักปฏิจจสมุปบาท นันทิคือ "เชื้อไฟ" ที่ทำให้เกิดตัณหา (ความทะยานอยาก)
เมื่อมีการกระทบ (ผัสสะ) และเกิดความรู้สึก (เวทนา) จิตจะยังไม่ทุกข์ทันที
แต่เมื่อจิตเริ่มเกิด "นันทิ" (ความเพลินใจ/ยินดียินร้าย) ในเวทนานั้น อาการเพลินจะพัฒนาไปเป็น "นันทิราคะ" (ความกำหนัดด้วยความเพลิน) ซึ่งก็คือ "ตัณหา" นั่นเอง
ดังนั้น นันทิจึงเป็นสะพานเชื่อมสำคัญไปสู่ตัณหา(ทุกข์) หากเราไม่ดับนันทิ ตัณหาจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และลากจิตไปสู่ความปรุงแต่ง (สังขาร)ตัณหา และความทุกข์ในที่สุด

3. นันทิใน..ขันธ์ 5 ( เพลิดเพลินใน ขันธ์ 5 )
 
 นันทิใน... ขันธ์ 5

นันทิไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่สอดแทรกและทำงานร่วมกับ ขันธ์ 5 ตลอดเวลา:

1. รูป (กาย/สิ่งกระทบ): เพลินไปกับรูปลักษณ์ ความสบายทางกาย หรือความหลงใหลในวัตถุ หมกมุ่นในความสวยความงามของกาย

2. เวทนา (ความรู้สึก): เพลินติดใจในความรู้สึกสุข (อยากให้อยู่ตลอดไป) หรือเพลินจมแช่ในความรู้สึกทุกข์ (ผลักไสด้วยความขุ่นมัว)

3. สัญญา (ความจำได้หมายรู้): เพลินคิดถึงความทรงจำในอดีต เรื่องราวเก่าๆ ที่เคยประทับใจหรือเจ็บปวด

4. สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง): เพลินไปกับการฟุ้งซ่าน ปรุงแต่งเนื้อหา วางแผน หรือคิดจินตนาการไปเองหรือฝันลมๆแล้งๆ

5. วิญญาณ (การรับรู้): เพลินไปกับการรับรู้สภาวะต่างๆ ในขันธ์ 5 ดึงดันที่จะรู้และยึดครอง

4. นันทิใน....อารมณ์ 6
 
นันทิใน... อารมณ์ 6 (ผัสสะทางประสาทสัมผัส)หรือความเพลิดเพลินหมกมุ่นใน...รูป เสีย งกลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์( อายตนะภายนอก 6 หรือ อารมณ์ 6 )ซึ่งเป็นตัวสร้าง เวทนา

นันทิจะเข้าไปทำกิจ (บิดเบือนธรรมชาติ) ผ่านช่องทางการรับรู้ทั้ง 6 ทาง:

ตา + รูป: เพลินในการดู ภาพที่สวยงาม ภาพที่ดึงดูดใจ( เพลิดเพลินกับรูป )

หู + เสียง: เพลินในการฟัง เสียงเพราะๆ หรือเสียงที่ถูกใจ

จมูก + กลิ่น: เพลินในกลิ่นหอม กลิ่นที่พึงใจ

ลิ้น + รส: เพลินในการลิ้มรสอาหาร รสชาติที่อร่อย

กาย + โผฏฐัพพะ: เพลินในสัมผัสทางกาย ความนุ่มนวล ความสบาย

ใจ + ธรรมารมณ์: เพลินในความคิด อารมณ์ที่เกิดขึนภายในใจ (มโนผัสสะ) โรคเครียด โรคซึมเศร้าเกิดที่จุดนี้

5. นันทิเกิดขึ้นที่จุดใด?
หากพิจารณาตามสภาวะธรรมและกลไกของธรรมชาติ (โดยเฉพาะในวงจรปฏิจจสมุปบาท) นันทิ (ความเพลิน/ความยินดีลุ่มหลง/ความหมกมุ่น) จะเกิดขึ้นที่ "รอยต่อระหว่าง เวทนา (ความรู้สึก) กับ ตัณหา (ความทะยานอยาก)"
เราสามารถอธิบายจุดเกิดของนันทิออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับกลไกของจิต และ ระดับสภาวะที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน ดังนี้
 
1. จุดเกิดในมุมของกลไก (ตามหลักปฏิจจสมุปบาท)

ในกระบวนการทำงานของจิตที่เกิดขึ้นเร็วมาก นันทิจะสอดแทรกเข้ามาในจุดนี้:

ผัสสะ (การกระทบ) => เวทนา (ความรู้สึก) => นันทิ (ความเพลิน) => ตัณหา (ความอยาก) => อุปาทาน (ความยึดมั่น)

จุดปะทุ: หลังจากตา หู หรือใจ มีการกระทบอารมณ์ (ผัสสะ) แล้วเกิดความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ (เวทนา) ขึ้นมา... ณ วินาทีนั้นเองคือจุดที่นันทิเกิดขึ้น ( นันทิ มาจาก อกุศลเจตสิกปรุงแต่งจิต )

ทำหน้าที่เป็นสะพาน: จิตจะขยับเข้าไป "กระเพื่อม" หรือ "แช่อิ่ม" ยินดียินร้ายในความรู้สึกนั้นทันที อาการที่จิตเข้าไปเพลินแช่อยู่ตรงนั้นแหละครับคือ นันทิ ซึ่งถ้าเราละไม่ทัน นันทิจะแปรสภาพเป็น ตัณหา (ความดิ้นรนทะยานอยาก) ทันที
 
2. จุดเกิดในมุมของสภาวะ (ที่ผู้ปฏิบัติจะตามจับได้)

ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ สำหรับคนทั่วไป นันทิเกิดขึ้นที่ "ความรู้สึกนึกคิดและอาการของจิต" ใน 3 ลักษณะหลักๆ :

เกิดที่ "มโนผัสสะ" (ทางใจ): เกิดขึ้นที่ความคิดแวบแรก เมื่อมีความคิดหรืออารมณ์ผุดขึ้นมาในใจ แล้วจิตวิ่งเข้าไป "คลุก" ไปสนุกกับการคิดต่อ วิ่งตามเรื่องราวที่ปรุงแต่งด้วยความเพลิน

เกิดที่ "ความติดใจในความสุข" (สุขเวทนา): เกิดขึ้นที่ความรู้สึกสบาย ทั้งทางกายและทางใจ เช่น สบายใจจังเลย อร่อยจังเลย แล้วใจมันอยากแช่อยู่ในอารมณ์นั้นนานๆ ไม่ยอมอ้าปากรับความจริงข้ออื่น

เกิดที่ "ความจมแช่หรือการหมกมุ่นในความทุกข์" (ทุกข์เวทนา): หลายคนเข้าใจผิดว่านันทิเกิดเฉพาะตอนมีความสุข แต่จริงๆ แล้วเวลาเราโกรธ เศร้า หรือหงุดหงิด แล้วใจเราเข้าไป "จมแช่" หมกมุ่น คิดวนเวียนอยู่กับความทุกข์นั้นไม่ยอมปล่อย อาการเพลินจมแช่ในความทุกข์นั้นก็คือ นันทิ(เพลินในทุกข์ หมกมุ่นในทุกข์) เช่นเดียวกัน (เรียกว่าเพลินด้วยความขุ่นมัว)

การเจริญแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )เพื่อ ดับ นันทิ
 
การเจริญแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) เพื่อดับนันทิ

การจะดับนันทิได้ ไม่ใช่การบังคับหรือสะกดจิต แต่คือการใช้ "แก่นมรรค" ทำหน้าที่ร่วมกันอย่างสมดุล:

เจริญสติ (รู้เท่าทัน): ทันทีที่จิตแวบไปเกาะอารมณ์ สติต้องระลึกรู้ได้ไว คล้ายกับการเห็นควันไฟก่อนที่ไฟจะลุกโชน

เจริญสมาธิ (ตั้งมั่น/เป็นกลาง): เมื่อรู้แล้ว จิตตั้งมั่นอยู่กับฐาน (เช่น ลมหายใจ หรือความรู้สึกตัว) ไม่กระโจนตามความเพลินนั้นไป มีใจที่นิ่งและปกติ

เจริญปัญญา (เห็นแจ้งอนัตตา): เห็นตามจริงว่า นันทิ ความเพลิน หรือแม้กระทั่งตัวจิตเอง ก็เป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตนเอง" เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่ใช่ตัวตนของเรา จึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปเพลินหรือยึดมั่น ใช้หลัก...รู้ เห็น  วาง...มันทิ้งไป(ขยะทางความเพลิน)

6. ผลลัพธ์ของการใช้แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในการดับนันทิ
 
ผลลัพธ์ของการใช้แก่นมรรคในการดับนันทิ

เมื่อแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ทำงานร่วมกันจนสามารถ "ละนันทิ" ได้ทันท่วงที ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ:

จิตคืนสู่ความปกติ (ปกติธรรมชาติ): จิตจะไม่ถูกลากไปปรุงแต่งเป็นสังขารที่ยืดเยื้อ ใจจะเบา โปร่ง และสงบเย็น

สลัดถอนความหลงผิด: จิตจะเห็นแจ้งว่าไม่มี "ผู้ทุกข์" มีแต่สภาวะธรรมที่เกิดดับตามเหตุปัจจัย

เข้าถึงความไม่สำคัญมั่นหมาย: อัตตาตัวตนจะค่อยๆ ถูกถอดถอนออกไป เพราะไม่มีนันทิไปคอยป้อนเชื้อไฟให้ความยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไป

กระบวนการถอดถอนความหลงผิด: จากสภาวะโลก สู่การดับ "นันทิ" ที่ต้นตอ

"ทุกธรรมทำหน้าที่ของตนเอง จิตก็เป็นธรรมอีกธรรมหนึ่ง... เมื่อไม่สำคัญมั่นหมาย ย่อมไม่เพลิน (ละนันทิ) ในสิ่งทั้งปวง"

การตีแผ่สมมติ เพื่อเห็นตามความเป็นจริง
(เชื่อมโยง: สมมติคือเหยื่อล่อลวงให้จิตเกิด "นันทิ")นันทิก็เหมือนเชื้อก่อโรค ไปเป็นโรคตัณหา

ในชีวิตประจำวัน เราต้องอยู่กับโลกของ "สมมติ" ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ ตำแหน่ง หน้าที่การงาน หรือคำชื่นชมยินดี พระพุทธเจ้าทรงสอนวิชชาเพื่อให้เรา "ตีแผ่สมมติ" แยกแยะมันออกจากความจริงแท้ (ปรมัตถ์)

กลไกของสมมติ: สมมติไม่ใช่สิ่งผิด และเราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธมัน แต่สมมติคือ "เหยื่อล่อ" ชั้นดีที่ทำให้จิตเกิด นันทิ (ความเพลิน) เมื่อเราได้ยินคำชม จิตจะเพลินไปกับสมมติว่า "เราเก่ง" เมื่อได้ทรัพย์สิน จิตจะเพลินไปกับสมมติว่า "ของเรา" เราเก่ง เราดี ฯลฯ

การเชื่อมโยงสู่การละนันทิ: เมื่อเรารู้เท่าทันด้วยปัญญาว่า ทุกอย่างเป็นเพียงสิ่งสมมติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป จิตจะเริ่มคลายความยึดมั่น อาการที่ใจจะวิ่งไป "เพลิน" หรือ "แช่อิ่ม" (นันทิ) ในสมมติเหล่านั้นจะลดน้อยลง จนเห็นความจริงว่าไม่มีสิ่งใดน่าเอาชนะหรือยึดครอง

โยนิโสมนสิการในมโนผัสสะ(เชื่อมโยง: การสกัดกั้น "นันทิ" ไม่ให้บิดเบือนธรรมชาติ)

เมื่อมีสิ่งกระทบเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือแม้กระทั่งความคิดที่แวบขึ้นมาในใจ (มโนผัสสะ) ธรรมชาติของธรรมทั้งหลายเขาจะทำกิจของเขาเองอย่างตรงไปตรงมา เช่น ความคิดเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป จิตทำหน้าที่รู้แล้วก็ดับไป

ปัญหาเมื่อขาดโยนิโสมนสิการ( การพิจารณาโดยแยบคายละเอียดรอบด้าน ): หากเราไม่มีสติมนสิการอย่างแยบคาย ทันทีที่มโนผัสสะเกิดขึ้น จิตจะกระโจนเข้าไปเกิด นันทิ (ความเพลิน/ยินดียินร้าย) ในความคิดนั้นทันที นันทิจะทำหน้าที่บิดเบือนธรรมชาติ เปลี่ยนจากความจำหรือความคิดธรรมดาๆ ให้กลายเป็นเรื่องราวปรุงแต่ง (สังขาร) ที่ยืดเยื้อเผาลนใจ

การเชื่อมโยงสู่การละนันทิ: การเจริญโยนิโสมนสิการในมโนผัสสะ คือการเฝ้าสังเกตด้วยความแยบคายในเสี้ยววินาทีที่จิตกระทบอารมณ์ เพื่อให้เห็นว่า จิตก็เป็นเพียงธรรมอีกธรรมหนึ่ง ไม่ใช่เรา เมื่อเห็นเช่นนี้ สติจะตัดวงจรไม่ให้เกิดนันทิในเวทนาที่ตามมา เป็นการดับเชื้อไฟแห่งการปรุงแต่งตั้งแต่ต้นทาง( โยนิโสมนสิการ ทำให้เกิดปัญญาเหมือนการคิด วิเคราะห์ แยกแยะธรรม )

 ความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง และการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

(เชื่อมโยง: ผลลัพธ์สูงสุดของการละนันทิ คือการทลายอัตตา)

แนวทางการปฏิบัติหลักที่เป็นประดุจเข็มทิศคือ "ความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง" ไม่สำคัญมั่นหมายว่าตัวเราเก่ง ตัวเราดี หรือตัวเราเป็นผู้บรรลุธรรม เพราะความสำคัญมั่นหมายคือยอดภูเขาน้ำแข็งของ "อัตตาตัวตน" นันทินำไปสู่ มิจฉาทิฏฐิได้ง่ายๆ

ความสำคัญมั่นหมายเกิดจากนันทิที่สะสม: การที่เรายังรู้สึกว่ามี "ตัวเรา" อยู่หนาแน่น เป็นเพราะเราปล่อยให้จิตเกิด นันทิ ในขันธ์ 5 อยู่เรื่อยๆ (เพลินในกาย เพลินในสุขเวทนา เพลินในความคิดของตนเอง) จนจิตหลงผิด(จิตที่ถูกอวิชชาครอบงำ)คิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นตัวตนจริงๆ

การเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด: ตราบใดที่กายนี้ยังไม่ดับขันธ์ หน้าที่ของผู้ปฏิบัติคือการใช้สติ สมาธิ ปัญญา สังเกตและ "ละนันทิ" ในทุกๆ อารมณ์ที่เข้ามากระทบอย่างต่อเนื่อง เมื่อไม่มีนันทิ ย่อมไม่มีตัณหา เมื่อไม่มีตัณหา ความสำคัญมั่นหมายว่ามี "ตัวเรา" ก็จะถูกถอดถอนออกไปโดยธรรมชาติ เหลือเพียงสภาวะธรรมที่ทำงานตามเหตุปัจจัยอย่างบริสุทธิ์ ขอให้รู้ไว้ว่า ทุกๆสรรพสิ่งมันเป็น อนัตตา ทั้งหมดทั้งสิ้น
  อนัตตา = ไม่ใช่ตัวตน  บังคับควบคุมไม่ได้

   บทสรุปเกี่ยวกับ นันทิ

1. กับดักของ "นันทิในธรรม" (ความเพลินในสภาวะดี)

นี่คือจุดที่นักปฏิบัติหลงทางกันมากที่สุด คือการเกิดนันทิในอารมณ์ฝ่ายกุศล หรือที่เรียกว่า "เพลินในสภาวะธรรม" ใน รูปฌาณ และ อรูปฌาณ( รูปราคะ และ อรูปราคะ ) เพลิดเพลินหลงอยู่อยู่ในความสงบ และความว่าง

สภาวะที่เกิดขึ้น: เวลาปฏิบัติแล้วจิตเริ่มสงบ เบา โปร่ง โล่ง สว่าง หรือมีความสุขอย่างล้ำลึก จิตจะเข้าไปเกิด "นันทิ" คือเข้าไปแช่อิ่ม ยินดี และพยายามจะรักษาอาการเหล่านั้นไว้ให้อยู่กับเรานานๆ หลงดีใจคิดว่าตนเองบรรลุธรรมแล้ว( จุดอันตราย )

สิ่งที่ต้องอธิบายเพิ่ม: ต้องชี้ให้เห็นว่า แม้จะเป็นอารมณ์ที่ดี ความสงบ หรือความสว่าง แต่ตราบใดที่จิตยังเกิดนันทิ (ความเพลินยึดครอง) ในสภาวะนั้น มันก็ยังเป็น "สังขารปรุงแต่ง" และเป็นธรรมที่มีเกิดมีดับ หน้าที่ของเราคือต้อง "ละนันทิแม้ในความสงบนั้น" เพื่อคืนสู่ความปกติธรรมดา ไม่ใช่ไปติดอยู่ในอู่ข้าวอู่น้ำของความสงบ ความว่าง แบบถอนตัวไม่ขึ้น

2. นันทิ คือ "ยางเหนียว" ที่เชื่อมจิตไว้กับภพ

เพื่อให้ผู้ใช้วิชชา(ปัญญา)เห็นภาพความน่ากลัวของนันทิ เราสามารถใช้คำอุปมาอุปไมยที่เห็นภาพชัดตามแนวทางพุทธพจน์

คำอธิบายสภาวะ: นันทิเปรียบเสมือน "ยางเหนียว" หรือกาวชั้นดี ทันทีที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง หรือใจคิด แล้วเกิดความรู้สึก (เวทนา) หากไม่มีนันทิ จิตกับอารมณ์นั้นจะแยกกันเด็ดขาดเหมือนน้ำบนใบบัว แต่พอมีนันทิเกิดขึ้น มันจะทำหน้าที่เหมือนกาวที่ดึงเอาสภาวะธรรมนั้นๆ มาเชื่อมติดกับจิตทันที( จิตรับรู้ความเพลิน ) จนจิตหลงผิดคิดว่าอารมณ์นั้นคือ "เรา" หรือ "ของเรา"

คีย์สำคัญ: การละนันทิ จึงไม่ใช่การไปทำลายอารมณ์ภายนอก (ไม่ต้องไปดับรูป เสียง กลิ่น รส) แต่คือการ "ล้างยางเหนียว" ออกจากใจ เพื่อให้อารมณ์ส่วนอารมณ์ จิตส่วนจิต ทุกธรรมทำหน้าที่ของตนเองอย่างเป็นอิสระ ตีแผ่และแยกธรรมให้ชัดเจนจนไม่เข้าไปยึดใน นันทิ
หมายเหตุ : นันทิ คือ เปรียบเสมือนยาพิษหรือเชื้อโรค นำโทษ นำทุกข์ นำภัย นำปัญหามาให้กับท่านโดยตรง

3. ความต่างระหว่าง "ละนันทิ" กับ "การกดข่มอารมณ์"

ผู้ปฏิบัติใหม่มักเข้าใจผิดว่า การละนันทิคือการห้ามคิด ห้ามรู้สึก หรือการบังคับจิตให้นิ่งเป็นหิน จริงๆไม่ใช่ แต่คือ การกำหนดรู้เหมือนทุกข์

ข้อผิดพลาด (บิดเบือนธรรมชาติ): การพยายามกดข่มอารมณ์ ปฏิเสธความจริง หรือโกรธตัวเองเวลามีความโลภความโกรธแทรกเข้ามา นั่นไม่ใช่การละนันทิ แต่เป็นการเพิ่ม "โทสะ/ความขุ่นมัว" เข้าไปปรุงแต่งต่อ( เพิ่มการปรุงแต่ง )

ความจริงในทางปฏิบัติ: การละนันทิคือ "การเห็นแล้วปล่อย" รู้ ปล่อย วาง  จิตคิด...รู้ว่าคิดแล้วกลับมาที่ฐาน (สติ/ลมหายใจ) โดยไม่มีความยินดียินร้าย ไม่ต้องไปไล่ดับความคิด ไม่ต้องไปห้ามความรู้สึก ปล่อยให้ความคิดและเวทนาเขาดับไปเองตามธรรมชาติ หน้าที่ของเรามีแค่อย่าส่งจิตเข้าไปเกาะแช่ (ละความเพลิน) เท่านั้นพอ ให้ดึงสติมาที่ฐานกาย จิตก็จะตามมาเอง

 "การปฏิบัติธรรมเพื่อละนันทิ ไม่ใช่การทำตนเองให้เป็นผู้ไร้ความรู้สึก แต่คือการมีความรู้สึกอย่างปุถุชนทั่วไป ทว่ามีสติปัญญาคมกล้าพอที่จะไม่กระโจนลงไปแช่อิ่มในอารมณ์เหล่านั้น... รู้ทุกอย่าง สัมผัสทุกสิ่ง แต่ไม่ยึดครองสิ่งใดไว้เลย"

 

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..)) 



Visitors: 2,594