ตีแผ่กิเลสทั้งหลายทั้งปวงเพื่อดับกิเลสเหล่านี้ได้แบบตรงจุดบกิเลสที่ต้นเหตุ)

ก่อนที่จะไปดับกิเลสหรือจัดการกิเลส ต้องมาทำความรู้จักกิเลสก่อน
มนุษย์ทุกๆคนถือกำเนิดเกิดขึ้นมาในโลกนี้พร้อมกับของขวัญอันล้ำค่านั่นก็คือ...กิเลสอวิชชา(อวิชชาสวะ)ติดตัวทุกๆคนมาแบบข้ามภพข้ามชาติแบบไม่มีที่สิ้นสุด(วัฏฏสงสาร)ตราบใดที่ยังดับอวิชชาสวะให้หมดสิ้นแบบถาวรไม่ได้ เราทุกๆคนก็ต้องตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของ กิเลสอวิชชาไปเรื่อยๆแบบไม่มีที่สิ้นสุด แต่ธรรมชาติก็ไม่ได้โหดร้ายจนเกินไป ได้ส่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแก้ปัญหากิเลสอวิชชาได้แบบราบคาบ วิธีการต่างๆมีปรากฎแล้วในพระไตรปิฎก วันนี้จะนำคำสอนของพระองค์ในเรื่องของกิเลสมาตีแผ่ ณ ที่แห่งนี้ให้ท่านเห็นแบบชัดๆ ตรงไปตรงมา ที่ไปและที่มาของกิเลส วิธีการดับกิเลส
ตีแผ่กิเลส (ชำแหละกลไกความหลง ถอดถอนอุปาทานสู่โลกว่าง)
1. กิเลสคืออะไร?
กิเลส ในทางปรมัตถธรรม ไม่ใช่ "ก้อน" หรือ "สิ่งที่มีตัวตน" ฝังอยู่ในจิต แต่คือ อกุศลเจตสิก (สภาพธรรมฝ่ายไม่ดี) ที่เข้ามาปรุงแต่งจิต ทำให้จิตเศร้าหมอง ขุ่นมัว และบิดเบือนการรับรู้ความจริงตามธรรมชาติ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
2. กิเลสมาจากไหน? เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
กิเลสไม่ได้เหาะมาจากภายนอก และไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา แต่เกิดขึ้นเมื่อ ผัสสะกระทบ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) แล้วจิตขาดสติปัญญารู้เท่าทัน ทำให้เกิด อวิชชา (โมหเจตสิก) เข้ามาสวมรอยในมโนผัสสะ กวนเอาตะกอนกิเลสที่นอนนิ่งอยู่ออกมาปรุงแต่งเป็นอารมณ์ยินดียินร้าย
3. กิเลสจำแนกเป็นกี่ชนิด? อะไรบ้าง?
หากมองตามลำดับการทำงานและระดับความละเอียด จำแนกได้เป็น 3 ระดับ:
-
กิเลสอย่างละเอียด (อนุสัย/อาสวะ): ตะกอนกิเลสที่นอนนิ่งอยู่ใน ขันธสันดาน พร้อมจะถูกกวนเมื่อมีผัสสะ
-
กิเลสอย่างกลาง (ปริยุตฐานะ): กิเลสที่เริ่มฟุ้งขึ้นมากลุ้มรุมจิต ปรุงแต่งเป็นความคิด ความรู้สึก และตัณหาในมโนผัสสะ
-
กิเลสอย่างหยาบ (วีติกกมะ): กิเลสที่เอ่อล้นจนแสดงออกมากระทำทาง กาย และ วาจา
4. กิเลสแต่ละตัวทั้งหมดมีอะไรบ้าง?
หากชำแหละตามองค์ประกอบของ อกุศลเจตสิก 14 ดวง กิเลสรวมตัวกันทำหน้าที่ต่างๆ ดังนี้:
-
กลุ่มโมหะ (ความหลง/ไม่รู้จริง): โมหะ, อนตริปปะ (ไม่กลัวบาป), อโนตตัปปะ (ไม่ละอายบาป), อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน/สั่นไหว)
-
กลุ่มโลภะ (ความอยาก/ความยึดติด): โลภะ, ทิฏฐิ (ความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน), มานะ (ความถือตัว)
-
กลุ่มโทสะ (ความขัดเคือง/ผลักไส): โทสะ, อิสสา (ความริษยา), มัจฉริยะ (ความตระหนี่), กุกกุจจะ (ความรำคาญใจ)
-
กลุ่มถีนะ-มิทธะ (ความท้อถอย/หดหู่): ถีนะ (ความหดหู่), มิทธะ (ความง่วงเหงา)
-
วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัยในสัจธรรม)
5. ผลลัพธ์ของกิเลสเป็นอย่างไร?
ผลลัพธ์ของกิเลสคือ การเสียสภาวะปกรติ (ความเป็นปกติ) จิตจะเกิดความเร่าร้อน ดิ้นรน สร้างภพชาติในมโนผัสสะ ผลักดันให้เกิดวิบากกรรม และจมอยู่ในกระแสแห่งความทุกข์ (สังสารวัฏ)
6. ทำไมต้องมีกิเลส?
ในมุมมองของปรมัตถธรรม กิเลสไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีใครสั่งให้มี แต่มันเป็นเพียง "สังขตธรรมฝ่ายอกุศล" ที่ทำหน้าที่ตามเหตุปัจจัย เมื่อมีอวิชชาและผัสสะที่ขาดสติ กิเลสก็ต้องเกิดขึ้นตามกฎธรรมชาติ (ธรรมะทำกิจของมันเอง)
7. กิเลสทำให้เกิดทุกข์ขึ้นได้อย่างไร?
กิเลสทำให้เกิดทุกข์ผ่าน กระบวนการปรุงแต่ง (สังขาร) เมื่อกิเลสเกิด จิตจะเข้าไปสร้าง "ผู้รับ" หรือ "ตัวเรา" ขึ้นมาแบกรับเวทนา ทำให้เกิดนันทิราคะ (ความเพลิดเพลินยึดถือ) เมื่อสิ่งนั้นแปรปรวนดับไป จิตที่ไม่ยอมรับความจริงจึงเกิดความบีบคั้นและเป็นทุกข์
8. ตัณหาเป็นกิเลสได้อย่างไร?
ตัณหา (ความอยากได้/อยากผลักไส/อยากเป็น-ไม่อยากเป็น) คือกิเลสอย่างกลางที่เป็น "ตัวสร้างทุกข์โดยตรง" (สมุทัย) ทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้จิตเข้าไปเพลิดเพลิน (นันทิ) และยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) ในรูป นาม และเวทนา
9. เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดกิเลสขึ้นมาคืออะไร?
เหตุปัจจัยหลักมี 2 ส่วน:
-
ปัจจัยภายใน: อนุสัยกิเลส (ตะกอนเดิม) และ อวิชชา (ความไม่รู้ตามจริง)
-
ปัจจัยภายนอก: การกระทบของ ผัสสะ + การขาด โยนิโสมนสิการ (การไม่แยบคายในจิต)
10. รากเหง้าของกิเลสทั้งปวงคืออะไร?
รากเหง้าที่แท้จริงของกิเลสทั้งปวงคือ อวิชชา (โมหเจตสิก) คือความหลงผิด ไม่รู้แจ้งในอริยสัจ 4 และมองไม่เห็นว่า นาม-รูป เป็น อนัตตา จึงหลงสร้าง "ภาพลวงตาแห่งตัวตน" ขึ้นมา
11. วิธีดับเหตุปัจจัยของกิเลสตัณหา
ดับได้ด้วยการ "ละนันทิในเวทนา" เมื่อผัสสะกระทบเกิดเวทนา (สุข/ทุกข์/เฉยๆ) ให้มีสติตัดวงจร ไม่ให้จิตเข้าไปเพลิดเพลินปรุงแต่งต่อเป็นนันทิราคะ ตัณหาก็หมดเหตุปัจจัยที่จะเกิด
12. วิธีดับเหตุปัจจัยของกิเลสอวิชชา
ดับได้ด้วย "ปัญญาเห็นแจ้งในอนัตตา" (โยนิโสมนสิการ) ตีแผ่สมมติให้เห็นว่า สรรพสิ่งเป็นเพียง รูปธรรม และ นามธรรม ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปตามเหตุปัจจัย ไร้ตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา เมื่อความจริงปรากฏ อวิชชาความหลงผิดย่อมดับสลายไป
13. แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ดับกิเลสอวิชชาและกิเลสทั้งปวงได้อย่างไร?
แก่นมรรคทำงานเป็นองค์รวม (บูรณาการ) ในจิตเดียว:
-
สติ: ดักจับและระลึกทันผัสสะ
-
สมาธิ: ให้จิตตั้งมั่นเป็นกลาง ปกรติ ไม่ไหลไปตามอารมณ์
-
ปัญญา: ถอดถอนอวิชชา เห็นว่าธรรมแต่ละธรรมทำกิจของมันเอง กิเลสไม่ใช่เรา เราไม่ใช่กิเลส เมื่อปัญญาตัดรากเหง้า กิเลสทั้งปวงก็สลายไป
14. การดับกิเลสในปัจจุบันขณะด้วยแก่นมรรคทำอย่างไร?
ทำอย่าง ผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องเกร็งหรือเพ่งจ้อง เมื่อผัสสะกระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้แก่นมรรคสว่างขึ้นมาทำกิจระลึกรู้เท่าทันในปัจจุบันขณะ รู้แล้วปล่อยให้สภาวะนั้นทำกิจเสร็จแล้วดับไปตามธรรมชาติ
15. การดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะทำอย่างไร?
ทำได้ด้วยการ "เห็นความไม่มีตัวตนตั้งแต่ต้นทาง" สังเกตให้ดีว่าในมโนผัสสะปัจจุบันขณะ มีเพียง เจตสิกและจิต ที่กำลังทำหน้าที่ ไม่มี "เรา" เป็นผู้ปฏิบัติ และไม่มี "เรา" เป็นผู้จัดการกิเลส อวิชชาจะถูกทำลายลงในขณะจิตนั้นทันที
16. ถ้ากิเลสรากเหง้า (อวิชชา) ดับลง กิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวงจะดับลงหรือไม่?
ดับลงทั้งหมดอย่างแน่นอน! เปรียบเหมือนการโค่นต้นไม้ที่ถอนรากถอนโคน กิ่ง ก้าน ใบ (ตัณหา อนุสัย สังโยชน์) ย่อมเหี่ยวเฉาและดับสูญไปทั้งหมดโดยปริยาย
17. สรุปการดับกิเลส (ดับทุกข์) ในจุดเดียวแบบเบ็ดเสร็จทำอย่างไร?
"หยุดความพยายามที่จะแบกโลก และหยุดความพยายามที่จะแบกการปฏิบัติ"
ย่อลงเหลือจุดเดียวคือ เห็นแจ้งในปรมัตถ์ว่า $สัพเพ ธัมมา อนัตตา$
โลกนี้มีเพียง กุสลา ธรรมา, อกุสลา ธรรมา, อัพยากตา ธรรมา ซึ่งเป็นเพียง ธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจตามเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป
เมื่อเห็นชัดว่า "ไม่มีเรามาตั้งแต่ต้นทาง" มรรคก็เป็นเพียงแพข้ามฝั่งที่เกิด-ดับตามจังหวะผัสสะ จิตจะคืนสู่ สภาวะปกรติ สุญญตา (โลกว่าง) ปราศจากภาระ ดับกิเลสและดับทุกข์ได้อย่างเบ็ดเสร็จในปัจจุบันขณะ!