Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

วิชชาจิตตะคือจิตที่มีวิชชา อวิชชาจิตตะคือ จิตที่มีอวิชชา(ไม่มีวิชชา)

จิตแต่ละขณะจะมี 2 สภาวะนี้คือ วิชชาจิตตะ(จิตที่มีวิชชา)กับ อวิชชาจิตตะ(จิตที่มีอวิชชา)ไม่สภาวะใดก็สภาวะหนึ่ง แต่ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมๆกันทั้งสองสภาวะได้ เหมือนกรณีความมืดกับความสว่าง

ถ้าท่านอยู่กับ สติ สมาธิ ปัญญา(วิชชาแก่นมรรค)ในทุกขณะจิต กิเลส(ทุกข์)จะหาท่านไม่พบ ตราบใดที่ยังสามารถครองแก่นมรรคได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จงใช้แก่นมรรคเป็นที่อยู่ของจิต(วิหารธรรม)ปลอดภัย ปลอดกิเลส ปลอดทุกข์ในทุกขณะจิต

 วิชชาจิตตะ คือ จิตที่มีวิชชา(ปัญญา)เป็นจิตที่ไม่มีทุกข์

 อวิชชาจิตตะ คือ จิตที่มีอวิชชา(ความไม่รู้)เป็นจิตที่มีทุกข์

วิชชาจิตตะ(จิตที่มีวิชชาหรือจิตที่มีปัญญาเป็นเครื่องอยู่)คือ จุดล่มสลายไปของ...สังสารวัฏฏ์(การเวียนว่ายตายเกิด)ในปัจจุบันขณะ เมื่อ วิชชาเกิดขึ้นในทุกๆขณะจิต อวิชชาย่อมดับไปในทุกๆขณะจิตเช่นกัน(ตามหลักอิทัปปัจจยตา)การฝึกฝนวิชชาอย่างสม่ำเสมอ จะส่งผลทำให้ อวิชชา เสื่อมลงไปเรื่อยๆจนไม่เหลือในที่สุด(เหตุปัจจัยการเกิดอวิชชาหมดลง) 

แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ก็คือ วิชชา(ปัญญา)

วิชชา(ปัญญา)เกิด => อวิชชาดับ => นันทิดับ => ตัณหาดับ => ทุกข์ดับ
วิชชา(ปัญญา)เกิด => อวิชชาดับ =>กิเลสทั้งปวงดับ =>ทุกข์ดับ
อวิชชาเกิด => กิเลสเกิด => ทุกข์เกิด
 

บันทึกความเข้าใจก่อนเข้าสู่เนื้อหา:

ที่มาของ "อวิชชาจิตตะ" และ "วิชชาจิตตะ" 
วิชชาจิตตะ    =>>   ทุกข์ดับลง(จิตที่ไม่มีทุกข์)
อวิชชาจิตตะ  =>>   ทุกข์เกิดขึ้น(จิตที่มีทุกข์)

สำหรับท่านผู้ศึกษาพระไตรปิฎกและพระธรรมวินัยอย่างถี่ถ้วน อาจจะตั้งข้อสังเกตว่า คำว่า "อวิชชาจิตตะ" และ "วิชชาจิตตะ" 2 คำนี้ ไม่ปรากฏเป็นศัพท์ประสมทางไวยากรณ์โดยตรงในคัมภีร์ดั้งเดิม 

ผู้เขียนขอนำเรียนชี้แจงด้วยความเคารพต่อพระรัตนตรัยว่า คำทั้งสองนี้ไม่ได้เป็นการบัญญัติธรรมะขึ้นมาใหม่ และไม่ได้บิดเบือนไปจากแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แม้แต่ประการใด หากแต่เป็น "ภาษาสื่อสารยุคใหม่" ที่ถูกเรียบเรียงขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมให้คนยุคใหม่เข้าถึงแก่นธรรมได้ง่ายขึ้น เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยมีกรอบความจริงรองรับดังนี้: 

1. เนื้อแท้ไม่แยกจากกัน: ในพระไตรปิฎก ทรงชี้ชัดว่า "จิต" (สภาพรู้หรือธาตุรู้) และ "เจตสิก" (สิ่งที่เกิดร่วมและปรุงแต่งจิต) ต้องเกิดร่วมกันเสมอ เมื่อใดที่จิตถูกปรุงแต่งด้วยอวิชชา (ความไม่รู้จริง) จิตนั้นย่อมมืดบอดและสร้างทุกข์ การรวมคำเป็น "อวิชชาจิตตะ" จึงหมายถึงจิตที่กำลังถูกอวิชชาครอบงำและรันระบบอยู่ ซึ่งตรงกับสภาวะธรรมดั้งเดิมทุกประการ

2. เปลี่ยนศัพท์คัมภีร์ เป็นระบบปฏิบัติการ: แทนที่จะใช้ภาษาบาลีที่ซับซ้อนเข้าใจยาก ผู้เขียนได้นำสภาวะของ "จิตที่ประกอบด้วยอวิชชา" และ "จิตที่หลุดพ้นด้วยวิชชา" มาอธิบายเปรียบเปรยให้เห็นภาพชัดๆ ในรูปแบบของ "ระบบปฏิบัติการ (OS) หรือ ซอฟต์แวร์" ที่รันอยู่บนฐานจิต เพื่อให้คนในยุคดิจิทัลสามารถมองเห็นกลไกการทำงานของจิตใจตนเองได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ โดยการใช้คำศัพท์ใหม่ๆเปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่านยุคใหม่เข้าใจได้ง่ายขึ้น

ดังนั้น เนื้อหาในเพจนี้ทั้งหมด จึงเดินตามกรอบของ สัมมาทิฏฐิ ปฏิจจสมุปบาท และแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ของพระพุทธเจ้าอย่างตรงไปตรงมาที่สุด เพียงแต่ถอดรหัสออกมาในภาษาที่สั้น คม ชัด เพื่อให้ท่านได้หันกลับมา "ดูจิตและดับทุกข์" ได้จริงในชีวิตประจำวัน 24 ชั่วโมง ปฏิบัติได้จริงๆ เห็นเป็นรูปธรรมจริงๆ นั่นคือ จุดมุ่งหมายของการให้ธรรมะของพระพุทธเจ้า

ส่วนที่ 1: อวิชชาจิตตะ (จิตผู้ตกอยู่ใต้เงาความไม่รู้จริง)
เป็นสภาวะของจิตดั้งเดิมของมนุษย์ทุกๆคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ที่ต้องยังเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร เป็นจิตที่ถูก อวิชชา กิเลสตัณหายึดครองและครอบครองแบบข้ามภพข้ามชาติ ซ้ำแล้วซ้ำอีกแบบไม่จบไม่สิ้น วนลูปอยู่เช่นนี้ไปเรื่อยๆ นี่คือ วัฏฏจักรแห่งความทุกข์ บรรดาสรรพสัตว์ทุกชนิดในโลกใบนี้(รวมถึงมนุษย์)ล้วนตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของอวิชชาทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ใครหลีกเลี่ยงอวิชชาไปได้ ยกเว้นพระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์เท่านั้นที่หลุดพ้นจากความเป็นทาสและเป็นเหยื่อของอวิชชาไปแล้ว

"ท่านคิดว่า...ท่านเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองจริงๆ หรือ? " 

มนุษย์มีจุดเริ่มต้นมาจาก...อวิชชา...ทั้งหมด ดูในกระแสปฏิจจสมุปบาทด้านล่างนี้

อวิชชา=>สังขาร=>วิญญาณ=>นามรูป(ขันธ์ 5 )=>ฉฬายตนะ=>ผัสสะ=>เวทนา=>ตัณหา=>อุปาทาน=>ภพ=>ชาติ=>ชรามรณะ

อวิชชาคือปัจจัยการเกิดขึ้นของ...สังขาร วิญญาณ นามรูปหรือขันธ์ 5 (กายและจิต) ซึ่งก็คือ อวิชชา คือ ตัวการขับเคลื่อนขันธ์ 5 ให้เกิดขึ้นเป็นมนุษย์นั่นเอง และทุกๆธรรมในกระแสปฏิจจสมุปบาทล้วนมี อวิชชาเป็นปัจจัยการเกิดทั้งสิ้น ดังนั้นจิตของมนุษย์ทุกๆคนที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้จึงถูกห่อหุ้มมาด้วย อวิชชา ตั้งแต่แรกเริ่มมาเรียบร้อยแล้ว

ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวก็คือ ตั้งแต่ทุกๆคนลืมตาดูโลกจนถึงวินาทีนี้ จิตของท่านไม่เคยมีอิสระเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียวจากอวิชชา ท่านกำลังถูกซอฟต์แวร์เถื่อนข้ามภพข้ามชาติที่ชื่อว่า 'อวิชชา' ควบคุมอยู่เบื้องหลัง มันครอบงำจิตของท่านแบบข้ามภพข้ามชาติ(กัดไม่ปล่อย)มันอยู่กับท่านทุกๆลมหายใจเข้าออกเป็นทาสรับใช้อวิชชาทุกลมหายใจ 

ทุกครั้งที่ท่านโกรธ ทุกครั้งที่ท่านรักจนคลั่ง ทุกครั้งที่ท่านร้องไห้เสียใจ... นั่นไม่ใช่ตัวของท่านหรอก! แต่เป็นระบบปฏิบัติการอวิชชาที่มันแอบ 'สวมรอย' อ้างชื่อเป็นตัวท่าน แล้วส่งโค้ด 'ความเพลิน' เข้าไปจับมัดท่านไว้กับความรู้สึก เพื่อหลอกให้ท่านสร้างคุกขังตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

ถ้าวันนี้ท่านยังแยกแยะสมมติไม่ได้ และยังไม่รู้กลไกนี้ ท่านก็เป็นได้แค่หุ่นเชิดที่ถูกระบบอวิชชาหลอกให้วิ่งหาความสุขลวงตา แล้วจ่ายค่าเช่าเป็นน้ำตาและความทุกข์ไปจนวันตาย!" แบบไม่รู้จักจบจักสิ้นเป็นวัฏฏจักรไปเรื่อยๆ 

 อวิชชาจิตตะคืออะไร?(ความหมายและนิยาม) 

อวิชชาจิตตะ คือ สภาวะของ "จิตที่ถูกอวิชชาครอบงำ" คำว่าอวิชชาไม่ได้แปลว่าไม่มีความรู้ทางโลก แต่หมายถึง "ความไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริงในธรรมชาติ"( อริยสัจ 4 ) ไม่รู้ว่าทุกสรรพสิ่งรวมถึงตัวจิตเองเป็นเพียงกระแสธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป (อนัตตา) เมื่อจิตมีความไม่รู้นี้เป็นทุนเดิมเพราะถูกครอบงำด้วยอวิชชา จิตจึงเกิดสภาวะหลงสมมติ มโนไปเองว่าเป็นตัวตน เป็นบุคคล เป็นเรา เป็นเขา ขึ้นมา เพราะหลงผิดที่ถูกอวิชชาครอบงำแบบข้ามภพข้ามชาติ จิตจึงหลงผิดมาโดยตลอด(มิจฉาทิฏฐิ) 

ความเป็นมาของ อวิชชาจิตตะ ในมนุษย์ทุกๆ คน
มนุษย์ทุกๆคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้( 100% )ล้วนมีและถูก อวิชชา ครอบครองและครอบงำกันทุกๆคน อวิชชา คือ ตัวการนำมาซึ่งกองทุกข์ทั้งปวง(ในกระแสปฏิจจสมุปบาท)เกิดก็เป็นทุกข์ แก่ก็เป็นทุกข์ เจ็บป่วยก็เป็นทุกข์ ตายก็เป็นทุกข์ โศกเศร้าเสียใจ พลัดพราก ไม่ได้ดั่งใจ ฯลฯ ก็ล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้น สุขไม่นานทุกข์ก็เข้ามาแทนที่ พระพุทธเจ้าคือ ผู้ที่มาปลดเปลื้องทุกข์(บอกวิธีดับทุกข์)ให้กับมนุษย์บนโลกใบนี้ เพียงแต่ใครจะมองเห็นและตาถึงเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่( เกิน 99% ) ยังคงยินดีและชื่นชมหลงไหลในความทุกข์ต่อๆไป(ยินดีในสังสารวัฏฏ์)ทั้งแบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ นี่คือ สัจธรรม บนโลกใบนี้ ผู้ที่จิตใจสว่างเท่านั้นจึงจะข้ามพ้นทุกข์ไปได้(สังสารวัฏฏ์) 

ความเป็นมาของอวิชชาจิตตะนั้นยาวนานจนหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ ในทางธรรมท่านกล่าวว่า เงื่อนต้นของอวิชชาไม่ปรากฏ คือไม่มีใครบอกได้ว่ามันเริ่มฝังตัวในจิตตั้งแต่สหัสวรรษไหน แต่มันคือระบบปฏิบัติการพื้นฐานที่บันทึกและส่งต่อข้ามภพข้ามชาติ หมุนเวียนในวัฏสงสารมาอย่างยาวนาน สั่งสมความคุ้นชินในการหลงผิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน(พระพุทธเจ้าตรัสไว้) 

 อวิชชาจิตตะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? 

ในเชิงกลไกการทำงาน อวิชชาจิตตะเกิดขึ้นทุกครั้งที่ "โลกเปิด"(ทวาร 6 เปิด)นั่นคือเมื่อมี ผัสสะ (การกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ทันทีที่มีผัสสะและเกิดเวทนา (ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ) ตัวอวิชชาที่นอนเนื่องอยู่ในฐานจิตจะกระโดดออกมาทำงานทันที โดยการส่ง "ความเพลิน" (นันทิ) เข้าไปล็อกติดกับเวทนานั้น แล้วปรุงแต่งบิดเบือนธรรมชาติจากเดิมที่เป็นเพียง "ธรรมทำกิจของธรรม" ให้กลายเป็น "ตัวกูผู้เสพเวทนา" ความรู้สึกว่ามีตัวเราจึงอุบัติขึ้นตรงนี้(อัตตา)ความทุกข์ก่อตัวขึ้นในจุดนี้(จุดเวทนาเกิด)เวทนาไม่ใช่ตัวปัญหา แต่ตัวปัญหาจริงๆก็คือ อวิชชา ที่เป็นตัวการสร้างเรื่องราวของทุกข์

 ทำไมต้องมีอวิชชาจิตตะเกิดขึ้นในมนุษย์? 

ถ้ามองตามกฎของธรรมชาติ มันไม่ได้มีเพราะมีใครจงใจสร้างขึ้นมา แต่มันเป็นกฎเกณฑ์ฝ่ายมืดหรือฝ่ายหลง ตราบใดที่แสงสว่างคือ "วิชชา" ยังไม่เกิดขึ้น ความมืดคือ "อวิชชา" ก็ย่อมทำหน้าที่ของมันเป็นธรรมดา เปรียบเหมือนห้องที่ปิดมืดสนิท ย่อมมีความมืดเป็นปกติของมัน จนกว่าจะมีใครจุดประทีปหรือเปิดหน้าต่างรับแสงสว่างเข้ามา ห้องจึงจะสว่าง 

มนุษย์ที่เกิดมาบนโลกใบนี้ต้องมีอวิชชาจิตตะทุกๆ คนหรือไม่? 

คำตอบคือ...ต้องมีทุกคน มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหมดที่ปฏิสนธิและเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ล้วนขับเคลื่อนด้วยแรงส่งของอวิชชาทั้งสิ้น เว้นเสียแต่พระอรหันต์ผู้ทำลายอวิชชาได้สิ้นซากแล้วเท่านั้นที่จะไม่มีอวิชชาจิตตะ ดังนั้น มนุษย์ปุถุชนทุกคนที่ลืมตาดูโลกจึงสตาร์ทระบบด้วยอวิชชาจิตตะเหมือนกันทั้งหมดทั้งสิ้น อวิชชาจึงเหมือนกับเชื้อโรคที่สร้างทุกข์ให้กับมนุษย์ทุกๆคนบนโลกใบนี้อย่างเท่าเทียมกัน อวิชชาจึงเป็นจุดตั้งต้นของมนุษย์ทุกๆคน

อวิชชาจิตตะจะอยู่กับมนุษย์ตลอดไปทุกภพทุกชาติหรือไม่? 

ไม่จำเป็นต้องอยู่ตลอดไป แต่อวิชชาจะอยู่ไปเรื่อยๆ แบบข้ามภพข้ามชาติอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากไม่มีการเรียนรู้วิชาของพระพุทธเจ้า มันจะส่งต่อรหัสความหลงนี้ไปสู่อัตภาพใหม่เรื่อยๆ แต่ระบบนี้สามารถหยุดการปรุงแต่งอวิชชาได้ถาวร หากจิตเกิด "วิชชา" ขึ้นมาหักล้างชะล้างขยะเก่า(อวิชชา)ให้หมดสิ้นไป เพราะ วิชชาเกิด อวิชชาจะดับลง ตามหลักอิทัปปัจจยตา 

ความสัมพันธ์ของอวิชชาจิตตะกับการเกิดขึ้นของกิเลสทั้งปวง

อวิชชา คือ รากเหง้าของกองกิเลสทั้งปวง(กองทุกข์ทั้งปวง)
อวิชชา ก็คือ โมหเจตสิก กิเลสทุกๆตัวมีอวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นองค์ประกอบทั้งหมดทั้งสิ้น อวิชชา(โมหเจตสิก)คือตัวที่เข้าไปปรุงแต่งจิตให้เศร้าหมอง(ทุกข์)จิตที่รับรู้ทุกข์อยู่ตลอดเวลาก็มาจาก อวิชชา นี่เอง

อวิชชาจิตตะคือ "แม่พิมพ์ใหญ่" หรือรากเหง้าของกิเลสทั้งปวง (โลภ โกรธ หลง) เมื่ออวิชชาทำงานบิดเบือนผัสสะจนจิตเข้าใจผิดว่ามี "ตัวตนของเรา" ขึ้นมาจริงๆ กิเลสจึงตามมาเป็นพรวน: 

- เมื่อเจอสิ่งถูกใจ จิตก็เกิด โลภะ อยากได้มาปรนเปรอตัวเรา(โมหเจตสิก+โลภเจตสิกทำงาน)

- เมื่อเจอสิ่งไม่ถูกใจ จิตก็เกิด โทสะ ขัดเคืองเพราะมันทำลายความสุขของตัวเรา(โมหเจตสิก+โทสเจตสิกทำงาน)

- ถ้าไม่มีอวิชชาเป็นประธาน กิเลสตัวอื่นจะไม่มีที่ยืนและไม่มีฐานให้เกาะเลย 

ความสัมพันธ์ของอวิชชาจิตตะกับการเกิดขึ้นของทุกข์ทั้งปวง

อวิชชาจิตตะ => อวิชชาผัสสะ => อวิชชาเวทนา => นันทิราคะ => ตัณหา => อุปาทาน => ภพ ชาติ ชรามรณะ.......( กองทุกข์ทั้งปวง ) 

คำอธิบาย เมื่อจิตมีอวิชชาหรือถูกอวิชชาครอบงำ เมื่อเกิดผัสสะขึ้น จะเป็นสัมผัสโงๆ(อวิชชาผัสสะ) ส่งผลให้เกิดเวทนาโง่ๆติดตามมา(อวิชชาเวทนา)นำไปสู่การปรุงแต่งของโมหเจตสิก(อวิชชา)ไปเป็น นันทิราะ ตัณหา อุปาทาน(ทุกข์)ดังกล่าว

ความทุกข์ทั้งหมดไม่ได้เกิดจากสิ่งภายนอก แต่เกิดจากอวิชชาจิตตะ(จิตที่มีอวิชชาครอบงำ)โดยตรง ตามหลักปฏิจจสมุปบาท เมื่ออวิชชาเข้าแทรกแทรงในเวทนา สั่งให้ปรุงแต่งความเพลิน (นันทิ) จิตจะเกิดความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) เมื่อยึดมั่นในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตย่อมต้องดิ้นรน กระวนกระวาย และโศกเศร้าเสียใจ ความทุกข์อริยสัจจึงอัดแน่นขึ้นในใจทุกครั้งที่อวิชชาปรุงแต่งจิตให้เกิดทุกข์

จะถอดอวิชชาออกจากจิตใจของมนุษย์ได้อย่างไร?

อวิชชา จะแพ้ทาง วิชชา(ปัญญา)สองธรรมนี้เข้ากันไม่ได้
ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลงทันที เหมือนกรณีมืดกับสว่าง 

การจะถอดระบบนี้ออก ไม่ใช่การไปบังคับ ดุด่า หรือพยายามฆ่ามัน เพราะมันเป็นเพียงสภาวะธรรมธรรมชาติชนิดหนึ่ง เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ด้วยกาย การจะถอดถอนมันได้ต้องใช้ "วิชชา" หรือความรู้แจ้งตามความเป็นจริงเข้ามาแทนที่(แทนการไม่รู้แจ้งตามจริง) เปรียบเหมือนการเปิดไฟไล่ความมืด เมื่อความสว่างปรากฏ(วิชชาเกิด) ความมืด(อวิชชา)ก็หายไปเองโดยอัตโนมัติ ก็คือ การสร้างเหตุปัจจัย(วิชชาหรือปัญญา)เพื่อไปดับ อวิชชา นั่นเอง

วิธีการถอดอวิชชาออกจากจิตใจทำอย่างไร?

ด้วยการฝึกฝนแก่นมรรคให้แก่กล้าในทุกขณะจิต

แก่นมรรค ก็คือ วิชชา(ปัญญา)ดีๆนี่เอง เพราะมีทั้ง สติ สมาธิ ปัญญา 

วิธีการคือการฝึกฝนตามแนวทางของ แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ในชีวิตประจำวัน: 

- ใช้ สติ คอยระลึกรู้เท่าทันเมื่อโลกเปิด (ผัสสะเกิด)ในทุกๆขณะจิต

- ใช้ สมาธิ รักษาฐานจิตให้ตั้งมั่น เป็นกลาง อยู่ในความปกติ ไม่ไหลไปตามอารมณ์ในทุกๆขณะจิต

- ใช้ ปัญญา ทำการ โยนิโสมนสิการ แยกแยะสมมติออกให้เห็นตามความเป็นจริง และทำกิจสำคัญคือ "ละนันทิในเวทนา" ตัดวงจรไม่ให้จิตปรุงแต่งไปเป็นความยึดมั่นถือมั่น ทำบ่อยๆ ซ้ำๆ ระบบอวิชชาจะค่อยๆ ถูกถอดรหัสและสลายตัวไปตามกาลเวลา( เหมือนกรณีเอาน้ำดีไปไล่น้ำเสีย จนสุดท้ายเหลือแต่น้ำดีคือ วิชชา ) 

อวิชชาจิตตะ แตกต่างจาก..วิชชาจิตตะ...อย่างไร?
มนุษย์ทุกๆคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ จะมาพร้อมกับ อวิชชาจิตตะเสมอ เมื่อฝึกฝน วิชชาจิตตะให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ อวิชชาจิตตะก็จะดับลง ทั้งสองธรรมนี้(วิชชาจิตตะและอวิชชาจิตตะ)ไม่สามารถเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันและพร้อมกันได้ 

อวิชชาจิตตะ : คือสภาวะที่จิตประกอบด้วยอวิชชา(จิตที่มีอวิชชาครอบงำหรือปรุงแต่ง)มีความไม่รู้เป็นแกนกลาง นำไปสู่การสร้างตัวตน (อัตตา) ปรุงแต่งด้วยความเพลิน (นันทิ) มีความหนัก เหนื่อย ดิ้นรน และจบลงที่ความทุกข์

วิชชาจิตตะ : คือสภาวะที่จิตประกอบด้วยวิชชา(จิตที่มีวิชชาครอบงำหรือปรุงแต่ง)มีความรู้แจ้งเป็นแกนกลาง นำไปสู่การเห็นความไม่มีตัวตน (อนัตตา) ปรุงแต่งด้วยการแยกแยะสมมติและละนันทิ มีความเบา สงบ สว่าง และจบลงที่ความสิ้นทุกข์ (ปกติ) 

ข้อดีและข้อเสียของ...อวิชชาจิตตะ...เป็นอย่างไร? 

1. ข้อดี (ในมุมสมมติโลก): เป็นแรงขับเคลื่อนทางโลก ทำให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ การทำมาหากิน วัฒนธรรม และสีสันของโลกมนุษย์ เพราะความอยากและความหลงตัวตนทำให้มนุษย์ดิ้นรนพัฒนาสิ่งภายนอกแข่งขันกันอย่างระห่ำเพื่อสนองตอบอวิชชา

2. ข้อเสีย: ทำให้จิตติดคุกอยู่ในโลกสมมติที่ตนเองปรุงแต่งขึ้นจากอวิชชา ต้องเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์ซ้ำๆ วิ่งไล่ล่าไขว่คว้าสิ่งลวงตาอย่างไม่มีวันอิ่มเต็ม และต้องเผชิญกับความโศกเศร้า เสียใจ ผิดหวัง อยู่ร่ำไป จิตตกอยู่ในการควบคุมของอวิชชา 

ข้อสรุปของอวิชชาจิตตะโดยรวม( ผลดี-ผลเสีย ) 

บทสรุป: อวิชชาจิตตะ คือระบบปฏิบัติการดั้งเดิมที่ติดตัวมนุษย์ทุกคนมาตั้งแต่เกิดเพื่อขับเคลื่อนโลกสมมติ แม้จะมีผลดีในแง่ของการสร้างสีสันและแรงผลักดันทางโลกวัตถุนิยม แต่ผลเสียลึกๆ นั้นร้ายกาจยิ่งกว่า เพราะมันคือเครื่องจักรผลิตความทุกข์แบบไม่รู้จบสิ้น ตราบใดที่มนุษย์ยังปล่อยให้อวิชชาจิตตะปรุงแต่งอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการแทรกแซงใดๆ มนุษย์ผู้นั้นก็จะต้องตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของ อวิชชา และจมอยู่กับกองทุกข์ในสังสารวัฏตลอดไป 

ส่วนที่ 2 : วิชชาจิตตะ - จิตที่มีปัญญารู้แจ้ง
(จิตผู้ตื่นรู้และรู้เท่าทันความจริงของธรรมชาติ)
 

"ไม่ต้องวิ่งวุ่นไปดับทุกข์ที่ไหน... แค่ดับระบบปฏิบัติการปลอมในใจคุณก็พอ!" 

คนทั้งโลกกำลังหลงทางด้วยการพยายามไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ วิ่งไล่เปลี่ยนคนนั้น เปลี่ยนสิ่งนี้ เพื่อให้ตัวเองมีความสุข แต่ระบบ 'วิชชาจิตตะ' จะกระชากหน้ากากให้คุณเห็นว่า ความทุกข์มันไม่ได้เกิดมาจากสิ่งภายนอก และไม่ได้เกิดจากความรู้สึกเหล่านั้นด้วย! 

ความรู้สึกสุขหรือทุกข์ มันเป็นแค่พนักงานทำตามหน้าที่ของมัน (ธรรมทำกิจของธรรม) แต่วายร้ายตัวจริงคือความหลงไปยึดต่างหาก(อุปาทาน)หมัดเด็ดของวิชชาจิตตะมีเพียงข้อเดียวคือ ดับอวิชชา ส่งผลทำให้เกิดการ 'ละนันทิในเวทนา' คือการเห็นความรู้สึกเกิดขึ้นแล้วปล่อยให้มันทำหน้าที่ของมันไป โดยที่เราไม่ต้องกระโดดลงไปเพลิดเพลินร่วมกับมัน เพราะมันจะนำไปสู่ตัณหา(ทุกข์)และอุปาทาน สติ สมาธิ ปัญญา(วิชชา)จะดับกระแสอวิชชาในจุดนี้ 

ทันทีที่คุณตัดคำสั่งความเพลินนี้ได้ วงจรความทุกข์ที่เคยปรุงแต่งมานับแสนชาติจะพังทลายลงต่อหน้าต่อตาในวินาทีเดียว จิตจะคืนสู่สภาวะ 'ปกติ' ที่เบา สงบ สว่าง โดยไม่ต้องหนีออกจากโลก ไม่ต้องทิ้งการงานไปไหน แต่นี่คือการรันระบบปฏิบัติการของพระพุทธเจ้ากลางโลกสมมติอย่างผู้เหนือโลก!" วิชชาจะรู้เท่าทันอวิชชา ที่มันรัน(ปฏิบัติการ)อยู่บนฐานจิต พระพุทธเจ้าคือผู้สอนวิชชาให้เปลี่ยนแปลงระบบใหม่(วิชชาจิตตะ)ไปจากระบบเดิมๆ(อวิชชาจิตตะ)

 วิชชาจิตตะ คืออะไร? (ความหมายและนิยาม)

วิชชาจิตตะเกิด  =>> อวิชชาจิตตะดับลง

     ( วิชชาเกิด  =>> อวิชชาดับ )

วิชชาจิตตะ คือ สภาวะของ "จิตที่มีวิชชาเป็นประธาน" หมายถึง จิตที่เข้าถึงความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมชาติของกายและใจ(ขันธ์ 5 )ไม่โดนภาพลวงตาของสมมติหลอกลวง(อวิชชา) เป็นจิตที่หลุดพ้นจากความเข้าใจผิดว่ามีตัวตน(มิจฉาทิฏฐิ) และมองเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่าทุกสรรพสิ่งรวมถึงตัวจิตเอง เป็นเพียงธรรมแต่ละธรรมที่ทำหน้าที่ของมันเองตามธรรมชาติ (อนัตตา)ตามเหตุปัจจัยการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเท่านั้น ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เป็นจิตที่รู้แจ้งซึ่งสมมติในรูปและสมมติในนามทั้งปวง ไม่เข้าไปยึดในสมมติรูปและนามด้วยความเข้าใจแบบผิดๆ(มิจฉาทิฏฐิจากอวิชชา)

ทำไมต้องเป็น วิชชาจิตตะ? 

เพราะอวิชชาจิตตะ (ระบบปฏิบัติการเดิมหรือจิตดั้งเดิม) มันพาจิตวิ่งวุ่นและเป็นทุกข์มานับภพนับชาติไม่ถ้วน(แบกทุกข์ข้ามภพข้ามชาติไปเรื่อยๆหาจุดสิ้นสุดไม่ได้) การจะหยุดเครื่องจักรผลิตความทุกข์นี้ได้ มีเพียงสิ่งเดียวคือต้องอัพเกรดเปลี่ยนแปลงจิตให้เป็น "วิชชาจิตตะ" เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ถอดรหัส ตีแผ่สมมติ และล้างความหลงผิด(มิจฉาทิฏฐิ)ตรงฐานจิตให้สิ้นซาก หากไม่เปลี่ยนเป็นวิชชาจิตตะ จิตจะไม่มีวันพบความสงบเย็นที่แท้จริงได้เลย จิตจะอมทุกข์อยู่ตลอดวัฏฏสงสารแบบไม่มีที่สิ้นสุดของวงจรการเกิดทุกข์

ถ้าไม่มี วิชชาจิตตะ จะเกิดอะไรขึ้นกับมนุษย์ทุกๆ คน? 

หากมนุษย์ไม่มีวิชชาจิตตะ ทุกคนจะต้องตกอยู่ภายใต้คำสั่งของอวิชชาจิตตะอย่างเบ็ดเสร็จ 24 ชั่วโมง เมื่อโลกเปิด (ผัสสะเกิด) จิตก็จะถูกปรุงด้วยความเพลิน (นันทิ) เข้าไปยึดมั่นในเวทนา สวมรอยเป็นตัวกู-ของกู ปรุงแต่งความโลภ ความโกรธ ความหลง และต้องเผชิญกับความโศกเศร้า เสียใจ ผิดหวัง เวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์แบบไร้ทางออกไม่มีที่สิ้นสุด

วิชชาจิตตะมีดีอย่างไรต่อมนุษย์ทุกๆ คนบนโลกใบนี้? 
วิชชาจิตตะ คือ ตัวเปิดโลกให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง

วิชชาจิตตะคือปัญญาแสงสว่างนำพาจิตออกจากคุกของความทุกข์(อวิชชา) มันช่วยให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกสมมตินี้ได้อย่างเบาสบาย ไม่แบกโลก ไม่แบกทุกข์ แม้จะมีหน้าที่การงาน มีผัสสะมากระทบ มีสุข มีทุกข์ผ่านเข้ามา แต่วิชชาจิตตะจะทำให้จิตยืนระยะอยู่บนฐานของความ "ปกติ" ไม่ไหลไปตามกระแสอารมณ์ของอวิชชา ทำให้ชีวิตมีความสงบเย็นและมีปัญญาญาณในการจัดการสิ่งต่างๆ อย่างถูกต้อง( ไม่หลงไปกับโลกปรุงแต่งของอวิชชา )

ผลเสียของการมีวิชชาจิตตะมีหรือไม่? 

ไม่มีผลเสียในทางธรรมเลยแม้แต่น้อย เพราะวิชชาจิตตะคือสภาวะที่จิตสะอาด บริสุทธิ์ และตื่นรู้ แต่หากจะมองในมุมของทางโลกียะ (สมมติ) คนที่มีวิชชาจิตตะอาจจะหมดความทะยานอยากแบบบ้าคลั่ง หมดความหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ ทำให้ความดิ้นรนเพื่อแข่งขันแย่งชิงลดลง ซึ่งในมุมของโลกที่บูชาความโลภ อาจมองว่าคนๆ นั้นเฉยชาหรือไม่มีไฟ แต่ในความจริงมันคือความสงบเย็นที่ไม่ต้องวิ่งไล่ล่าสิ่งใดต่างหาก ไม่หลงในสิ่งที่โลกปรุงแต่งขึ้นมา(สิ่งสมมติ) เพื่อให้เราวิ่งไล่ตามมาสนองตอบอวิชชา ทำให้เกิดทุกข์ขึ้น 

เมื่อวิชชาจิตตะเกิด อวิชชาจิตตะเกิดขึ้นได้หรือไม่? 

ทั้งสองธรรมนี้เกิดร่วมกันไม่ได้ ในขณะจิตเดียวกัน ถอดรหัสได้ว่าเมื่อวิชชาเกิด อวิชชาต้องดับ เหมือนตอนที่เราเปิดไฟในห้อง ความมืดจะหายไปทันที แสงสว่างและความมืดไม่สามารถอยู่ในจุดเดียวกันและในเวลาเดียวกันได้ ดังนั้น เมื่อวิชชาจิตตะปรุงแต่งจิตอยู่ อวิชชาจิตตะย่อมหมดสิทธิ์เข้ามาสวมรอยหรือปรุงแต่งจิต

วิธีการสร้าง วิชชาจิตตะ ทำอย่างไร?
ในเว็บไซต์นี้ได้บอกวิธีการสร้างแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)

ซึ่งก็คือ การสร้างวิชชาจิตตะนั่นเอง( สร้างวิชชาหรือปัญญาให้กับจิต ) 

กระบวนการสร้างวิชชาให้กับจิตทำได้โดยการฝึกฝนระบบการทำงานของจิตเมื่อมี ผัสสะ (โลกเปิด) แทนที่จะปล่อยให้จิตไหลไปตามความคุ้นชินเดิมของอวิชชา ให้เปลี่ยนมาใช้การเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)และ "โยนิโสมนสิการ" คอยดักจับมโนผัสสะและเวทนา แล้วทำกิจสำคัญคือ "ละนันทิในเวทนา" คือเห็นความรู้สึกเกิดขึ้นแล้วไม่เข้าไปเพลิน ไม่เข้าไปสวมรอยยึดมั่น ปล่อยให้ธรรมแต่ละธรรมทำหน้าที่ของมันไป การหยุดปรุงแต่งซ้ำๆ แบบนี้คือการสร้างและเปิดใช้งานระบบปฏิบัติการวิชชาจิตตะ การเจริญแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอในทุกๆขณะจิต ก็คือ การสร้าง วิชชาจิตตะ นั่นเอง

ผลลัพธ์ของการมีวิชชาจิตตะเป็นอย่างไร? 

ผลลัพธ์ของการมีวิชชาจิตตะคือ จิตจะเข้าถึงความเบา สบาย สว่าง และตั้งมั่นอย่างแท้จริง เป็นสภาวะที่เรียกว่า "ปกติ" จิตจะหลุดพ้นจากการเป็นทาสของ..อวิชชา..ไม่ทุกข์ไปกับความเปลี่ยนแปลงของโลก มีความปล่อยวางแต่ไม่ทอดทิ้งหน้าที่การงาน และท้ายที่สุดคือการทำลายอาสวะกิเลสที่นอนก้นอยู่ในจิตข้ามภพข้ามชาติให้หมดสิ้นไปจากจิตใจของผู้ที่มี...วิชชาจิตตะ... 

การสร้างแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ให้เป็น วิชชาจิตตะ ทำอย่างไร? 

แก่นมรรคทั้งสามคือซอฟต์แวร์ย่อยของ..วิชชา..ที่ต้องทำงานประสานกันเป็นเนื้อเดียว (มรรคสมังคี): 

- เปิดระบบ สติ ให้ทำหน้าที่เป็นเครื่องสแกนสิ่งแปลกปลอม คอยระลึกรู้เท่าทันเมื่อมีผัสสะ

- เปิดระบบ สมาธิ ให้ทำหน้าที่เป็นตัวรักษาเสถียรภาพ คุมฐานจิตให้ตั้งมั่น เป็นกลาง ในความปกติ

- เปิดระบบ ปัญญา ให้ทำหน้าที่ประมวลผล ถอดรหัสแยกแยะสมมติ และตัดคำสั่งความเพลิน (ละนันทิ)

- เมื่อสติ สมาธิ ปัญญา ทำงานร่วมกันตรงฐานผัสสะอย่างต่อเนื่อง แก่นมรรคนี้จะรวมตัวกันกลายเป็น "วิชชาจิตตะ" ที่แข็งแกร่ง 

วิชชาจิตตะต้องมีอยู่ตลอดเวลาหรือไม่? 

สำหรับผู้ที่กำลังฝึกฝน (เสขบุคคล) วิชชาจิตตะอาจจะเกิดขึ้นสลับกับอวิชชาจิตตะตามกำลังของสติปัญญาของแต่ละคน จึงต้องเพียรระลึกรู้และสร้างให้เกิดขึ้นบ่อยๆซ้ำๆยืนระยะให้ยาวนานที่สุด แต่สำหรับผู้ที่บรรลุธรรมสูงสุดเป็นพระอรหันต์แล้ว วิชชาจิตตะจะอยู่ตัวและรันเป็นระบบปฏิบัติการถาวรตลอดเวลา ไม่มีวันกลับไปเป็น อวิชชาจิตตะ อีกตลอดกาล 

 วิชชาจิตตะกับการเกิดทุกข์หรือดับทุกข์เป็นอย่างไร? 

วิชชาจิตตะ ไม่มีวันทำให้เกิดทุกข์ เพราะตัวมันคือตัวทำลายเหตุแห่งทุกข์ (อวิชชา ตัณหา/นันทิ)

วิชชาจิตตะ คือ ตัวดับทุกข์โดยตรง เมื่อวิชชาทำงาน มันจะเข้าไปตัดวงจรปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิดทุกข์(อนุโลม) ทำให้ความยึดมั่นถือมั่นพังทลายลง ความทุกข์ทั้งปวงจึงดับลงตรงนั้นทันที

ความสัมพันธ์ของ วิชชาจิตตะ กับ สัมมาทิฏฐิ 

สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ ความเห็นถูกต้อง ความรู้ถูกต้อง) คือจุดเริ่มต้นและเป็นหัวใจของวิชชาจิตตะ หากไม่มีสัมมาทิฏฐิที่มองเห็นว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา เป็นเพียงธรรมทำกิจ วิชชาจิตตะก็เกิดขึ้นไม่ได้ สัมมาทิฏฐิจึงเปรียบเหมือนการเขียนพิมพ์เขียวที่ถูกต้อง ส่วนวิชชาจิตตะคือตอนที่ระบบปฏิบัติการนั้นทำงานจริงบนฐานจิตเพื่อดับทุกข์

 ใครบ้างที่ควรมีวิชชาจิตตะตลอดเวลา? 

มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ควรมีวิชชาจิตตะ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเผชิญกับโลกการทำงาน ความกดดัน และความรับผิดชอบสูง ยิ่งต้องมีวิชชาจิตตะคอยรันระบบอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะได้ทำมาหากินและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ บนโลกสมมติได้โดยที่ใจไม่พังและไม่เป็นทุกข์ 

 ข้อเปรียบเทียบระหว่าง วิชชาจิตตะ กับ อวิชชาจิตตะ 

คุณลักษณะ อวิชชาจิตตะ วิชชาจิตตะ
แกนกลางระบบ ความไม่รู้จริงในธรรมชาติ ความรู้แจ้งตามความเป็นจริง
กลไกเมื่อมีผัสสะ รันความเพลิน (นันทิ) เข้าไปสวมรอย โยนิโสมนสิการ แยกแยะและละนันทิ
มุมมองต่อสิ่งต่างๆ เป็นอัตตา (ตัวกู-ของกู) เป็นอนัตตา (ธรรมแต่ละธรรมทำกิจ)
สถานะของจิต หนัก เหนื่อย ดิ้นรน กระเพื่อม เบา สบาย สงบ ตื่นรู้ เป็นปกติ
ปลายทาง ก่อภพ ก่อชาติ และเป็นทุกข์ ดับภพ ดับชาติ และสิ้นทุกข์

ขอสรุปโดยรวมของ วิชชาจิตตะ ผลดี-ผลเสีย 

บทสรุป: วิชชาจิตตะ คือทางรอดเดียวของจิตใจมนุษย์ มันคือระบบปฏิบัติการอัจฉริยะที่เปลี่ยนจากความหลงมืดบอด(ของอวิชชา)มาสู่ความสว่างไสว(ของวิชชา) ผลดีของมันคือการดับทุกข์ได้ในปัจจุบันขณะตรงฐานผัสสะในชีวิตประจำวัน คืนความเบาสบายและสถานะ "ปกติ" ให้แก่จิต โดยไม่มีข้อเสียใดๆ ในทางธรรม มีเพียงการยกระดับจิตใจมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความเป็นทาสและเป็นเหยื่อของสมมติโลกอย่างแท้จริง(อวิชชา)

อวิชชา คือ รากเหง้าของการเกิดทุกข์(กิเลสทั้งปวง)

อวิชชา(โมหเจตสิก) คือ รากเหง้าของอกุศลเจตสิกทั้งหมด( 14 ดวง ) ถ้าปราศจาก อวิชชา อกุศลเจตสิกทั้งหมดก็ไม่เกิดขึ้น และอกุศลเจตสิกเหล่านี้คือ ตัวปรุงแต่งบรรดากิเลสทั้งปวง(รวมตัณหาอุปาทาน)

วิชชา(ปัญญา) คือ รากเหง้าของการดับทุกข์(ดับอวิชชาและกิเลสทั้งปวง)
วิชชา(สติ สมาธิ ปัญญา)คือ รากเหง้าและที่มาของ กุศลเจตสิก(ทั้ง 25 ดวง)  

 จิตอยู่กับสติได้อย่างไร? 

จิตอยู่กับสติได้เพราะ สติเป็นเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตในขณะนั้น จิตและสติเกิด-ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน การเจริญสติอย่างต่อเนื่อง (สันตติ) จึงทำให้จิตมีองครักษ์พิทักษ์อยู่ตลอดเวลา กิเลสจึงแทรกเข้าหาได้ยากยิ่ง อวิชชาหลง(โมหเจตสิก)ไม่สามารถเกิดขึ้นได้พร้อมกับสติ(ความระลึกรู้ตัว) 

บทสรุป: สติตัดวงจรทุกข์เป็นด่านแรกได้อย่างไร? 

ความทุกข์ไม่ได้ดับไปด้วยการบังคับ ไม่ได้ดับไปด้วยความอยาก แต่ดับไปด้วย "ความไม่ประมาท" โดยการมีสติที่ว่องไวคอยพิทักษ์จิตอยู่ที่มโนผัสสะและเวทนา สติคือด่านแรกที่พลิกเกมจากการเป็น "ผู้หลงลื่นไหลไปตามนันทิราคะ" มาเป็น "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้แยกแยะสมมติออกจากความจริง" สติเป็นกุศลเจตสิก เป็นองค์มรรคหนึ่งในอริยมรรคมีองค์ 8 ถือว่าสำคัญมากๆ 

เมื่อสติทำงานเป็นสันตติ(ต่อเนื่อง) ช่องว่างของมาร(กิเลส)จะหมดไป จิตจะคืนสู่สภาพ "ปกติ" ดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง ตราบใดที่มีสติแกร่งและมั่นคง 

"พระพุทธเจ้าทรงตรากตรำบำเพ็ญบารมีมาสี่อสงไขยแสนกัป ไม่ใช่เพื่อให้พวกเรากราบไหว้ขอพร แต่เพื่อให้พวกเราลุกขึ้นมา ‘เจริญสติในทุกๆ ผัสสะ’ เพื่อไม่ให้ตกเป็นทาสและเป็นเหยื่อของพญามารกิเลสทั้งปวงอีกต่อไป

ปัจฉิมโอวาทที่ว่า ‘จงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด’ จึงไม่ใช่เพียงคำสั่งเสีย แต่เป็นคำโอบกอดอันอบอุ่นที่สุดจากพระบิดาผู้รู้แจ้งโลก ที่ย้ำเตือนให้เรามีองครักษ์พิทักษ์จิตในทุกย่างก้าว เพื่อให้ชีวิต 24 ชั่วโมงต่อจากนี้ เป็นชีวิตที่อยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง" 

 มาเริ่มต้นการฝึก สติ ให้แข็งแกร่งเป็น มหาสติ(สติที่ว่องไว) 

 ทุกๆอย่างอยู่ที่การตัดสินใจลงมือทำของท่านแล้ว

แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ จงฝึกฝนให้แก่กล้า แล้วท่านจะพบกับความจริงทั้งหมด

 

  ลิ้งค์ด้านล่างนี้ ล้วนบ่มเพาะสติ สมาธิ ปัญญา ทั้งสิ้น  

 

 

(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา )) 

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..] 

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.] 

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ] 

((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์)) 

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...)) 

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))  

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ] 
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 
 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ] 

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
 

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....)) 

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))  

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))   

 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。

 

Visitors: 20,256