จิตที่ไม่มีทุกข์คือ จิตที่มีการเจริญแก่นมรรคอยู่ตลอดเวลา



การเจริญสติ  =>  ทำให้เกิดสมาธิ  =>   ทำให้เกิดปัญญา
ถ้าไม่มีสติ  =>>   สมาธิก็ไม่เกิด   =>>  ปัญญาก็ไม่เกิด

สติ  สมาธิ   ปัญญา คือ..แก่นมรรค(ในอริยมรรคมีองค์ 8)

จิตที่ไม่มีทุกข์ คือ จิตที่มีการเจริญแก่นมรรคหรือเดินแก่นมรรคอยู่ตลอดเวลา( เจริญ สติ สมาธิ ปัญญา )ทุกๆท่านสามารถพิสูจน์ได้ตลอดเวลาว่าคือ...ความจริงและเรื่องจริง...นี่คือ เหตุผลที่พระพุทธเจ้าสอนเรื่องการมีสติในปัจจุบันขณะมากที่สุด ในธรรมหลายๆหมวดล้วนมีธรรมที่ชื่อ สติ เป็นองค์ประกอบ เช่น สติปัฏฐาน 4  โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 อินทรีย์ 5 พละ 5 ทั้งหมดล้วนมี สติ เป็นองค์ประกอบร่วมทั้งสิ้น จากข้อความด้านบน ท่านจะเห็นได้ว่า...ถ้าไม่มีสติหรือปราศจาก สติ แล้ว สมาธิและปัญญาจะไม่มีวันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน นี่คือ อานุภาพของ...สติ...องค์มรรคจะไม่มีวันเกิดขึ้น ถ้าไม่มี สติ หรือปราศจาก สติ ดังนั้น การเจริญสติ จึงได้รับอานิสงส์หลายอย่าง ธรรมที่เป็นกุศลต่างๆเกิดขึ้นตามมามากมาย ถ้าไม่มีสติ วิชชา(ปัญญา)ก็ไม่เกิด แต่ อวิชชา จะเกิดขึ้นมาแทนที่ทันที และจะติดตามมาด้วย กิเลส ตัณหา อุปาทาน  นานาชนิด ทำให้จิตรับรู้ทุกข์เต็มๆ(จิตเป็นทุกข์) อันเป็นที่มาแห่งทุกข์ในจิตใจของมนุษย์

    แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ในแก่นมรรคจะมีธรรมที่ชื่อ ปัญญา(วิชชา)บรรจุอยู่เรียบร้อยแล้ว ถ้ามีการเจริญมรรคหรือเดินมรรคในทุกขณะจิต จะส่งผลให้...........
  อวิชชาดับ => ตัณหาดับ => อุปาทานดับ =>  ทุกข์ดับ  ตามหลักอิทัปปัจจยตา
ในการเจริญมรรคหรือเดินมรรค เราจะเริ่มจาก...การเจริญสติ ( อานาปานสติ หรือ กายคตาสติ )คือ การเอาสติมาไว้ที่ฐานกายเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ยาวหรือสั้น( อานาปานสติ )หรือจะเป็นการกำหนดระลึกรู้ในแต่ละอิริยาบทต่างๆ เช่น การเดิน การนั่ง การดื่มน้ำ การทำงาน ฯลฯ ทุกๆอิริยาบทล้วนมี สติกำกับตลอดเวลา(เพื่อป้องกันอวิชชาเข้าแทรกแซงในจิต) การมีสติคือการไม่ประมาท(ไม่หลง)ไม่ตกเป็นทาสและเป็นเหยื่อของ อวิชชา(ความไม่รู้ ความหลง)อันนำมาซึ่งทุกข์ให้กับจิตใจ นี่คือ เหตุผลของการเจริญสติหรือฝึกฝนสติให้กล้าแกร่ง จะส่งผลให้ทุกข์เกิดขึ้นไม่ได้ในจิต การเจริญแก่นมรรคหรือเดินแก่นมรรคจึงมีผลโดยตรงต่อการดับทุกข์ในจิต
   รากเหง้าแห่งทุกข์จริงๆก็คือ...อวิชชา(ความไม่รู้ ความหลง)นั่นเอง เพราะมีอวิชชา จึงมีตัณหาและอุปทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ.....ในกระแสปฏิจจสมุปปบาท  อวิชชาจะเป็นธรรมที่ตรงข้ามกับ...วิชชา(ปัญญา) ทั้งสองธรรมนี้เกิดร่วมกันไม่ได้ ธรรมหนึ่งเกิดขึ้น อีกธรรมหนึ่งจะต้องดับลง นี่คือ สัจธรรมของธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าค้นพบ

        มาร่วมกันวางโครงสร้างของจิตใหม่ 

ด้วยการ...เจริญแก่นมรรค หรือ เดินแก่นมรรค นั่นก็คือ...การเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา  ในทุกขณะจิต เพื่อป้องกันการรุกรานของข้าศึก( อวิชชา ตัณหา อุปาทาน )เมื่อ  ปัญญาเกิด( ปัญญาในแก่นมรรค ) อวิชชาก็จะดับลงทันที ถ้ามีการเดินแก่นมรรคหรือเจริญแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิต  ทุกข์ที่มาจากกิเลสตัณหาก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะรากเหง้าของกิเลสตัณหาดับลง( อวิชชาดับ ) นี่คือ จุดที่หลายๆคนมองข้ามไป  ศีล  สมาธิ  ปัญญา(ไตรสิกขา)จะไม่เกิดขึ้น ถ้าปราศจากการมีสติหรือไม่มีสติในฐานกาย(อานาปานสติและกายคตาสติ) อริยมรรคมีองค์ 8 จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย นี่คือ ความจริงของธรรมที่ทำกิจ(ทำหน้าที่) สติ สมาธิ ปัญญา เป็นธรรมที่เป็นกุศลที่มีความสำคัญมากๆ ถ้าพระพุทธเจ้าปราศจากธรรมนี้ การตรัสรู้ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ สติ ทำให้พระองค์ระลึกได้จากการบำเพ็ญอัตตกิลมถานุโยค(การทรมานตน)ว่าทางนี้ไม่ใช่ทางดับทุกข์ สติและปัญญาจึงทำให้พระองค์มุ่งสู่ทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา และตรัสรู้สำเร็จในที่สุด ก็มาจาก....สติ สมาธิ ปัญญา( แก่นมรรค )นี่เอง

          วิธีการเจริญสติ ในฐานกาย

1 ) กรณี นั่งสมาธิ ให้เจริญอานาปานสติ คือ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออกอย่างต่อเนื่อง
      อันดับแรก ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้ายาว เมื่อสูดลมหายใจเข้ายาว ก้รู้ว่าลมหายใจเข้ายาว เมื่อลมหายใจออกยาว ก็รู้ว่า ลมหายใจออกยาว ให้กำหนดรู้เช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบกับลมหายใจสั้น( นานๆเข้าลมหายใจจะเริ่มแผ่วลงเป็นลมหายใจสั้น )ก็ให้กำหนดรู้ต่อไปว่าเป็นลมหายใจเข้าสั้น ลมหายใจออกสั้น ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ สติจะมีสมาธิ(จิตมีสมาธิ) กรณีที่จิตวอกแวกฟุ้งซ่านออกไปข้างนอก ให้ดึงสติมาไว้ที่ลมหายใจเหมือนเดิม ถ้าฟุ้งซ่านมากๆ ให้หายใจเข้ายาวๆแล้วกั้นลมหายใจไว้สักระยะหนึ่ง เมื่อไปต่อไม่ไหว ลมหายใจออกมันก็จะปล่อยออกมา ทำเช่นนี้จนสติกลับมาอยู่ที่ฐานกายได้อย่างชัดเจน นี้คือ เทคนิคแก้การฟุ้งซ่านในขณะนั่งสมาธิ

2 ) กรณีอยู่ในอิริยาบทต่างๆ(ไม่ได้นั่งสมาธิ)เช่น การยืน เดิน นั่ง ทำงาน ฯลฯ ให้ท่านกำหนดระลึกรู้(ฝึกสติ)อยู่กับอิริยาบทในปัจจุบันนั้นๆ เช่น เวลาดื่มน้ำ ก็มีสติระลึกรู้ว่ากำลังดื่มน้ำอยู่ เวลาเดิน ก็รู้ว่า กำลังเดิน เวลาทำงานใดๆอยู่ ก็รู้ว่ากำลังทำงาน มีสติระลึกรู้อยู่กับงาน(ไม่ใจลอย) นี่คือ การฝึกฝนสติให้อยู่กับอิริยาบทต่างๆหรือที่เรียกว่า...กายคตาสติ..นั่นเอง การฝึกในช่วงแรกๆอาจจะไม่คล่องสักเท่าไหร่ ค่อยๆฝึกไปเรื่อยๆจะชำนาญไปเอง และนานๆเข้าจะกลายเป็นสัญชาตญาณไปเอง เป็นมหาสติ(สติที่ระลึกรู้ได้อย่างรวดเร็ว)ซึ่งจะไปเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับการเกิด ผัสสะ(สัมผัส) แล้วค่อยๆเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปรีบร้อนใดๆ เพราะทุกๆอย่างก้าวของเราทุกๆคนคือการใช้สติเป็นตัวตั้งต้นเสมอ ถ้าไม่มีสติ นั่นคือ ความประมาท ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ถ้าไม่มีสติคอยกำกัดเราอยู่

  เมื่อ สติเกิด  สมาธิ และ ปัญญา( สัมปชัญญะ) จะติดตามมา การพิจาณาแบบรอบคอบและรอบด้าน(โยนิโสมนสิการ)และการวิเคราะห์แยกแยะ(วิภัชวาท)ก็จะติดตามมา นี่คือ จุดเกิดของ...วิชชา(ปัญญา)...ให้ท่านใช้เพียง 3 ธรรมนี้( สติ สมาธิ ปัญญา )ท่านก็สามารถดับทุกข์ในแต่ละวันได้แล้ว สั้นๆและง่ายๆ ทุกๆคนสามารถทำได้ทันทีในทุกๆที่และทุกๆเวลา โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น การทำงานและวิถีชีวิตของท่านจะกลายเป็น...การปฏิบัติธรรมทันที

จิตที่ไม่มีทุกข์ คือจิตที่ดำเนินอยู่บนแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )

จิตที่พ้นจากความทุกข์อย่างแท้จริง ไม่ใช่จิตที่พยายามบังคับไม่ให้รู้สึก แต่คือจิตที่มีการเจริญ "แก่นมรรค" (สติ สมาธิ ปัญญา) ให้ตื่นรู้อยู่ตลอดเวลา เมื่อจิตดำเนินอยู่บนหนทางแห่งมรรคอย่างต่อเนื่อง จิตจะทำหน้าที่ระลึกรู้และเห็นแจ้งในธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง ถอดถอนความหลงผิดในสมมติ และไม่เปิดโอกาสให้สังขารปรุงแต่งไปเป็นความยึดมั่นถือมั่น จิตจึงตั้งมั่น อบรมตนเอง และเข้าถึงความสงบเย็นอันเป็นอิสระจากทุกข์ได้อย่างแท้จริง

จิตที่ไร้ทุกข์ คือจิตที่ดำเนินอยู่บนแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )

ความทุกข์จะครอบงำจิตไม่ได้เลย หากจิตนั้นได้รับการอบรมและตื่นรู้อยู่บน แก่นมรรค ตลอดเวลา การเจริญแก่นมรรคอันประกอบด้วย สติ สมาธิ และปัญญา อย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อจิตอย่างไร?

สติ: ระลึกรู้เท่าทันมโนผัสสะและเวทนาที่เกิดขึ้น ไม่ปล่อยให้ความเพลิน (นันทิ) เข้ามาปรุงแต่ง

สมาธิ: จิตตั้งมั่น ทรงพลัง มีความสงบเย็นเป็นฐานในการมองเห็นความจริง

ปัญญา: เห็นแจ้งในไตรลักษณ์ แยกแยะสมมติออกจากปรมัตถ์ รู้ชัดว่าธรรมทั้งปวง (รวมถึงจิต) ล้วนทำกิจของตนและเป็นอนัตตา

เมื่อแก่นมรรคถูกเจริญอยู่ตลอดเวลา จิตย่อมคลายความสำคัญมั่นหมายในตนเอง ละสิ้นซึ่งความดิ้นรนทะยานอยาก และเข้าถึงสภาวะแห่ง "จิตที่ไม่มีทุกข์" อย่างแท้จริง

3 ขั้นตอนง่ายๆ เจริญ "แก่นมรรค"
ในชีวิตประจำวัน: เปลี่ยนปุถุชนสู่จิตที่ไร้ทุกข์

สำหรับคนทั่วไปที่ยังต้องทำมาหากิน มีหน้าที่การงาน และครอบครัวที่ต้องดูแล การเจริญแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ไม่ใช่การปลีกวิเวก แต่คือการ "ฝึกจิตในห้องเรียนชีวิตจริงตลอด 24 ชั่วโมง" โดยมีแนวทางปฏิบัติทางจิตที่เรียบง่าย ดังนี้

1. เจริญ "สติ" : ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม (ละนันทิในเวทนา) ด้วยการปฏิบัติตามที่แนะนำด้านบน

ในแต่ละวัน จิตของเราต้องกระทบกับสิ่งต่างๆ ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (มโนผัสสะ) อยู่ตลอดเวลา

วิธีปฏิบัติ: เมื่อมีอารมณ์บวกหรือลบเกิดขึ้น (เช่น พอใจ ไม่พอใจ โกรธ หรือเหงา) ให้ "แค่รู้" ทันทีว่ามีความรู้สึกนั้นเกิดขึ้น

หัวใจสำคัญ: ไม่กระโดดลงไปเล่นซ้ำ ไม่ปล่อยให้จิตปรุงแต่งเพลินไปกับอารมณ์นั้น (ละนันทิ) ตัดกระแสไม่ให้ความเพลินกลายเป็นความทุกข์ใจ

2. เจริญ "สมาธิ" : กลับคืนสู่ความปกติ (ตั้งมั่นแบบธรรมชาติ)

สมาธิสำหรับคนทำงาน ไม่ใช่การนั่งหลับตาตัวตรงเป็นชั่วโมง แต่คือความตั้งมั่นและเป็นปกติของจิต (ปกติสมาธิ)จดจ่ออยู่กับงาน

วิธีปฏิบัติ: ในระหว่างวัน ไม่ว่าจะเดิน ทานข้าว ทำงาน หรือคุยโทรศัพท์ ให้ดึงความรู้สึกตัวหรือสติกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวบ่อยๆ หรือใช้การตามรู้อยู่กับ "ลมหายใจ" สั้นๆ สัก 3-5 ลมหายใจในขณะที่กำลังเปลี่ยนผ่านกิจกรรม

หัวใจสำคัญ: เป็นสมาธิที่ผ่อนคลาย ไม่เพ่ง ไม่บังคับ จิตตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อเป็นฐานให้เกิดการมองเห็นความจริง

3. เจริญ "ปัญญา" : ตีแผ่สมมติ เห็นแจ้งอนัตตา ทุกๆอย่างที่อยู่ตรงหน้าของท่านเป็น...อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน)ทั้งหมด

เมื่อจิตมีความสงบและรู้เท่าทันอารมณ์แล้ว ปัญญาจะทำหน้าที่คัดแยกและมองเห็นความจริงตามธรรมชาติ

วิธีปฏิบัติ: ฝึกมองทุกลักษณะที่เข้ามากระทบว่าเป็นเพียง "ธรรมะแต่ละธรรมที่ทำกิจของตนเอง" ความโกรธทำกิจของความโกรธ ความคิดทำกิจของความคิด แม้แต่จิตเองก็เป็นเพียงธรรมชาติหนึ่งที่ทำหน้าที่รับรู้เท่านั้น ไม่มีตัวตนจริงๆ บังคับควบคุมไม่ได้

หัวใจสำคัญ: แยกสมมติ (เรื่องราว คน สัตว์ สิ่งของ) ออกจากความจริง (ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป) เพื่อถอดถอนความสำคัญมั่นหมายในตนเองลงเรื่อยๆ จนเห็นว่า ไม่มีเราที่เป็นผู้ทุกข์ มีแต่สภาวะธรรมที่กำลังทำงาน

 สรุปสู่การปฏิบัติ 24 ชั่วโมงแบบไร้ทุกข์

การเจริญแก่นมรรคของคนทั่วไป คือการ "ทำงานด้วยความตื่นรู้ และอยู่กับโลกอย่างผู้รู้เท่าทัน" เมื่อไรที่มีผัสสะมากระทบ ให้ใช้ สติ ระลึกรู้ มี สมาธิ ตั้งมั่นเป็นปกติ และใช้ ปัญญา มองเห็นว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา... เพียงเท่านี้ จิตของปุถุชนธรรมดาก็จะค่อยๆ คลายความยึดมั่น และเข้าถึงความไร้ทุกข์ได้ในที่สุด ทุกข์มันมีที่เกาะก็คือ..ตัวกู  ของกู....
ถ้าไม่มี...ตัวกู  และ ของกู.....ทุกข์ก็ไม่เกิด และทุกข์ไม่มีที่ตั้ง.....

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 


 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))

 

Visitors: 1,884